ตามรอยพระพุทธบาท

หนังสือ "ตามรอยพระพุทธบาท" เล่ม 1 (ตอน 1) ประวัติการสร้างวิหารน้ำน้อย
webmaster - 11/2/08 at 22:27

◄ll ตอน 2 ภาคอีสาน ปี 2538
◄ll ตอน 3 ภาคกลาง ปี 2538
◄ll ตอน 4 งานรวมภาค ปี 2539



ตามรอยพระพุทธบาท รวมเล่ม ๑



สารบัญ

01.
ถ้อยแถลง
02. ตามรอยพระพุทธบาท ภาคเหนือ ปี 2536
03. ตามรอยพระพุทธบาท ภาคใต้ ปี 2537
04. รอยพระพุทธบาท ๕ แห่ง
05. "ลอยกระทง" เพื่อวัตถุประสงค์อะไร..?
06. ประวัติการลอยกระทง
07. คำนมัสการลายลักษณ์พระพุทธบาท
08. ประวัติการสร้าง "พระวิหารน้ำน้อย" อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา



01

ถ้อยแถลง


หนังสือรวมเล่มนี้ได้จัดพิมพ์เพื่อรวบรวม เรื่องราว “การตามรอยพระพุทธบาท” ตามที่ได้ เคยเล่าไปแล้วใน “ธัมมวิโมกข์” ฉบับรายเดือน ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ให้ญาติโยมทั้งหลายทราบ ว่าสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า มีทั้งใน ประเทศไทยและต่างประเทศ ที่รวมเรียกกันว่า “สกลชมพูทวีป” นี้

ตามที่อาตมาได้ไปกราบไหว้มาแล้วทั้ง พระบรมธาตุ, พระพุทธบาท, ต้นไม้ศรีมหาโพธิ์ และ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ จนถึง ปี ๒๕๔๘ นับเป็นเวลาสิบกว่าปีมาแล้ว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น พม่า, ลาว, กัมพูชา, เวียตนาม, อินเดีย, ลังกา, และ สิบสองปันนา เป็นต้น

บัดนี้ มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งได้เคย จัดพิมพ์เป็นเล่มเล็กๆ มาแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียง แค่ระบุแต่สถานที่เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่สมบูรณ์ แบบจริงๆ เพราะเหตุว่ายังมีอีกมากมาย โดย เฉพาะพระเจดีย์ที่อยู่ในเมืองไทย เช่นที่ กรุงเทพ มหานคร เป็นต้น แต่เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด และ ส่วนใหญ่ก็ทราบกันดีอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องลงไป เฉพาะ “ภูเขาทอง” วัดสระเกศ เท่านั้น หวังว่า ทุกท่านคงจะเข้าใจ แต่สิ่งสำคัญจะเน้นเฉพาะที่ เก่าแก่มาแต่โบราณจริงๆ เท่านั้น

โดยเฉพาะสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาก่อน เพราะไม่แต่พระองค์จะประทับรอยพระพุทธบาทเท่านั้น บางแห่งพระองค์ก็ทรงประทานเส้นพระเกศาไว้ให้อีกด้วย ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงจาก ตำนานพระเจ้าเลียบโลก, ตำนานพระธาตุพนม, และหนังสือบันทึก ประวัติท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย และในที่บางแห่งก็มีตำนานเป็นของตัวเองอยู่ด้วย แต่ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธบาทที่นอกเหนือตำนานไปแล้วทั้งสิ้น

ฉะนั้น หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ ท่านผู้อ่านมิใช่น้อย เพราะเปรียบเสมือนแผนที่ ในการเดินทาง “สร้างบารมี” แล้วแต่จะเลือกกันไปที่ไหนในชีวิตนี้ ซึ่งมีให้เลือกมากมาย อีกทั้ง ยังมีแผนผังไว้ด้วย เพื่อจะช่วยให้รู้ว่า พระเกศาธาตุ, พระบรมสารีริกธาตุ, และพุทธบริขาร ของพระพุทธเจ้าทั้งพระวรกาย ได้ไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ที่ไหนบ้าง

จึงหวังว่าทุกท่านคงจะมีความพากเพียรพยายาม เพราะทุกอย่างไม่เกินความสามารถของ เราไปได้ ถ้าเราปรารถนาจะสร้างสมอบรมบารมี ให้ครบถ้วนสมบูรณ์บริบูรณ์อย่างรวดเร็ว เพื่อความฝันอันสูงสุด คือ “อมตมหานฤพาน” ที่ กุลบุตรกุลธิดาทั้งหลายต้องการสถานที่สำคัญเหล่านี้ อันเป็นสถานที่พระโพธิสัตว์เจ้า และผู้ปรารถนาพระสาวกทั้งหลาย ได้ถือเป็นที่บำเพ็ญบารมีมาตลอดกาลนานนับไม่ถ้วนแล้ว และส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงพระนิพพานไปแล้วมากมาย

เป็นอันว่าไม่จำเป็นต้องรอกันหลายพุทธันดร เพียงแค่ขวนขวายแสวงหาตามที่กล่าวมานี้ ความฝันของท่านทั้งหลายก็เป็นจริงขึ้นมาได้ และจะสามารถเข้าถึงแก่นธรรมอันวิเศษได้ในชาติปัจจุบันทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามีรอยจริงเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย นั่นก็คือ..พระพุทธบาทได้ปรากฏขึ้นบนพื้นดินที่ เรียกว่า “พระพุทธบาทดิน” เมื่อปลายปี ๒๕๔๖ ที่มิใช่ปรากฏอยู่บนก้อนหินดังที่เคยพบเห็นมาก่อน ที่เรียกว่า “รอยที่เป็นอดีตกาล” แต่นี่เห็นเป็น “รอยปัจจุบัน” ซึ่งมีให้กราบไหว้ทั้งเหนือและใต้ ของแผ่นดินสยามประเทศนี้

นั่นก็คือ...ณ ที่กลางทุ่งนา บ้านนาโพธิ์ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย (มีเพียง ๑ รอย และเป็น เบื้องขวา มีวงธรรมจักรและลายก้นหอยพร้อมสรรพ) นับว่าสวยงามที่สุดในโลกก็ว่าได้ ใน ปัจจุบันยังพอให้เห็นได้อยู่ชัดเจน (ข่าวจาก นสพ.ข่าวสด และ ช่อง ๙ เดือนตุลาคม ๔๖)

และรอยที่ ๒ ที่ปรากฏอยู่บนพื้นดิน คันนาบ่อกุ้งของชาวบ้าน ต.ปากนคร อ.เมือง จ. นครศรีธรรมราช เป็นรอยก้าวเดิน ๓ ก้าว ขนาดใหญ่โตมากกว่ารอยคนธรรมดา รวม ๖ รอยทั้งซ้ายและขวา แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภาย หลังน้ำท่วมรอยเหล่านี้ ก็เลือนหายไปหมดสิ้น แล้ว จึงเหลือแต่ความทรงจำที่นำมาเล่าไว้เพียง แค่นี้เอง (ข่าวจาก นสพ.เดลินิวส์ ธ.ค. ๔๖)

เพราะฉะนั้นก่อนที่ท่านจะพบกับเรื่อง เล่าทั้งหลายเหล่านี้ ผู้เขียนจะขอนำรายชื่อ สถานที่ต่างๆ ทั้งหมด เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ กำหนดจดจำไว้ โดยจะแยกเป็นหมวดหมู่เริ่ม จากในประเทศแล้วก็จะเป็นต่างประเทศ ดังนี้

๑. พระบรมธาตุ ๖๗๕ แห่ง

๒. พระพุทธบาท ๕๕๕ แห่ง

๓. ต้นไม้ศรีมหาโพธิ์ ๙ แห่ง

๔. พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ๘๖ แห่ง


ส่วนการเล่าเรื่องตามรอยพระพุทธบาทในครั้งนี้ คงจะไม่สามารถรวมได้หมด เนื่อง จากมีเรื่องราวมากมาย การรวมเล่มนี้จึงถือเป็น รวมเล่ม ๑ คือเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ จนถึงปี ๒๕๔๒ ซึ่งรวบรวมเนื้อหาสาระที่น่าอ่านมาก คิดว่าเล่มนี้หากเป็นที่สนใจ คงจะได้มีโอกาส รวบรวมเล่มที่ ๒ และที่ ๓ อีกก็เป็นได้

แต่ที่รวบรวมทั้งหมดนี้เป็นเรื่องภายในประเทศเท่านั้นนะ ยังมีเรื่องราวที่ประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งผู้เขียนพยายามจะเล่าให้ครบ ถ้วน แต่ก็ขอให้อ่านรวมเล่ม ๑ ไปก่อนก็แล้ว กัน หากสนใจก็ช่วยกันนำไปเผยแพร่ หรือว่า มีข้อคิดเห็นประการใดแจ้งกลับมาด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไม่มีผู้เริ่มต้น ในการคิดจัดทำรวมเล่ม หนังสือเล่มนี้คงจะไม่ ปรากฏแก่สายตาท่านผู้อ่านทั้งหลาย ผู้ที่เป็น แรงบันดาลใจในเรื่องนี้ คงจะเป็น คุณต้อย และ คุณติง สามีผู้ล่วงลับไปแล้ว, คุณมงคล-กฤษณา จากการบินไทย, พ.อ.หญิงรัตนา เอื้อบุณยะนันท์ คุณเรวิทย์ สมัครพันธุ์, คุณณัฐพร และครอบ ครัว “ธีรเนตร” ที่ได้บริจาคทุนเป็นการเริ่มแรก ต่อมาก็มี “คณะลูกหลานหลวงพ่อพระราชพรหมยาน” ที่ได้ส่งปัจจัยมาเป็นค่าพิมพ์ หนังสือ ตามที่เคยลงรายชื่อใน “ธัมมวิโมกข์” รวมแล้วประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งยังไม่พอเพียงที่จะพิมพ์หนังสือซึ่งมีจำนวน ๔๔๐ หน้า

ถ้าหากมีทุนเพิ่มขึ้นกว่านี้ อาจจะได้ลงภาพสีสวยๆ ให้มากกว่านี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เล่มแรกอาจจะไม่สมบูรณ์แบบก็จริง แต่บุญที่ เป็น “ธรรมทาน” คงจะสมบูรณ์บริบูรณ์แก่ ผู้ที่ได้ร่วมบริจาคแล้วทุกท่าน...ทุกคนเทอญฯ


พระชัยวัฒน์ อชิโต

๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๘



◄ll กลับสู่ด้านบน



02

ตามรอยพระพุทธบาท ภาคเหนือ ปี 2536


วัดพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่



ชมคลิปวีดีโอ ภาคเหนือ ปี 2536 คลิกที่นี่


ต่อไปนี้เป็นการเล่าเรื่องการเดินทางไปกราบไหว้ รอยพระพุทธบาท และ พระบรมธาตุเจดีย์ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ หลังจากที่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน ได้มรณภาพไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ผู้เขียนพร้อมกับพระภิกษุวัดท่าซุงได้เดินทางไปฉลองพระพุทธรูปที่ วัดทุ่งหลวง โดยการนิมนต์ของเพื่อนๆ ที่ทำงานเก่าคือ “สยามกลการ”

ในตอนนั้นก็ได้มีโอกาสเดินทางขึ้นไปกราบไหว้พระบาทสี่รอย ซึ่งสมัยนั้นถนนหนทางยังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบันนี้ เมื่อขึ้นไปพบกับ ท่านครูบาพรชัย ทราบว่ากำลังบูรณะพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาทที่ ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้สร้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๒ ต่อมาเพื่อนๆ ที่ไปด้วยจึงได้ขอเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน เพื่อสมทบทุนบูรณะพระวิหาร

นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นนับตั้งแต่บัดนั้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ พวกเราก็ได้ไปร่วมงาน กันมากมาย นับเป็นครั้งแรกที่วัดพระบาทสี่รอย ได้มีการทอดกฐิน เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ แล้วสืบต่อจนเป็นประเพณีถึงสมัยนี้ ซึ่งตามความเชื่อถือก็ได้อาศัยคำบอกเล่าของ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ณ วัดถ้ำผาปล่อง เมื่อ วันที่ ๑๘ มิ.ย. ๒๕๒๘ โดยพิมพ์เรื่องนี้ไว้ ในหนังสือ “พุทธาจารานุสรณ์” ที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖

ประวัติพระพุทธบาทสี่พระองค์


“..เมืองไทยนี้ พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมา แต่ว่าสมัยนั้นพวกเราทั้งหลาย บางคนก็อาจจะไม่ได้มาเกิดทางเชียงใหม่ก็ไม่ได้เห็น แม้ได้เห็นได้ปฏิบัติก็หลงลืมไป เพราะว่าอายุคนมันสั้นพลันตาย เมื่อตายไปแล้วมันก็ลืม เกิดมาใหม่ก็หลงไปอีก จะเห็นได้ว่าในเขตเชียงใหม่นี้ยังมี พระบาทสี่รอย อยู่เขตอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ แต่ว่าลึกเข้าไปในภูเขา

“..หลวงปู่ผู้เทศน์ไปดูแล้ว ไปกราบไปไหว้มันเป็นก้อนหินก้อนใหญ่ ก้อนใหญ่ขนาดเท่าก้อนหินที่เป็นถ้ำนี่แหละ พูดง่ายๆ ว่าที่เป็นถ้ำผาปล่อง ที่เราได้มานั่งภาวนานี่แหละ...! แต่มันไม่เป็นปล่องอย่างนี้ มันเป็นก้อนหินสี่เหลี่ยมขึ้นไปอยู่ข้างริมแม่น้ำ

“..พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ในแผ่นดินที่เรา ท่านทั้งหลายมาเกิดนี้ องค์แรกคือพระพุทธเจ้า กกุสันโธ ได้มาตรัสรู้ในโลก ท่านก็มาประทานเหยียบรอยพระบาทไว้ในยอดหินก้อนนั้นน่ะ ยาวขนาด ๑๒ ศอกขนาดนั้น พระพุทธเจ้ากกุสันโธก็โปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายนำพระสาวก อุบาสกอุบาสิกาไปสู่นิพพาน

“..เมื่อหมดศาสนาพระพุทธเจ้ากกุสันโธแล้ว ศาสนาพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ก็มาตรัสมาสอนรื้อขนสัตว์ไปอีก ก่อนนิพพานท่านก็มาเหยียบไว้ที่พระบาทแม่ริมนี้ เป็น “รอยที่สอง”ลดลงมา คือคนสมัยนั้นก็เรียกว่า มันกำลังหดลงไม่ได้ใหญ่ขึ้น (ตัวเล็กลง) เมื่อพระพุทธเจ้า โกนาคมโนนิพพานไปพร้อมด้วยสาวกแล้ว ศาสนธรรมคำสอนท่านหมดไป ก็มาถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสโป มาตรัสรู้ ท่านก็มาเหยียบไว้ได้ “สามรอย” ละ

“..เมื่อศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสโปหมดไปแล้ว มาถึงศาสนาพระพุทธเจ้าของเราใปัจจุบัน นี้ ให้ชื่อว่าพระพุทธเจ้าโคตมโคตร พระพุทธเจ้าโคดมมาตรัสรู้ ก่อนที่ท่านจะนิพพานก็มาเหยียบรอยพระบาทไว้ในหินก้อนเดียวกัน จึงให้ชื่อว่า “พระบาท ๔ รอย”

“..“รอยพระบาท” เป็นราชาศัพท์เหมือนพระเจ้าแผ่นดิน “เท้า” นี่ท่านก็ไม่เรียกว่า “เท้า” ไม่ว่า “ตีน” ก็ว่า “พระบาท” “ฝ่าละอองธุลีพระบาท” นั่นแหละ ทีนี้พระพุทธเจ้าก็เรียกว่า“รอยพระบาท” เหยียบไว้ได้ ๔ พระองค์

“..คือในโลกนี้แผ่นดินนี้ ยังเหลืออยู่อีกพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ที่เราทุกคนได้ยินได้ฟังกันมาจนชินหูแล้วก็มีว่า ยังมี พระศรีอาริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้เป็นองค์สุดท้าย เมื่อตรัสรู้แล้วโปรด เวไนยสัตว์แล้วก็มาเหยียบไว้อีก เหยียบทีนี้น่าดูจะใหญ่ คือว่าเหยียบเต็มเลยก็คล้ายๆ กันกับว่าเหยียบปิดเลย ละลายหินก้อนนั้น...”



ตำนานวัดพระพุทธบาทสี่รอย


ส่วนในหนังสือ “ประวัติความเป็นมาของพระพุทธบาทสี่รอย” ภายในเล่มนั้น เริ่มต้นเป็น “คำปรารภ” ของ อ.เชิดชาย ธีรัทธานนท์ อดีต ผช.ผบ.ทบ.๒) สรุปความว่าได้ เป็นผู้จัดพิมพ์เผยแพร่ ตามที่ พระพรชัย ปิยวัณโณ เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นผู้คัดลอกมาจากคำที่ จารึกใน “ใบลาน” เก่าแก่มาก เป็นภาษาเหนือ โดยได้แปลเป็นภาษาไทยกลาง เพื่อความเข้าใจของผู้อ่านทั่วไป แต่ในที่นี้จะขอนำมาโดยย่อ ตามตำนานได้เล่าว่า

เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ พร้อมด้วยพระสาวก ๕๐๐ องค์ ได้เสด็จจารึกมายังประเทศนี้ โดยแวะฉันภัตตาหารอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ ซึ่งขณะนั้นมีชื่อว่า “เวภารบรรรต”

ขณะประทับอยู่นั้น พระพุทธองค์ทรงทราบว่าบนเทือกเขาแห่งนั้น ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มาประทับอยู่ บนก้อนหินก้อนใหญ่แล้วทั้ง ๓ พระองค์ คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคม พระพุทธกัสสปและต่อไป พระศรีอาริย์ ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ และจักประทับรอยพระพุทธบาททั้งสี่รอยนี้ให้เป็นรอยเดียวกัน แล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์นั้น

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานล่วงแล้วประมาณ ๒๐๐๐ วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการ จะให้ “พระพุทธบาทสี่รอย” ปรากฏแก่คนทั้ง หลาย จึงเนรมิตเป็น “รุ้ง” (เหยี่ยว) ตัวใหญ่ บินโฉบลงมาเอาลูกไก่ของชาวบ้านที่อยู่เชิงเขา นั้น แล้วก็บินกลับขึ้นไปสู่ยอดเขา

ชาวบ้านผู้นั้นก็โกรธมาก จึงตามขึ้นไปแต่ก็ไม่เห็น “รุ้ง” ตัวนั้น เห็นแต่รอยพระพุทธบาทสี่รอย จึงได้ลงมาบอกเล่าแก่ชาวบ้านทั้งหลายต่างก็พากันขึ้นไปสักการบูชามากมาย แต่นั้นมาจึงได้ชื่อว่า “พระบาทรังรุ้ง” (รังเหยี่ยว)

ในสมัยนั้น พระยาเม็งราย ครองเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าวจึงเสด็จขึ้นไปกราบไหว้บูชา พระราชบุตรพระราชนัดดาที่สืบราชสมบัติต่อมา ก็ได้เสด็จขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาททุกๆ พระองค์ หลังจากนั้น “พระบาทรังรุ้ง”จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พระพุทธบาทสี่รอย”

รอยพระพุทธบาท สมเด็จพระกกุสันโธรอยแรกเป็นรอยใหญ่ยาว ๑๒ ศอก รอยพระบาทของ สมเด็จพระโกนาคม เป็นรอยที่ ๒ ยาว ๙ ศอก รอยพระบาทของ สมเด็จพระพุทธกัสสป เป็นรอยที่ ๓ ยาว ๗ ศอก รอยพระบาทของ สมเด็จองค์ปัจจุบัน เป็นรอยที่ ๔ รอยเล็กสุดยาว ๔ ศอก

เมื่อมาถึงสมัย พระยาธรรมช้างเผือก ผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยข้าราชบริพาร ๕๐๐ คน ก็ขึ้นไปกราบสักการบูชาพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างพระวิหารครอบไว้ชั่วคราว โดยแต่เดิมถ้าใครจะดูรอยพระพุทธบาทบนหินก้อนใหญ่ ต้องใช้บันไดพาดขึ้นไป หรือปีนขึ้นไปดู ซึ่งก็คงจะขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น

ดังนั้น พระยาธรรมช้างเผือก จึงรับสั่งให้สร้างแท่นยืนคล้ายๆ นั่งร้านรอบๆ ก้อนหิน ก้อนนี้ เพื่อที่ผู้หญิงจะได้เห็นรอยพระพุทธบาท ด้วย และได้สร้างหลังคาชั่วคราวมุงไว้ ต่อมาในสมัย พระชายาเจ้าดารารัศมี ก็ได้ขึ้นไปกราบ นมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้มีพระราชศรัทธาก่อสร้างวิหารเป็นพุทธบูชาไว้ ๑ หลังด้วย

ครั้นถึงสมัย ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านได้ขึ้นไปสร้างพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาทไว้ใหม่ และใช้ปูนฉาบบางๆ เคลือบรอยพระพุทธบาทนั้น เพื่อรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมตลอดไป

ต่อมาในสมัยปัจจุบันนี้ อันมี ท่านครูบาพรชัย เป็นเจ้าอาวาส เมื่อเห็นพระวิหารที่ท่านครูบาเจ้าฯ ได้สร้างไว้นานแล้วกำลังทรุดโทรมลงไป จึงคิดที่จะซ่อมแซมพระวิหารหลังนี้ ในขณะที่กำลังรื้อหลังคาพระวิหารนั้น พวกเรา “คณะศิษย์หลวงพ่อฯ” ก็ได้ขึ้นไปพอดีแล้ว ได้มีส่วนร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์พระวิหาร ครอบรอยพระพุทธบาทและสถานที่อื่นๆ อีก จนมีความสวยสดงดงามดังที่เห็นกันในเวลานี้

โดยได้จัดงานพิธีบวงสรวงสักการบูชา เพื่อเป็นการฉลองสมโภชรอยพระพุทธบาท ณ“ภาคเหนือ” เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๐ พ.ย.๒๕๓๖ แล้วทำพิธีถวายผ้ากฐินเป็นครั้งแรกของวัดเช่นกัน (สมัยครูบาพรชัยเป็นเจ้าอาวาส) เป็นจำนวนเงินประมาณสามแสนบาทเศษ ต่อมา ครูบาพรชัย ก็ได้มาอัญเชิญรูปเหมือนหลวงพ่อ และพระพุทธรูปอีก ๓ องค์เพื่อไปประดิษฐานไว้ ณ ที่นั้น จึงได้เดินทางไป อีกครั้ง เมื่อวันที่ ๑๑ มิ.ย. ๒๕๓๗ แล้วได้จัดบายศรีไปบวงสรวงเป็นการฉลองสมโภชด้วย

ในสมัยปัจจุบันนี้ หลังจากที่ได้ร่วมกันฟื้นฟูโบราณสถานที่สำคัญทางภาคเหนือแล้ว ปรากฏว่าได้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ต่างก็เดินทางไปกราบนมัสการด้วยความเคารพ หลังจากที่ ได้ขึ้นไปพบแล้ว ก็มีความปลาบปลื้มใจที่เมืองไทยยังมี “ปูชนียสถาน” ไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลเมื่อไปฟื้นฟูรอยพระพุทธบาททางภาคเหนือ ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ แล้วก็ต้องเดินทางไปภาคใต้ ในปี ๒๕๓๗ และไป ภาคอีสาน เมื่อปี ๒๕๓๘

ซึ่งจะเล่าเป็นลำดับต่อไป แต่ในตอนนี้จะขอนำเรื่องราวที่กล่าวถึง พระพุทธบาทสี่รอย จ.เชียงใหม่ แต่ได้มาปรากฏอยู่ในหนังสือ “อุรังคนิทาน” คือ ตำนานพระธาตุพนม จ.นครพนม ได้เล่าตอนที่พระพุทธองค์ทรงประทานรอยพระพุทธบาทไว้ ณ พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร แล้วตรัสกับเจ้าพระยาสุวรรณภิงคาร เจ้าผู้ครองนครนี้ว่า

“...รอยพระพุทธบาทอันพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ประดิษฐานซ้อนกันไว้บนภูเขาสูงนั้นเพื่อหมายเมืองในชมพูทวีปว่าเป็นมงคลตั้งแต่ปฐมกัป ด้วยเหตุว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายมิได้ประทานไว้ในที่อื่น นอกจากชมพูทวีปนี้เท่านั้น

ดูก่อน พระมหาบพิตรพระราชสมภารรอยพระบาท ณ ชมพูทวีปนั้น อันมีในเมือง
โยนกนครเชียงใหม่ ดอยลูกนี้ชื่อว่า “ดอยผารังรุ้ง” เป็นรูป “สำเภา” งามยิ่งนัก พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ เสด็จไปฉันข้าวที่นั้น แล้วก็เหยียบซ้อนรอยยุดกัน (ลดลงไม่เสมอกัน) ไป โดยลำดับที่ก้อนหินเป็นรูป “สำเภา” นั้น ทั้ง ๓ พระองค์

ตถาคตไปบิณฑบาตในเมืองแพร่ อันเป็นโบราณประเพณีบิณฑบาตแห่งพระพุทธ เจ้าทั้งหลายมาแต่ก่อน ชาวแพร่ทั้งหลายเอาข้าว และปลาเวียนไฟ (ปลาตะเพียนหางแดง) มาใส่ บาตร พระตถาคตรับเอาข้าวบิณฑบาตแล้วขึ้นไป ดอยสุเทพ ดอยไชย แล้วจึงขึ้นไป ดอยผารังรุ้ง เห็นปลาบ่า ปลาเวียนไฟมีอยู่ในรอยพระบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์

ตถาคตก็ไม่ฉันปลาอันชาวแพร่ใส่บาตรมานั้น จึงได้อธิษฐานให้ปลามีชีวิตขึ้นทุกตัวไว้ในที่นั้น ปลาทั้งหลายเหล่านั้น ยังเป็นรอยไม้หีบปิ้ง (ไม้ตับย่างปลา) อยู่ทุกตัวจนตลอดสิ้นภัทรกัป...” (ปลาเหล่านี้คงจะมีลายเป็นรอยปิ้งไฟ มาจนถึงบัดนี้) องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับเจ้าเมือง หนองหารหลวง ซึ่งปัจจุบันนี้ได้แก่ สกลนคร ต่อไปอีกว่า

“...คนทั้งหลายที่อยู่ในเมืองนั้น เห็นปลาเหล่านั้นก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ มีความ เคารพยำเกรงไม่บริโภคปลาที่มีชื่อนั้น แม้ว่าจะได้มาด้วยเหตุใดๆ ก็ปล่อยเสียจนหมดสิ้น ตถาคตฉันข้าวแล้ว ยังมีพญานาคตัวหนึ่งอยู่รักษาในที่นั้น ได้นำเอาน้ำมาให้ฉันแล้ว ขอ เอายังรอยพระบาทไว้เพื่อเป็นที่สักการบูชา ตถาคตจึงยำ (เหยียบ) ซ้อนรอยพระบาทลงไว้ โดยลำดับ

ขนาดรอยพระบาทของ พระกกุสันโธ ยาว ๓ วา (๑๒ ศอก) กว้าง ๑ วา (๔ ศอก) รอยพระบาท พระโกนาคม และ พระกัสสป ยาวและกว้างโดยลำดับ รอยของตถาคต ยาว ๑ วา กว้าง ๒ ศอก สั้นกว่าทุกพระองค์ และพระศรีอาริยเมตไตรย ที่จักมาภายหน้านั้น จักได้เหยียบทับลงไป ณ ที่นั้นแล..”

ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าเรื่องการประทับรอยพระพุทธบาทของพระองค์ทางภาคเหนือ เพื่อให้เจ้าเมืองทางภาคอีสานได้ทรงรับทราบ ปรากฏว่าจากในตำนานทั้งสองนี้ โดยเฉพาะขนาดรอยพระพุทธบาท เมื่อนำมาเปรียบเทียบแล้ว ได้บันทึกไว้ตรงกัน อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ ทั้งได้รับความรู้เรื่องของ “ปลา” และ “ก้อนหิน” ที่เป็นรูป “เรือสำเภา” เพิ่มเติมอีกด้วย

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ที่ค้นคว้าเรื่องรอยพระพุทธบาทพอจะทราบกันว่า ยังมีพระ พุทธบาทสี่รอย (รังรุ้ง) ที่อยู่ เมืองหาง ใกล้แม่น้ำคง (สาละวิน) ประเทศพม่า ซึ่งอยู่ใกล้ ชายแดนไทยติดกับ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่อันเป็นเส้นทางที่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดินทัพจะไปรบกับพม่า แต่ก็ได้สวรรคตก่อนในระหว่างทาง ตามที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

ฉะนั้น ผู้เขียนจึงได้พยายามติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ก็ไม่สามารถจะเข้าไปได้ เนื่องจากบริเวณชายแดนด้านนี้ ยังมีปัญหาเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อย ความปลอดภัยยังไม่มี จึงได้ แต่เล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบไว้ เพราะใน ตำนาน พระเจ้าเลียบโลก ได้กล่าวถึงสถานที่นี้ไว้ว่า รอยพระพุทธบาทมีขนาดต่างกัน ดังนี้

รอยที่ ๑ พระกกุสันโธ ยาว ๗ ศอก
รอยที่ ๒ พระโกนาคม ยาว ๖ ศอก
รอยที่ ๓ พระพุทธกัสสป ยาว ๕ ศอก
รอยที่ ๔ พระสมณโคดม ยาว ๔ ศอก


ส่วนปลายพระบาทนั้นเสมอกัน ต่างกัน แค่ส้นพระบาทเท่านั้น ทำให้เห็นถึงความแตก ต่างกันระหว่างพระพุทธบาทสี่รอยที่อำเภอแม่ริม กับพระพุทธบาทสี่รอยที่เมืองหาง ประเทศพม่า ได้อย่างชัดเจน แต่ที่เมืองหางนั้นเหมือนกับที่ อ.ขุมยวม จ.แม่ฮ่องสอน และพระพุทธบาทหมอนอิง เชียงรุ่ง สิบสองปันนา

เป็นอันว่า พระพุทธบาทสี่รอยนี้ มิได้มีเฉพาะแค่นี้ ยังมีที่อื่นอีกหลายแห่ง ซึ่งจะ เล่าต่อไปเรื่อยๆ ในตอนนี้ขอยุติการเล่าเรื่องทาง “ภาคเหนือ” ไว้แต่เพียงแค่นี้ก่อน จะ ได้นำเรื่องราวทาง “ภาคใต้” อันเป็นสถานที่ สำคัญๆ มาเล่ากันต่อไป...

