ตามรอยพระพุทธบาท

เดินทางไปภาคเหนือ วันที่ 22 และ 24 เมษายน 2553
webmaster - 2/5/10 at 10:41

รอยพระพุทธบาท "ถ้ำพระธรรมาสน์" อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก

วันที่ 22 เมษายน 2553 (อุทัยธานี - พิษณุโลก)

......การเดินทางไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 เป็นรอยพระพุทธบาทที่อยู่ภายใน "ถ้ำพระธรรมาสน์" อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ที่ขึ้นบัญชีนานไว้แล้ว แต่เพิ่งได้ไปสำรวจ สถานที่นี้จะต้องไปเฉพาะหน้าแล้ง คือเดือนเมษายนเท่านั้น ถ้าไปหน้าอื่นน้ำในถ้ำจะมาก ไม่สามารถเดินเข้าไปได้เลย และเสี่ยงต่ออันตรายเป็นอย่างมาก

......ความจริงหลวงพี่เคยไปกันครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่พบท่านอาจารย์ชาญ สุมังคโล เจ้าสำนัก ครั้งนี้อีกเช่นกันก็ยังไม่พบท่านอีก หลังจากฉันเพลแล้ว หลวงพี่จึงสอบถามคนที่นำทางจากพระในวัด พระที่วัดจึงพาเข้าไปในหมู่บ้านข้างวัด ปรากฏว่าท่านสามารถหาคนนำทางให้จนได้


จากนั้นก็ย้อนกลับเข้าไปในสำนัก รถวิ่งผ่านสถานที่ก่อสร้างอาคาร ที่มีรูปทรงคล้ายกลดพระธุดงค์ แล้วตรงไปในป่าหลังวัด เวลานี้เป็นเขตของ "อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง" ภายในถ้ำมีปลาที่ไม่มีลูกตาด้วย แต่อยู่คนละถ้ำกับที่มีรอยพระพุทธบาท การเข้าถ้ำครั้งนี้ พวกเราได้เตรียมไฟฉายไปด้วย ด้านหน้าถ้ำมีพระบรมรูป "สมเด็จพระนเรศวร" พวกเราจอดรถแล้วเดินลงไปข้างล่าง ด้านในถ้ำมีหินย้อยหินงอกเป็นฐานพระพุทธรูป


เมื่อเดินทะลุไปอีกถ้ำหนึ่งแล้ว จะมองเห็นภายในถ้ำเป็นลานกว้าง เป็นถ้ำโปร่งข้างบนมีปล่อง ชาวบ้านที่นำทางเล่าว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้พยายามจะมานำพระพุทธรูปออกไป แต่ไม่สามารถจะยกลงมาได้


พวกเราเดินตามต่อไป บางช่วงก็ต้องปีนบันไดลงไป จนถึงพื้นลำธารภายในถ้ำจะมืดมาก ต้องใช้ไฟฉายส่องนำทาง บางครั้งเดินตามไม่ทัน ต้องลุยน้ำลึกเกือบถึงอก แสงไฟส่องสว่าง จะมองเห็นฝูงปลาแหวกว่ายอยู่หลายตัว อีกทั้งได้เห็นปูและกุ้งด้วย น้ำใสไหลเย็นแต่มืด ไม่รู้อาศัยอยู่ได้อย่างไร


เดินลึกเข้าไปไกล คดเคี้ยวเลี้ยวไปมา เดินยากลำบากจริงๆ เพราะรองเท้าไม่ค่อยดี บางช่วงน้ำตื้นแต่ก็สะดุดก้อนหินในน้ำ เป็นลำธารที่น้ำไหลผ่านอยู่ในภูเขา คล้ายกับ "ถ้ำธารลอด" ที่กาญจนบุรี เดินได้เกือบชั่วโมงก็ถึงตำแหน่งที่มีรอยพระพุทธบาท หลวงพี่ได้จุดเทียนรอบๆ เพื่อช่วยให้สว่างขึ้น


รอยพระพุทธบาทกว้างเมตรเศษ มีน้ำขังอยู่ด้วย มีธูปเทียนและพวงมาลัยเก่าๆ วางอยู่กลาดเกลื่อน จึงได้ช่วยกันทำความสะอาด แล้วทำพิธีกราบไหว้บูชาต่อไป


มองดูรอยพระพุทธบาทไม่ค่อยได้สดส่วน คือแคบไปหน่อย คิดว่าคงเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติบ้าง ไม่เห็นนิ้วเท้าหรอก เพราะน่าจะเป็นพระพุทธบาทเกือกแก้ว


คุณบุ๋มช่างภาพพยายามถ่ายภาพให้ได้ทุกมุม แม้ก้อนหินจะลื่นและขรุขระก็ตาม พวกเราก็พยายามเดินทางมาถึงจนได้ คิดว่าคงไม่มีเป็นครั้งต่อไปอีกแล้วละ เดินเข้าไปยากลำบากเหลือเกิน คนนำทางเล่าว่า ก่อนจะเข้าถ้ำได้สำเกตอากาศก่อน หากตั้งเมฆคลึ้มไม่กล้าเสี่ยงเข้ามาหรอก เพราะถ้าเข้ามาแล้วเกิดฝนตก น้ำจะไหลเข้ามาในถ้ำ น้ำจะมากไม่สามารถเดินผ่านได้เลย..