สาเหตุที่จะต้องเดินทางไปภาคใต้นั้น เป็นเพราะว่าหลังจากกลับมาจาก “ภาคเหนือ” แล้วมีญาติโยมหลายคนที่ไม่ได้ไปด้วย ต่างก็มาถามว่าเมื่อไรจะจัดไปอีก ผู้เขียนจึงคิดว่าเรากลับมาแล้ว ไม่อยากจะจัดงานย้อนอีก ควรจะเดินหน้าไปที่ “ภาคใต้” กันต่อไป

◄ll กลับสู่ด้านบน



03

ตามรอยพระพุทธบาท ภาคใต้ ปี 2537


ประวัติรอยพระพุทธบาทที่ ๕ ณ นัมทานที

(เกาะแก้วพิสดาร จ.ภูเก็ต)



ชมคลิปวีดีโอ ภาคใต้ ปี 2537 คลิกชม ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2


ต่อไปนี้จะขอนำ ประวัติรอยพระพุทธ บาทที่ ๕ ณ นัมทานที มาเสนอต่อผู้อ่านเป็นลำดับต่อไป เพราะเห็นว่ากาลสมัยนี้เป็นฤดูกาลทอดผ้ากฐิน อันเป็นประเพณีนิยมมาแต่โบราณกาลของคนไทยที่เป็นพุทธมามกะ

ส่วนวันสุดท้ายของการถวายผ้ากฐิน คือวันเพ็ญเดือน ๑๒ อันเป็นวันสำคัญที่ชาวไทยทั้งหลาย รวมไปถึงคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ ต่าง ก็ยังยึดมั่นในประเพณี “การลอยกระทง” แต่จะถูกวัตถุประสงค์หรือไม่ ผู้เขียนก็ได้เคยลง “บทความพิเศษ” ไปแล้ว

ฉะนั้น นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ อันเป็นปี “รณรงค์วัฒนธรรมไทย” คอลัมน์นี้ก็ได้ค้นคว้า หาความรู้มาให้ท่านอ่านกัน พร้อมทั้งก็ได้จัด กิจกรรมต่างๆ เช่นการเดินทางไปฟื้นฟู รอยพระพุทธบาท ณ เกาะแก้วพิสดาร จ.ภูเก็ต พร้อมทั้งได้ร่วมกันจัดงานพิธี “ลอยกระทง” เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗

สำหรับปีนี้ งานลอยกระทง จะตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เนื่องในโอกาสนี้ “ผู้เขียน” จึงขอรวบรวมบทความนี้เพื่อท่านผู้อ่านทุกท่านจะได้ทบทวนชี้แจง และช่วยกันเผยแพร่ความรู้นี้แก่ผู้อื่นต่อไป เพื่อให้ถูกต้องตามความเป็นจริงที่สุด

ในที่นี้ “ผู้เขียน” อยากจะเสนอแนะหน่วยงานต่างๆ ที่มุ่งการจัด งานลอยกระทง จะเป็นระดับชาติหรือระดับจังหวัดก็ดี นอกจากจะมุ่งเอาวัฒนธรรมประเพณีที่ดี ที่มีความสวยงามแล้ว อยากจะให้ทุกหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชนก็ดี ควรมุ่งเอาบุญกุศลเป็นหลักด้วย

มิฉะนั้น..ลูกหลานไทยที่เกิดในภายหลังอาจจะเข้าใจไม่ตรงประเด็น คิดว่าเป็นเรื่องของพราหมณ์ คือ “ลอยบาป”หรือ “ลอยเคราะห์”เพราะความเป็นจริงแล้ว การลอยกระทง ได้ถือประเพณีนี้กันมานานแล้ว โดยเฉพาะสมัยกรุงสุโขทัยนางนพมาศเป็นผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดในสมัยนั้น ตามโบราณราชประเพณีส่วนใหญ่ที่ความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น จึงขอให้ทุกท่านโปรดติดตามได้ในบัดนี้

สำหรับประวัติความเป็นมาเรื่อง รอยพระพุทธบาทที่ ๕ นี้มีความสำคัญมาก เพราะนักค้นคว้าประวัติศาสตร์ ต่างก็ค้นคว้าหากันมานานแล้ว โดยเฉพาะประเทศต่างๆ เช่น พม่า ลังกา ต่างก็อ้างว่าอยู่ในประเทศของตน บาง คนก็เข้าใจว่าอยู่ในประเทศอินเดียก็มี

ต่อมาเมื่อได้พบหลักฐานจาก “กเบื้องจาร” ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินบริเวณ บ้านคูบัว จังหวัด ราชบุรี ทำให้เราได้รู้ความจริงว่า รอยพระพุทธบาทที่ ๕ หรือตามประวัติที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกว่า ประทานรอยพระพุทธบาทนี้ไว้ให้ พญานาคราช ทั้งหลายได้สักการบูชานั้น ไม่ได้อยู่ที่ประเทศไหนตามที่เข้าใจกัน ความจริงอยู่ในปรเทศไทยนี่เอง

อีกทั้งความเชื่อถือของชาวใต้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ต่างก็มีความเคารพเลื่อมใส พากัน ไปกราบไหว้บูชาอยู่เสมอมา ทั้งได้ประสบพบกับความ “พิสดาร”อีกนานัปการ คนที่ไม่มี ]ความเคารพต่างก็ประสบภัยพิบัติกันไปแล้วหลายราย โดยเฉพาะวัตถุสิ่งของที่นั่น แม้แต่ทรายเม็ดเดียวยังเอากลับมาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราพอจะสรุปกันเพียงผิวเผินได้ว่า ถ้าไม่ใช่ของจริงแล้วไซร้ คงจะไม่มีอะไรเป็นที่อัศจรรย์อย่าง แน่นอน



นิราศถลาง


ขอนำบทกลอนที่บรมครูผู้มีชื่อเสียงอย่าง “ท่านสุนทรภู่” ได้พรรณนาการเดินทางมายัง ดินแดนปักษ์ใต้ในสมัยอดีต เมื่อเกือบ ๒๐๐ ปี ที่ผ่านมา โดยบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นบทกลอนจะขอนำมาเฉพาะตอนที่ไปกราบรอยพระพุทธบาท ดังนี้...

“...มาประมาณโมงหนึ่งถึงพระบาท
ที่กลางหาดเนินทรายชายสิงขร
พี่ยินดีปรีดาคลายอารมณ์
ประณมกรอภิวาทบาทบงสุ์
จุดธูปเทียนบุปผาบูชาพร้อม
รินน้ำหอมปรายประชำระสรง
แล้วกราบกรานคลานหมอบยอบตัวลง
เหมือนพบองค์โลกนาถพระศาสดา
พี่พบต้องมองและพระลายลักษณ์
เหมือนประจักษ์จริงจังไม่กังขา
มีทั้งร้อยแปดอย่างกระจ่างตา
เป็นดินฟ้าพรหมอินทร์สิ้นทั้งปวง”

◄ll กลับสู่ด้านบน



04

รอยพระพุทธบาท ๕ แห่ง


แต่ก่อนที่ถึงเรื่องราวทั้งหลายต่อไป จะขอ ย้อนกล่าวถึงรอยพระพุทธบาททั้ง ๕ แห่งเสีย ก่อน ความจริงรอยพระพุทธบาทในประเทศไทย ยังมีอีกมาก แต่เท่าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจนเป็น ที่ยอมรับของท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายนั้น มีปรากฏอยู่ในพระบาลีดังนี้ คือ :-

๑. สุวรรณมาลิก (ลังกา)
๒. สุวรรณบรรพต (สระบุรี)
๓. สุมนกูฏ (ลังกา)
๔. โยนกปุระ (เชียงใหม่)
๕. นัมทานที (ภูเก็ต)

ข้อความในวงเล็บนั้น ผู้เขียนลงเอาไว้เพื่อความเข้าใจตามที่ได้ค้นคว้ามา ซึ่งจะหาอ่านรายละเอียดได้จากหนังสือ “ธัมมวิโมกข์” ฉบับ ที่ ๑๕๖, ๑๖๓, ๑๖๔ (ปี ๒๕๓๗) ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะรอยพระพุทธบาทที่ ๕ “นัมทานที” ซึ่งได้ยืนยันไว้เป็นหลักฐานจากหนังสือ “พุทธสาสนสุวัณณภูมิปกรณ์”อ่านคำจารึกโดย พระราชกวี (อ่ำ ธมฺมทตฺโต) วัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพฯ มีใจความตามสำนวนสมัยเมื่อสอง พันห้าร้อยกว่าปีมานี้เองว่า...

“บุญมุนี อยู่ถ้ำฤษี ผู้นำพุทธ สู่เกาะ คนชาวน้ำ หมู่คนน้ำ เกาะแก้ว เข้ากราบไหว้ ห้อมล้อม พุทธสอนมาก หมู่คนขอรอยตีนไว้ ชายทเล พุทธเหยียบดิน ทำให้ใหญ่กว่า ๓ เท่า เมื่อวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือนอ้าย พุทธพัสสา ๒๒...”

ถ้าใช้สำนวนในปัจจุบันอ่านได้ดังนี้

“พระปุณณะ อยู่ถ้ำฤษี (เขางู จ.ราชบุรี) ผู้นำพระพุทธเจ้า สู่เกาะคนชาวน้ำ (ชาวเล) หมู่คนน้ำ เกาะแก้ว เข้ากราบไหว้ ห้อมล้อม พระพุทธเจ้าสอนมาก หมู่คนขอรอยพระบาท ไว้ที่ชายทะเล...”

ท่านเจ้าคุณพระราชกวี ได้วินิจฉัยเรื่องนี้ ไว้อีกว่า

“เท่าที่ปรากฏรอยตีนพุทธนี้ ย่อมทรงแสดงให้เห็นหลักฐาน พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระองค์ว่า ได้เสด็จตั้งแต่ใต้สุดถึงเหนือสุดของ ดินแดน “สุวัณณภูมิ” จึงเสด็จเพื่อทรงเหยียบ แสดงรอยพระบาทเป็นประจักษ์พยานไว้ สัจจพันธ์คีรี (จังหวัดสระบุรี) และที่ เกาะแก้ว(เกาะแก้วพิสดาร?) หรือ “นิมมทานที” (ไทยว่า..นัมมะทา) ซึ่งเป็นที่เลื่องลือมานาน กระทั่งถึงต่างประเทศคือลังกาและชมพูทวีป เพราะคำใน “อรรถกถา” ยืนยันอยู่



อรรถกถาปุณโณวาทสูตร


ในตอนนี้ตามความใน อรรถกถาปุณโณวาทสูตร คัมภีร์มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงสาวัตถีได้ตรัสเรียกพระอานนท์มาสั่งว่า

“อานันทะ..ดูก่อนอานนท์ พรุ่งนี้พวกเราจะเที่ยวบิณฑบาตที่หมู่บ้านพ่อค้าในแคว้นสุนาปรันตะ เธอจงให้สลากแก่ภิกษุ ๔๙๙ รูป..”

เมื่อพระอานนท์รับพระพุทธบัญชาแล้วจึงได้ประกาศแก่ภิกษุทั้งหลาย และในวันนั้นพระกุณฑธานเถระ จับได้สลากเป็นองค์แรกในตอนเช้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งเข้าผลสมาบัติ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะเกิดร้อนขึ้นมา

พระองค์ทรงพิจารณาแล้วทราบว่า องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจะเสด็จไป แคว้นสุนาปรันตะ ซึ่งเป็นระยะทางไกลมาก จึงรับสั่งให้ วิษณุกรรมเทพบุตร เนรมิตเรือนยอด ๕๐๐ หลัง สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้ามี ๔ มุข (จตุรมุข) ของพระอัครสาวกทั้งสองมี ๒ มุข ที่เหลือมี มุขเดียว พระศาสดาทรงเข้าสู่เรือนยอด และ พระสาวก ๔๙๙ รูป ต่างเข้าสู่เรือนยอด ๔๙๙ หลังตามลำดับ โดยมีเรือนยอดว่างอยู่หลังหนึ่ง เรือนยอดทั้ง ๕๐๐ หลังนั้นลอยไปในอากาศ

ครั้นถึงภูเขาชื่อ“สัจจพันธ์” แล้วทรงหยุดเรือนยอดไว้ในอากาศ ทรงเทศน์โปรดท่าน สัจจพันธ์ฤาษีจนสำเร็จพระอรหันต์แล้ว จึงได้เข้าสู่เรือนยอดที่ว่างหลังนั้น ตามเสด็จไปพร้อมกับพระภิกษุทั้งหลายมายังหมู่บ้านพ่อค้า (เพชรบุรี) ที่เป็นน้องชายพระปุณณะ ต่างก็ได้ถวายทานเป็นอันมากแด่พระภิกษุทั้งหลาย อันมีองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมา สัมพุทธเจ้าทรงเป็นประธาน

เมื่อพระศาสดาประทับในที่นั้น ๒-๓วัน จึงได้เสด็จไปโปรด “นัมทานาคราช” ซึ่งตาม ในจารึกกเบื้องจารได้บอกว่า พระศาสดาได้ เสด็จโปรด “คนน้ำ” ที่เกาะแก้ว โดยประทับ ไว้ทำให้ใหญ่กว่า ๓ เท่า

ท่านเจ้าคุณพระราชกวี วินิจฉัยคำว่า “นาค” กับ “น้ำ” นั้นออกเสียงใกล้เคียงกัน และใน “อุทานวรรค” ตรัสว่าเป็น “คนทะเล” ซึ่งในเวลานี้ปรากฏว่า “คนน้ำ” หรือว่า “ชาวเล” ยังมีอยู่ ๕ กลุ่ม เช่นที่ “หาดราไวย์” เป็นต้น ใครจะลองไปถามประวัติแกดูบ้างก็ได้ เผื่อแก อาจจะจำได้บ้าง แต่ต้องพูดภาษาเขาได้นะ

แต่ตามที่ทราบว่า สมัยก่อนพวกนี้จะรับจ้างพายเรือรับส่งคนไปกราบรอยพระพุทธบาทต่อมาชาวบ้านแถวหาดราไวย์ สามารถใช้เรือหางยาวแทน แกจึงเลยตกงานไปโดยปริยาย เพราะไม่สามารถไปหาเงินมาซื้อเรือหางยาวแข่ง กับชาวบ้านได้ จึงต้องไปดำน้ำหากุ้งหาปลามา ขายแทน แต่บางคนก็มีกับเขาเหมือนกันนะ

ตามความในพระไตรปิฎกกล่าวต่อไปว่าเมื่อพระศาสดาทรงออกจากที่นั้นแลัวก็เสด็จถึงภูเขาสัจจพันธ์ คือที่ สระบุรีนี่เอง ทรงแสดงรอยพระบาทไว้บนหลังแผ่นหินทึบ เหมือนประทับตราไว้บนก้อนดินเหนียวสดๆ ฉะนั้น ต่อจากนั้นก็เสด็จไปถึงพระเชตวันทีเดียว

เรื่องนี้ตามที่วินิจฉัยไว้แล้วว่า รอยพระพุทธบาททั้ง ๒ แห่งนี้ มิได้อยู่ที่อินเดียแน่นอน แต่ถ้าจะคิดว่ารอยพระบาท ณ นัมทานที อยู่ที่ลังกา ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเสด็จมาถึง “สุนาปรันตะ” สิ้นระยะทาง ๓๐๐ โยชน์ หรือ ๔,๘๐๐ ก.ม. ก็จะต้องย้อนกลับไปกลับมาหลาย ครั้ง ทั้งที่ลังกาก็ไม่ปรากฎว่าพบรอยพระบาท ที่อยู่ริมทะเลอย่างนี้มาก่อน มีแต่รอยที่ปรากฎอยู่ ตามภูเขาเท่านั้น เช่น รอยพระพุทธบาทบนยอด เขา“สุมนกูฏ” เป็นต้น

เพราะฉะนั้น รอยพระบาททั้งสองแห่งนี้จะต้องอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ถ้าเชื่อว่ารอยพระพุทธบาทที่สระบุรีเป็นของจริง รอยพระพุทธบาทที่ภูเก็ตก็ต้องเป็นของจริงเช่นกัน โดยเฉพาะความพิสดารเล่ากันไม่หวาดไม่ไหว เล่าลือกันจนไม่มีใครกล้าไป แต่ที่ไปกันได้เพราะอาศัย ความตั้งใจจริง หรือที่เรียกกันว่า “เอาชีวิตเป็น เดิมพันกันทีเดียว” เพราะถ้ายังรักตัวกลัวตาย หรือชอบความสนุกสนาน ก็คงจะไม่ได้ไปยืน อยู่ ณ ที่นี้เป็นแน่แท้

โดยเฉพาะรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ สมัยโบราณก็มีความเชื่อว่า เป็นรอยพระพุทธบาทที่ ๕ ที่ได้ประทับไว้ ณ ริมฝั่งน้ำนัมทา ตามที่ นางนพมาศ เป็นผู้คิดประดิษฐ์ “กระทง” ให้ มีลักษณะเป็นรูป “ดอกบัว” เพื่อเป็นเครื่อง บูชาสักการะลอยไปบูชารอยพระพุทธบาท โดยฝากไปกับ “พระแม่คงคา” ซึ่งเรื่องวัตถุประสงค์ ในการลอยกระทงนี้ กำลังถูกลอยหายไปกับกระแสน้ำเหมือนกัน ผู้เขียนจึงขอตั้งหัวข้อ ไว้ดังนี้ว่า..

◄ll กลับสู่ด้านบน



05

"ลอยกระทง"


เพื่อวัตถุประสงค์อะไร?


สำหรับรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ จะมีความเกี่ยวข้องกับประเพณี “ลอยกระทง” ได้ อย่างไร จะมีเหตุผลเป็นประการใด ขอให้ท่าน ผู้อ่านทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณไปด้วย เพราะ จะได้อ้างเหตุอ้างผลไปตามหลักฐานพยาน ส่วน จะเชื่อหรือไม่ จะเป็นความจริงแค่ไหน เราต้อง ไปพิสูจน์กัน อย่าหลับหูหลับตาอ้างเอาแต่ความ คิดของตนเอง มิฉะนั้น...เราจะไม่รู้คุณค่าว่า เรามีของดีอยู่ในประเทศไทยอีกมากมาย

เมื่อพูดถึงการ “ลอยกระทง” คนไทย ทุกคนแม้แต่ลูกเด็กเล็กแดงก็รู้จักกัน โดยเฉพาะ ประเทศไทยมีการรักษาประเพณีนี้มานานแล้ว แต่รูปแบบการจัดงานในปัจจุบันนี้ มีเทคโนโลยี สมัยใหม่เข้ามามาก จึงมีการจัดแสดงแสงและ สีเข้ามาประกอบ ทำให้เกิดบรรยากาศอันดีที่ จะทำให้ผู้ชมต้องย้อนกลับไปในภาพอดีตอีก ครั้งหนึ่ง แต่ถ้าจะสืบสาวราวเรื่องความเป็นมา ต่างๆ เช่นถามว่า...

“ประวัติการ ลอยกระทง มีความเป็น มาอย่างไร? ลอยเพื่อวัตถุประสงค์จะบูชาอะไร? และ นางนพมาศ เป็นใคร? มีประวัติความ เป็นมาอย่างไร? ถึงได้คิดประดิษฐ์กระทงให้มีลักษณะเป็นรูปทรง “ดอกบัว” อย่างนี้..?”

ชาวไทยทุกคนที่เคย “ลอยกระทง” มาแล้ว นับตั้งแต่เล็กจนโต ต้องอดหลับอดนอนไม่รู้สักกี่ครั้ง อาจจะเคยรู้คำตอบได้เป็นอย่างดี แต่คงจะมีไม่น้อยที่ลอยแล้วไม่รู้ว่าลอยเพื่ออะไรกันแน่....เพียงแต่ขอให้ได้รับความสนุกสนาน หรือชมความสวยสดงดงาม จากการจัดประกวด“กระทง” หรือประกวด “นางนพมาศ” เท่านั้น ก็พอใจ โดยเฉพาะผู้เขียนเอง เมื่อประมาณปีพ.ศ.๒๕๓๖ บังเอิญได้ยินคำตอบทางโทรทัศน์ จาก “ดอกเตอร์” ท่านหนึ่งว่า “ลอยกระทง เพื่อลอยเคราะห์..ลอยโศก” แล้วกัน..!

สำหรับ “ภาพประกอบการศึกษา” ก็เหมือนกัน ซึ่งไว้ใช้ในการสอนเด็กนักเรียนเรื่อง “การลอยกระทง” โดยได้อธิบายไว้ในภาพวาดหลายประเด็น เช่น เพื่อบูชาและขอขมา “พระแม่คงคา” เพื่อบูชา “รอยพระพุทธบาท” ใน นาคพิภพ และเพื่อบูชา “พระอุปคุต” เป็นต้น

พลิกประวัติศาสตร์และโบราณคดี


ในตอนนี้ “ผู้เขียน” ก็ไม่มีความรู้อะไรแต่ก็อยากจะ “รณรงค์วัฒนธรรมไทย” ต่อไป ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่เป็นห่วงเป็นใย ในวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยบางคนที่กำลังจะถูกย่ำยีเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ซึ่ง “ผู้เขียน” มีเจตจำนงที่จะฟื้นฟูประเพณี “ลอยกระทง” เพื่อให้ตรงกับความประสงค์ของโบราณราชประเพณี ที่สืบต่อกันมานานหลายชั่วคนแล้ว ซึ่งเป็นประเพณีอันดีงามผสม ผสานกับความศรัทธาในพระพุทธศาสนา

เพราะว่าวัฒนธรรมไทยย่อมผูกพันกับสถาบัน “ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์” มานานแล้ว โดยเฉพาะประเพณีลอยกระทงนี้เป็นประเพณีที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ ย่อมเป็นที่รู้จักไปในนานาประเทศ แม้กระทั่งเพลง “ลอยกระทง” ฝรั่งบางคนยังร้องได้เลย..!

จึงนับเป็นที่ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เรามีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เพราะมีแต่ประเทศ ไทยเท่านั้น ที่ยังรักษารูปแบบประเพณีนี้มานาน แล้ว ซึ่งประเทศอื่นๆ ไม่มีประเพณีเช่นนี้มา ก่อนเลย อีกทั้งรอยพระพุทธบาทที่อยู่กลางทะเล ก็มีอยู่ในประเทศไทยแต่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ “นางนพมาศ” คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูป “ดอกบัว” นั้น ก็เป็นการบ่งบอกเอาแล้วว่า เพื่อบูชา “รอยพระพุทธบาท” เป็นแน่แท้...

เพราะ “ดอกบัว” เป็นสัญลักษณ์เฉพาะผู้ที่ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นดังจะสังเกตได้ว่า “พระพุทธรูปปางลีลา” ทุกองค์ มักจะนิยมสร้างเป็นรูป "ดอกบัว" ไว้เพื่อรองรับฝ่าพระบาททั้งสองข้าง ฉะนั้น เพื่อให้ สมเหตุสมผลตามข้อวินิจฉัย ผู้เขียนจึงใคร่ขอ นำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยมา ยืนยันเป็นคำเฉลย จากคำถามที่ตั้งไว้ว่า...
“เราลอยกระทงเพื่อบูชาอะไรกันแน่..?”

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์


ในหนังสือ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” อันเป็นพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕พระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยในเรื่องนี้เอาไว้ว่า...

“..สมมุติว่าเอาโคมนั้นลอยไปตาม “ลัทธิพราหมณ์” ที่พอใจลอยอะไรๆ จัดอยู่เช่นกับ“ลอยบาป..ล้างบาป” จะถือว่าเป็น “ลอยเคราะห์ลอยโศก” อย่างใดไปได้ดอกกระมัง การก็ตรงกันกับ “ลอยกระทง” บางทีสมมติว่าลอยโคมข้อความตาม “กฎมณเฑียรบาล” มีอยู่แต่เท่านี้

ส่วน พระราชพิธี ซึ่งได้ประพฤติอยู่ในปัจจุบันนี้ นับว่าเป็น พระราชพิธีพราหมณ์ มิได้เกี่ยวข้องด้วยพระพุทธศาสนาสืบมา การที่ยกโคมขึ้นนั้น ตามคำโบราณกล่าวว่า ยกขึ้นเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม คือ “พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม”

แต่ครั้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือพระพุทธศาสนา ก็กล่าวว่าบูชา พระบรมสารีริกธาตุ “พระจุฬามณี” ในดาวดึงสพิภพ และบูชา “พระพุทธบาท” ซึ่งได้ปรากฏอยู่ ณหาดทราย เรียกว่า “นะมะทานที” อันเป็นที่ “ฝูงนาคทั้งปวง” สักการบูชาอยู่...”

สมัยกรุงศรีอยุธยา


จากหนังสือ “คำให้การขุนหลวงหาวัด” มีใจความว่า...
“...ในสมัย สมเด็จพระเอกทัศราชา ครองกรุงศรีอยุธยา ครั้งถึงเพ็ญเดือน ๑๑ ออกพระวรรษา พระองค์เสด็จทรงประทีปเสด็จอยู่บนเรือขนาน แล้วถวายธูปเทียนดอกไม้ และกระทงกระดาษตามเทียนและเรือต่างๆ เป็นอัน มาก แล้วพระองค์อุทิศถวายพระพุทธบาทใน “นัมทานที” แล้วก็ลอยกระทงอุทิศส่งไปเป็นอันมากเต็มไปทั้งแม่น้ำ แล้วจุดดอกไม้เพลิงที่ริมคงคาต่างๆ เป็นอันมาก...”

ส่วน คณะทูตชาวลังกา ที่เคยเข้ามาขอพระสงฆ์ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าบรมโกฏฐ์ เมื่อ พ.ศ.๒๒๙๓ ได้บันทึกไว้เป็น “จดหมายเหตุ” ถึงข้าราชการไทยได้อธิบายเรื่องนี้ว่า “...พระราชพิธีอันนี้ทำเพื่อการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ (ซึ่งบรรจุไว้ในพระจุฬามณีเจดีย์) ในดาวดึงสพิภพ และบูชารอยพระพุทธ บาท ซึ่ง “พญานาค” ได้กราบทูลอัญเชิญสมเด็จพระพุทธองค์ให้ทรงประดิษฐานไว้เหนือหาดทราย “ฝั่งแม่น้ำนัมทานที”

◄ll กลับสู่สารบัญ


praew - 13/9/08 at 19:34

สมัยกรุงสุโขทัย


สำหรับหลักฐานชิ้นนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นต้นกำเนิดประเพณีนี้ ผู้เขียนจึงขอนำเอกสารที่บันทึกไว้โดยท่านเจ้าของเรื่องโดยตรง นั่นก็คือ... หนังสือเรื่อง “นางนพมาศ” หรือ “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” นั่นเอง โดยได้บรรยายพระราชพิธีต่างๆ ในราชสำนัก ซึ่งพระอรหันต์ทั้งหลายสมัยนั้นได้แนะนำไว้ และได้พรรณนาสภาพบ้านเมืองในสมัยนั้นไว้ว่า...

“...เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงแล้วได้ ๑๘๓๐ พรรษา นครสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองสมบูรณ์พูลสุขด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ไพร่ฟ้าหน้าใส (ขณะที่เขียนเรื่องนี้ ไพร่ฟ้ากำลังหน้า แห้ง เพราะของแพงจาก...ค่าเงินบาทลอยตัว) พลเมืองมีความสุขสบาย มีวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามโดยถ้วนหน้า

พระมหากษัตริย์ก็ปกครองโดยธรรม ทรงไว้ซึ่ง “ทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ” ทรง พัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า มีถนนหนทางที่งามสะอาด และทรงสร้างปราสาทราชมณเฑียร สถานอันงามวิจิตรมีจตุรมุขทั้ง ๔ ด้าน ด้านหน้านั้นมีพระที่นั่งมุขกระสันติดเนื่องกันกับสนามมาตยา หน้ามุขเด็จขนานนามต่างๆ เป็นทั้งมณฑปพระพุทธรูปและเทวรูป ตึกตำแหน่งเรือนหลวงเรือนสนมกำนัลเหล่านี้ ล้วนวิจิตรไปด้วยลายปูนปั้น ลายจำหลักวาดเขียนลงรักปิดทองแลอร่ามตา มีพระแท่นที่ฉากกั้น เครื่องปูลาดอาสนบัลลังก์กั้นเศวตฉัตรห้อยย้อยด้วยระย้า ประทีปชวาลาเครื่องชวาลา เครื่องราชูปโภคงามยิ่งนัก...”