นี่เราคิดกันเองนะ หากถ่านไฟฉายหลุดมือตกลงไปในน้ำ หรือว่าถ่านหมด คิดว่าคงจะหาทางออกไม่ได้อย่างแน่นอน ดังที่เคยเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ "ข่าวสด" เมื่อปีที่แล้วว่า


ภาพจาก - palungdham.com

(หิ้วปีก - จนท.ช่วยกันพยุงร่างสามเณรคณิต พูลสวัสดิ์ และสามเณรณัฐวุฒิ หลวงพาโร อายุ 17 ปี ที่อยู่ในอาการอ่อนเพลีย หลังหลงอยู่ในถ้ำวังแดง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก นาน 2 คืน ชาวบ้านตามพบช่วยชีวิตออกมาได้)

"......จากกรณีสามเณรคณิต พูลสวัสดิ์ อายุ 17 ปี และสามเณรณัฐวุฒิ หลวงพาโร อายุ 17 ปี สามเณรวัดหนองน้ำเต้า ต.ทับคล้อ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ไปเที่ยวภายในถ้ำวังแดง วัดถ้ำพระธรรมมาสน์ ม.3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก แล้วเกิดหลงทางภายในถ้ำ ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายกว่า 100 คน ระดมกำลังค้นหาตลอดทั้งวันทั้งคืน ติดต่อกันสองวันที่ผ่านมา

.......ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 พ.ค. ได้พบสามเณรทั้งสองรูปแล้ว ที่ถ้ำมัจฉา ถ้ำแห่งหนึ่งในวัด จึงให้นำรถโฟร์วีลส์ขึ้นไปรับ พร้อมชุดแพทย์ปฐมพยาบาล เนื่องจากสามเณรทั้งสองร่างกายอ่อนเพลีย อิดโรยไม่มีแรงและร่างกายซีดหนาวสั่น มีเพียงสบงกับอังสะติดตัวเท่านั้น ไม่มีจีวรครองที่ตัวแต่อย่างใด.."





ครั้นได้ทำพิธีสักการบูชากันแล้ว จึงเดินออกมาโดยมีไฟฉายอยู่ในมืออีกเช่น ทุกคนเปียกปอนไปหมด แต่ก็ช่วยลดความร้อนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ช่วงสุดท้ายจะเห็นหลวงพี่กำลังปีนบันไดเหล็กขึ้นไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ส่วนพวกเราก็เกือบหมดแรงแล้ว โดยเฉพาะคราวนี้ต้องสูญเสียมือถือไป ๑ เครื่อง เนื่องจากเดินลุยน้ำไปเพลิน ปรากฏว่าบางช่วงน้ำสูงเกือบถึงหน้าอก มือถือที่พกไปเลยพลอยสำลักน้ำไปด้วยละนะ


ส่วนคุณสำราญก็ปีนตามเป็นคนต่อไป เดินออกมาจนถึงภายในถ้ำอีกถ้ำหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้)


เดินผ่านถ้ำไปอีกหลายถ้ำ จนกว่าจะถึงถ้ำแรกที่เข้ามา ก่อนจะกลับได้ช่วยกันห่มผ้าสีทองที่ฐานองค์พระ


เมื่อเดินกลับมาที่รถแล้ว จึงได้เปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อน แล้วหลวงพี่ได้ถวายปัจจัยให้พระ ๑๐๐ บาท
และมอบรางวัลให้ชาวบ้านที่นำทางอีก ๑๐๐ บาท จากนั้นจึงเดินทางกลับ.


webmaster - 4/5/10 at 09:03

รอยพระพุทธบาท "วัดพระธาตุดอยสะเก็ด"
ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ (พบใหม่ ลำดับที่ 607)

วันที่ 24 เมษายน 2553 (อุทัยธานี - เชียงใหม่)

ก่อนเดินทาง "หลวงพี่ชัยวัฒน์" ได้รับข้อมูลจากคุณศรีนุช (ภรรยาคุณหนุ่ม ไทยรัฐ) ที่อยู่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2553 แจ้งว่าท่านเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด พบรอยพระพุทธบาทใหม่ในป่าบริเวณบนยอดเขานี้ หลวงพี่จึงได้กำหนดเดินทางวันที่ 24 เมษายน 2553

นับได้เวลาหนึ่งเดือนพอดี ด้วยเหตุที่จะต้องไปงานศพ "หลวงพี่สมบูรณ์" ที่ได้มรณภาพไป ณ วัดป่าปฐมพุทธาราม" ท่านจึงได้ออกเดินทางจากวัดแต่เช้ามืด ทั้งที่เพิ่งเดินทางมาจากตะวันออก ได้พักที่วัดเพียงวันเดียวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้ากันแล้วไปที่ถ้ำพระธรรมาสน์ จากนั้นก็พักผ่อนได้สองวันก็ต้องเดินทางอีกแล้ว



(ภาพจาก - www.igetweb.com บริเวณบนยอด "พระธาตุดอยสะเก็ด")



สถานที่นี้ความจริงท่านตั้งใจจะไปเดือนพฤษภาคม แต่ก็มีเหตุอย่างที่เกริ่นมาแล้วนี่ละ ทำให้ชีพจรลงเท้า ต้องเดินทางอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งรอยพระพุทธบาทก็ยังพบใหม่อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณยอดเขาข้างวัดพระธาตุดอยสะเก็ดนี้ก็เห็นกันมานานแล้ว

หลังจากพวกเราได้นัดพบกับคุณศรีนุชที่บ้าน โดยนัดกับคุณทีน่าที่มารออยู่ด้วยแล้ว จึงเดินทางไปที่บ้าน อ.พัฒนีย์ เกษม และไปเจอคนที่รู้จักหลวงพี่อีกคนหนึ่งอยู่ข้างบ้าน อ.พัฒนีย์ จากนั้นก็นิมนต์หลวงพี่ไปฉันเพลในร้านสวนอาหารแห่งหนึ่งในดอยสะเก็ด


จากนั้นก็ขับรถวิ่งขึ้นไปบนยอดเขา ผ่านซุ้มประตูทางเข้าวัด เลี้ยวซ้ายผ่านอาคารเรียนพระปริยัติธรรม ขึ้นยอดเขาไปถึงศาลาพ่อปู่พระฤาษี ซึ่งบริเวณนี้ท่านเจ้าอาวาสได้สร้างศาลาและกุฏิที่พักสำหรับต้อนรับพระเถระ ต้องจอดรถไว้แล้วเดินเข้าไป โดยมี อ.พัฒนีย์ และคุณศรีนุชเป็นผู้เดินนำไป พร้อมกับเล่าบนยอดดอยแห่งนี้ จะมีถ้ำอยู่ใต้พื้นดิน แต่ก่อนภายในถ้ำจะมีถ้วยโถโอชามให้ชาวบ้านยืม ภายหลังไม่ค่อยเอากลับมาคืน ถ้ำจึงถูกปิดไปนานแล้ว


ทั้งนี้ หลวงพี่ได้นัดพบกับ คุณปุ้มและเพื่อนๆ ให้มาพบกันที่นี่อีกด้วย ทั้งหมดถึงได้เดินตามกันไปจากศาลาประมาณ 500 เมตร จะเห็นศาลาโปร่งหลังเล็กๆ ครอบพระพุทธบาทอยู่กลางป่า มีช่างกำลังฉาบเสาศาลาอยู่คนหนึ่งด้วย มองดูไม่เห็นรอยพระพุทธบาทเลย เห็นมีแต่พวงมาลัยดอกไม้ และดอกบัว ธูปเทียน กองทับรอยพระพุทธบาทเต็มไปหมด


พวกเราช่วยกันเก็บกวาดทันที ในใจนึกอยากจะเห็นมานาน เพราะคนที่นำทางบอกว่าเห็นรอยชัดเจนสวยมาก แต่หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ให้ช่างตกแต่งไปหน่อยหนึ่งแล้ว ทุกคนได้แต่เสียดาย แต่ไม่รู้ทำยังไง อ.พัฒนีย์ จึงถวายหนังสือตามรอยพระพุทธบาท เล่ม 1 ให้แก่ท่านเจ้าอาวาส


หลวงพี่ได้สำรวจบริเวณก้อนหินนี้ พบว่าเป็นลานหินไม่ใหญ่นัก เดิมมีก้อนหินระเกะระกะเต็มไปหมด แต่พอสร้างศาลาครอบแล้ว จึงได้ขนก้อนหินออกไปกองไว้โดยรอบ ลานหินลาดไม่สูงมากนักต่ำระดับพื้นดิน เห็นรอยทั้งคู่ชัดเจน เป็นลักษณะประทับยืนตามธรรมชาติ คือพระบาทซ้ายและขวาเหลื่อมกันเล็กน้อย หันพระพักตร์ไปทางหนองน้ำด้านล่างชื่อว่า "หนองบัวพระเจ้าหลวง"