นอกจากนั้นยังกล่าวถึง วัดมหาธาตุ เทวสถาน ราชอุทยาน ไม้ดอกนานาชนิด ผลไม้ ไร่นาที่ทำกิน ผาสุขสบายถ้วนหน้า ปราศจากพาลภัยอันตรายจากโจรผู้ร้าย มีการละเล่น ขับ พิณดุริยางค์ มีการประกวดร้อยกรองทำนองอันไพเราะ เห่กล่อมชาวนครให้ชื่นชมสมสวาทตราบเท่าเข้าแดนสุขาวดี

นอกจากนี้นางยังได้กล่าวถึงความประพฤติของนางสนม ซึ่งมีทั้งประพฤติดีและชั่ว เช่นสามัญชนทั้งหลาย กล่าวถึงพระเกียรติคุณและพระราชจริยาวัตรขององค์ “สมเด็จพระร่วงเจ้า” เป็นการกล่าวเฉลิมพระเกียรติ ด้วยความจงรักภักดีอย่างสูงสุด และกล่าวถึงตระกูลต่างๆ ว่า ฝ่ายทหารมี ๔ ตระกูล ฝ่ายพลเรือนก็มี ๔ ตระกูล

ความรู้ในทางโลก ได้กล่าวถึงชาติและภาษาต่างๆ กล่าวถึงการแบ่งอาณาเขตในชมพูทวีป ส่วนในทางศาสนาได้กล่าวถึงพุทธศาสนาศาสนาพราหมณ์ และลัทธิศาสนาอื่นบ้าง เป็นต้น สำหรับเรื่องการ “ลอยกระทง” ได้มีพรรณนาไว้ดังนี้...


ประวัติการลอยกระทง


สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น มีพระราชพิธี “จองเปรียง” ในวันเพ็ญเดือน ๑๒เป็นนักขัตฤกษ์ ชักโคม ลอยโคม ประชาชนพลเมืองชายหญิงต่างตกแต่ง โคมชัก โคมแขวน โคมลอย ทุกตระกูลทั่วทั้งพระนครเพื่อถวายพระมหากษัตริย์ให้ทรงสักการะ พระจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ส่วนพระสนมกำนัลฝ่ายใน ก็ทำโคมลอยด้วยบุปผาชาติเป็นรูปต่างๆ ประกวดกัน เพื่อถวายให้ทรงอุทิศบูชารอยพระพุทธบาท ณ ฝั่งแม่น้ำ นัมทานที แต่ “นางนพมาศ” พระสนมเอกของ “พระร่วงเจ้า” นั้น ได้ประดิษฐ์โคมลอย (คือกระทง) อย่างงดงามเป็นพิเศษ

สมเด็จพระร่วงเจ้าทอดพระเนตรเห็นโคมงามประหลาดของนางนพมาศ ก็ทรงพอพระทัยมาก จึงรับสั่งให้ถือเป็นประเพณีว่า ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ นี้ ให้ประดิษฐ์ “โคมลอย” เป็นรูป “ดอกบัว” ไปสักการบูชารอยพระพุทธบาท ณ ฝั่งแม่น้ำนัมทานที ซึ่งต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อ เรียกว่า “ลอยกระทงทรงประทีป”

หลังจากนั้น พระมหากษัตริย์ก็ถวาย ดอกไม้เพลิง บูชาพระรัตนตรัยทุกพระอารามหลวงแล้วทรงทอด ผ้าบังสุกุลจีวร ถวายพระภิกษุสงฆ์ บรรดาขุนนางและประชาราษฎร์ก็ดำเนินตามพระยุคลบาท เป็นที่สนุกสนานกันทั่วหน้า เมื่อพระร่วงเจ้าทรงลอยกระทงแล้ว ลงเรือพระที่นั่งประพาสชมแสงจันทร์ และเสด็จทอดพระเนตรโคมไฟ โปรดให้ “นางนพมาศ” โดยเสด็จด้วย ทรงรับสั่งให้นางผูกกลอนให้ พวกนางบำเรอขับถวาย

เมื่อทรงสดับบทกลอนแล้ว จึงรับสั่งถามว่าที่ต้องการให้พวก “เจ้าจอมหม่อมห้าม”มาด้วยนั้น เห็นว่าจะได้ประโยชน์อย่างใด..? นางก็กราบทูลสนองว่า เพื่อเปิดโอกาสให้นาง เหล่านั้น ได้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณที่ สวยงาม ได้ออกหน้าสักครั้งหนึ่ง ก็จะชื่นชมยินดีมีความสุข และจะรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอยู่ไม่รู้วาย บรรดาเครื่องอาภรณ์ที่ได้ทรงโปรดพระราชทานไปแล้วนั้น ก็จะได้มีโอกาสตกแต่งกันในครั้งนี้

ครั้นได้ทรงสดับดังนั้นก็ทรงพอพระทัยในคืนต่อมาก็ทรงโปรดให้บรรดานางในได้ตามเสด็จโดยทั่วหน้ากัน และเป็นประเพณีนับแต่นั้นมา...

ประวัตินางนพมาศ


ตามประวัติ “นางนพมาศ” ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ บิดามีนาม “โชตรัตน์” มีบรรดาศักดิ์ว่า.. “ออกพระศรีมโหสถ ยศกมเลศ ครรไลยหงส์ พงศ์มหาพฤฒาจารย์” มีเกียรติยศยิ่งกว่านักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งปวง รับราช การในฐานะเป็นปุโรหิต ณ กรุงสุโขทัย มี หน้าที่บังคับบัญชากิจการตกแต่งพระนคร มี การทำพระราชพิธี ๑๒ เดือน เป็นต้น

ส่วนมารดาชื่อ “นางเรวดี” เมื่อนางจะตั้งครรภ์นั้น ฝันว่าได้เยี่ยมพระบัญชรสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ชมแสงจันทร์จนตกใจตื่น แม้ พระศรีมโหสถก็ฝันว่า ได้เห็นดอกไม้นานาพันธุ์แย้มบานเกสรอยู่สะพรั่งในมิใช่ฤดูกาล และมี กลิ่นหอมระรื่นตลบอบอวล

ความฝันทั้งสองนี้พยากรณ์ว่า จะได้บุตรเป็นหญิง จะมีวาสนาพรั่งพร้อมไปด้วยสติปัญญาและเกียรติยศ เป็นที่พึ่งแก่วงศ์ญาติทั้งหลาย ครั้นถึงวันจันทร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นวันเพ็ญ กลางเดือน ๓ ปีชวด อันเป็นเวลาที่ภาคพื้นอากาศปราศจากเมฆ พระจันทร์ทรงกลดแสง ประภัสสร รัศมีขาวเจือสีเหลืองอ่อน กาลนั้น นางก็คลอดจากครรภ์มารดา

หมู่ญาติมิตรทั้งหลายก็นำเครื่องทองชนิดต่างๆ มาทำขวัญ เช่น ดอกไม้ทอง สนอบเกล้าทอง จุฑาทอง ประวัตรทอง กุณฑลทอง ธุรำทอง วลัยทอง ของ ๗ สิ่งนี้เฉลิมขวัญท่านบิดาจึงให้นามว่า “นพมาศ” (มีผู้แปลว่า “ทองเนื้อเก้า”) แล้วอาราธนาพระมหาเถรา นุเถระ ๘๐ องค์ จำนวน ๗ วัด มาเจริญพระพุทธมนต์ในบท “มงคลสูตร รัตนสูตร” และ“มหาสมัยสูตร” จนครบ ๗ วันแล้วอัญเชิญ “พราหมณาจารย์” ผู้ชำนาญในไตรเพทอีก ๖๐ คน มากระทำพิธีชัยมงคลอีก ๓ วัน เพื่อสมโภชธิดาผู้เกิดใหม่ให้มีความสวัสดิมงคล เสร็จแล้วก็ถวายไทยธรรมแก่พระ เถระ ด้วยไตรจีวรกับของที่เป็นบริวารทั้งหลาย และสักการะหมู่พราหมณ์ด้วยทรัพย์เป็นอันมาก ในการเลี้ยงดูนางเมื่อเยาว์วัย บิดามารดาก็ได้ คัดเลือกเอาแต่ผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดในวิชา ต่างๆ ให้เป็นผู้ดูแล พี่เลี้ยงก็จะสอนให้ร้อย กรองให้วาดเขียน เป็นต้น

ครั้นจำเริญวัยอายุได้ ๗ ปี บิดาก็ให้ศึกษาวิชาต่างๆ เป็นต้นว่า อักษรไทย อักษรสันสกฤต ภาษาบาลี พอแปลได้ เรียนคัมภีร์ไตรเพท แต่งกลบทกลอน กาพย์ โคลง ฉันท์และลิลิต เรียนตำรับโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์และตำราพยากรณ์ จนอายุได้ ๑๕ ปี ก็มีความ ชำนิชำนาญเฉลียวฉลาด รู้คดีโลกและคดีธรรม นับเป็นสตรีนักปราชญ์ได้ผู้หนึ่ง นางนพมาศจึงเป็นยอดหญิงสุโขทัย ที่มีความเฉลียวฉลาดในวิชาการต่างๆ มีความชำนาญในด้านภาษา วรรณคดี การขับร้อง ดนตรี บทกวีต่างๆ และมีรูปโฉมงดงามอีกด้วย จนเป็นที่ยกย่องสรรเสริญกันโดยทั่วไป มีความตอนหนึ่งที่ท่านได้บันทึกชีวิตส่วนตัวไว้ว่า...

“...วันคลอดจากครรภ์มารดา พื้นอากาศก็ปราศจากเมฆ พระจันทร์ก็ทรงกลดแสงประภัสสร รัศมีขาวเจือสีเหลืองอ่อน เสวยฤกษ์บุษยวันเพ็ญ เดือน ๓ ปีชวด ประกอบกับมีฉวีวรรณเรื่อเรืองเหลือง ประดุจชโลมลูบด้วยแป้งสารภีทั่วทั้งกรัชกาย จึงให้นามข้าน้อยนี้ว่า... “นพมาศ” จากความงามทั้ง ๓ ประการของนางคือ งามรูปสมบัติ งามทรัพย์สมบัติ และปัญญาสมบัติ จึงทำให้ชาวเมืองสุโขทัยต่างก็สรรเสริญทุกเช้าค่ำ กิตติศัพท์นี้ก็แพร่หลายเล่าลือต่อๆกันไป จนมีทิศาปาโมกข์ผู้หนึ่ง ได้ผูกกลอนสรรเสริญนางนพมาศขึ้นไว้ ๓ บท

ตำแหน่งพระสนมเอก


อันกลอนทั้ง ๓ บทนี้ บรรดาหญิงชายทั้งหลาย ต่างก็พากันขับร้องและดีดพิณยลโฉม คุณความดีของนางอยู่โดยทั่วไป จนแม้พนัก งานบำเรอพระเจ้าแผ่นดินก็จดจำได้ จนกระ ทั่งถึงวันหนึ่งได้ขับเพลงพิณบทนี้บำเรอถวาย สมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นได้ทรงสดับก็พอ พระทัยแล้วสอบถามว่า เป็นความจริงหรือแกล้ง สรรเสริญกันไปเอง

ท้าวจันทรนาถภักดี ผู้เป็นใหญ่ฝ่ายในได้กราบทูลว่าเป็นความจริง นางอายุได้ ๑๕ ปี ควรจะได้เป็นพระสนมกำนัลอยู่ในพระราชฐาน สมเด็จพระร่วงเจ้า จึงมีรับสั่งให้นำนางนพมาศ เข้ามาเป็นพระสนมอยู่ในพระราชวัง เพื่อเป็น เกียรติยศแก่ “ออกพระศรีมโหสถ” ผู้บิดา ท้าวจันทรนาถฯ รับพระราชบัญชาก็มาแจ้งให้ พระศรีมโหสถทุกประการ

เมื่อพระศรีมโหสถได้ทราบดังนั้น ก็ รู้สึกอาลัยธิดายิ่งนัก แต่ก็ได้ทราบมาแล้วแต่ ต้นว่า นางนี้เกิดมาสำหรับผู้มีบุญ จึงยินยอม ตามพระราชประสงค์ และจะได้เลือกหาวันอัน เป็นมงคล เพื่อนำธิดาของตนขึ้นทูลถวายต่อไป นับตั้งแต่นั้นมาชีวิตของนาง จึงได้หันเหเข้ามา อยู่ในแวดวงของสตรีผู้สูงศักดิ์ เพื่อสนองพระ เดชพระคุณสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภายในพระราช สำนัก

ครั้นถึงวันอันเป็นมงคล พระศรีมโหสถได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ และเชิญพราหมณ์มาทำพิธีให้เป็นสวัสดิมงคล แล้วเชิญหมู่ญาติมิตรมาประชุม นางนพมาศก็ทำการเคารพหมู่ญาติมิตรทั้งหลายนั้น บรรดาญาติมิตรต่างก็พากันอวยชัยให้พรแก่นางนพมาศนานาประการ

นกเบญจวรรณ ๕ สี


แต่ก่อนที่นางจะเข้าไปเป็นบาทบริจาริกาในพระราชสำนักนั้น พระศรีมโหสถ ผู้เป็นบิดาได้ตั้งปัญหาถาม เพื่อจะทดลองสติปัญญาความสามารถของนางว่า...

“นกเบญจวรรณอันประดับด้วยขน ๕ สี เป็นที่งดงามอยู่ในป่าใหญ่ ครั้นมนุษย์ดักเอามา ได้ก็นำมาเลี้ยงไว้ในบ้านจนเป็นที่รัก เพราะมี ขนสีงามถึง ๕ สี ก็เจ้าเป็นมนุษย์เมื่อเข้าไปอยู่ในพระราชฐาน จะประพฤติตนให้บรรดาคนทั้งหลายรักใคร่เจ้า เช่น นกเบญจวรรณ ได้หรือไม่?...”

นางนพมาศก็ตอบว่า
“ลูกสามารถจะประพฤติตนให้เป็นที่รักใคร่แก่บุคคลเหล่านั้น โดยยึดสุภาษิต ๕ ประการ เช่นเดียวกับสีของ “นกเบญจวรรณ” ทั้ง๕ คือ:-

ประการที่ ๑ จะเจรจาถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน มิให้เป็นที่รำคาญระคายโสตผู้ใด

ประการที่ ๒ จะกระทำตนให้ละมุนละม่อม ไม่เย่อหยิ่งจองหอง ทั้งจะตกแต่งร่างกายให้สะอาดและสุภาพเรียบร้อย

ประการที่ ๓ จะมีน้ำใจบริสุทธิ์สะอาดไม่อิจฉาพยาบาทปองร้าย หรือดูหมิ่นดูแคลนผู้ใด

ประการที่ ๔ ถ้าปรากฏว่าผู้ใดเมตตารักใคร่โดยสุจริตใจ ก็จะรักใคร่มีไมตรีตอบมิให้เกิดการกินแหนงแคลงใจได้

ประการที่ ๕ ถ้าได้เห็นผู้ใดทำความดีความชอบในราชการ และทำถูกต้องขนบธรรมเนียมทั้งคดีโลกคดีธรรม ก็จะจดจำไว้เป็นเยี่ยงอย่างแล้วประพฤติและปฏิบัติตามสิ่งที่ดีนั้น ถ้าได้กระทำอย่างนี้แล้ว ก็จะต้องมีผู้เอ็นดูรัก ใคร่ ขอท่านบิดาอย่าวิตกเลย...”

พระศรีมโหสถและบรรดาญาติมิตรทั้งหลาย เมื่อได้ฟังถ้อยคำนางนพมาศดังนั้นแล้วก็ชื่นชมยินดีชวนกันสรรเสริญอยู่ทั่วไป ลำดับ ที่ ๒ พระศรีมโหสถได้ตั้งปัญหาถามต่อไปว่า

ข้อปฏิบัติให้มีผู้เมตตา ๑๒ ประการ


“การที่จะเข้าไปอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดินนั้นจะสามารถประพฤติตนให้ถูกพระราชอัธยาศัยในขัตติยประเพณี ซึ่งมีอยู่ในตระกูลอันสูงศักดิ์ได้หรือไม่ เพราะสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินมีพระอัครมเหสีถึง ๒ พระองค์ และนางพระสนมกำนัลอีกเป็นอันมาก เจ้าจะกระทำตนให้ทรงพระเมตตาได้หรือ?...”

นางนพมาศตอบว่า “ลูกสามารถกระทำได้ แต่ใจหาคำนึงว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระเมตตาหรือไม่แต่ว่าจะอาศัยสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้ เป็นเครื่องช่วยเหลือให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเมตตาเองกล่าวคือ:-

๑. จะอาศัย “ปุพเพกะตะปุญญะตา” ซึ่งได้สร้างสมมาแต่ชาติก่อนสนับสนุน

๒. ตั้งใจจะประกอบความเพียรอย่างสุดความสามารถ ไม่เกียจคร้านในราชกิจการงานทั้งปวง

๓. จะใช้สติปัญญาพิจารณาสิ่งผิดและชอบ แล้วเว้นไม่กระทำสิ่งที่ผิด มุ่งแต่จะประพฤติในสิ่งที่ชอบ

๔. จะใช้ความพินิจพิจารณา สอดส่องให้รู้พระราชอัธยาศัย แล้วจะประพฤติให้ต้องตามน้ำพระทัยทุกประการ มิถือเอาใจตัวเป็นประมาณ

๕. จะประพฤติและปฏิบัติการงานโดยสม่ำเสมอ ไม่ทำงานลุ่มๆ ดอนๆ

๖. จะรักตัวของตัวเองยิ่งกว่ารักผู้อื่น

๗. จะไม่เกรงกลัวผู้ใดให้ยิ่งไปกว่าเจ้านายของตนเอง

๘. จะไม่เข้าด้วยกับผู้กระทำผิด

๙. จะเพ็จทูลข้อความใดๆ ลูกจะกราบทูลแต่ข้อความที่เป็นจริงเท่านั้น

๑๐. จะไม่นำพระราชดำริอันใด ที่เป็นความลับออกเปิดเผยเป็นอันขาด

๑๑. จะวางใจให้มั่นคงต่อกิจการงานทั้งปวง ไม่โลเลและแชเชือน

๑๒. จะจงรักภักดีต่อองค์สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวโดยไม่เสื่อมคลาย

คุณสมบัติ ๗ ประการ


อนึ่ง ลูกเป็นคนใหม่เพิ่งจะเข้าไปถวายตัว ยังหารู้ขนบธรรมเนียมสิ่งใดไม่ ฉะนั้นเพื่อสามารถปฏิบัติการงานในหน้าที่ให้ลุล่วงไปจนได้ ลูกจึงจะวางวิธีของลูกไว้ดังนี้

๑. ในขั้นต้น ลูกจะต้องระวังรักษาตัวกลัวต่อความผิด ไม่ทำอะไรวู่วามลงไป

๒. จะต้องคอยสังเกตผู้ที่โปรดปรานคุ้นเคยพระราชอัธยาศัย ว่าประพฤติและปฏิบัติอย่างไร จักได้จดจำนำมาปฏิบัติต่อไป

๓. เมื่ออยู่นานไป ได้รู้เช่นเห็นช่องในกิจการบ้างแล้ว ก็จะได้พากเพียรเฝ้าแหนมิให้ขาดได้

๔. เมื่อใดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรัสใช้การงานแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะตั้งใจกระทำให้ดีที่สุด สมพระราชหฤทัยประสงค์ให้จงได้

๕. ต่อไปถ้าได้เห็นว่าทรงพระเมตตาขึ้นบ้างแล้ว แม้สิ่งใดจะมิได้ทรงรับสั่งใช้แต่สามารถจะกระทำได้ ก็จะกระทำโดยมิได้คิดเหนื่อยยาก เลย

๖. เมื่อตระหนักแน่แก่ใจว่าทรงโปรดอย่างใดแล้ว ก็จะได้ชักชวนคนทั้งหลาย ให้ช่วย กันกระทำในสิ่งที่ชอบพระราชอัชฌาสัย

๗. เมื่อได้กระทำดังนี้แล้ว หากจะไม่ทรงพระเมตตา ก็จะไม่น้อยเนื้อต่ำใจอย่างใด จะนึกเพียงว่าเป็น “อกุศลกรรม” ที่ได้กระทำไว้แต่ปางหลังเท่านั้น และจะคงกระทำความดีอยู่เช่นนั้นโดยมิเสื่อมคลาย...” แล้วนางได้ยกอุทาหรณ์นิทานเรื่อง “นกกระต้อยตีวิด” และเรื่อง “ช้างแสนงอน” มาเล่าประกอบด้วย พระศรีมโหสถและบรรดาญาติมิตรทั้งหลาย ต่างได้ฟังก็มีความยินดีใน สติปัญญาของนางเป็นอันมาก และพากันสรร เสริญอำนวยพรอยู่ทั่วกัน...

การกระทำเพื่อความมีชื่อเสียง


ในวาระสุดท้ายท่านบิดาได้ตั้งปัญหาถามต่อไปว่า...

“ลูกจะคิดสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างไร ให้ตนเองมีชื่อเสียงปรากฏอยู่ในแผ่นดิน?...”

นางนพมาศก็ตอบว่า

“อันจะกระทำการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดิน จนมีชื่อเสียงปรากฏเลื่องลือนั้นสำหรับสตรีกระทำได้ยากนัก ถ้าเป็นบุรุษอาจจะกระทำได้หลายประการ เช่น ทำการรณรงค์สงคราม ทำกิจการงานพระนคร ในสิ่งที่ยากลำบากให้สำเร็จได้ด้วยดี หรือวินิจฉัยถ้อยความให้เป็นไปโดยยุติธรรม หรือจะหาของวิเศษอัศจรรย์มาทูลเกล้าถวาย เหล่านี้เป็นต้น

แต่ราชการฝ่ายสตรีที่สำคัญก็คือราชการ ในพระราชวัง ซึ่งก็ตกเป็นพระราชภาระของพระอัครมเหสีทั้งสองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นใน ส่วนตัวของลูกก็จะมีแต่ความจงรักภักดี ตั้งใจสนองพระเดชพระคุณด้วยความกตัญญูกตเวทีอันสะอาดบริสุทธิ์

แม้ในการนั้นหากจำเป็นจะต้องเสียทรัพย์สินส่วนตัวมากเพียงใด หรือแม้ถึงกับจะต้องเสียสละเลือดเนื้อหรือชีวิตก็ดี ก็เต็มใจอุทิศถวายสนองพระเดชพระคุณโดยมิได้อาลัย

อนึ่ง ในการปฏิบัติให้ทรงพระเมตตานั้นลูกปรารถนาที่จะให้ทรงโปรดปรานแต่ในความดีของลูกเท่านั้น การที่จะใช้เสน่ห์เล่ห์กลเวทมนตร์คาถา และกลมารยาต่างๆ เพื่อให้ทรงเมตตาโปรดปรานนั้น ลูกจะละเว้นไม่ประพฤติเป็นอันขาด หรือแม้ลูกจะได้ดีมียศถาบรรดา ศักดิ์เพียงใดก็ดี ก็จะยิ่งกระทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จะไม่กำเริบใจว่าทรงรักใคร่แล้วเล่นตัว หรือกดขี่เหยียดหยามผู้อื่น...”

แล้วนางได้ยกอุทาหรณ์นิทานเรื่อง “นางนกกระเรียนคบนางนกไส้ช่างยุ” มาประกอบด้วย ในที่สุดนางก็สรุปว่า...

“อันนิทานที่ยกมาเล่านี้ ก็เพื่อให้ผู้ฟังจำไปสอนใจตนเองว่า อย่าประพฤติเป็นคนต้นตรงปลายคด และการคบมิตรก็ต้องคบที่เป็นกัลยาณมิตร นักปราชญ์จึงจะสรรเสริญ

อันว่าการคิดถูกและคิดผิด พูดจริงและ พูดเท็จ ใจซื่อและใจคด ยั่งยืนและโลเล เรียบ ร้อยและเล่นตัว สุภาพและดีดดิ้น ปกติและ มารยา มักตื่นและมักหลับ มีสติและหลงลืมอุตสาหะและเกียจคร้าน ทำดีและทำชั่ว หรือกัลยาณมิตรและบาปมิตร

บรรดาของคู่กันเหล่านี้ จะประพฤติอย่างหนึ่ง และละเสียอย่างหนึ่งเช่นนี้ ลูกก็สามารถจะเป็นผู้มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ในแผ่นดินได้...”

พระศรีมโหสถและบรรดาญาติมิตรผู้นั่งฟังอยู่ ณ ที่นั้นก็แซ่ซ้องสาธุการอยู่ทั่วกัน ในคืนนั้น นางเรวดีผู้มารดาก็ได้ให้โอวาท แก่นางอีกเป็นอันมาก กล่าวคือ..มิให้ตั้งอยู่ใน ความประมาท ให้เคารพแก่ผู้ควรเคารพ ให้ประพฤติจริตกิริยาในเวลาเฝ้าแหนหมอบคลานให้เรียบร้อย ให้แต่งกายเรียบร้อยงามสะอาดต้องตาคน ประพฤติตนให้ถูกใจคนทั้งหลายฝากตัวแก่เจ้าขุนมูลนาย คอยระวังเวลาราชการอย่าให้ต้องเรียกหรือต้องคอย ต้องหูไวจำคำให้ มั่น อย่าถือตัวหยิ่งจองหอง ให้เกรงกลัวอัครมเหสี ทั้งสอง เป็นต้น นางนพมาศก็รับคำเป็นอันดี

ครั้นรุ่งเช้าเป็นวันศุกร์เดือน ๑๒ ขึ้น๑๐ค่ำ จุลศักราช ๖ ปีมะโรง ฉ ศก อันเป็นเวลา ที่นางมีอายุนับปีได้ ๑๗ ปี นับเดือนได้ ๑๕ ปี กับ ๘ เดือน ๒๔ วัน นางเรวดีผู้มารดา ได้ให้แต่งกายอันประดับด้วยอาภรณ์นานาชนิดมาคำนับลาบิดาและบรรดาญาติแล้วขึ้นระแทะ ไปกับมารดา มีบ่าวไพร่ติดตามไปพอสมควรเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง นางเรวดีได้นำไปยังจวน “ท้าวจันทรนาถภักดี” และ “ท้าวศรีราชศักดิ์โสภา” ซึ่ง เป็นใหญ่ในชะแม่พระกำนัล เพื่อนำขึ้นเฝ้า สมเด็จพระร่วงเจ้า อันมีพานข้าวตอกดอกมะลิ พานข้าวาร พานเมล็ดพันธุ์ผักกาด พานดอก หญ้าแพรก ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายด้วย

สมเด็จพระร่วงเจ้าทรงรับและมีพระราชปฏิสันถารกับนางเรวดีพอสมควร และพระราชทานรางวัลพอสมควรแก่เกียรติยศ แล้วทรงพระกรุณาโปรดให้นางนพมาศเข้ารับราชการในตำแหน่ง“พระสนม” นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา...

ฉะนั้น ด้วยคุณความดีที่นางได้นำมาเป็นหลักปฏิบัติดังกล่าวนี้ ต่อมานางนพมาศได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “ท้าวศรีจุฬาลักษณ์” ตำแหน่งพระสนมเอก จึงได้รับการยกย่องเชิดชูว่า เป็นแบบอย่างของกุลสตรีไทย ที่สืบทอดวัฒนธรรมและจริยประเพณี เพื่อผูกพันกับสถาบันชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก็ยังมีการจัด ริ้วขบวนแห่นางนพมาศ ลอยกระทงทรงประทีป จุดดอกไม้เพลิง เพื่อบูชารอยพระพุทธบาท ณ ริมฝั่งน้ำนัมทา โดยยึดถือเป็นประเพณีประจำ ชาติไทยกันตลอดมา

ผู้เขียนได้ลำดับประวัติ “รอยพระพุทธบาท” และ “การลอยกระทง” มาจนถึงประวัติความเป็นมาของ “นางนพมาศ” ก็เพื่อชี้แจงแสดงเหตุผลประกอบไปด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อันพอที่จะสรุปได้ว่าการลอยกระทงนั้น เป็นการลอยเพื่อบูชา “รอยพระพุทธบาทณ นัมทานที” แต่เพียงประเด็นเดียวเท่านั้นซึ่งมีความเกี่ยวพันกันมา อันเป็นปริศนามานานหลายร้อยปีแล้ว

ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาของการจัด กิจกรรม “ตามรอยพระพุทธบาท” เพื่อฟื้นฟู ประเพณี “ลอยกระทง” และฟื้นฟูประเพณีการ สักการบูชา “พระจุฬามณี” ตลอดถึงการสร้าง พระพุทธรูป “ปางประทับรอยพระบาท” ณ นัมทานที” ขนาดสูง ๙ ศอก และสร้างป้าย จารึก “ประวัติรอยพระพุทธบาท” เพื่อไว้เป็น อนุสรณ์ ณ เกาะแก้วพิสดาร จ.ภูเก็ต กันต่อไป (ปัจจุบันนี้ ปี พ.ศ.๒๕๔๓ ได้สร้างไว้อีกองค์ หนึ่งที่ วัดพระร่วง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย)

ในฐานะที่ได้ร่วมกันทำหน้าที่ “รณรงค์วัฒนธรรมไทย” โดยการจัดงานพิธีลอยกระทงในวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ เพื่อสมโภชรอยพระพุทธบาท ที่มีอายุกาลครบถ้วน ๒,๕๖๐ ปีพอดี อีกทั้งเป็นการเปิดเผย ให้ชาวโลกรู้ว่า การที่เราลอยกระทงมาตั้ง ๗๐๐ กว่าปี ด้วยการฝากพระแม่คงคาตลอดมา

บัดนี้ เราได้ไปลอยถึงที่อันประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้อย่างแท้จริงแล้ว จึงเป็นการรณรงค์ให้ชาวไทยทั้งหลายได้ทราบว่า รอยพระ พุทธบาทแห่งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับประเพณี “ลอยกระทง” อันเป็นเส้นผมบังภูเขากันมานานแล้ว

ฉะนั้น ในนามคณะศิษยานุศิษย์ทั่วทุกภาคของพระเดชพระคุณ “หลวงพ่อพระราชพรหมยาน” วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี จึงได้ร่วมแรงร่วมใจกันไปจัดงาน “พิธีลอยกระทง” เพื่อ บูชารอยพระพุทธบาท ณ เกาะแก้วพิสดารและ “พิธีลอยกระทงสวรรค์” เพื่อบูชา “พระเกศแก้ว” และ “พระเขี้ยวแก้ว” บนพระจุฬามณีเจดียสถาน ณ “แหลมพรหมเทพ” เพื่อคงไว้ เป็นแบบอย่างของการอนุรักษ์โบราณราชประเพณีนี้ อันมีความสัมพันธ์กับรอยพระพุทธบาทหวังให้อนุชนรุ่นหลังได้ช่วยกันสืบสาน “รอย ไทย” ไว้คงอยู่คู่เมืองไทยตลอดไป...

ข้อสรุป


ข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้ที่ได้นำมาอ้างอิง หวังว่าคงจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน พอที่จะสรุป “ฟันธง” ลงไปได้จากคำถามที่ว่า.. “ลอยกระทง เพื่อวัตถุประสงค์อะไร...?” ก็คงจะลอยเพื่อบูชา “รอยพระพุทธบาทที่ ๕ ณ นัมทานที” แต่เพียง ประเด็นเดียวเท่านั้นที่เป็นคำตอบ

รวมความว่า พระราชพิธีนี้เรียกว่า “การลอยพระประทีป” พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงเรือพระที่นั่งทรงพระภูษาขาว เครื่องราชอาภรณ์ล้วนแต่ทำด้วยเงิน แล้วก็ล่องลงไปตามลำน้ำ นอกจากนี้ ยังมีขบวนแห่เรือการละเล่นต่างๆ และขบวนเรือผ้าป่า เพื่อนำไปทอดตามอารามต่างๆ แล้วมีการจุดดอกไม้เพลิงเป็นการเฉลิมฉลองอีกด้วย

สำหรับเรื่องรอยพระพุทธบาททั้ง ๕ แห่งนี้ ผู้เขียนใคร่ขอ “รณรงค์วัฒนธรรมไทย” อีก เรื่องหนึ่ง ซึ่งกำลังจะสูญหายไปจากความนิยม ไทยสมัยใหม่ ถ้าหากผู้ที่ได้ศึกษาเรื่อง “มงคล ๑๐๘ ประการ” ในฝ่าพระบาท หรือที่เรียกว่า “ลายลักษณ์พระบาท” ซึ่งเป็นศิลปกรรมยุคโบราณ คนสมัยก่อนได้นำมาผูกเป็นบทกลอน

ในปัจจุบันนี้บางวัดยังท่องกันอยู่ แต่ส่วนใหญ่กำลังจะสาบสูญไปแล้ว คณะอาจารย์สันต์ ภู่กร (เริ่มท่องเป็นประจำ) ผู้เขียนจึงได้นำต้นฉบับเก่าๆ ทั้งของภาคกลางและภาคใต้ ที่นิยมท่องกันสมัยนั้นมาเทียบเคียง พร้อมกับตรวจทานกับคัมภีร์ “พุทธปาทะลักขณะ” ซึ่งจารึกไว้เป็นภาษาบาลี จึงได้แก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง โดยมีใจความคล้าย “ทำนองเสนาะ”

ll กลับสู่ด้านบน




คำนมัสการ

ลายลักษณ์พระพุทธบาท

(ตั้ง นะโม ๓ จบ)


ข้าพเจ้าขอบังคม พระพุทธบาทบรม ทั้งคู่เรืองรอง, สิบนิ้วของลูก ต่างธูปเทียนทอง นัยเนตรทั้งสอง ต่างประทีปทูลถวาย, ผมเผ้าเกล้าเกศ ต่างดอกปทุมเมศ บัวทองพรรณราย, วาจาเพราะพร้อง ต่างฆ้องกลองถวาย ดวงฤทัย มั่นหมาย ต่างรสสุคนธา,

พระบาททศพล ทั้งคู่เลิศล้น ปรากฏรจนา มีกงจักรแก้ว เพริศแพร้วทอตา กงกำโสภาดวงดุมเพลาทอง, มงคลงามสรรพ ร้อยแปดประดับ บาทบงสุ์ทั้งสอง, ทั่วทั้งไตรภพ มีครบทุกช่อง ลายลักษณ์เรืองรอง ทุกห้องเฉิดฉันท์,

มีทั้งฉัตรแก้ว พระขรรค์เลิศแล้ว หอกทองไพพรรณ, มีนางชูแว่น อ้อนแอ้นเอววัลย์ มือถือบุษบัน สอดสร้อยสังวาลย์, มีปราสาทราชวัง แท่นทิพย์เตียงตั่ง เกยแก้วสุริยกาญจน์, เฉิดฉายพรายแพรว เขนยเกยแก้ว พัดใบตาลโบกแล้ว พัดหางยูงทอง, มีมงกุฏรัตน์ พัชนีโบกปัด บาตรแก้วแววว่อง, ดวงแก้วมณี รัศมีขาวผ่อง กระออมเงิน กระออมทอง กระออมแก้วแววไว, ยังมีถาดทอง ถาดเงินเรืองรอง ถาดแก้วประไพ, มีวิมานพระอิศวร พระนารายณ์เลิศไกร เทวาไสวเข้าเฝ้าวันทา,

มีป่าหิมพานต์ ต้นพฤกษาสาร ตระการรจนา, มีผลแก่อ่อน แซมซ้อนบุปผา ครุฑธิราชปักษา อยู่ป่าฉิมพลี, มีพญาไก่แก้ว นกกระเรียนเลิศแล้ว กินรากินรี, คาบพวงมาลา ร่ายรำงามดีการะเวกโนรี แขกเต้าเขาขัน, หงษ์เหินสกุณาภุมรีภุมรา งามตาสารพัน, มีพญานกกระหิตวิจิตรแดงฉันท์ ยูงทองลาวัลย์ สีสันเฉิดฉาย,มีพญาไกรสร ช้างแก้วกุญชร ม้าแก้วเพริศพราย, ราชสีห์ย่างเยื้อง เสือเหลืองเรียงรายนาคราชผันผาย นางโคคลาไคล, ให้ลูกกินนมเคล้าเคลียน่าชม ละเมียดละไม,

มีจักรพรรตรา เสนาเกรียงไกร ถือธงทิวไสว ดูงามยรรยง, มีฉ้อฉกามา สิบหกชั้นฟ้า พระอินทร์จำนง, แสนสาวชาวสวรรค์ เทวัญล้อมองค์ เข้าเฝ้าเป็นวง ยังแท่นทิพย์วิมาน, มีพรหมโสฬส สิบหกชั้นปรากฏ ล้วนแก้วแกมกาญจน์,ประดับมุขทุกชั้น โบกบันสิงห์หาญ พระพรหมชมฌาน ทุกชั้นพรหมา,

มีทั้งพระอาทิตย์ พระจันทร์เรืองฤทธิ์ชักรถไคลคลา, เวียนรอบราศี รัศมีรุ่งฟ้า ดวงดาวดารา ประดับเมืองสวรรค์, ทวีปใหญ่ทั้งสี่ทวีปน้อยนั้นมี นับได้สองพัน, มีจักรวาลเวียน พิศเพียนอนันต์ เขาพระสุเมรุเรืองฉันท์ หลักโลกโลกา, มีเขาสัตตภัณฑ ์ ล้อมรอบเจ็ดชั้นเขาแก้วนา, มีสีทันดร อยู่หว่างบรรพตา มีเจ็ด คงคา สายสินธุ์แสงใส,

มีเขาไกรลาศ เงินยวงเดียรดาษ ขาวผ่องประไพ, มีเจ็ดสระศรี ชลธีหลั่งไหล บัวบานไสวดูงามเบญจพรรณ, มีมหาสมุทรทัย ลึกล้ำ กว้างใหญ่ มัจฉาอนันต์, ปลาเงินปลาทอง ลอยล่องตามกัน มังกรผายผัน จระเข้เหรา, มีทั้งเต่าทอง ดำผุดลอยล่อง ในท้องคงคา, มีสำเภาแก้ว พรายแพรวทอตา สำเภาเงินโสภา สำเภาทองบรรจง

มีสิ้นไตรภพ พรรณนามาจบ ลายลักษณ์พระองค์, มีสิ้นทุกสิ่ง งามยิ่งยรรยง ในพื้นบาทบงสุ์ พุทธบาทบาทา, พระศรีสรรเพชญ์พระพุทธเจ้าเสด็จ โปรดโลกโลกา, มีดอกบัวทอง ทั้งสองโสภา ผุดจากพสุธา รองรับบาท บงสุ์, ทุกย่างพระบาท ปวงดอกปทุมมาศ มิได้ คลาดทุกสถาน, ที่ใดไม่สบาย พระพายพัดพาน หอบเอาสุคนธาน นมัสการพระองค์,

หอบเอาทรายแก้ว นวลละอองผ่องแผ้วมาโปรยปรายลง, ให้ทางราบรื่น ในพื้นบาทบงสุ์พระพุทธเจ้าเสด็จลง โปรดโลกหญิงชาย, ยามเยื้องยุรยาตร ปวงดอกปทุมมาศ อันตรธานหาย, จึงได้ประจักษ์ ลายลักษณ์ทั้งหลาย เหยียบย่ำ ทำลาย จะเป็นโทษนักหนา,

พระศาสดาเจ้า เสด็จเข้านิพพาน สิ้นแล้วตัณหา, ยังแต่รอยบาทบงสุ์ อันทรงพระกรุณาบรรจบครบห้า ประดิษฐานโดยมี, พระบาทหนึ่งปรากฏ อยู่เหนือบรรพต สุวรรณมาลี, พระบาทสองนั้น อยู่ สุวรรณคีรี ใกล้สระบุรีศรีพระนคร, พระบาทสามนั้นโสต อยู่เขา สุมนกูฏ ลังกาบวร, พระบาทสี่ทศพล อยู่บน สิงขร ฝ่ายเบื้องอุดร โยนกบุรี, พระบาทห้า ประดิษฐานอยู่ริมชลธาร นัมทานที, เป็นที่วันทา นาคาธิบดี มัจฉาภุมภีร์ เข้าไหว้แน่นอนันต์,

พระบาทห้าแห่ง พระพุทธเจ้าสำแดง ย่างเหยียบไว้นั้น, เป็นที่วันทา เทวาทุกชั้น มนุษย์คนธรรพ์ ครุฑธิราชอสุรา, ลายลักษณ์เลิศไตร บูชาเข้าไว้ หญิงชายถ้วนหน้า, เช้าค่ำ ไก่ขัน ทุกวันเวลา อุตส่าห์ภาวนา เป็นนิจนิรันดร์, ใครว่าลายลักษณ์ ได้บุญมากนัก แปดหมื่นสี่พัน, เหมือนได้พบองค์ พระผู้ทรงธรรม์ พรรณนามานั้น หวังเข้านิพพาน.

อะหัง วันทามิ ทูระโต, อะหัง วันทามิ ธาตุโย, อะหัง วันทามิ สัพพะโส, สาธุ..สาธุ.. อนุโมทามิ, นิพพานะ ปัจจะโย โหตุฯ

เป็นอันว่า การเดินทางไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท “ภาคใต้” เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ กาลเวลาได้ผ่านพ้นไปครบ ๓ ปีพอดี จึงได้มีโอกาสย้อนกลับมาเล่าทบทวนความทรงจำกันอีกครั้ง สำหรับการจัดงานในคราวนั้น นอกจากจะแวะที่จังหวัดภูเก็ตแล้ว รุ่งขึ้นเช้าวันที่ ๑๘ พวกเราก็เดินทางต่อไปที่ วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ หลังจากทอดผ้าป่ากับ ท่านอาจารย์จำเนียร แล้ว จึงเดินทางไปฉันเพลและทอดผ้าป่าที่จังหวัดตรัง จนกระทั่งไปถึง “วิหารพระพุทธมงคลบพิตร” ต. น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในเวลาเย็น

ครั้นอัญเชิญรูปหล่อ หลวงปู่ปาน และ หลวงพ่อ ขึ้นประดิษฐานบนพระวิหารแล้ว จึงได้ทำพิธีบวงสรวง เพื่อเฉลิมฉลองเป็นการสมโภช เนื่องในโอกาสที่ได้บูรณะพระวิหารเป็นครั้งแรก โดยมีผู้ร่วมสมทบทุนเป็นเงินทั้งสิ้นเกือบสองแสนบาท แล้วจึงค้างคืนที่หาดใหญ่

ในวันที่ ๑๙ ขบวนรถบัสและรถเล็ก จึงเดินทางต่อไปที่ วัดมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช หลังจากจัดขบวน “แห่ผ้าขึ้นธาตุ” ตามประเพณีของชาวใต้แล้ว จึงได้เริ่มพิธีบวงสรวง และร่วม สมทบทุนเพื่อบูรณะพระเจดีย์ที่กำลังซ่อมแซม อยู่ในขณะนั้น ครั้นรับประทานอาหารกลางวัน กันเสร็จต่างก็เดินทางกลับ พร้อมกับพระพิรุณ ก็เทกระหน่ำตามหลังมาพอดี (เงินทำบุญทุกแห่งรวมทั้งสิ้นประมาณ ๑ ล้านบาทเศษ)

ในที่สุด “ผู้เขียน” จึงต้องขอขอบคุณและอนุโมทนาท่านทั้งหลาย ที่ได้ร่วมเดินทางไปในครั้งนั้น พร้อมทั้งคณะศิษย์ของหลวงพ่อ “ชาวใต้” ผู้เป็นเจ้าของบ้าน นับตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ พัทลุง ตรัง หาดใหญ่ สงขลา และนครศรีฯ เป็นต้น

ทั้งนี้ ต้องขออภัยที่มิได้เอ่ยนามเลย ต่างก็ได้มารวมตัวสมานสามัคคีกัน ด้วยน้ำใจไมตรีเป็นอย่างดี ได้ช่วยจัดเลี้ยงอาหารแล้วก็สถานที่พัก ให้ความสะดวกทุกๆ อย่าง และ จุดเริ่มต้นตรงนี้นี่เอง ต่อมาภายหลังคณะศิษย์ หลวงพ่อภาคใต้ จึงได้มีโอกาสมารวมตัวกัน ต้อนรับท่านพระครูปลัดอนันต์ พร้อมคณะครู ฝึกมโนมยิทธิ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จน กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ จึงขออานิสงส์แห่งความดี ที่ทุกท่านได้กระทำแล้วนี้ จงเป็นปัจจัยแห่งความสมบูรณ์พูนสุขทุกเมื่อ ตลอดกาลเป็นนิจ นิรันดร์เทอญ... สวัสดี.

ll กลับสู่สารบัญ


webmaster - 28/7/10 at 10:32


หนังสือประวัติการสร้าง

วิหารพระพุทธมหามงคลบพิตร (พระวิหารน้ำน้อย)

ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา




คำนำ


หนังสือเล่มนี้ อาตมาขอร้องให้ท่านชัยวัฒน์ ช่วยเรียบเรียงประวัติความเป็นมาในการสร้าง “พระวิหารน้ำน้อย” เพื่อให้สาธุชนทราบสักเล็กน้อย เพื่อจะได้เข้าใจ เพิ่ม ศรัทธาในการรู้ค่าของ “พระวิหารน้ำน้อย” มากขึ้น เรื่อง ที่เกี่ยวข้องก็คือ...

“พระสุปฏิปันโน” หลายรูปมาพร้อมกัน

๒. พระพุทธเจ้าที่คนไทยได้ศรัทธาสร้างขึ้น เป็น “พระพุทธรูปทองคำ”

๓. “พระพรหม” มาขอร้องให้หลวงพ่อนำลูกศิษย์ ไปสร้าง

๔. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัย ลักษณ์ฯ ได้เสด็จมาในพิธีนี้

ความสำคัญสิ่งนี้ ถือว่าเป็นประวัติของ “พระวิหารน้ำน้อย” ที่ท่านชัยวัฒน์เรียบเรียงจากหลวงพ่อพระราชพรหมยาน และลูกศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ มาเล่าสู่ท่านทั้งหลาย ที่อยู่ในภายหลังให้ได้รับทราบ

ส่วนขณะนี้ได้ล่วงเลยมา ๒๕ ปี วิหารได้ทรุดโทรม ลงมาก และปี ๒๕๔๓ น้ำท่วมใหญ่ ผู้คนล้มตายกันหลาย ร้อยคน พระวิหารถูกน้ำท่วม พระพุทธเจ้า และรูปหลวงปู่ปาน และหลวงพ่อพระราชพรหมยาน มีปัญหาจะทรุดโทรม ลงตามลำดับ

คณะลูกศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน เล็งเห็นความสำคัญในเหตุ ๔ ประการข้างต้น จะสูญหายและลบ เลือนไปในอนาคต จึงคิดร่วมกันจะบูรณะเป็นครั้งใหญ่ เพื่อจะได้แข็งแรงและทรงสภาพอยู่ชั่วชีวิตของเรา เพื่อจะได้ เป็นประวัติศาสตร์ และมิ่งขวัญของคนไทยสืบไป

ฉะนั้น การบูรณะครั้งนี้ จะได้อานิสงส์หลายประการ คือ...

๑. พุทธบูชา ซึ่งพระรัตนตรัย

๒. สร้างวิหารทาน ให้ผู้เลื่อมใสได้ใช้เป็นสถานที่ ปฏิบัติธรรมด้วย

๓. เป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ และ สังฆานุสสติ

๔. ได้ชื่อว่าเป็นลูกที่ดีของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน “ว่ารักษาศาสนสมบัติของพระพุทธศาสนาไว้ได้”

พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ
๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๔



ประวัติการสร้างพระวิหาร


เรียบเรียงโดย..พระชัยวัฒน์ อชิโต (ลิขสิทธิ์เป็นของวัดท่าซุง)


เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๓ ท่านพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ พร้อมด้วยคณะศิษย์ “หลวงพ่อพระราชพรหมยาน” ได้เดินทางไปทำพิธีบวงสรวง ณ วิหารพระพุทธมหามงคลบพิตร ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตามที่เคยเดินทางไปเป็นประจำ ทุกปี เพื่ออนุเคราะห์บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททางภาคใต้

หลังจากเสร็จงานแล้วก็เดินทางกลับ ทุกคนมารออยู่ในห้องรับรองภายในสนามบินหาดใหญ่ ระหว่างนั้นคณะชาวหาดใหญ่และสงขลา ที่มาส่งได้ปรารภว่า ในปีหน้า (๒๕๔๔) อยากจะพิมพ์หนังสือประวัติ “พระวิหารน้ำน้อย” เพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่มาร่วมงาน จึงได้เริ่มทำบุญกันเดื๋ยวนั้นทันที ๑๐,๐๐๐ บาท

ต่อมาท่านเจ้าอาวาสก็ปรารภซ้ำอีกว่า อยากจะให้พิมพ์หนังสือเล่มนี้ ซึ่งความจริงผู้เขียนก็ไม่ค่อยจะถนัดนัก แต่เพื่อเป็นการรักษาประวัติความเป็นมาไม่ให้สูญหายไป จึงได้เริ่มรวบรวมเรื่องราวที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ เล่าไว้ และที่ ม.ล.วรวัฒน นวรัตน บันทึกไว้บ้าง เป็นต้น ตามที่ได้ค้นคว้า จากหนังสือต่างๆ ปรากฏว่า หลวงพ่อเดินทางไปปักษ์ใต้หลายครั้ง หลายวาระด้วยกัน นับตั้งแต่ชุมพร สุราษฏร์ธานี กระบี่ พังงา ภูเก็ต ตรัง นครศรีธรรมราช และพัทลุง เป็นต้น

แต่เหตุการณ์สำคัญที่จะนำมาเล่าครั้งนี้ คงจะต้องย้อน กลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่จะต้องจารึกไว้เป็นประวัติว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ พร้อมด้วยคณะศิษย์ ได้เดินทาง โดยเครื่องบินมาลงที่ภูเก็ต โดยมี ม.ล.วรวัฒน นวรัตน ผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จังหวัดกระบี่ ในสมัยนั้น เป็นผู้รับรอง พร้อมทั้งจัดรถออกเดินทางไปในที่หลายแห่ง จนกระทั่งมาถึงหาดใหญ่เมื่อ วันอังคารที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๑๗ แล้วได้ค้างคืนที่บ้านพักรับรองที่เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจัดไว้



พบกับท่านพระพรหม


คืนนั้น ในขณะที่กำลังพักผ่อนอยู่ในห้องนอนของท่าน พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ได้เล่าว่า...

“...ขณะที่ใจสบาย ทำท่าว่าจะหลับ ก็ปรากฏว่าพบชาย คนหนึ่งมานั่งอยู่ที่ปลายเตียง เลยเท้าลงไป เป็นผู้ชาย ยกมือขึ้น แตะปาก ท่าทางดี เหมือนกับคนธรรมดา จึงได้ถามว่าเป็นใคร แกชี้มือขึ้นไปข้างบน แล้วก็บอกว่ามาจากพรหมขอรับ

ถามว่า ถ้ามาจากพรหมแล้วแต่งตัวแบบนี้เพื่อประโยชน์อะไร ทำไมไม่แสดงกายเป็นพรหม แล้วก็เมื่อตอนกลางวันก่อนที่จะเข้ามานะ ไปรับที่นอกเมือง เห็นพระพุทธรูปอยู่บนศีรษะนั่นเป็นท่านหรือ..?

ความจริงเข้าใจว่าเป็นเทวดา เพราะแต่งตัวแบบเทวดา มีเครื่องประดับแพรวพราว และมีสีสันวรรณะไม่ใช่ลักษณะ ของพรหม ท่านก็เลยบอกว่า คนที่ไปรับน่ะ เป็นเทวดาขอรับ แต่ผมนี่เป็นพรหม เป็นคนละคนกับบุคคลนั้น จึงได้ถามท่านว่า มาทำไม แล้วพระที่แสดงลอยอยู่เหนือศีรษะเทวดานั้นหมาย ความว่ายังไง... ไม่ทราบความหมาย..?

ท่านก็บอกว่า ที่แสดงให้ปรากฏก็เพราะว่า ในเขตของ จังหวัดสงขลามีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ทำด้วยทองคำทั้งองค์ ไม่มีส่วนผสมอย่างอื่น คือไม่ใช่แกนทองแดงแล้วเอาทองคำหุ้ม หน้าตักกว้างประมาณ ๒ เมตร หรือ ๓ เมตร จำไม่ถนัด เพราะ เวลาพูดนี่ไม่ได้บันทึกไว้ ก็เลยถามท่านว่าไปแสดงให้ปรากฏ ทำไม...แสดงว่าบ้านเมืองนี้เจริญหรือประการใด..?

ท่านบอกไม่ใช่ขอรับ ผมเห็นว่าคณะของท่านที่มานี่ เป็นคณะที่มีศรัทธามาก เวลานี้พระพุทธปฏิมากรแทนองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า มีทองมีน้ำหนักบอกไม่ถูก (ท่านบอก เหมือนกัน ทั้งองค์ ทั้งฐานน้ำหนักเท่าไร แต่ก็ไม่บอก) บอกว่า เวลานั้น ที่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งหลัง ปรากฏว่าเขาเอาพระองค์ นี้มาฝัง เกรงว่าพม่าพวกมีใจอธรรมจะนำทองคำเป็นประโยชน์ ส่วนตน อย่างที่อยุธยามันยังหลอมเอาทองคำไปกินเสีย มีน้ำ หนักตั้งหลายพันชั่ง

แต่ว่าพระองค์นี้มีน้ำหนักยิ่งกว่าพระองค์นั้น สำหรับทองคำ เพราะว่าพระองค์นั้นภายในเป็นทองสัมฤทธิ์ ข้างนอกเป็นทองคำ แต่ว่าองค์นี้เป็นทองคำล้วน เวลานี้ยังอยู่ตรงนั้น ฝังอยู่ตรงไหน บอกไม่ได้ บอกอันตรายจะเกิดแก่ทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา แล้วก็เลยถามว่า ไปแสดงให้ปรากฏเพื่อประโยชน์อะไร

ท่านก็บอกว่า ตั้งใจจะให้คณะที่มาด้วยกันช่วยกันสร้างเจดีย์ทับพระพุทธรูปองค์นั้น เพราะฝังไว้ในดินลึกประมาณ ๕ วา เวลานั้น ใช้คนประมาณ ๓๐๐ คนเศษ นำพระมาแล้วก็บรรจุพระไว้ สร้างเครื่องล้อมป้องกันไว้อย่างดี แล้วทรัพย์สินที่มีค่าสำหรับกษัตริย์ ก็มีอยู่มาก

ท่านถามว่าจะทำได้ไหม ก็เลยถามว่าเจดีย์ใหญ่ไหม ท่านบอกว่าไม่ต้องใหญ่ สูงประมาณ ๓ วาก็ได้ แต่ให้ฐานครอบ พระเข้าไว้ คนจะได้ไม่ข้ามไปข้ามมา ก็เลยบอกว่าเวลานี้สร้างวัด ยังเป็นหนี้เขามาก ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว ให้ช่วยกันมาสร้างที่ตรงนั้นก็แล้วกัน ไม่รีบไม่ร้อน ที่จะให้มา เที่ยวคราวนี้ ที่ยอมรับเขาก็เพราะว่า องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค เจ้าเข้าดลใจ ทั้ง ๆ ที่ร่างกายของท่านไม่ดีท่านก็ยอมรับ

ความจริงแล้วไม่ได้ตั้งใจจะไป เห็นว่าประโยชน์มันน้อย ในการท่องเที่ยว นอนดีกว่า แต่เมื่อเขาถามเข้าจริงๆ ก็ไม่ทราบว่า เป็นเพราะอะไร ตัดสินใจยอมรับเอาเฉยๆ มาดูหมายกำหนด การแล้วก็หายใจไม่ออก วันทั้งวันไม่มีเวลาหยุด คิดว่าคงจะไป พับจุดใดจุดหนึ่ง บังเอิญมันก็ไม่พับ เป็นมหัศจรรย์ เรื่องนี้แปลก มาก เดินทางทั้งวัน กลางคืนก็นอนน้อยที่สุด อย่างดีก็หลับไม่เกิน ๒ ชั่วโมง เช้าก็เดินทางต่อไป แต่ก็ไปได้ทุกจุด

นี่เห็นจะเป็นอำนาจพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ พรหมานุภาพ เทวดานุภาพ และครูบาอาจารย์ ตลอดจนพ่อแม่ เก่าๆ ที่สร้างผืนแผ่นดินไทย ช่วยผยุงกายของอาตมาไปได้กระมัง คิดอย่างนี้..ก็เป็นอันรับปากกับท่านพรหมว่า สิ่งเหล่านี้คงไม่หนัก

แต่ทว่าจะขอปรึกษาหารือกับบรรดาท่านพุทธบริษัท มีท่าน พลอาศตรี ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์ ก่อน ถ้าพร้อมใจกันเมื่อไร แล้วก็วัดท่าซุงเสร็จเมื่อไรก็จะมาทำให้ เพราะของไม่โตนัก แต่ว่าหนักใจเรื่องที่ดินเจ้าของอาจจะเอาแพง เพราะเขาอยู่ในย่านของความเจริญมาก ท่านยกมือไหว้ด้วยความดีใจแล้วก็กลับไป...”



เริ่มก่อสร้างพระวิหาร


เป็นอันว่า ขอนำเรื่องที่พระเดชพระคุณท่านเล่าไว้เพียง แค่นี้ ในเวลาต่อมาท่านก็ได้เดินทางไปพิสูจน์ตามที่พระพรหม บอกไว้ ในขณะที่เดินทางมาถึงสามแยกควนเนียง พร้อมทั้งได้ เปลี่ยนจากการสร้างเจดีย์เป็นวิหารแทน ในตอนนี้ ม.ล.วรวัฒน นวรัตน ได้เล่ารายละเอียดไว้ว่า...