ทุกคนต่างก็ดีใจที่ได้เห็นชัดเจน โดยเฉพาะลายธรรมจักรตรงกลางพระบาททั้งซ้ายและขวา อ.พัฒนีย์ ชี้ไปที่ข้างพระบาท บอกว่าเป็นรอยที่ช่างตกแต่งแล้ว ส่วนเส้นขอบที่นิ้วเป็นรอยเดิม แต่นิ้วเท้าช่างได้แต่งให้ลึกลงไปหน่อยหนึ่ง ในตอนนี้มีคุณลุงคนหนึ่งอยู่ในวัดมายืนดูอยู่ด้วย อ.พัฒนีย์รู้จักจึงขอให้ช่วยเดินไปนิมนต์ท่านเจ้าอาวาสกรุณามาที่นี่ด้วย


ภาพนี้ขยายใหญ่ให้ชัดเจน จะมองเห็นลายเส้นที่ในรอยพระบาทด้วย หลวงพี่บอกว่าน่าจะเป็นรอยจีวรยับ เหมือนกับจะบอกว่าลานหินตรงนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงประทับนั่งก่อน แล้วจึงประทานพระพุทธบาทไว้ จึงมีร่องรอยของจีวรยับๆ อยู่ด้วย ลายเส้นนี้จะปรากฏอยู่เฉพาะก้อนหินนี้เท่านั้น


พวกเราต่างก็ดีใจ โดยเฉพาะได้พบรอยซ่นเท้าคู่กันอยู่เหนือขึ้นไป ส่วนรอยที่เห็นเฉพาะปลายเท้าอีกคู่หนึ่งอยู่ต่ำลงมาเล็กน้อย รวมความว่าลานหินนี้มีรอยพระพุทธบาท 3 คู่ (รวม 6 รอย)


เมื่อคุณสำราญเตรียมที่นั่งให้หลวงพี่แล้ว จึงได้เริ่มเปิดเทปบวงสรวงจากมือถือของท่าน พร้อมกับอธิษฐานให้สถานที่นี้มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดห้าพันปี


จากนั้นได้โปรยดอกไม้สรงน้ำหอมและปิดทองคำเปลวรอบๆ พระพุทธบาท คุณบุ๋มพยายามถ่ายภาพให้ได้ทุกมุม โดยให้เห็นรอยก่อนที่จะสรงน้ำหอม


เมื่อสรงน้ำหอมกันทั่วทุกคนแล้ว หลวงพี่ได้ให้รางวัลแก่ช่าง 4-5 คน ที่ทำงานก่อสร้างศาลาคนละ 100 บาท ในตอนนี้ ท่านเจ้าคุณพระโพธิรังสี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ดกำลังเดินมาที่นี่


ท่านเจ้าคุณพระโพธิรังสีได้ให้คนนำรูปถ่ายมาให้ชมกันด้วย เป็นการถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ ก่อนที่จะมีการตกแต่ง ถ่ายไว้จำนวนสองภาพใส่กรอบไว้เป็นอย่างดี



(คลิปวีดีโอ : หลวงพี่สนทนากับท่านเจ้าอาวาส เรื่องการค้นพบรอยพระพุทธบาท)



พร้อมกันนี้ท่านได้เล่าว่า ประมาณวันที่ 18 มีนาคม 2553 ได้มีนิมิตเห็นแสงสว่างเต็มบริเวณนี้ ต่อมาจึงได้เดินมาหาดูว่าจะมีอะไรตามนิมิตนี้หรือไม่ ปรากฏว่าได้พบรอยพระพุทธบาท ซึ่งวันที่พบตรงกับ "วันเสาร์ 5" คือ วันที่ 20 มีนาคม 2553 ท่านบอกว่าพบตรงกับวันสำคัญโดยบังเอิญพอดี


หลังจากท่านเล่าความเป็นมาแล้ว หลวงพี่ได้ถวายหนังสือตามรอยพระพุทธบาท เล่ม 2-4 ให้แก่ท่านเจ้าอาวาส พร้อมกับร่วมทำบุญสร้างศาลาเป็นเงิน 2,000 บาท และหลวงพี่ได้ถวายร่วมสร้างพระพุทธรูปใหญ่หน้าตัก 9 เมตร ทรงเครื่องจักรพรรดิ์ ตามแบบแปลนที่เห็นนี้ เป็นจำนวนเงินอีก 3,000 บาท จากนั้นได้กราบนมัสการท่านแล้วออกเดินทางต่อไป.


webmaster - 4/6/10 at 05:10

(Update 04-05-53)