“...เมื่อหลวงพ่อรับปากพรหมองค์นี้แล้ว พรหมก็บอก จุดที่อยู่ให้ หลวงพ่อพาพวกเราไปดู ก็พบว่าจุดที่ตั้งตรงกับที่ บอกไว้ทุกประการ แม้แต่เลขที่หลักกิโลเมตร คณะหลวงพ่อ จึงมั่นใจมาก เกิดความศรัทธา ตกลงกันว่าจะสร้างวิหารเล็กๆ คลุมพื้นดินตรงจุดนั้น

พวกเราจึงลงจากรถเข้าไปติดต่อเจ้าของที่ดินชื่อ นางกิ้มไล่ ชูโตชนะ เพื่อจะขอซื้อที่ดินบริเวณนี้ ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินไม่ยอมขาย แต่ยินดีที่จะให้หลวงพ่อก่อสร้างพระวิหารได้ตามต้องการ และจะขอนำที่ดินดังกล่าวทูลเกล้าฯ ถวายในหลวง เมื่อตกลงเรื่องที่ดินเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อจึงแบ่งงานดังนี้

(๑) พลอากาศโท ม.ร.ว. เสริม และ คุณเฉิดศรี ศุขสวัสดิ์ เป็นหัวหน้ากลุ่มคณะศิษย์จากส่วนกลาง รับบริจาค จากผู้มีศรัทธาได้เงินจำนวนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท

(๒) นายมนตรี ตระหง่าน ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ในสมัยนั้นพร้อมด้วย นายเจริญจิตร ณ สงขลา ปลัดจังหวัด สงขลา เป็นหัวหน้ากลุ่มชาวสงขลา รวบรวมเงินได้ประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ บาท

(๓) ร้อยตรี ม.ล.วรวัฒน นวรัตน ผู้อำนวยการการ ไฟฟ้าฝ่ายผลิต จังหวัดกระบี่ เป็นผู้ประสานงานทั่วไป โดยมี นายช่างจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จังหวัดกระบี่ คือ นายณรงค์ ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นผู้ออกแบบ และ นายปลั่ง ขาวบาง เป็นผู้ ควบคุมคนงานก่อสร้าง

การก่อสร้างครั้งนี้ ใช้เงินเฉพาะการซื้อวัสดุ อุปกรณ์ ส่วน แรงงานและการขนส่ง ได้อาศัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เขต ๓ การก่อสร้างวิหารจึงใช้เงินน้อยกว่าปกติ รวมแล้วเพียง ๒๔๐,๐๐๐ บาท คือเงินจากส่วนกลาง ๒๐๐,๐๐๐ บาท และเงินจากจังหวัด สงขลาเพียง ๔๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือทางคณะศิษย์ หลวงพ่อมิได้ติดตามผล และมิได้เกี่ยวข้องด้วยประการใด


และหลวงพ่อได้สั่งไว้ว่า ก่อนจะเริ่มงานก่อสร้าง หลวงพ่อจะไปบวงสรวงพรหมผู้คุ้มครององค์พระพุทธรูปทองคำใต้ดิน วันที่มีพิธีบวงสรวง หลวงพ่อฯ พร้อมกับ หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง หลวงปู่ธรรมชัย วัดทุ่งหลวง หลวงปู่ชัยวงศ์ วัดพระบาทห้วยต้ม ได้เดินทางไปร่วมพิธีด้วย

หลวงพ่อฯ ได้ให้หลวงปู่ทั้งสามตรวจดูพระพุทธรูป ข้าพเจ้าแปลกใจที่เห็น หลวงปู่ธรรมชัย องค์เดียวลงนั่งยอง ๆ ดู แต่หลวงพ่อและหลวงปู่องค์อื่นๆ ยืนดูสักครู่ เมื่อการตรวจดู เสร็จสิ้นลง หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า เมื่อสักครู่ หลวงปู่ธรรมชัย ถูกนังเลงดีเล่นตลก คือ "พรหม" ท่านเอามือมาแกล้งปิด หลวงปู่ธรรมชัยยืนดูไม่เห็น ท่านจึงต้องนั่งลงดูจึงเห็น

หลวงพ่อเล่าประวัติให้พวกเราฟังว่า พระพุทธรูปทองคำ องค์นี้ "ปางมารวิชัย" ทำด้วยทองคำเนื้อเก้า คือบริสุทธิ์เกือบ ๑๐๐ % มีขนาดเล็กกว่าพระพุทธรูปทองคำที่ วัดไตรมิตร กรุงเทพฯ ประมาณ ๑ ศอก สมัยก่อนได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่ พระอุระ คือที่หน้าอกขององค์พระ และสามารถถอดออกมา แล้วประกอบกันได้ถึง ๙ ชิ้น สร้างในสมัยกรุงสุโขทัย มีรวม ๓ องค์ เป็นชุดเดียวกัน องค์ที่ ๓ ปัจจุบันจมอยู่ในแม่น้ำโขง (เรียกกันว่า “พระเจ้าล้านตื้อ”)

ในตอนนี้ ผู้เขียนจะขอเพิ่มเติมเรื่องราวตามที่ คุณสุนิสา วงศ์ราม ได้ค้นคว้ามาจากนักประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นการยืนยันคำกล่าวของท่านพอจะสรุปได้ว่า พระพุทธรูปทองคำ “วัดไตรมิตร” องค์นี้ สร้างในสมัยสุโขทัยยุคกลาง ประมาณรัชสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ.ศ. ๑๘๒๐ - ๑๘๖๐) ขนาดหน้าตักกว้าง ๓ เมตรเศษ องค์พระถอดออกได้เป็น ๙ ชิ้น

เพิ่งจะรู้ว่าเป็นพระทองคำแท้เมื่อ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๔๙๘ (ในขณะที่อัญเชิญองค์พระขึ้นบนวิหาร แรงกระแทกทำ ให้ปูนที่พอกเอาไว้กระเทาะออก) สำหรับปูนที่พอกองค์พระไว้ แน่นหนาถาวร เป็นลักษณะอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่า เพื่อป้องกันพม่าทำลายยึดเอาทองคำไปเป็นสมบัติ และถูกปูน ห่อหุ้มซ่อนไว้ไม่มีใครทราบนานถึง ๑๘๘ ปี


ขอวกกลับมาถึงเรื่องของเราต่อไปว่า เมื่อการก่อสร้างดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง พลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์ ได้ถวายพระ พุทธรูปทองสัมฤทธิ์ (แบบพระพุทธชินราช) ให้เป็นพระประธานในพระวิหารนี้ หลวงพ่อถวายชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธมหามงคลบพิตร” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับพระทองคำ ที่ฝังอยู่ใต้ดิน

ในครั้งนี้คณะหลวงพ่อได้เดินทางไปพร้อมกับ หลวงปู่สิม และ หลวงปู่ธรรมชัย เพื่อทำพิธีอัญเชิญพระพุทธ รูปขึ้นประดิษฐานบนพระวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๑๙

ในวันที่อัญเชิญพระประธานขึ้นไปบนแท่นในวิหารนั้น หลังจากหลวงพ่อทำพิธีบวงสรวงเสร็จแล้ว ท่านได้เล่าว่า เมื่อสักครู่นี้ พรหมท่านขยับเลื่อนองค์พระใต้ดิน ให้เข้ามาอยู่ ใต้พระประธาน ซึ่งอยู่ในวิหารเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เพราะจุดที่ฝังพระไว้ใต้ดิน ไม่สามารถตอกเสาเข็มลงไปได้ อาจทำให้เกิด อันตรายต่อพระพุทธรูปใต้ดิน หรือห้องใต้ดินที่คนสมัยก่อน สร้างเอาไว้ได้

พระพุทธรูปองค์นี้ สร้างสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีการทำพิธีตรึงแผ่นดินไทยไว้ ทิศเหนือที่เชียงแสน ทิศใต้ที่ สงขลา เลยเขตนี้ออกไปไม่แน่นอน ยามใดไทยถอยอำนาจลง ก็แยกตัวออกไปเป็นประเทศอื่น แต่ว่าสมัยต่อไปภายหน้าพวก ดังกล่าวนี้ คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู เป็นต้น

และดินแดนเหนือเชียงรายขึ้นไป จะกลับมารวมกับไทยอีก ทั้งนี้ เพราะเขาเห็นว่าไทยรวย จะมาช่วยกันใช้เงินของไทย ฉะนั้น ต่อไปถึงสมัยที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนดีมีศีลธรรมแล้ว พระพุทธรูปทองคำองค์นี้ จะขึ้นมาอยู่บนพื้นดินให้คนสักการบูชา

เมื่องานก่อสร้างพระวิหารเสร็จลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เพื่อทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุใน พระเกศมาลาของพระพุทธรูป เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๖ ส.ค. ๒๕๑๙

พระสงฆ์ที่ร่วมพิธีในวันนั้น นอกจากหลวงพ่อแล้ว ยังมีพระสุปฏิปันโน อีก ๗ รูป คือ หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร, หลวงปู่บุดดา ถาวโร, หลวงปู่ชุ่ม โพธิโก, หลวงปู่ชัยวงศ์, หลวงปู่กล่อม วัดบุปผาราม, หลวงปู่มหาอำพัน และ หลวงปู่ธรรมชัย ธัมมชโย อีกด้วย



พระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาพร้อมตลับ



ส่วนเรื่อง “พระบรมสารีริกธาตุ” ที่บรรจุนั้น คุณโยม จันทร์นวล นาคนิยม ได้เล่าไว้ว่า...

“หลวงพ่อท่าน ก็คิดๆ ว่า จะเอาพระบรมสารีริกธาตุ จากไหน วันหนึ่งก็เดินไปเดินมาอยู่ในกุฏิ ก็มองไปเห็นห่อผ้า ผูกริบบิ้นสีเหลือง อยู่บนชั้นที่วางเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ หลวงพ่อท่านก็ไปหยิบเอามาดู แล้วออกมาถามว่าเป็นของใคร เมื่อทุกคนไม่ทราบ ท่านก็เอาเข้าไปในกุฏิ แก้ห่อผ้าออกดูก็ พบตลับเงินเป็นรูปเหลี่ยมๆ ราวห้าหรือหกเหลี่ยม เป็นตลับ เงินฉลุลวดลายสวยงาม

เมื่อเปิดฝาตลับดูในนั้น จะมีของรูปกลมๆ คล้ายนาฬิกา ใส่กระเป๋าแบบคนโบราณใช้ มีหูหรือห่วง ใส่กับสร้อยก็ได้ สองข้างของรูปวงกลมนั้น จะเป็นหินใสๆ มองเห็นข้างในนั้น จะมีพระบรมสารีริกธาตุ ๑๐ กว่าองค์ สวยงามมาก เมื่อหลวงพ่อ เปิดดูก็พบพระบรมสารีริกธาตุหลายสี มีสีทับทิม ๔-๕ องค์ สี งาช้าง สีอิฐ และสีขาว สวยจริงๆ องค์ที่ใหญ่ที่สุดเกือบเท่าเม็ดถั่วเขียว ทั้งหมดหลวงพ่อถวาย “ในหลวง” บรรจุไว้ในพระเศียร”




พระพุทธานุภาพ


สำหรับ พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ก็ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ว่า...

“...วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๑๙ ก่อนหน้านั้นอาตมาไป จังหวัดสงขลา แล้วก็ไปพบเหตุสำคัญ ว่าสถานที่ตรงนั้นควรจะ สร้างพระพุทธรูปสักองค์หนึ่ง ก็จัดแจงสถานที่ คิดว่าจะซื้อก็ไม่ไหว ก็พอดี ร.ต.ต.ชัยณรงค์ ชูโตชนะ (เป็นบุตรชายบุญธรรมของ นางกิ้มไล่) เป็นเจ้าของที่ จะไปขอซื้อท่าน ไม่ทันจะซื้อ ท่านทราบข่าว ท่านก็เลยมาถวาย บอกว่าหลวงพ่อขอรับ หลวงพ่อจะสร้าง ที่..วัดเอาตามชอบใจเลยขอรับ

แน่ะ.! ท่านให้..แหม..ศรัทธาของท่านดี ที่ติดทางรถไฟ และติดถนนรถยนต์ ถ้าจะเอากันจริงๆ ราคามันก็แพงลิ่ว ก็คิด ว่าที่ประมาณสัก ๑ งาน แสนบาท นี่เขาจะเอาหรือเปล่าก็ไม่ทราบ พอตกลง ท่านถวายก็ไปทำการขอพื้นที่ตามธรรมเนียมของพระ เพราะเกรงว่าจะมีอนุษย์เป็นผู้เฝ้าที่

เมื่อขอพื้นที่เสร็จ คนสำคัญคนหนึ่ง คือ พ.อ.เฉลียว เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายทหาร มานั่งบูชาเจ้าของที่ จุดธูปเทียนว่า ที่นี้ถ้ามีพระพุทธรูปทองคำจริง ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้ถูกหวยลอตเตอรี่ แล้วท่านก็ไปถูกลอตเตอรี่

ต่อมาท่านก็เกิดสงสัย เอ้า..บูชาใหม่ ว่าขอให้ถูกล็อดเตอรี่ ท่านก็ถูกใหม่ เรื่องถูกล็อตเตอรี่นี่ จะเป็นอำนาจของพระพุทธา นุภาพ คือพระทองคำหรือไม่นี่อาตมาไม่ทราบ แต่ท่านพันเอก เฉลียวท่านว่าอย่างนั้น และท่านก็ถูกจริงๆ ก็เป็นเรื่องของท่าน อาตมาไม่โฆษณาถึงขนาดนั้น

ต่อมาทำการก่อสร้าง ระหว่างการก่อสร้างก็ปรากฏว่า นายช่างกับลูกจ้างกับลูกมือช่าง เห็นเหตุอัศจรรย์ คือเห็นภาพ พระ..เป็นพระสงฆ์ มายืนใหญ่ตระหง่านให้เห็นอยู่เสมอ เรื่องนี้ จะมีอะไร จริงหรือไม่จริง ท่านพิสูจน์เอาเอง อาตมาก็ฟังข่าวมา เดี๋ยวจะหาว่าเป็น “เจ้ากรมข่าวลือ” ไปเสียอีก เขาลือกันมาอย่างนั้น ก็ฝากฝังบรรดาท่านพุทธบริษัทให้พิสูจน์ในความจริง

เมื่อวันเวลาใกล้จะมาถึงงานเสร็จ สำหรับการก่อสร้าง ก็ได้อาศัยบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ในกรุงเทพฯ บ้าง นอกกรุงเทพฯ บ้าง สงขลาบ้าง ที่อื่นบ้าง ช่วยกันสร้างวิหาร ร.ต.ต. ชัยณรงค์ เป็นเจ้าของที่มอบถวายเป็นกรณีพิเศษ สำหรับพระประธาน ท่านพลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์ กับคุณหญิงเป็น คนถวาย ส่วน “เรือนแก้ว” คณะศิษยานุศิษย์ทำครอบให้

เป็นอันว่างานสร้างเสร็จ จึงได้ให้ท่าน พลเรือเอกจิตต์ สังขดุลย์ ปลัดกระทรวงกลาโหม กับ พลอากาศโท ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสารทหาร คุณหญิงสุวรรณาภา สังขดุลย์ และ คุณเฉิดศรี ศุขสวัสดิ์ กราบถวายบังคมทูลเชิญ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ให้เสด็จ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๑๙

ต่อมา ท่านอาจารย์ภาวาส รองราชเลขาฯ ได้นำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแจ้งอาตมาทราบว่า เรื่องนี้พระองค์ทรงทราบแล้ว แต่วันที่ ๒๖ พระองค์จะเสด็จไป พระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยสงขลาฯ ถ้าจะเสด็จวันที่ ๑๒ ก็จะกลายเป็นเสด็จ ๒ ครั้ง แล้วท่านอาจารย์ภาวาสได้ บอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสว่า

ท่านเองท่านก็มีความเคารพนับถือหลวงพ่อมาก ถ้าหลวงพ่อจะให้เสด็จไปวันนั้น ท่านก็จะไป แต่ว่ามันเป็นการไป ๒ ครั้ง การทูลเชิญเสด็จคราวนี้ เป็นการทูลเชิญเสด็จบรรจุพระ บรมสารีริกธาตุ อาตมาฟังแล้วก็ตกใจ เมื่อทราบน้ำพระทัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ว่าพระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา

การทูลเชิญเสด็จครั้งนี้ มิได้หมายความว่า ต้องจำกัดเวลา แต่เห็นว่าวันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จ พระบรมราชินีนาถ จึงตั้งใจจะถวายพระราชกุศล แต่ในเมื่อทราบว่า

พระองค์มีพระราชภารกิจจะต้องเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตร วันที่ ๒๖ สิงหาคม ก็ตกใจว่า เอ๊ะ..ถ้าเราทำอย่างนั้นก็เป็นการไม่ สมควร จึงได้บอกท่านอาจารย์ภาวาส รองราชเลขาฯ ให้กราบทูล พระองค์ว่า

อาตมาขอขอบพระทัยพระองค์มาก ที่ทรงมีพระมหา กรุณาธิคุณ ถ้าทราบว่าจะเสด็จวันนั้น ก็คงไม่ทูลเชิญเสด็จวันที่ ๑๒ ในเมื่อจะมีกำหนดพระราชทานปริญญาบัตรก็เป็นการดี ขอพระราชทานวันนั้นแหละ เป็นรายการต่อท้ายเลย ก็เป็นอัน ว่าเป็นที่ตกลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงรับ

เมื่อวันเวลาใกล้จะมาถึง ก่อนหน้าวันที่จะเสด็จ อาตมาก็ เดินทางโดยรถไฟจากหัวลำโพงพร้อมคณะ ไปตอนเย็น..เช้าสว่าง ถึงสถานีทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช รถจอด ๑๕ นาที คณะที่ไป ด้วยก็ลงไปซื้ออาหาร ก็นำหนังสือพิมพ์ติดขึ้นมา ปรากฏว่าหนังสือ พิมพ์ไทยรัฐพาดข่าวตัวโตในทำนองว่า ฤาษีลิงดำใช้อิทธิพลบีบ บังคับเจ้าคณะจังหวัด ให้ถอดถอนเจ้าอาวาส...ฯลฯ

(เรื่องนี้ผู้เขียนของดไว้ เพราะผู้อ่านทราบความจริงกันดี อยู่แล้ว แต่จะขอเล่าแทรกไว้สักนิดว่า วันที่ท่านออกเดินทางจาก กรุงเทพฯ ตรงกับวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๑๙ แล้วไปพักค้างคืน ที่บ้านพักรับรองของท่านอธิการบดีสมัยนั้น ภายในมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ กลางคืนวันที่ ๒๕ ก็มีการถวายสังฆทานกัน

พอถึงรุ่งเช้าวันที่ ๒๖ หลวงพ่อพร้อมด้วยหลวงปู่ทั้งหลาย ก็ได้ออกมายืนรอกันอยู่ที่หน้าบ้านพัก พอดี คุณเหม่ มีกล้องถ่าย รูป จึงขอให้หลวงพ่อและหลวงปู่ รวม ๘ องค์ (ความจริงงานนี้มี หลวงปู่กล่อม เจ้าอาวาสวัดบุปผาราม ฝั่งธนบุรี ไปร่วมงานด้วย แต่ท่านแยกไปพักต่างหาก) ยืนถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก

เพราะเจ้าของบ้านบอกว่า ต้นไม้ที่ขึ้นเป็นเถาอยู่หน้า บ้านนี้ ปกติไม่เคยออกดอกเลย แต่ครั้งนี้ได้ออกดอกเป็นสีส้ม บานสะพรั่งงามดีเหลือเกิน รูปภาพนี้ได้นำเผยแพร่ไว้บูชากันมา นานแล้ว ปัจจุบันนี้ท่านก็ได้มรณภาพไปหมดแล้ว โดยมี หลวงปู่ชัยวงศ์ เป็นองค์สุดท้าย)

กลับไปพูดถึงเรื่องสงขลา ตามหมายกำหนดการ พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จถึงประมาณ ๑๗ นาฬิกา ทรงเจิมเทียนชัยของสถานีตำรวจตระเวนชายแดนเขต ๓ ที่กองกำกับการเขต ๙ คือหลังจากทรงศีลแล้วก็ทรงเจิม หลัง จากนั้น อาตมาก็นำเสด็จสู่พระวิหาร ทรงบรรจุพระบรมสารีริก ธาตุ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา กลับลงมาพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวถวายเครื่องไทยทาน พระสงฆ์ถวายพระพร ถวาย อดิเรก แล้วก็เสร็จพิธี

ต่อไปตามกำหนดการ เป็นการเยี่ยมเยียนประชาชน แต่ที่ไหนได้ เมื่อทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้ว พระองค์ก็ ทรงพระเมตตามาตรัสถามเรื่องธรรมะ ความจริงที่ท่านถาม ไม่ได้ ถามเรื่องบ้านเมืองกิจการงาน เป็นเรื่องธรรมะ การปฏิบัติ วิปัสสนาภาวนา พระราชดำรัสที่ตรัสถาม อาตมาเกือบจะจน แต้มหลายหน

นี่พูดกันอย่างจริงๆ ของจริงเป็นของจริง เพราะว่าพระ ปรีชาสามารถที่ตรัสออกมา ทำให้อาตมาคิดว่า นี่พระองค์ทรง ปฏิบัติได้ดีจริงๆ ไม่ใช่ลอกตำรากัน ในช่วงเวลานั้น สมเด็จ พระบรมราชินีนาถกับสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จ เข้าเยี่ยมราษฎร แบ่งงานกันทำ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสร็จภารกิจจาก การสั่งสนทนากับอาตมาแล้ว ก็เสด็จไปร่วมเยี่ยมเยียนราษฎร คลุกคลีกับราษฎรอย่างกันเอง ประทับนั่งคุย ราษฎรหลาย คนน้ำตาไหลพราก โดยส่วนใหญ่ปลื้มปีติมาก ในเวลานั้น เลยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ไปว่า ราษฏรที่เขามีเงินน้อย น่าจะให้เขา เอาสตางค์ใส่พาน ถ้าเขาอยากถวายพระองค์ เท่าไรก็ได้ ดีกว่าซื้อพวงมาลัย แต่เขาไม่ทำกัน

ความจริงในที่ทุกสถาน ถ้าเจ้าหน้าที่ประกาศว่า ราษฏร คนใดจะถวายพวงมาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัง สมเด็จ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเจ้า ลูกเธอละก้อ คิดเป็นเงินไปเถอะ แต่ไม่บังคับ มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ไม่ต้องใช้พานก็ได้ ใช้มือส่งถวายท่านก็รับ อย่างนี้..จะมีประโยชน์ มาก ทีนี้กลับมาถึงเรื่องที่พระองค์ตรัสถามอยู่ตอนหนึ่งว่า

“ที่หลวงพ่อก็ดี อาจารย์องค์อื่นก็ดี มักจะขู่อยู่เสมอว่า คนที่เจริญสมาธิจะต้องมีศีลบริสุทธิ์ แต่กระผมเห็นว่า ถึงแม้ว่าศีลไม่บริสุทธิ์ก็เจริญสมาธิได้..?”

นี่สิ..บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เห็นน้ำพระทัยของ พระองค์ไหม เอาเวลาที่ไหนมาเจริญสมาธิ เหน็ดเหนื่อยทั้งวัน ทั้งคืน ตอนนี้อาตมาจึงได้ถวายพระพรว่า

“คนที่มีศีลบริสุทธิ์ หรือไม่มีศีลบริสุทธิ์ ก็มีสมาธิได้ ฝึกสมาธิได้ แต่ว่าผลย่อมต่างกัน ตอนที่คนที่มีศีลบริสุทธิ์ เขามีผลอย่างคนมีศีลบริสุทธิ์ คนที่มีศีลไม่บริสุทธิ์ ก็มีผล อย่างคนที่มีศีลไม่บริสุทธิ์”

แล้วก็ตอนหนึ่งที่พระองค์ตรัสว่า พระองค์หญิงวิภาวดี มีความปรารถนานิพพาน อันนี้ถ้าจำพลาดไปก็ต้องขอพระราช ทานอภัย แต่คงไม่ผิดตามใจความ พระองค์หญิงวิภาวดีมีความ หวังตั้งใจเพื่อนิพพาน เห็นว่าจะเป็นการไกลเกินไป (หรือยังไง ไม่ทราบ หรือว่ายากเกินไป จะมีผลน้อย หรือจะไม่มีผลเลยก็ได้ เป็นความหมาย แต่ว่าพระองค์ไม่ได้ตรัสยาว)

อาตมาก็ได้ถวายพระพรว่า “สำหรับคนที่ตั้งใจจริง ย่อมมีผล เป็นของไม่หนักใน เรื่องพระนิพพาน”

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท พระองค์ตรัสมากกว่านี้ พระองค์ตรัสไปก็ทรงดูอากาศไป ตรัสไป ม.ล.วรวัฒน บอกว่า ใช้เวลาทั้งหมด ๓๕ นาที..มืด เมื่ออากาศสลัวตาก็เปิดไฟฟ้า พระองค์ก็เสด็จลงไปเยี่ยมประชาชน มีคนบางคนเขาบอกว่า อาตมาไปหน่วงเหนี่ยมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขามา แนะนำว่าอาตมานั่งที่เก้าอี้ พระองค์นั่งคุกเข่าก็ต้องลุกขึ้นยืน

ความจริงไม่พากย์กันไว้เสียก่อนนี่คนพากย์ เอ๊ย..คน บอกบท ไม่ได้บอกไว้เสียก่อน อยู่ๆ ก็คิดว่าเก้าอี้มีตั้งหลายตัว คิดว่าพระองค์จะประทับบนเก้าอี้ มาถึงปั๊บ..! พระองค์ทรง นั่งคุกเข่าลงข้างหน้า พระวรกายตรง..ตั้งตรง อาตมาก็ตกใจ

เออ..นี่คนชั้นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน มาถึงมานั่งคุกเข่าลงข้างหน้า ไอ้เก้าอี้เขาตั้งให้ก็เฉพาะกันพอดี ยกเท้าขึ้นมาพับเพียบก็ไม่ได้ เลยต้องนั่งห้อยขาคุยกับเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ แหม..นึกในใจว่า ไอ้เรานี่มันซวยจริงๆ ถ้ายกขาขึ้นมาทำท่าพับเพียบก็ต้องหล่นแน่ ดีไม่ดีก็ไปทับพระองค์เข้าอีก

เป็นอันว่า วันนั้นตามหมายกำหนดการก็ควรจะเสร็จเวลา ๖ โมงเย็น เมื่อเวลาค่ำแล้ว พระอาทิตย์ตกแล้ว เขาเปิดกระแส ไฟฟ้า พระองค์ก็เสด็จเข้าพลับพลาที่ประทับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ก็เชิญบุคคลที่จะโดยเสด็จพระราชกุศลมาถวายเงิน กี่สิบราย อาตมาจำไม่ได้ รายละ ๕,๐๐๐ บาท

อันนี้น่าจะขอบใจท่านผู้ว่าราชการจังหวัดคนนั้น และ ขอบคุณในความดีของบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ที่เขาถวาย เงินโดยเสด็จพระราชกุศล แล้วก็มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด จัดการเรื่องทะนุบำรุงบริเวณเขตนั้นที่เขาถวายไว้ ทั้งพระ ทั้ง วิหาร ทั้งที่ดิน

ถ้ามีอะไรบกพร่องสลายตัวลงไป ต้องซ่อมแซม โดยจะ ใช้เงินจำนวนนั้นเข้ามาบูรณะปฏิสังขรณ์ หน้าที่ของอาตมาใน การที่จะต้องเข้าไปยุ่งกับพระพุทธรูปองค์นี้ ก็หมดไปตั้งแต่ บัดนั้นเป็นต้นไป เพราะมอบหมายการบำรุงรักษาไว้กับเจ้าคณะ จังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว

องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเวลานั้น ก็ทรงแสดง ความเมตตา ถามว่าใครเป็นเจ้าของที่ ท่านก็เรียกผู้ว่าราชการ จังหวัด เรียก ร.ต.ต.ชัยณรงค์ เจ้าของที่เข้าไปเฝ้าพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ไม่ได้ทรงยืนหรือนั่งอยู่เฉยๆ ให้คนเข้าไปหา ทรงเดินออกมาหาเขาด้วย

แหม..แสดงพระองค์วันนั้นเห็นชัด เห็นชัดว่าไม่ได้ ทรงถือตัวว่าเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นกันเองกับบรรดา ประชากรทั้งหมด ยังความปลาบปลื้มปีติยินดีให้กับประชาชน คนที่น้อมเกล้าฯ ถวายของทุกอย่างแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ วันนั้นว่ากันหมดกระเป๋า มีอะไรก็ถอดถวายกัน ปลื้มใจ..ดีใจ บางคนกราบถวายบังคมทูลด้วย ร้องไห้ไปด้วย น้ำตาไหลไปตาม ๆ กัน ไม่ใช่บางคน..หลายคน!

วันนั้นอาตมาจะต้องเข้าพิธีพุทธาภิเษกที่ กองกำกับการ ตำรวจตระเวนชายแดน เขต ๙ จังหวัดสงขลา ซึ่งมี พ.ต.อ. เจิดจำรัส เป็นผู้นิมนต์ไว้ คิดว่าจะเข้าไปในพิธีประมาณ ๑ หรือ ๒ ทุ่ม กว่าจะออกจากที่นั่นได้ หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับ เห็นจะเป็นเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม พอพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับ ก็มีคนเข้ามาหา ขอน้ำมนต์บ้าง ขอให้จับศีรษะบ้าง..ว่ากันไป!

ความจริงมันเหนื่อยมาตั้งแต่เช้า ร่างกายก็ไม่ค่อยดี ป่วยด้วย ลูบกันไปคลำกันไป กว่าจะเสร็จพิธีก็เกือบ ๔ ทุ่ม เข้าไปถึงกองกำกับการเขตฯ รถกำลังแน่น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ ต้องขอทางให้ ไปถึงก็ไปนั่งอ่อนใจหาที่อาบน้ำ กว่าจะเข้าพิธี กับเขาได้ก็นาน

พิธีการวันนั้น ไปนั่งปลุกเสกอยู่พักหนึ่งแล้วก็นอน มันไม่ไหว นอนตื่นขึ้นมาประมาณตีสอง ก็ว่ากันใหม่อีกที เรียกว่าวันนั้นก็เหมา คือปลุกทั้งคืน แต่ความจริงไม่ได้เต็มคืน หรอก เข้าก็ดึก ดึกมากก็พัก พัก..เช้ามืดตื่นขึ้นมาก็ว่ากันไป สะดวกดีเหมือนกัน



อนุโมทนา


เป็นอันว่า ชาวสงขลาที่รัก และชาวกระบี่ ชาวภูเก็ต ชาว ตรัง ชาวพังงา ชาวสตูล ชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส โอ๊.. เยอะแยะที่ใกล้ๆ พากันไปที่นั่น อาตมาขอขอบคุณท่าน การขอบคุณก็น่าจะขอบคุณบรรดาประชาชนทั่วประเทศไทย ที่เมตตาสงเคราะห์อาตมา จะไปทางไหนก็สงเคราะห์ที่นั่น ด้วยจตุปัจจัยบ้าง

โดยเฉพาะในการก่อสร้างวิหารคราวนี้ อาตมามอบภาระ ในการก่อสร้างให้ หม่อมหลวงวรวัฒน นวรัตน ลูกศิษย์คนสนิท แท้ ๆ นะ ท่านผู้นี้ก็มีคุณอย่างเลิศ เจ้าหน้าที่การช่างก็แสนจะดี ทำงานทุกอย่างโดยไม่เรียกค่าจ้างรางวัล สำหรับ ม.ล.วรวัฒน นี่ อาตมาให้ฉายาพิเศษว่า “ขุนกระบี่” เพราะว่าทำงานดี อ่อนน้อม แล้วก็การทำงานคล่องตัวมาก

เป็นอันว่า กิจการงานทุกอย่างสำเร็จขึ้นมาได้ เพราะ อาศัยความสามัคคีของท่านพุทธบริษัท หลายท่านถวายเงินโดย เสด็จพระราชกุศล ในการสร้างวิหารทานคราวนี้ ฝ่ายผู้ว่า ราชการจังหวัดบอกว่ามากเกินไป จนกระทั่งแบ่งเอาไว้ถวาย ในวันหลัง ที่เห็นกำลังใจศรัทธาของบรรดาพี่น้องชาวสงขลา และหาดใหญ่ มีน้ำใจประกอบไปด้วยความดี คือมีกุศลศรัทธา เป็นกรณีพิเศษ ยากที่เราจะพึงหาได้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ พระองค์ท่านได้ทรงรับไว้ ไม่เคยเอาติดกระเป๋ากลับไป มอบไว้ เป็นการบำรุงวิหาร...”

บรรยากาศในวันนั้น

เรื่องนี้ยังมีเรื่องที่จะเล่าจาก ม.ล.วรวัฒน ต่อไปอีกว่า “ข้าพเจ้านึกเป็นห่วงว่า วันที่ “ในหลวง” เสด็จ ถ้าฝนตกประชาชน ที่มาเฝ้ารับเสด็จจะเดือดร้อน เนื่องจากไม่มีเต้นท์สำหรับราษฏร จึงให้ นายปลั่ง ขาวบาง บน กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ขออย่าให้ฝนตกในบริเวณงานวันนั้น ขณะที่กำลังมีงาน

แต่หลวงพ่อบอกว่า เสด็จในกรมฯ ไม่ทรงรับการบนครั้งนี้ ท่านอธิบายว่า ในหลวงเป็นคนมีบุญมาก ไปที่ใดฝนต้องตก อย่างน้อยที่สุดต้องโปรยลงมาเป็นละออง จะห้ามไม่ให้ตกเลยนั้น ห้ามไม่ได้ ปรากฏว่าวันงานตั้งแต่เช้าขึ้นมาแสงแดดแจ่มใส แต่พอตกตอนสายเมฆรวมตัวกัน เหมือนเป็นร่มคันใหญ่มหึมา แผ่บางๆ กั้นกันแดดไว้พอเย็นสบาย พอตกบ่ายก่อนถึงเวลา เสด็จประมาณ ๑ ชั่วโมง ฝนตกลงมาซู่หนึ่งแล้วหยุดตก เป็น อันว่าจริงตามธรรมเนียม...”

◄ll กลับสู่สารบัญ


webmaster - 29/7/10 at 09:55

เหตุการณ์ในปัจจุบันนี้




พระวิหารน้ำน้อย ขณะมีการบูรณะเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗


.........นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมานาน ผู้เขียนก็ขอรวบรวม ประวัติไว้เพียงเท่านี้ ต่อไปก็จะขอย้อนกลับเข้ามาถึงเหตุการณ์ ในปัจจุบันนี้ ตามที่ได้เคยเล่าไปใน “ธัมมวิโมกข์” แล้วว่า นับตั้งแต่นั้นมาตราบเท่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ท่านได้ มรณภาพไป พระวิหารหลังนี้ก็ถูกทอดทิ้งไป คงมีแต่นางกิ้มไล่ เท่านั้น ที่คอยเฝ้าดูแลอยู่เป็นประจำ นานๆ จึงจะมีคนมาบูชา กราบไหว้สักทีหนึ่ง แม้แต่ผู้เขียนเองก็ลืมไปแล้ว จนกระทั่ง ย้ายมาประจำอยู่ที่ วิหารสมเด็จองค์ปฐม เมื่อปี ๒๕๓๖

วันหนึ่งมีคนมาเที่ยวจากหาดใหญ่ จึงได้ถามถึงวิหารที่บ้านน้ำน้อยว่ารู้จักไหม เขาบอกว่ารู้จัก ใครไปบนอะไรก็มักจะได้ผล แต่ไม่รู้ว่าใครมาสร้างเอาไว้ ทราบแต่ว่าชาวบ้านแถวนั้น เขาเรียกกันว่า “พระผุด” จึงนึกในใจว่า แหม..คุณโยมหม่อมนี่ ท่านเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ตามที่หลวงพ่อชื่นชมไว้จริงๆ ไม่ยอมเขียนป้ายบอกไว้เลยว่าใครเป็นผู้สร้าง

ต่อมาจึงได้ปรึกษากับคุณโยมหม่อม และพวกชาวปักษ์ ใต้ด้วยกัน มี คุณธนนันท์ (อ้อย) เป็นต้น เพื่อช่วยกันฟื้นฟู สถานที่สำคัญที่ครูบาอาจารย์ไปสร้างไว้ ถึงแม้ท่านจะเคยบอก ว่าไม่เกี่ยวข้องแล้วก็ตาม แต่พวกเราก็เห็นว่าควรรักษา “สมบัติของพ่อ” ไว้ ซึ่งปัจจุบันนี้มีเพียงแค่ ๒ แห่ง เท่านั้นที่ท่านทำไว้ เพื่อป้องกันผืนแผ่นดินไทย นั่นก็คือที่ พระธาตุจอมกิตติ เป็นการรักษาเขตแดนทางภาคเหนือ ส่วนภาคใต้ก็มีพระวิหารหลังนี้ ที่เป็นสิริมงคลแก่ดินแดนทางภาคใต้เช่นกัน

ฉะนั้น ครั้นถึง วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ หลังจาก เดินทางไปกราบไหว้รอยพระพุทธบาท ณ เกาะแก้วพิสดาร จ.ภูเก็ต แล้วคณะศิษย์จากส่วนกลางและชาวปักษ์ใต้อีกหลายจังหวัด จึงได้เดินทางไปร่วมฉลองพระวิหาร เนื่องในการบูรณะเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งอัญเชิญรูปหล่อของ หลวงปู่ปาน และหลวงพ่อ เพื่อนำไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารอีกด้วย

แต่ก่อนที่จะถึงวันงานนั้น ก็ได้มีการประสานงานกับ คุณอ้อย พร้อมกับ คุณแย้ม - คุณแฉล้ม, คุณนคร, คุณสมพงษ์, คุณนิโรจน์, คุณปรีชา และชาวหาดใหญ่-ชาวสงขลาหลายท่าน เพื่อเตรียมการซ่อมแซมให้ทันงาน ทุกท่านได้เข้ามาช่วยทั้งแรงกายและทุนทรัพย์ นับว่ามีผลในการฟื้นฟูเป็นอย่างมากทีเดียว

การบูรณะครั้งแรก จึงได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ นับตั้งแต่กระเบื้องหลังคา ฉัตรที่อยู่บนวิหาร ฝ้าเพดาน พร้อมทั้ง เดินสายไฟและเปลี่ยนหลอดไฟใหม่ แล้วก็ทาสีใหม่ทั้งหมด ส่วนองค์พระประธานก็ได้ปิดทองใหม่ และประดับกระจก ติด ประตูเหล็กยืดกันขโมย

ส่วนทางเข้าก็มีป้ายพระวิหาร เผื่อคนเดินทางผ่านไปมาจะได้เห็นง่าย พร้อมทั้งถมดินข้างหน้าให้ สูงขึ้นมาอีก ภายในวิหารก็จารึกประวัติไว้บนป้ายหินอ่อน และนำรูปภาพสมัยที่หลวงพ่อมากับหลวงปู่ทั้งหลาย และขณะ ที่นั่งสนทนากับ “ในหลวง” ติดไว้ที่ข้างฝาผนัง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาประวัติความเป็นมาให้คนภาย หลังได้ทราบเรื่องราวเอาไว้ ครั้นถึงวันงานพวกชาวหาดใหญ่ สงขลาก็นำอาหารมาจัดเลี้ยง พร้อมทั้งกางเต้นท์จัดสถานที่ไว้ เป็นอย่างดี มีการผูกผ้าประดับประดาด้วยธงทิวทั้งหลาย (คณะท่านเจ้าอาวาส วัดท่าข้าม มาช่วยผูกผ้าทุกปี) ทางเข้าก็ทำเป็น ซุ้มประดับด้วยดอกไม้สวยงาม พร้อมป้ายอักษรต้อนรับ

เมื่อขบวนแห่รูปหลวงปู่หลวงพ่อผ่านซุ้มประตูแล้ว คณะที่มาจึงได้ร่วมกันทำบุญเป็นค่าซ่อมแซมวิหารครั้งใหญ่ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ปรากฏว่าพอเสร็จงานพิธีแล้ว ฝนก็ตกลงมาทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ฝนก็หยุดให้เป็นจังหวะ ไม่ว่าจะจัดริ้วขบวน หรือทำพิธีบวงสรวง และฟ้อนรำเป็นการสมโภช ก็สามารถทำได้โดยสะดวก ฉะนั้น เมื่อกลับมาถึงวัดแล้ว ฝนตกจนน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่ก็ไม่ท่วมหนักเหมือนปี ๒๕๔๓

เป็นอันว่า พระวิหารหลังนี้ก็อยู่ในสภาพที่ดีต่อไป เริ่ม มีลูกศิษย์หลวงพ่อไปกราบไหว้กันมากขึ้น จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ถึงกับมีคนมาสร้างห้องส้วมไว้ให้ แต่ก็มีคนมาปลูกบ้านอาศัย อยู่ใกล้ ๆ จนมีเรื่องฟ้องร้องกันถึงศาล แล้วก็ชนะไปในที่สุด เขาจึงย้ายออกไป

ต่อมาพวกพัทลุง หาดใหญ่ และ "คณะมาลัยจากฟ้า" จังหวัดสงขลา ก็ได้รวมตัวกันมาทะนุบำรุงวิหารอยู่เป็นประจำ ปัจจุบันก็มีการนั่งกรรมฐานกันในวันหยุดปลายเดือนทุกเดือน บางครั้งก็นัดกันมาทำกิจกรรมต่างๆ เพื่ออุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม


ดังจะเห็นได้จากผลงานที่ คุณสมพงษ์ พันธ์อมรชัย บันทึกไว้ ว่ามีการบริจาคเงินจากหลายท่าน เพื่อนำมาซื้อต้นไม้ และปุ๋ย พร้อมกับวางท่อน้ำร่วมกับเจ้าหน้าที่ อบต.บ้านน้ำน้อย เป็นต้น จนกระทั่งการรื้อพระวิหารเพื่อสร้างใหม่ ทาง บริษัท ยูโน แคล จำกัด ก็ได้ส่งรถยกพร้อมกับพนักงานมาช่วยเหลือเป็น อย่างดี ทำให้งานสะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการยกพระประธานออกมาไว้ที่วิหารหลังเล็กชั่วคราว จึงต้องขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง

ขอเล่าย้อนกลับไปสักเล็กน้อยว่า ต่อมาก็นึกถึงความ ประสงค์เดิมของ นางกิ้มไล่ ที่จะทูลเกล้าฯ ถวายที่ดินนี้แด่ “ในหลวง” จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถจะทำได้ อีกทั้งสังขารของ คุณยายก็ร่วงโรยไปตามวัย (อายุ ๘๗ ปี) เกรงจะไม่ทันได้ ทูลเกล้าถวายเสียก่อน จึงได้ปรึกษากับ ม.ล.วรวัฒน นวรัตน และ นายอำเภอวิวัฒน์ เรืองมณี ถึงแม้ทั้งสองท่านจะเกษียณ ไปแล้ว แต่ก็ยังมีความเข้าใจในการดำเนินเรื่องเป็นอย่างดี

โดยการทำเรื่องกราบบังคมทูลถวายที่ดิน เมื่อวันที่ ๑๘ พ.ย. ๒๕๓๗ ซึ่งตรงกับวันที่ไปฉลองนั่นแหละ ต่อมาทางสำนักราชเลขาธิการก็ได้แจ้งมาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงรับไว้แล้ว พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทางศึกษาธิการ จังหวัดสงขลาเป็นผู้ดูแล

ทั้งนี้ ได้มีการมอบโฉนดที่ดินให้แก่ ท่านศึกษาธิการจังหวัด อันมี ท่านครูปลัดอนันต์ เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะศิษย์และลูกหลานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ทั้งภาคใต้และกรุงเทพฯ ร่วมเป็นสักขีพยานในงานพิธีครั้งนี้ด้วย เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๑

เมื่อท่านทั้งสองดำเนินการให้แล้ว รู้สึกดีใจที่คุณยายจะได้นอนตาหลับ และคงจะมีความสุขใจที่พระเดชพระคุณ หลวงพ่อเคยเมตตาสงเคราะห์ทำ “สถูป” เป็นที่บรรจุอัฐิไว้ ที่ด้านหลังพระวิหาร ๒ องค์ คือทั้งสามีและของคุณยายเอง ที่ได้ถวายที่ดินให้แม้เพียงแค่ ๒ งานเศษเท่านั้น หลวงพ่อ ท่านก็ยังมีน้ำใจถึงเพียงนี้

เพราะฉะนั้น หลังจากกาลเวลาผ่านไปนานหลายปี ครั้งแรกที่ได้พบกัน ลองย้อนถามคุณยายว่า ยังจำหลวงพ่อได้ไหม คุณยายมองแล้วยิ้ม ๆ บอกด้วยสำเนียงปักษ์ใต้ว่า ยังจำได้เป็น อย่างดี ยังระลึกถึงท่านอยู่เสมอ พอบอกว่าจะมาบูรณะพระวิหาร คุณยายถึงกับดีใจ พร้อมทั้งเล่าว่า ก่อนที่หลวงพ่อจะมาสร้างพระวิหาร ที่ดินตรงนี้เคยปลูกพืขผักอะไรก็ไม่ได้ผล แต่ที่ของ คนอื่นเขาปลูกกันได้ นับว่าเป็นเรื่องแปลกมากทีเดียว

หลังจากนั้นมาคุณยายก็ไม่เหงาอีกแล้ว มีคนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ เมื่อรู้ว่าหลวงพ่อมาสร้างวิหารไว้ตรงนี้ จนกระทั่ง ถึงปี ๒๕๓๙ มีคณะชาวสุราษฎร์ ภูเก็ต และหาดใหญ่ อยากจะนิมนต์ให้ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันนี้ คือ ท่านพระครูปลัด อนันต์ ไปสอนพระกรรมฐานทางปักษ์ใต้บ้าง

ท่านจึงได้มอบหมายให้ผู้เขียนไปประสานงานกับทางใต้ แล้วท่านก็ได้เดินทางไปพร้อมกับคณะครูฝึกมโนมยิทธิ นับตั้ง แต่สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และหาดใหญ่ และได้จัดงานพิธีฉลองพระวิหาร เนื่องในโอกาสครบรอบ ๒๐ ปี เมื่อวันที่ ๒๕ ส.ค. ๒๕๓๙ พร้อมทั้งได้บูรณะพื้นบริเวณรอบพระวิหารด้วย หลังจากนั้นท่านก็ได้นำคณะศิษย์เดินทางไปกราบไหว้เป็นประจำทุกปี


แต่ในวันที่ทำพิธีนับเป็นที่อัศจรรย์มาก หลังจากท่านเจ้าอาวาสกดปุ่มเพื่อเปิดป้ายพระวิหารฯ พระสงฆ์เจริญชัย มงคลคาถา ปี่พาทย์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์มหาชัย พร้อมกับพลุ ๙ นัด ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ทันใดนั้นจะมีหยาดฝนโปรยปราย ลงมาทันทีที่พิธีเสร็จสิ้นลง มิใช่เป็นฝนที่ตกลงมาจนเปียก เป็นแต่เพียงละอองฝอยๆ เท่านั้น ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นไม่มีวี่แววว่า ฝนจะตกเลย และอากาศในวันนั้นก็เหมือนเป็นใจ ไม่มีแสงแดด เลย อากาศคลึ้มเย็นสบายๆ ตลอดเวลา

แล้วท่านก็ได้เดินทางไปอีกทุกปี จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๓ ได้เกิดอุทกภัยร้ายแรงครั้งใหญ่ในตัวเมืองหาดใหญ่ รวมถึง บริเวณบ้านน้ำน้อยนี้ด้วย เพราะว่าน้ำไม่น้อยสมชื่อเสียแล้ว ถ้าดูตามภาพประกอบที่ คุณปรีชา อ่อนดี ถ่ายส่งมาให้ จะเห็นว่าระดับน้ำสูงมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีการนำดินมาถมเป็นแนว คันดินไว้ข้างพระวิหารแล้ว แต่ก็ไม่สามารถจะช่วยได้ โดยเฉพาะพัดลมที่ ท่านอาจินต์ ซื้อไว้ประจำที่นี่ก็พลอยถูกน้ำท่วมไปด้วย


ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการ จึงได้มีการประชุมปรึกษา หารือ พร้อมทั้งออกแบบแปลนเพื่อสร้างใหม่ เดิมคิดเอาไว้ว่า จะขอซ่อมแซมเฉพาะด้านบนหลังคา แต่เมื่อมีน้ำท่วมใหญ่ เกิดขึ้น ประจวบกับกรมทางหลวงจะปรับปรุงถนนหน้าพระวิหาร ให้สูงขึ้น ฉะนั้น ถ้ามองดูภาพรวมในอนาคตแล้ว จะเห็นภาพวิหารหลังเก่าต่ำลงไปอีก ต่อไปกระแสน้ำที่พัดผ่านด้านหน้า พระวิหารลงไปในลำคลอง คงจะไหลเชี่ยวแรงขึ้นอีก นับว่าเป็น อันตรายอย่างยิ่ง

เมื่อได้ปรึกษากันอย่างรอบคอบแล้ว ต่างเห็นสมควร ว่าจะต้องสร้างใหม่เลยดีกว่า เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติที่ครูบา อาจารย์สร้างไว้ให้ ดีกว่าจะปล่อยให้เสียหายไปกับธรรมชาติ และก่อนที่จะสายเกินไป เราควรจะรีบทำให้ดีไปเสียเลย เพื่อรองรับกับจำนวนคนทั้งหลาย ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ อีกทั้งกำลังใจและกำลังทรัพย์ ก็พอจะรวมตัวกันได้ในขณะนี้

เพราะฉะนั้น ถึงแม้พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะจาก ไปนานแล้ว แต่พวกเราก็ได้ช่วยกันสืบทอดเจตนารมย์ไว้ ทุกประการ โดยเฉพาะภาคใต้ก็มีสถานที่นี้เพียงแห่งเดียว ที่ พระพรหมผู้อารักขาพระพุทธรูปทองคำที่ฝังอยู่ไว้ใต้ดิน ได้กล่าวไว้กับหลวงพ่อก่อนที่จะสร้างวิหารหลังนี้ว่า...

“ผมเห็นว่ามีแต่ลูกศิษย์ของท่านเท่านั้น ที่มีความ ศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา ผมจึงได้ขอให้ท่านสร้าง วิหารในครั้งนี้...”

จึงหวังว่าทุกท่านที่เคยร่วมสร้างไว้สมัยพระเดชพระ คุณหลวงพ่อ หรือท่านที่ยังไม่มีโอกาส ก็จะมีโอกาสได้ร่วม สร้างในครั้งนี้กับท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน เพื่อเป็นการบูชาคุณทั้ง ๓ สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

เนื่องจากสถานที่นี้เป็นที่สำคัญมาก เพราะเป็นที่รวมทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายอาณาจักรและพุทธจักร เพื่อเป็นสิริมงคล แก่อาณาเขตภาคใต้ โดยที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาร่วมพิธี พร้อมกับ พระสุปฏิปันโน อันมี หลวงพ่อและหลวงปู่ทั้งหลาย เมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ ส.ค. ๒๕๑๙ และจะครบรอบ ๒๕ ปีในปีนี้ ซึ่งบังเอิญตรงกันอย่างเหลือเชื่อใน วันอาทิตย์ที่ ๒๖ ส.ค. ๒๕๔๔

ฉะนั้น ต้องถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่จะเริ่มงานกัน ภายใต้ "คณะกรรมการ" ที่จะได้เข้ามาช่วยดำเนินการต่อไปจนแล้ว เสร็จ โดยไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนทำกันด้วย ความเสียสละ ดังมีรายชื่อต่อไปนี้...

ประธานคณะกรรมการ


พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ เจ้าอาวาสวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

คณะกรรมการ (ฝ่ายบรรพชิต)


พระมหาอำนวย ฐานวโร เจ้าอาวาสวัดชัยชนะสงคราม จ.สงขลา
พระชัยวัฒน์ อชิโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

คณะกรรมการ (ที่ปรึกษา)


ท่านศึกษาธิการจังหวัดสงขลา ประธานที่ปรึกษา
ม.ล.วรวัฒน นวรัตน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
ร.อ.วิวัฒน์ เรืองมณี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
นายชุมนุมพร (ขนม) ชวนานนท์ (ผู้ออกแบบ)
นายสมชัย เจริญชีพ ที่ปรึกษา
นายธีระชัย ลีลาธนากร ที่ปรึกษา
นางเฉลา โชติช่วง ที่ปรึกษา
คณะหลานคุณยายกิมไล้ ชูโตชนะ
ผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน, เจ้าหน้าที่ อบต.บ้านน้ำน้อย

คณะกรรมการ (ฝ่ายดำเนินการก่อสร้าง)


นายสุนทร ตันติวิทย์ (ผู้ควบคุมงาน)
นายวิโรจน์ เฮงฮวด (ฝ่ายช่าง)
นายสมพงษ์ พันธ์อมรชัย (ฝ่ายช่าง)
นายปรีชา อ่อนดี (ฝ่ายช่าง)
นายศิลปชัย ไพจิตร (ฝ่ายติดต่อ)
นายสุเทพ ศรีณะกิจจา (ฝ่ายติดต่อ)
คณะกรรมการ (ฝ่ายประสานงานทั่วไป)
คณะมาลัยจากฟ้า โดยคุณสมชาย ขวัญพิเชษฐ์กุล (โกส้ม)
คณะชาวหาดใหญ่
คณะชาวอำเภอนาทวี
คณะชาวอำเภอจะนะ
คณะชาวจังหวัดยะลา

คณะกรรมการ (ฝ่ายการเงิน)


นายธนะสถิต (แย้ม) พลับทอง (ปัจจุบัน นายสมพงษ์ พันธ์อมรชัย, นายปรีชา อ่อนดี แทน)
น.ส.ธนนันท์ (อ้อย) ช่วยรอด
นายนคร รัศมีมณฑล

ทั้งนี้ ได้มีการประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวนี้ เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๔ โดยมีผู้ร่วมประชุม ณ วิหาร พระพุทธมหามงคลบพิตรประมาณ ๕๐ คน นอกเหนือจาก รายชื่อคณะกรรมการนี้ ยังมี คุณบุญธรรม-คุณสงบ, คุณ ทวีศักดิ์-คุณนิรินดา (แอ๊ะ) จากนาทวี คุณสุรัช นาวีการ คุณแอ๊ะ จากร้านเวิลด์โฟนสงขลา คุณปัญญารส เจริญชีพ คุณจินตนา พันธ์อมรชัย คุณนันทา อ่อนดี และยังมี...

คุณเจี๊ยบ, คุณแอ๋ว จากบริษัทบินหลา, คุณชาญชัย แซ่แต้ คุณบังอร (หลิน) คุณณิชมน (นุ้ย) คุณพูลศรี (อ้อย) คุณมานิตย์ รักวงศ์, ป้าสุดใจ งามไตรไร, เจ๊สุ, คุณกัลยา แซ่ตัน, คุณกิจจา กาญจนวรรณ, คุณจ้อย ศรีสมัย นี่เป็น รายชื่อที่ส่งมาให้ ซึ่งรวมทั้งคุณแหม่ม (ขาว) พร้อมกับเพื่อน อีก ๒-๓ คน และถ้าจะนับ "คณะมาลัยจากฟ้า" ด้วย ก็มีอีกมากมายหลายสิบคน ฉะนั้น หากมีใครขาดไปต้องขออภัยด้วยนะ

จึงขอขอบคุณและอนุโมทนาด้วย ที่ไปช่วยกันรับถึงสนามบิน (บางครั้งก็ออกค่าเครื่องบินด้วย) พร้อมกับจัด ยานพาหนะรับส่งตลอดรายการ พร้อมทั้งจัดที่พักและอาหาร ไว้อย่างดี โดยเฉพาะที่บ้าน คุณแย้ม - คุณแฉล้ม คงจะไม่ลืมน้ำใจของชาวใต้ทั้งหลายในครั้งนี้ และทุกครั้งที่จะเดินทางไป โดยเฉพาะงานบุญกุศลครั้งนี้ ถือว่าเป็นการทำบุญ ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อน้อมถวายเป็น พุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชา นับตั้งแต่สมัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็บอกบุญทั่วไป เพื่อเป็นการสร้างวิหารทาน

เป็นอันว่า ท่านผู้อ่านทั้งหลายคงจะรับทราบข้อมูล เพียงเท่านี้ หากผู้ใดต้องการจะร่วมมหากุศลในครั้งนี้ ขอให้ติดต่อถึงท่านเจ้าอาวาสโดยตรง ทั้งนี้ ให้ระบุว่าจะทำ บุญเนื่องใน “โครงการบูรณะวิหารน้ำน้อย” และขอประกาศให้ทราบว่า ทางวัดจะไม่ส่งใครไปบอกบุญหรือเรี่ยไรทั่วไป หาก ใครมีจิตศรัทธาจะร่วมทำบุญ ขอเชิญทำบุญกับท่านเจ้าอาวาสโดยตรง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกำลังทุนทรัพย์ของตนเอง

แต่ถ้าหากใครอยากจะขอรับเป็นเจ้าภาพในการก่อสร้างพระวิหารหลังใหม่นี้ ซึ่งจะต้องใช้เงินทุนประมาณ ๓ ล้าน ๕ แสนบาทเศษ จะขอรับเป็นเจ้าภาพวัสดุก่อสร้างรายการ หนึ่งรายการใดก็ได้ จะขอระบุเป็นค่าปูนซิเมนต์ หรือค่าหิน ค่าทราย ค่าเหล็ก เป็นต้น ซึ่งมีราคาดังต่อไปนี้คือ...

๑. ปูนซิเมนต์ตราเสือ ถุงละ 119 บาท
๒. หิน - ทราย เฉลี่ยคิวละ 300 บาท
๓. เหล็กเส้น เฉลี่ยเส้นละ 100 บาท

จึงขอแจ้งให้ทุกท่านทราบเพียงเท่านี้ และขอ อนุโมทนาท่านทั้งหลายไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย พร้อมทั้ง ขออวยพรให้ทุกท่านที่มีจิตศรัทธามั่นคง ตามที่ "พระพรหม" ท่านกล่าวไว้ คิดว่าท่านคงช่วยยับยั้งสิ่งที่บั่นทอนความดี คงจะไม่ให้มีอุปสรรคใดมาขัดขวาง สำหรับผู้ที่มุ่งหวังตรง ทางแห่งพระนิพพานจริง

ทั้งนี้ คงจะสำเร็จ คงจะสิ้นทุกข์ และประสพแต่ความ สุข คงจะบริสุทธิ์บริบูรณ์ สิ้นภพสิ้นชาติ หมดจากเครื่อง เศร้าหมองจิต หมดความมานะถือตัวถือตน หมดความอาลัย หมดความเยื่อใยในโลกทั้งสาม เพื่อข้ามฝั่ง เพื่อข้ามสังสารวัฎ เพื่อกำจัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน ในชาตินี้อย่างเที่ยง แท้แน่นอน...เทอญฯ”

เริ่มงานการก่อสร้าง

หลังจากในที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๔ ขอให้ ร.อ.วิวัฒน์ เรืองมณี กรรมการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ประสานงานกับทางราชการ เพื่อขออนุมัติดำเนินการบูรณะ โดยทำหนังสือถึง ประธาน อบต.น้ำน้อย เพื่อแจ้งเรื่องนี้ว่า

เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๔ ข้าพเจ้าได้นำคณะกรรมการ ประกอบด้วย พระมหาอำนวย ฐานวโร เจ้าอาวาส วัดชัยชนะสงคราม นายสมชัย เจริญชีพ นายสุนทร ตันติวิท นายธนะสถิต พลับทอง นางธนนันท์ ช่วยรอด และ นายนคร รัศมีมณฑล ไปประชุมที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สงขลา ผลจากการประชุมอนุมัติให้คณะกรรมการดังกล่าว ดำเนินการบูรณะได้ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ มี.ค. ๔๔ เป็นต้นไป

พร้อมกันนี้ พระครูปลัดอนันต์ ก็ได้ทำหนังสือถึง ท่านศึกษาธิการจังหวัดสงขลา เพื่อยืนยันเรื่องการจัดหาเงินทุน ในการก่อสร้างครั้งนี้ คิดว่าประมาณ ๒ ปี คงจะแล้วเสร็จ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(จดหมายที่พระชัยวัฒน์ทำถึงท่านศึกษาธิการก่อน)

เรื่อง พระวิหารพุทธมหามงคลบพิตร ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

เจริญพร ท่านศึกษาธิการจังหวัดสงขลา


เนื่องจากการที่พระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ได้สร้างพระวิหารไว้ ณ ที่นี้ ร่วมกับคณะศิษย์ทั้งหลายอันมี พล.อ.ท. ม.ร.ว.เสริม - คุณเฉิดศรี ศุขสวัสดิ์ เป็นหัวหน้า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยมี ร.ต. ม.ล.วรวัฒน นวรัตน อดีตผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จ.กระบี่ เป็นผู้ดำเนินการ ก่อสร้างนั้น

ในครั้งแรกหลวงพ่อได้เจรจาขอซื้อที่ดินบริเวณนี้ แต่เจ้าของที่ดิน คือ นางกิ้มไล่ ชูโตชะนะ ไม่ยินดีขาย แต่ยินดีมอบให้หลวงพ่อก่อสร้างพระวิหารได้ตามต้องการ และจะขอนำที่ดินดังกล่าวทูลเกล้าถวายในหลวง เพราะว่าสามีของนางเสียชีวิตไปก่อนแล้ว และนางไม่มีบุตรสืบตระกูล เกรงว่าใครที่มาภายหลัง จะมีจิตโลภยึดพระวิหารไว้เป็นสมบัติส่วนตัว แต่ก็มีปัญหาจากบุคคลภายนอก ที่เข้ามาขออาศัยภายหลัง แล้วคิดจะยึดที่บริเวณนั้นเป็นของๆ ตน จนกระทั่งต้องมีการฟ้องร้องกัน แล้วนางก็ชนะคดีความไปในที่สุด

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความดำริที่นางจะยกที่ดินแห่งนี้ ก็ยังไม่มีใครดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ นับตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ เป็นต้นมา จนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อมรณภาพไปในปี ๒๕๓๕ ครั้นถึงปี ๒๕๓๗ อาตมาได้ทราบข่าวว่า พระวิหารแห่งนี้ชำรุดทรุดโทรมลงไป ไม่มีใครที่จะบูรณปฏิสังขรณ์

อาตมาจึงได้เดินทางไปตรวจดูสภาพด้วยตนเอง เห็นว่าถ้าไม่รีบซ่อมแซม จะเกิดการเสียหายมากขึ้น เพราะในขณะ นั้นไม่มีใครดูแลรับผิดชอบ นอกจากนางกิ้มไล่แต่เพียงผู้เดียว ที่จะคอยเปิดปิดพระวิหาร ซึ่งในเวลา นั้นยังไม่มีคนมากราบไหว้เท่าใดนัก ลูกศิษย์บางคนก็ไม่รู้ว่าเป็นสถานที่ครูบาอาจารย์มาสร้างเอาไว้

ฉะนั้น อาตมาในฐานะที่เคยบริจาคทรัพย์ร่วมกับท่าน และเคยเดินทางไปร่วมงาน พระราชพิธีบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุบนพระเศียรของพระพุทธรูปในพระวิหาร เมื่อวันที่ ๒๖ ส.ค.๒๕๑๙ (ตอนนั้นอาตมายังเป็นฆราวาส แล้วได้เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อปี ๒๕๒๐) ทำให้ทราบ เรื่องเหล่านี้ได้ดี

จึงได้มอบหมายให้คณะศิษย์ชาวหาดใหญ่และสงขลาหลายท่าน อันมี คุณธนนันท์ ช่วยรอด คุณธนะสถิต พลับทอง คุณนคร รัศมีมณฑล เป็นต้น เป็นผู้ดำเนินการซ่อมแซม โดยอาตมาได้นำคณะญาติโยมพุทธบริษัทเดิน ทางไปฉลองพระวิหาร เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ พร้อมกับได้ร่วมกัน สมทบทุนเป็นค่าซ่อมฉัตร หลังคา เพดาน ทาสีใหม่ และปิดทององค์ พระพุทธรูป อีกทั้งได้อัญเชิญ รูปหล่อหลวงปู่ปานและหลวงพ่อ ไปประดิษฐานไว้ในพระวิหาร เป็นเงินทั้งสิ้น ๒ แสนบาทเศษ

ในครั้งนั้น อาตมาได้เชิญ ร.ต.ม.ล.วรวัฒน นวรัตน ซึ่งเกษียณอายุราชการแล้วร่วมเดินทางไป ด้วย เพื่อปรึกษาหารือร่วมกับคณะศิษย์ชาวหาดใหญ่ โดยมีอดีตท่านนายอำเภอ คือ ร.อ.วิวัฒน์ เรืองมณี รับเป็นผู้ประสานงานให้ เพราะเห็นใจนางกิ้มไล่ที่จะต้องรอคอยในการถวายที่ดินของตนแด่ในหลวง นับเวลาเป็นสิบๆ ปีทีเดียว จนกระทั่งอายุล่วงเลยวัยชราไปมากแล้ว อาตมาเกรงว่าจิตใจจะไม่เป็นสุข จึงได้พยายามสอบถามผู้ดำเนินการอยู่เสมอ เพื่อที่จะให้ทันเวลาก่อนที่จะสายเกินไป

ต่อมา พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ เจ้าอาวาสวัดท่าซุงองค์ปัจจุบัน ได้เดินทางไปพร้อมกับคณะศิษย์ เมื่อวันที่ ๒๔ ส.ค. ๒๕๓๙ เพื่อร่วมงานพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในโอกาสที่พระวิหารมีอายุครบ ๒๐ ปี พร้อมทั้งได้ร่วมกันสมทบทุนเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กรอบพระวิหาร เป็นเงินเกือบ ๒ แสนบาทอีกด้วย

ในระหว่างนั้นก็มีการปรึกษาหารือ พร้อมทั้งหาวิธีเร่งรัดในการปฏิบัติ จนกระทั่งมีการทูลเกล้าถวายที่ดินแห่งนี้เป็นผลสำเร็จ สมเจตนารมณ์ของนางกิ้มไล่มานาน ทั้งนี้ เพราะการดำเนินงานของ ร.ต. ม.ล.วรวัฒน นวรัตน และ ร.อ.วิวัฒน์ เรืองมณี ตลอดถึงคณะศิษย์ชาวหาดใหญ่และสงขลาทั้งหลาย

ซึ่งพวกเราคณะศิษย์ทุกคน อันมี พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ เป็นองค์ประธาน ที่ได้ร่วม บูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารหลังนี้ เพื่อให้เป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาของชาวหาดใหญ่ ชาวสงขลา และชาว ใต้ทุกจังหวัด ตลอดถึงคณะศิษย์จากภาคต่างๆ ที่จะต้องเดินทางไปทำพิธีสักการบูชาเป็นประจำทุกปี

จึงมีความปีติยินดีซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับอยู่ใน ความอุปถัมภ์ของพระองค์ แล้วทรงมอบหมายให้ทางจังหวัดดูแล เพื่อพิทักษ์รักษาสถานที่แห่งนี้ ให้เป็น ที่กราบไหว้ของเหล่าคณะศิษย์ของหลวงพ่อและบุคคลอื่นๆ ตลอดไป ซึ่งบัดนี้ก็ได้มาอยู่ในความอุปการะ ของท่านศึกษาธิการ อาตมาจึงมีความสบายใจขึ้น ที่พระวิหารหลังนี้จะได้ปลอดภัยจากผู้ที่ไม่หวังดีต่อไป

แต่ในปัจจุบันนี้ หลังคาพระวิหารเริ่มชำรุดอีกแล้ว จำเป็นจะต้องหางบประมาณมาซ่อมแซม แต่ไม่ อยากจะรบกวนงบของทางราชการ ทางคณะศิษย์วัดท่าซุงจะดำเนินการหาทุนซ่อมแซมเอง ซึ่งพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ จะเดินทางไปที่พระวิหารพร้อมกับคณะศิษย์ในวันที่ ๒๓ ส.ค. ๒๕๔๑ ณ โอกาสนี้

อาตมาจึงขออนุญาตดำเนินการซ่อมแซมพระวิหารหลังนี้ ในปี ๒๕๔๒ โดยมอบหมายให้ คณะศิษย์ชาวหาดใหญ่ เป็นตัวแทนของวัดท่าซุง เพื่อที่จะได้ประสานงานกับท่านศึกษาธิการโดยตรง

และสามารถดำเนินการให้สำเร็จสมความประสงค์ได้ทุกประการ เพราะได้เคยร่วมงานกันมานาน จึงได้ รับความไว้วางใจจากทางวัด ที่จะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบูรณะ ซึ่งจะต้องคัดเลือกบุคคลที่ทางวัดเห็นสมควร โดยเฉพาะบุคคลเหล่านั้น จะต้องมีความซื่อสัตย์และมีความศรัทธาเสมอกันเป็นพื้นฐาน ถ้าหากนำบุคคลอื่นที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับพระวิหารมาก่อน เช่น ในการก่อสร้าง และการบูรณะ หรือไม่เคยร่วมบริจาคทรัพย์ ตลอดถึงทำกิจกรรมร่วมกัน จะทำให้เกิดมีปัญหาและเป็นอุปสรรคได้ในภายหลัง เช่น

มีความเห็นไม่ตรงกับคณะกรรมการชุดเดิม ในด้านความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันเป็นชนวนให้แตกความ สามัคคีได้ เพราะถ้าพระองค์ทรงทราบว่ามีปัญหาเกิดขึ้น ย่อมจะเป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทได้

มิฉะนั้น ที่ดินแห่งนี้ที่ได้ทูลเกล้าถวายในหลวงไปแล้ว ก็จะมิได้เป็นไปตามความประสงค์ของ ผู้ถวาย ตามที่ได้เรียนท่านในเบื้องต้นแล้วว่า นางกิ้มไล่ต้องการจะให้พระวิหารที่หลวงพ่อสร้างไว้นี้ ไม่ ตกไปเป็นของผู้อื่นที่มิได้เป็นลูกศิษย์ของท่าน นอกจากจะอยู่ในความคุ้มครองของส่วนทรัพย์สิน พระมหากษัตริย์ อันมีท่านศึกษาธิการเป็นผู้แทนส่วนพระองค์เท่านั้น

และถึงแม้ทางวัดท่าซุงจะมีส่วนช่วยสนันสนุน มอบพระวิหารหลังนี้ให้แก่พระองค์ท่านแล้วก็ตามแต่ก็ยังต้องมีหน้าที่คอยทนุบำรุงและ ห่วงใยอยู่เสมอ โดยนำคณะศิษย์ทั้งหลายจากส่วนกลางเดินทางไปกราบไหว้เป็นประจำทุกปี เพราะยัง ถือว่าเป็นพระวิหารที่หลวงพ่อสร้างไว้ โดยมีคณะญาติโยมเป็นผู้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ ในการ ก่อสร้างและการบูรณะที่จะได้ดำเนินการ นับตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป และจะเดินทางไปร่วม งานฉลองครบรอบ ๒๓ ปี ในเดือน สิงหาคม ๒๕๔๒ ซึ่ง "คณะกรรมการ" จะซ่อมแซมพระวิหารให้แล้วเสร็จทันเวลาพอดี

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ อาตมาจึงขอแจ้งเรื่องการซ่อมแซมพระวิหาร พร้อมกับขอเสนอบุคคล เหล่านี้เป็นกรรมการ เพื่อดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ต่อไป ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้...

คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นกรรมการ

๑. มีประวัติและประกอบอาชีพในทางสุจริต ไม่มีประวัติเสียหายในการงานและชื่อเสียงมาก่อน

๒. มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้เดินทางมาบำเพ็ญกุศล รักษาศีล และเจริญพระกรรมฐานอยู่ที่วัดท่าซุงเป็นประจำทุกปี เคยมีอุปการคุณ คือช่วยเหลือทางวัดท่าซุงตลอดมา

๓. มีความประพฤติไม่บกพร่อง เช่น ไม่ดื่มสุรา ไม่เล่นการพนัน ไม่ติดยาเสพติด เป็นต้น เป็นผู้ทำประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ดี โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน คือไม่เข้ามาเพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์จากสถานที่นี้ บุคคลเหล่านี้ได้เคยร่วมงานกัน จนมีผลงานในการปฏิสังขรณ์พระวิหารหลังนี้มาแล้ว คือ...

๑. ร.ต. ม.ล.วรวัฒน นวรัตน กรรมการที่ปรึกษา
๒. ร.อ.วิวัฒน์ เรืองมณี กรรมการที่ปรึกษา
๓. คุณธนนันท์ ช่วยรอด กรรมการผู้ดำเนินงาน
๔. คุณธนะสถิต พลับทอง กรรมการผู้ดำเนินงาน
๕. คุณนคร รัศมีมณฑล กรรมการผู้ดำเนินงาน

เป็นอันว่า ผู้ที่จะเป็นกรรมการได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ทั้ง ๓ ประการ อันมี...

๑. พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ เจ้าอาวาสวัดท่าซุง อุทัยธานี ประธานกรรมการ
๒. พระมหาอำนวย ฐานวโร เจ้าอาวาสวัดชัยชนะสงคราม หาดใหญ่ กรรมการฝ่ายสงฆ์
๓. พระชัยวัฒน์ อชิโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าซุง อุทัยธานี กรรมการฝ่ายสงฆ์


เพื่อเป็นตัวแทนของวัดอันชอบธรรม ตามสิทธิโดยพฤตินัย ในฐานะที่เคยอุปถัมภ์พระวิหารมาก่อน จึงมีหน้าที่คอยพิทักษ์รักษาร่วมกับทางจังหวัดต่อไป เพื่อมิให้เกิดความเสื่อมเสียตามหลักนิตินัย พร้อมทั้งเป็นผู้จัดหาเงินทุนมาทนุบำรุงพระวิหารหลังนี้

ทั้งนี้ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองและความสามัคคีเป็นอันดี เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของ นางกิ้มไล่ และ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หวังที่จะฝากพระวิหารหลังนี้ ให้อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์สืบต่อไป จึงขอขอบคุณและอนุโมทนาไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย.

ขอเจริญพรด้วยความนับถือ

พระชัยวัฒน์ อชิโต
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าซุง



(จดหมายที่พระครูปลัดอนันต์ทำถึงท่านศึกษาธิการจังหวัด)

วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี

วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔

เรื่อง โครงการบูรณะวิหารน้ำน้อย

เจริญพร ท่านศึกษาธิการจังหวัดสงขลา


เนื่องด้วยอาตมาพร้อมด้วย “คณะกรรมการที่ปรึกษา” อันมี ร.อ.วิวัฒน์ เรืองมณี เป็นต้น มีความเห็นควรที่จะบูรณะพระวิหารเสียใหม่ เนื่องจากบริเวณนั้นน้ำท่วมทุกปี โดยเฉพาะปี ๒๕๔๓ ระดับน้ำท่วมสูงถึงหน้าต่างพระวิหาร ซึ่งคณะกรรมการทั้งหมดก็ได้นำเสนอให้ท่านศึกษาธิการจังหวัดสงขลาทราบแล้ว พร้อมกับท่านได้กรุณาอนุมัติให้คณะกรรมการดำเนินการบูรณะได้ ตามแบบแปลนที่เสนอไปแล้วนั้น ซึ่งจะต้องใช้งบค่าก่อสร้างใหม่ประมาณ ๓ ล้านบาท

ทั้งนี้ อาตมาจะแจ้งข่าวการบูรณะนี้ ให้แก่บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ทราบโดยทั่วไป คือทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมทั้งจะนำบรรดาคณะศิษย์เดินทางไปทำบุญในเดือน สิงหาคมทุกปี จึงคิดว่าคงจะไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนบูรณะ อาตมาจึงขอยืนยันและรับรองเรื่องการ สนับสนุนงบค่าก่อสร้างทั้งหมดนี้ อีกทั้งยังมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเป็นวัสดุก่อสร้างด้วย คิดว่า คงจะแล้วเสร็จภายในกำหนด ๒ ปี อย่างแน่นอน

อาตมาจึงขอเจริญพรมาเพื่อทราบ และขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย.

ขอเจริญพรด้วยความนับถือ

(พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ)
เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (ท่าซุง)



(จดหมายที่ท่านนายอำเภอวิวัฒน์ทำมาถึงพระครูปลัดอนันต์)





(จดหมายที่พระครูปลัดอนันต์ทำถึงนายอำเภอวิวัฒน์)

(สำเนา)

วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี

วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔

เรื่อง โครงการบูรณะวิหารน้ำน้อย

เจริญพร ท่านนายอำเภอวิวัฒน์ เรืองมณี

อาตมาได้รับจดหมายของท่านฯ ลงวันที่ ๒๒ มี.ค. ๔๔ และได้ทราบผลการ ดำเนินงานกับท่านศึกษาธิการจังหวัดแล้ว พร้อมกันนี้อาตมาก็ได้ฝากหนังสือฉบับนี้ เพื่อขอให้ท่าน นายอำเภอกรุณานำเสนอท่านศึกษาธิการจังหวัดด้วย เพื่อความมั่นใจในเรื่องการจัดหาเงินทุนเป็น ค่าก่อสร้างต่อไป

ส่วนเรื่องพระพุทธรูป และรูปหล่อหลวงปู่ปาน และหลวงพ่อพระราชพรหมยานนั้น เดิมทีตามที่ปรึกษากันว่า จะอัญเชิญไปฝากไว้กับท่านพระมหาอำนวย วัดชัยชนะสงครามก่อน เพราะ ขณะที่คุยกันภายในวิหารนั้น ยังไม่มีใครรับที่จะจัดทำสถานที่ชั่วคราวไว้ในบริเวณนั้นก่อน

แต่ครั้นเมื่ออาตมากลับมาถึงวัดแล้ว ทราบว่าทางคณะผู้ดำเนินการฯ สามารถจัดทำสถานที่ชั่วคราวให้ได้อย่างปลอดภัย อีกประการหนึ่ง ขณะนี้ก็เป็นเวลาใกล้จะถึงกำหนดงานประจำปีเดือนสิงหาคมแล้ว จึงคิดว่าถ้าองค์พระประธานและรูปครูบาอาจารย์ยังประดิษฐานอยู่ที่นั่นก่อน ก็คงจะเป็นการดีทีเดียว

อาตมาจึงขอแจ้งมาให้ทราบ พร้อมทั้งขอขอบคุณและอนุโมทนาไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย.

ขอเจริญพรด้วยความนับถือ

(พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ)
เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (ท่าซุง)



(จดหมายที่พระชัยวัฒน์ทำถึงท่านนายอำเภอวิวัฒน์)

(สำเนา)

วิหารสมเด็จองค์ปฐม วัดท่าซุง
๔ เม.ย. ๔๔

เจริญพร ท่านอำเภอวิวัฒน์


อาตมาได้รับจดหมายของท่านแล้ว จึงขอขอบคุณและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ช่วยกรุณา ประสานงานกับทางจังหวัดด้วยความเรียบร้อย ทำให้การดำเนินงานของพวกเราคงจะต่อเนื่องกันไป จนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นธรรมดาของงาน เมื่อร่วมกันแล้ว จะต้องพบกับปัญหาหรืออุปสรรค เป็นธรรมดา ท่านเจ้าอาวาสก็เห็นใจพวกเราทุกคนที่อยู่ทางโน้น อยากจะให้งานทุกอย่างราบรื่นไปด้วย ดี โดยเฉพาะทางด้านท่านศึกษาธิการจังหวัด ท่านเจ้าอาวาสก็ได้ทำหนังสือแนบมาด้วยแล้ว

จึงขอให้ท่านนายอำเภอช่วยอ่านก่อนด้วย เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลต่อเนื่องกัน คิดว่าคงจะไม่มี ปัญหาเรื่องเงินค่าก่อสร้าง เพราะเจ้าอาวาสรับผิดชอบอยู่แล้ว ขอให้ท่านนายอำเภอแจ้งให้ท่านศึกษา ธิการทราบด้วย และฝากขอบคุณท่านด้วย ที่ได้ช่วยกรุณาอนุมัติให้ดำเนินการได้

ส่วนเรื่องการฝากพระพุทธรูปและรูปหล่อหลวงปู่-หลวงพ่อนั้น อาตมาต้องขออภัยท่าน นายอำเภอ และฝากกราบขอขมาท่านหลวงน้ามหาอำนวยด้วย ที่ตอนนั้นยังไม่ได้ปรึกษากันให้ ละเอียด อาตมาก็เป็นห่วงองค์พระฯ เกรงจะไม่ปลอดภัย แต่เมื่อมีคนทำที่อยู่ชั่วคราวได้ ก็ขอไว้ที่ เดิมไปก่อน จนกว่าจะผ่านงานสิงหาคมไปแล้ว ถ้าเห็นสมควรอย่างไร ก็จะได้ปรึกษาหารือกันอีก ครั้งหนึ่ง หากที่เดิมปลอดภัยก็ไว้ที่เดิม หากที่เดิมไม่ปลอดภัย ก็ต้องหาที่ให้เหมาะสมต่อไป

สุดท้ายนี้ อาตมาหวังใจว่าท่านคงจะช่วยดำเนินงานต่อไป หากมีอะไรกับทางจังหวัด ที่จะได้ ช่วยประสานงาน อาตมาและท่านเจ้าอาวาสก็จะขอความร่วมมือกับท่านอำเภออีก ทั้งนี้ งานที่ผ่านมา ก็ได้อาศัยการประสานของท่านนายอำเภอ ซึ่งเป็นไปด้วยความสะดวกและราบรื่นทุกประการ.

ขอเจริญพรด้วยความนับถือยิ่ง

พระชัยวัฒน์ อชิโต



ต่อไปนี้ก็จะเป็นรายงานการก่อสร้างจาก คุณธนนันท์ (อ้อย) โดยเริ่มงานปักเสาเข็มเมื่อ เดือนเมษายน ๒๕๔๔ หลังจาก คุณชุมนุมพร (ขนม) ส่งแบบแปลนไปให้แล้ว และได้มี การปรึกษาหารือกันอีกครั้ง ณ วิหาร ๑๐๐ เมตร เมื่องาน วันวิสาขบูชา (วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๔)

และเมื่อเดินทางกลับไปแล้ว คุณไพจิตร (อู๊ด) คุณธนนันท์ (อ้อย) คุณนคร และ คุณสุนทร ก็เริ่มงานทันที คืองานตอกเสาเข็มและโครงสร้าง ส่วนงานตบแต่งลวดลายเป็นช่างจากวัดท่าซุง โดยที่ คุณปรีชา อ่อนดี คุณนิโรจน์ และ คุณสมพงษ์ พันธ์อมรชัย พร้อม ด้วยพนักงานยูโนแคล จ.สงขลา ช่วยกันรื้อพระวิหาร ในขณะที่มีอายุใกล้ ๒๕ ปี อีกทั้งนำรถยกพระพุทธรูปมา ประดิษฐานไว้ที่วิหารชั่วคราวด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้ทันพอที่จะใช้สถานที่จัดงานพิธีบวงสรวง วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ ซึ่งในปีนี้จะต้องขออภัยท่าน ทั้งหลายด้วย ที่อาจจะไม่สะดวกกับการจัดงาน เพราะกำลัง เริ่มงานก่อสร้างกัน คิดว่าปีหน้าคงจะได้จัดงานฉลองกันอย่างแน่นอน เพราะมีผู้มีจิตศรัทธาที่ทราบข่าวจาก “ธัมมวิโมกข์” แล้วได้ร่วมทำบุญกันมากมาย เพื่อสมทบกับเงินที่รับบริจาค เมื่อปีก่อนๆ แล้วบ้าง ตามบัญชีรายรับ - รายจ่าย ดังนี้

เมษายน - พฤษภาคม ๒๕๔๔
จ่าย ค่าทดสอบสภาพดิน ๒๐,๐๐๐ บาท
ค่าเสาเข็ม ๑๐๕,๖๐๐ บาท
ค่าวัสดุ ค่าแรงและเบ็ดเตล็ด ๓๕๗,๖๔๕ บาท
ค่าแรงตอกเสาเข็ม ๑๕,๐๐๐ บาท
รวมจ่ายทั้งสิ้น ๔๙๘,๒๔๕ บาท

หมายเหตุ ค่าแรงตอกเสาเข็ม ราคาเต็ม ๓๐,๐๐๐ บาท
คุณเฉลา โชติช่วง ทำบุญค่าแรงตอกเสาเข็ม ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วยังมีรายชื่อผู้บริจาคอีกมากมายทั่วประเทศ ซึ่งไม่สามารถจะลงรายละเอียดได้ จึงขออนุโมทนาทุกท่านและขอยุติไว้เพียงแค่นี้.
.
◄ll กลับสู่สารบัญ


webmaster - 30/7/10 at 14:30

ประมวลภาพ "พระวิหารน้ำน้อย" อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

กำลังก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตกั้นริมคลองน้ำน้อย

ถ่ายภาพเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553
โดย..อ.คุณ (คณะมาลัยจากฟ้า จังหวัดสงขลา)




ด้านข้างพระวิหารติดกับคลองน้ำน้อย ในฤดูฝนบางปีจะมีน้ำไหลหลากมาก



ขณะนี้กำลังก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กกั้นคันดินริมคลองน้ำน้อย



ทำเขื่อนจากด้านข้างพระวิหารมาจนถึงมุมริมถนน



ภาพถ่ายระยะไกล จะเห็นคลองน้ำน้อยอยู่ข้างพระวิหาร



ด้านนี้เป็นมุมจากภาพที่เห็นด้านหน้าถนน จะเห็นสะพานข้ามคลองน้ำน้อย



ด้านข้างพระวิหารจะต้องถมดินให้เสมอกับเขื่อน



มุมพระวิหารด้านใน เดิมมีห้องน้ำอยู่ต่ำกว่าพื้นเดิมมาก



การที่ห้องน้ำเดิมต่ำ เพราะต้องถมดินให้สูงเพื่อสร้างพระวิหาร



ภาพถ่ายจากมุมบน จะเห็นความสูงของเขื่อนที่สร้างแบบถาวรคงทน



สร้างเขื่อนเสร็จแล้ว คงต้องถมดินให้ได้ระดับนับร้อยคัน



แบบแปลนบริเวณโดยรอบวิหารที่จะสร้างห้องน้ำใหม่
(พื้นที่ดินข้างเคียงที่เป็นคำพูด หมายถึงเจ้าของที่ดินบอกถวายด้วยวาจาเท่านั้น
ยังไม่มีการถวายอย่างเป็นทางการ คือถวายโฉนดที่ดินนั่นเอง)



ภาพถ่ายระยะไกล จะมองเห็นสะพานรถไฟข้ามคลองน้ำน้อย



ถนนสายหาดใหญ่ - สงขลา (เส้นเก่า)



ภาพมุมด้านหลังพระวิหาร อ.คุณกำลังวัดพื้นที่ที่จะสร้างห้องน้ำใหม่



ทั้งนี้ เพื่อนำข้อมูลกราบเรียนเสนอท่านพระครูปลัดอนันต์



วัดพื้นที่ด้านความยาวและด้านความกว้างด้วย



ตอนนี้ใครที่ไปเที่ยมชมพระวิหาร จะมีกองดินกีดขวางอยู่บ้าง



ด้านนี้เขื่อนคอนกรีตเสร็จแล้ว เริ่มถมดินให้เต็มระดับไปเลย



ป้ายคลองน้ำน้อยอยู่ด้านหน้า เคยไปหลายครั้งเพิ่งจะเห็นนี่แหละ



ป้ายริมถนนบอกทางเข้า "วิหารพระพุทธมหามงคลบพิตร"


webmaster - 3/8/10 at 16:08

ประวัติโดยสังเขป


วิหารพระพุทธมหามงคลบพิตร

ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา


......ในระยะเวลาที่คณะศิษย์ได้อาราธนา หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ไปโปรดประชาชนใน จังหวัดภาคใต้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป ผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา ภูเก็ต ตรัง พัทลุง และสงขลา

เมื่อคณะหลวงพ่อได้ไปถึง สามแยกควนเนียง ซึ่งเป็นทางแยกของถนนที่จะไปจังหวัดสตูล บรรจบกับถนนจากจังหวัดพัทลุงและถนนที่จะไปอำเภอหาดใหญ่ ปรากฏว่ามี “พรหม” องค์หนึ่ง แต่งกายด้วยเครื่องทิพย์แพรวพรายไปรอรับหลวงพ่อ และเรียนให้หลวงพ่อทราบว่า มีพระพุทธรูปทองคำเนื้อเก้า ปางมารวิชัย สร้างในสมัยเดียวกับพระพุทธรูปทองคำที่ วัดไตรมิตร กรุงเทพฯ แต่มีขนาดหน้าตักเล็กกว่าที่ “วัดไตรมิตร” ประมาณ ๑ ศอก ฝังอยู่ใต้ดินที่ บ้านน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่

เดิมพระพุทธรูปทองคำใต้ดินองค์นี้ ประดิษฐานอยู่ในตัวเมืองสงขลา แต่เมื่อสมัยที่เกิดศึกพม่ายกทัพไปตีภาคใต้ของประเทศไทย ชาวเมืองสงขลาเกรงว่าพม่าจะแย่งชิงเอาพระทองคำไป จึงนำพระทองคำองค์นี้ลงเรือพาหนีพม่าเข้าไปในป่า เมื่อไปถึง “บ้านน้ำน้อย” เห็นว่าเป็นทำเลภูมิประเทศเหมาะสมปลอดภัย จึงนำพระพุทธรูปทองคำขึ้นจากเรือ ลงฝังไว้ใต้ดิน โดยขุดเป็นหลุมขนาดใหญ่ก่ออิฐกั้นเป็นกำแพงและยาแนวกันน้ำรั่วซึม แล้วนำแก้วแหวนเงินทองเครื่องประดับที่มีค่า ลงบรรจุถวายไว้เป็นพุทธบูชา

ชาวเมืองสงขลาคณะดังกล่าวได้เก็บรักษาความลับนี้ไว้เป็นอย่างดี จนคนรุ่นหลังไม่มีใครทราบเรื่อง จึงมีคนเดินข้ามพระเศียรองค์พระใต้ดิน บังเกิดโทษโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยู่เสมอ พรหมองค์นี้ขอให้หลวงพ่อทำถาวรวัตถุปิดกั้นเหนือพระเศียรองค์พระใต้ดิน เมื่อมีคนเดินผ่านไปมาต่อไปจะต้องเดินอ้อมองค์พระ ไม่สามารถเดินข้ามพระเศียรองค์พระได้อีกต่อไป

หลวงพ่อถามพรหมว่า “จะให้ขุดดินนำพระทองคำขึ้นมาให้คนสักการบูชากันหรือไม่ ?”

พรหมท่านตอบว่า “ขณะนี้ประชาชนคนไทยโดยทั่วไปศีลธรรมยังไม่ดีพอ ถ้านำขึ้นมาเมื่อไรจะเกิดโทษ อาจมีการแย่งชิงกัน หรือมีคนขโมยเอาชิ้นส่วนแท้ที่เป็นทองคำไป แล้วนำของปลอมมาใส่แทนที่ แม้จะจัดยามเฝ้าก็อาจมีการหลับยามขโมยไปจนได้ เพราะองค์พระทองคำนี้ ถอดได้เป็นชิ้น ๆ จำนวนรวม ๙ ชิ้น”

หลวงพ่อถามต่อไปว่า “น่าจะบอกความลับนี้ให้คณะอื่นดำเนินการเสียนานแล้ว” พรหมตอบว่า คณะอื่นไม่ใช่นักบุญ คณะของหลวงพ่อเป็นคณะนักบุญ จึงรอเอาไว้บอกหลวงพ่อช่วยดำเนินการให้ พรหมกล่าวต่อไปว่า “ต่อไปถึงสมัยที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนดีมีศีลธรรมแล้ว พระพุทธรูปทองคำนี้จะขึ้นมาอยู่บนดินให้คนสักการบูชา”

และพรหมแจ้งให้ทราบด้วยว่า ที่พระอุระของพระทองคำมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ด้วย ณ ที่ดังกล่าวจึงมีความสำคัญมาก จึงมีพรหมมาคุ้มครองรักษา หลวงพ่อทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว จึงรับจะดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุให้ พรหมจึงบอกพิกัดและสภาพภูมิประเทศของที่ดิน ซึ่งฝังพระทองคำให้คณะหลวงพ่อไปค้นหา ซึ่งเมื่อไปยังจุดพิกัดนี้แล้วพบว่า ลักษณะภูมิประเทศตรงตามที่พรหมแจ้งไว้ทุกประการ หลวงพ่อจึงเจรจาขอซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้ เป็นพื้นที่ขนาดเล็ก ๆ

ซึ่งพอจะก่อสร้างวิหารหรือเจดีย์ได้ เจ้าของที่ดิน คือ นางกิ้มไล่ ชูโตชะนะ ไม่ยินดีขาย แต่ยินดีให้หลวงพ่อก่อสร้างพระวิหารได้ตามต้องการ และจะขอนำที่ดินดังกล่าวทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในหลวง เพราะว่าสามีนางกิ้มไล่ เสียชีวิตไปก่อนแล้ว และนางไม่มีบุตรสืบตระกูล เกรงว่าใครที่ได้เป็นทายาทภายหลังจากนางกิ้มไล่สิ้นชีวิตแล้ว จะมีจิตโลภยึดพระวิหารและองค์พระไว้เป็นสมบัติส่วนตัว เมื่อตกลงเรื่องที่ดินซึ่งจะใช้ในการก่อสร้างพระวิหารได้เรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อจึงแบ่งงานดังนี้

๑. พลอากาศโท ม.ร.ว.เสริม และคุณเฉิดศรี ศุขสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าคณะกลุ่มศิษย์ในภาคกลาง กรุงเทพฯ รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ได้เงินจำนวนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท

๒. นายมนตรี ตระหง่าน ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ในสมัยนั้นพร้อมด้วย นายเจริญจิตร ณ สงขลา ปลัดจังหวัดสงขลา เป็นหัวหน้ากลุ่มชาวสงขลา รวบรวมเงินจากชาวสงขลา ผู้มีจิตศรัทธาได้จำนวนประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ บาท

๓. ร้อยตรี ม.ล.วรวัฒน นวรัตน ผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จังหวัดกระบี่ เป็นผู้ประสานงานทั่วไป และควบคุมการออกแบบการก่อสร้าง โดยมี นายณรงค์ ณ ตะกั่วทุ่ง ช่างจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จังหวัดกระบี่ เป็นผู้ออกแบบพระวิหาร และมีนายปลั่ง ขาวบาง ช่างจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จ.กระบี่ เป็นผู้ควบคุมคนงานก่อสร้าง

การก่อสร้างพระวิหารนี้ ได้ใช้แรงงานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จ.กระบี่ เป็นผู้ดำเนินการโดยไม่คิดมูลค่าแต่ประการใด เงินที่ได้จากคณะของ พลอากาศโท ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์ ได้จ่ายเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง โดยได้รับใบเสร็จรับเงินจากร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งซื้อสิ่งของมาเข้าหักล้างเงินสดแทน ตามระเบียบวิธีการจัดซื้อของใช้ในราชการ

เมื่อหมดสิ้นเงินจากกรุงเทพฯ จำนวนนี้แล้ว จึงจ่ายเงินจากคณะของผู้ว่าราชการ จังหวัดสงขลา โดยวิธีนำส่งใบเสร็จรับเงินเข้าหักล้างแทนเงินสดที่เบิกไป ได้จ่ายเงินจากชาวสงขลาไปเป็นจำนวนเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ส่วนเงินที่เหลืออยู่ที่จังหวัดสงขลานั้น คณะศิษย์หลวงพ่อมิได้ติดตามผล และมิได้เกี่ยวข้องด้วยประการใด

เมื่อการก่อสร้างดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง พลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์ มีจิตศรัทธาพระวิหารนี้ ได้ถวายพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ให้เป็นพระประธานประดิษฐานในพระวิหารนี้ หลวงพ่อถวายชื่อพระทองสัมฤทธิ์องค์นี้ว่า “สมเด็จพระพุทธมหามงคลบพิตร” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับพระทองคำ ซึ่งฝังอยู่ใต้ดิน ณ ที่นั้น เมื่อคณะศิษย์จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จังหวัดกระบี่ ได้อัญเชิญพระทองสัมฤทธิ์องค์นี้จากกรุงเทพฯ ไปถึงพระวิหารแล้ว หลวงพ่อฤาษีลิงดำพร้อมด้วย หลวงปู่สิม พุทธจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และหลวงปู่ครูบาธรรมไชย วัดทุ่งหลวง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้ทำพิธีบวงสรวงเสร็จแล้ว จึงนำพระทองสัมฤทธิ์ขึ้นตั้ง ณ ที่แท่นประดิษฐานในปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๑๙

ในวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้เสร็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระอง๕ ไป ณ ที่พระวิหารนี้ และได้ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงไว้ในพระเกศของสมเด็จพระพุทธมหามงคลบพิตร (ทองสัมฤทธิ์) ยังความปลาบปลื้มให้บังเกิดขึ้นกับประชาชนจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียงโดยทั่วไป พระที่ร่วมพิธีในวันนั้น นอกจากหลวงพ่อแล้ว ยังมีพระสุปฎิปันโนอีก ๖ รูป คือ หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร, หลวงปู่บุดดา ถาวโร, หลวงปู่ชุ่ม โพธิโกศ, หลวงปู่ชัยวงษา, หลวงปู่พระมหาอำพัน และหลวงปู่ธรรมไชย ธัมมชโย

ปัจจุบันนี้ สมเด็จพระพุทธมหามงคลบพิตร ณ ที่พระวิหารน้ำน้อยนี้ เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนโดยทั่วไป มีคนไปกราบสักการบูชาทุกวันมิได้ขาด แต่เนื่องจากพระวิหารนี้ ได้ก่อสร้างมาเป็นเวลานาน สภาพโดยทั่วไปจึงทรุดโทรมลง คณะศิษย์หลวงพ่อทั้งจากจังหวัดในภาคใต้ และภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย จึงพร้อมใจกันบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารและปิดทององค์พระพุทธรูปใหม่ เสร็จเรียบร้อยแล้วได้อัญเชิญ รูปหล่อหลวงปู่ปาน และหลวงพ่อ มาประดิษฐานบนพระวิหารนี้ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๗

ครั้นถึงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๓๙ คณะศิษย์ชาวหาดใหญ่ จ.สงขลา ได้จัดงานฉลองพระวิหาร เนื่องในวาระครบรอบ ๒๐ ปี จึงได้อาราธนา พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ เจ้าอาวาสวัดท่าซุง พร้อมด้วยพระสงฆ์รวม ๕ รูป พร้อมทั้งคณะศิษยานุศิษย์ในพระเดชพระคุณหลวงพ่อ มาร่วมกันบูรณะพื้นบริเวณรอบพระวิหารอีก จนมีสภาพเป็นที่น่าชื่นใจของผู้ที่ได้ไปกราบสักการะโดยทั่วไป.

ลงนาม ร้อยตรี ม.ล.วรวัฒน นวรัตน ผู้บันทึก

(ร้อยตรี ม.ล.วรวัฒน นวรัตน)

วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗




เรื่อง “พระบรมสารีริกธาตุ” เสด็จมาทั้งกรุ

หลวงพ่อท่านก็คิด ๆ ว่า จะเอาพระบรมสารีริกธาตุจากไหน วันหนึ่งก็เดินไปเดินมาอยู่ในกุฎิ ก็มองไปเห็น ห่อผ้าผูกริบบิ้นสีเหลือง อยู่บนชั้นที่วางเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หลวงพ่อท่านก็ไปหยิบเอามาดู แล้วมาถามว่าเป็นของใคร เมื่อทุกคนไม่ทราบ หลวงพ่อท่านก็เอาเข้าไปในกุฎิ แก้ห่อผ้าดูพบ ตลับเงินเป็นเหลี่ยม ๆ รวมห้าหรือหกเหลี่ยม เป็นตลับเงินฉลุ ลวดลายสวยงาม

เมื่อเปิดฝาตลับดูในนั้น จะมีของรูปกลม ๆ คล้ายนาฬิกา ใส่กระเป๋าแบบคนโบราณใช้ มีหูหรือห่วง ใส่กับสร้อยก็ได้ สองข้างของรูปวงกลมนั้น จะเป็นหินใส ๆ มองเห็นของใน ข้างในนั้นจะมีพระบรมสารีริกธาตุ ๑๐ กว่าองค์ สวยมาก เมื่อหลวงพ่อเปิดดูก็พบพระบรมสารีริกธาตุหลายสี มีสีทับทิม ๔-๕ องค์ สีงาช้าง สีอิฐ และสีขาว สวยจริง ๆ องค์ที่ใหญ่ที่สุดเกือบเท่าเม็ดถั่วเขียว ทั้งหมดหลวงพ่อท่านก็ถวาย “ในหลวง” บรรจุไว้ในพระเศียรพระพุทธรูปที่ “น้ำน้อย” นี้

ลงนาม นางนวลจันทร์ นาคนิยม ผู้บันทึก

วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙


webmaster - 16/8/10 at 08:23

พระพุทธมหามงคลบพิตร


โดย..สุนิสา วงศ์ราม


พระพุทธมหามงคลบพิตร หรือ “สมเด็จพระพุทธมหามงคลบพิตร” เป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของ ไทยมาช้านาน แต่น้อยคนนักที่จะรู้จัก มีแต่การเดาและเล่าขานกันต่าง ๆ นานา ในบางกลุ่มเท่านั้น ดังนั้น จึงขอนำเรื่องราวของท่านมาเล่าขานสู่กันฟัง จากการบอกเล่าของครูบาอาจารย์ และท่านผู้มีพระคุณ เพื่อความเป็นมงคลแก่ท่านที่สนใจ

สมเด็จพระพุทธมหามงคลบพิตร ท่านสาธุชนพุทธบริษัท ปัจจุบันมีอยู่ 2 องค์ ประดิษฐานอยู่ที่บ้านน้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้ง 2 องค์ ก็เนื่องด้วยพระมหากษัตราธิราชเจ้า มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่และเป็นทองคำแท้ ๆ เนื้อเก้าองค์หนึ่ง อีกองค์หนึ่งเป็นทองสัมฤทธิ์และการสร้างพระวิหารนี้ มีความเกี่ยวพันกับหลวงพ่อฤาษีพระราชพรหมยานทั้งในอดีตชาตินามมา และชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่าน พระพุทธมหามงคลบพิตรทั้ง 2 องค์นั้น องค์ใหม่อยู่บนดินในพระวิหาร องค์เดิมอยู่ใต้ดินใต้วิหาร

ท่านบอกว่าองค์ใต้ดินเป็นทองเนื้อเก้า ถอดออกได้เป็นเก้าชิ้น สวยงามมาก ขนาดหน้าตักกว้างราว 3 เมตร ใหญ่กว่าองค์ใหญ่ในวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างสมัยสุโขทัยโดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพ่อขุนศรีเมืองมาน สมัยนั้นบ้านเมืองอุดมเจริญรุ่งเรืองมาก

สำหรับความเป็นมาของการพบพระ และการทำนุบำรุงก่อสร้างวิหารน้ำน้อยหรือวิหารสมเด็จพระพุทธมหามงคลบพิตร พอสรุปรวมความจากคำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ (ม.ล.วรวัฒน นวรัตน์ คุณป้าจันทร์นวล นาคนิยม คุณยายกิมไล่ ชูโตชนะ) รวมทั้งท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน พระครูปลัดอนันต์ พทฺญาโน และที่หลวงพ่อฤาษีท่านเคยเล่าขานไว้ คือ

สมัยที่หลวงพ่อฤาษี เดินทางไปสงเคราะห์ลูกหลานพุทธบริษัท ทางภาคใต้ครั้งแรก พ.ศ.2518 โดยมี หลวงปู่สิม พุทธจาโร วัดถ้ำผาปล่อง หลวงปู่ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง ร่วมไปด้วย ที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงาน ภูเก็ต ตรัง พัทลุง และสงขลา พอคณะของหลวงพ่อเดินทางไปถึง สามแยกควนเนียง (เป็นทางแยกมีถนนไปสตูล บรรจบกับถนนจากพัทลุง และไปหาดใหญ่) มีเทวดาเครื่องทรงแพรวพราวสวยงาม ปรากฏกายหน้ารถต้อนรับหลวงพ่อและเหนือศรีษะเทวดาองค์นั้น มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ลอยอยู่ เป็นนิมิตรหมายสดุดตา

เมื่อหลวงพ่อท่านเข้าที่พักผ่อนตอนกลางคืน ขณะเอนกายลงนอน มีพรหมองค์หนึ่งมานั่งอยู่ทางปลายเท้า และบอกกับหลวงพ่อว่า “จะมาบอกเรื่องพระใหญ่” แล้วได้เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า มีพระพุทธรูปทองคำเนื้อเก้า เป็นทองคำแท้ ฝั่งอยู่ใต้ดิน (ที่บ้านน้ำน้อย หาดใหญ่) จุดนั้นอยู่ห่างจากทางรถไฟไปประมาณ 30 วา และออกจากเมืองหาดใหญ่ไปประมาณ 5 ก.ม.

เดิมพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ในเมืองสงขลา สร้างในสมัยสุโขทัย สมัยนั้นสร้างพระทองคำใหญ่ 3 องค์ด้วยกัน ขนาดเล็กกว่ากันลดขนาดลงมานิดหน่อยตามลำดับแต่ละองค์ สามารถถอดออกได้ ประกอบได้เป็น 9 ชั้น ไม่มีโลหะเจือปน

ทั้งนี้ความมุ่งหมายในการก่อสร้างนั้น ท่านบอกว่ามีนัยเพื่ออาศัยพุทธานุภาพป้องกันภยันตราย ทุพภิกภัยให้ชาวไทยอยู่ร่มเย็นเป็นสุข และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจพุทธบริษัท รวมทั้งการเป็นปึกแผ่นของแผ่นดินไทย เพื่อลูกหลานเหลนไทยในอนาคตกาลข้างหน้า พระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่สุด ท่านบอกว่า ขณะนี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร คือ หลวงพ่อพระพุทธสุโขทัยไตรมิตร อยู่ประจำภาคกลางของประเทศไทยในกรุงเทพมหานคร

องค์ที่ 2 เล็กกว่าองค์แรกเล็กน้อย เล็กเท่าใดไม่แน่ชัด ขนาดหน้าตักเกือบ 3 เมตร เดิม ประดิษฐานอยู่ในตัวเมืองสงขลา เป็นพระประจำภาคใต้ ขณะนี้อยู่ใต้ดิน ใต้วิหารบ้านน้ำน้อย

องค์ที่ 3 เล็กกว่าองค์ที่ 2 เป็นองค์น้องสุดใน 3 องค์ แต่น้ำหนักเป็นตันด้วยทองคำแท้ ๆ องค์ที่ 3 นี้อยู่ในลำน้ำโขง ตรงกลางแม่น้ำแบ่งเขตแดนไทยกับชาติอื่น มีผู้รู้ท่านหนึ่งเล่าว่า ไม่นานมานี้ ขณะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำโขง บริษัทรับเหมาก่อสร้างพบเห็นพระพุทธรูปองค์นี้ พยายามใช้ลวดสลิงขนาดใหญ่ดึงองค์พระขึ้นมาจากน้ำ ปรากฏว่าลวดสลิงขาด พระท่านจมลงไปในน้ำ ไม่สามารถนำขึ้นมาได้

พระพุทธรูปองค์ที่ 2 อยู่ที่สงขลามาตลอด จนถึง พ.ศ.2310 ที่กรุงศรีอยุธยาเสียเมืองแก่พม่า พวกพม่าทำลายวัดวาอารามเอาพระพุทธรูปสำคัญ ๆ ลอกเอาทองคำกลับเมืองตนมากมาย เฉพาะทองคำที่องค์พระศรีสรรเพชรองค์เดียว ที่พม่าข้าศึกทำลายองค์พระนำทองไปมี น.น.กว่า 25,000 ชั่ง

ข่าวนี้แพร่ไปถึงภาคใต้ ซึ่งกองทัพส่วนหนึ่งของพม่ายกลงไปตีภาคใต้ ชาวเมืองสงขลารู้ข่าว จึงระดมคนแอบนำพระพุทธรูปทองคำล้วนทั้งองค์ ล่องไปตามลำน้ำทางเรือ หาทำเลซ่อนองค์พระ พอไปถึงบ้านน้ำน้อย เห็นทำเลพอเหมาะ เพราะเป็นป่าทึบ จึงเกณฑ์คนกว่า 300 คน ช่วยกันขุดหลุมลึกกว้าง 5 วา แล้วสร้างกำแพงอิฐโดยรอบ ยารอยต่อกันน้ำซึมเข้าลักษณะคล้าย ๆ สี่เหลี่ยมผืนผ้า บรรจุอัญมณีเครื่องประดับมีค่ามากมายไว้กับองค์พระเป็นพุทธบูชา แล้วเก็บงำเป็นความลับสุดยอดจนคนต่อ ๆ มาไม่มีใครรู้ จนลุถึง พ.ศ.2518

จึงนำความมาบอกหลวงพ่อฤาษี ฯ เพราะท่านบอกว่าคณะเราเป็นนักบุญแท้ไม่ทอดทิ้งงานพระพุทธศาสนา จึงขอให้สร้างเจดีย์หรือสถูปบนดินเหนือองค์พระ กันไม่ให้คนเดินข้ามเศียรพระจะเป็นโทษแก่พวกเขา นอกจากนี้ สมัยก่อนโน้นหลวงพ่อก็เป็นผู้ร่วมสร้างพระทองคำทั้งสามองค์ด้วย

พระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ ทั้งในดินและในน้ำ ท่านบอกว่าเมื่อถึงเวลา คือ ประชาชนมีจิตใจดี มีศีลธรรมมากกว่านี้ ทั้งสององค์จะปรากฏขึ้นมาเอง ถ้านำขึ้นมาก่อนจะมีโทษมากว่าประโยชน์ เช่น อาจมีการสับเปลี่ยนชิ้นส่วนจากทองคำเป็นโลหะอื่น เพราะความโลภของคนและหลวงพ่อบอกว่าสำคัญมากสำหรับแดนดิน ไม่ควรนำขึ้นมาเป็นอันขาด

เมื่อเราทราบข่าวว่า พระครูปลัดอนันต์ และลูกหลานหลวงพ่อจะไปบูรณะ เฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2539 ของการสร้างวิหารการบูชาพระมหามงคลบพิตร จึงเกิดความสงสัยใคร่รู้ว่าพระใหญ่ในดินนั้นเป็นเช่นไร แล้วก็ฝันไป (ฝันก่อนได้ยินเขาเล่าขานจากผู้รู้) ว่าเป็นพระใต้ดินปางมารวิชัย องค์ใหญ่เป็นวา หน้ายิ้มละมัยสวยชวนมอง ค่อนข้างกลมอิ่มเอิบสมส่วน (บรรยายยาก) เห็นแล้วชื่นใจ และถ้าจำทิศไม่ผิดพลาด ท่านหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

พระ 2 องค์สำคัญทั้งในดินและในน้ำที่กล่าวแล้วนั้น ช่วยป้องกันและเชื่อมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว เพราะมีคนคอยจ้องจะทำลายเป็นศัตรูอยู่ตลอดเวลา แบบปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ รอฉกฉวยโอกาสให้เราคนไทยวุ่นวายหงุดหงิดเป็นนิจ ต่อมา ข้าพเจ้าจึงได้รับฟังคำบอกเล่าจากผู้รู้และอยู่ในเหตุการณ์สมัยหลวงพ่อท่านเริ่มไปสงเคราะห์ภาคใต้ ซึ่งก็ใกล้เคียงกันมากๆ

ทีนี้หลวงพ่อและหลวงปู่ เมื่อไปพิสูจน์ดูก็จะเห็นเป็นจริงตามที่พรหมบอก แต่ปู่ครู “หลวงปู่ธรรมชัย” เห็นทีหลัง และหลวงปู่สิมว่า มีพระและอัญมณีมากมายควรค่าแก่กษัตริย์ เนื่องจากเทวดาล้อเล่นโดยเอามือปิดบังเอาไว้ จากนั้น หลวงพ่อก็ติดต่อเจ้าของที่ดินขอซื้อที่ตรงนั้น เจ้าของคือ คุณยายกิมไล่ ชูโตชนะ และสามีไม่ยอมขาย แต่ยกให้ฟรี ๆ ตามแต่ต้องการ

หลวงพ่อท่านรับมาเพียง 200 ตารางวาเศษๆ เพื่อจัดสร้างวิหาร คณะศิษย์ท่านโดยเฉพาะทางกรุงเทพฯ โดยท่าน “อ๋อย” คุณเฉิดศรี และท่านเจ้ากรมเสริม ศุขสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าจัดหาเงินเป็นค่าวัสดุก่อสร้าง 240,000 บาท มล.วรวัฒน์ นวรัตน์ ผู้อำนวยการการไฟฟ้ากระบี่สมัยนั้น จัดแรงงานมาฟรีโดยคณะการไฟฟ้ากระบี่ และนายณรงค์ ณ ตะกั่วทุ่ง ออกแบบวิหาร

วันที่ 15 พฤษภาคม 2519 พลเอกบุญชัย บำรุงพงศ์ได้ถวายพระพุทธรูป (แบบพระพุทธชินราช) แด่หลวงพ่อเพื่อประดิษฐานที่วิหารนี้ เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชดำเนินไปที่วิหารน้ำน้อย และพระบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เศียรพระพุทธรูปองค์ใหม่นี้ (องค์เดิมในดิน มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ในพระอุดร – หน้าอกองค์พระ) ตอนนั้นมีพระอริยเจ้าที่มีขันธ์ 5 ไปร่วมพิธีอีก 6 องค์ นอกจากหลวงพ่อของเรา ได้แก่

หลวงปู่คำแสน คุณาลังการโร หลวงปู่ชุ่ม โพธิ์โก หลวงปู่บุดดา ถาวโร หลวงปู่ครูบาธรรมชัย หลวงปู่ชัยวงษา และหลวงน้ามหาอำพัน ส่วนการทำพิธีบวงสรวง อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานในวิหารครั้งแรกนั้น มีหลวงปู่สิม และหลวงปู่ธรรมชัย และหลวงพ่อของเราดำเนินการ

สำหรับพระบรมสารีริกธาตุที่หลวงพ่อจัดเตรียมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงบรรจุในพระพุทธมหามงคลบพิตรนั้น เป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาเองพร้อมตลับเงินฉลุสวยงาม คุณป้าจันทร์นวล นาคนิยม เล่าว่า ตอนนั้น หลวงพ่อเดินไปมาคิดว่า จะเอาพระบรมสารีริกธาตุจากไหนถวายจึงจะเหมาะ องค์เล็ก ๆ หลวงพ่อก็มีอยู่มากแล้ว

ท่านเห็นห่อผ้าเช็ดหน้าสีเหลืองริมลูกไม้วางอยู่ เมื่อหยิบมาเปิดดู ข้างในห่อผ้ามีตลับเหลี่ยมลายเงินฉลุงามมาก มีฝาเปิดได้ คล้ายนาฬิกาพกแบบโบราณ เมื่อเปิดฝาตลับมีลูกกลม ๆ หินใส ๆ 2 ข้าง มองเห็นข้างใน มีพระบรมสารีริกธาตุกว่า 10 องค์ หลายสี สวยงามที่เด่นชัดองค์โตราว ๆ เม็ดถั่วเขียวเป็นสีชมพูทับทิม 4-5 องค์ สีงาช้าง สีอิฐ สีขาว หลวงพ่อจึงจัดเตรียมพระบรมธาตุนี้แด่พระเจ้าอยู่หัวในวันนั้น

มีเกร็ดเล่าถึงวันที่ “ในหลวง” เสด็จฯ วิหารน้ำน้อย 26 สิงหาคม 2519 ว่า มีประชาชนมารอเฝ้ารับเสด็จฯ มากมาย บางคนกลัวฝนตกจะเป็นที่ลำบาก จึงได้ “บน” กรมหลวงชุมพรฯ หรือท้าววิรุฬหก ขอฝนอย่าตกจนกว่าพระองค์ท่านเสด็จกลับ แต่ท่านไม่รับการบนท่านบอกว่า ถ้าผู้มีบุญมาฝนต้องตกอย่างน้อยแบบปรอย ๆ (แต่ถ้าทำไม่ดีไม่ถูกต้องฝนจะตกหนัก) ก็เป็นจริงตามนั้น ฝนตกปรอย ๆ พอชื่นใจ แบบที่เราพูดกันว่า “เทวดาพรมน้ำมนต์อวยพรให้” ซึ่งมีปรากฎการณ์เช่น เดียวกันนี้ในวันฉลองวิหารครบ 20 ปี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2539 เช่นกัน

ม.ล.วรวัฒนฯ เล่าเพิ่มเติมด้วยว่า สถานที่พระใต้ดินอยู่นั้นเดิมทีอยู่ด้านหลังวิหารปัจจุบัน ที่ตรงนั้นเป็นแอ่งน้ำ หลวงพ่อฯ จึงให้สร้างค่อนมาทางหน้า เมื่อกระทำพิธีบวงสรวงเสร็จ พระพุทธรูปและทรัพย์อัญมณีก็เลื่อนเข้าไปอยู่ใต้วิหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะว่าเป็นอานุภาพของเทวดาที่อารักขาพระพุทธรูปอยู่จัดการให้ก็ได้

คณะศิษย์ของหลวงพ่อทางภาคใต้ ได้ดำเนินการดูแลรักษาตลอดมา ซึ่งจริงดังที่พระพรหมท่านว่าไว้ เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2537 คณะศิษย์ฯ ได้ซ่อมแซมทั้งอาคารและองค์พระพุทธรูปในวิหาร ใช้เงินประมาณ 2 แสนบาท รวมทั้งได้อัญเชิญรูปหล่อของหลวงปู่ปาน และหลวงพ่อฤาษีพระอาจารย์จากวัดท่าซุง อุทัยธานี ไปประดิษฐานที่วิหารนี้ด้วย

ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย คุณยายกิมไล่ ชูโตชนะ ขณะนี้ได้จัดดำเนินการเรื่องยกที่ดิน 200 ตารางวาเศษผืนสำคัญนี้ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ด้วยความช่วยเหลือจาก ม.ล.วรวัฒน นวรัตน์) เนื่องจากคุณยายไม่มีลูก อายุก็มากแล้วราว 90 ปี (คุณยายบอกว่า 89 ปี) ต่อไปอาจถูกคนโลภที่รู้เรื่องราวโกงเอาไปก็ได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว มีคนมาขออาศัยที่ของคุณยายใจดีท่านนี้ คุณยายก็ให้ แล้วเขาก็แอบไปออกโฉนดอ้างเป็นเจ้าของที่ยึดเอาไปเสียเฉย ๆ ที่แห่งนั้นก็มีอยู่หลังวิหารน้ำน้อยวิหารสมเด็จพระพุทธมหามงคลบพิตร” อาศัยเป็นที่ทำมาหากินแบบอื่น นอกนัยพระพุทธศาสนา ซึ่งเราขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับ “พระพุทธมหามงคลบพิตร” ของเราแต่อย่างใด

ก่อนจะจบเรื่องเล่า พระพุทธรูปทองคำเนื้อเก้า ถอดออกและประกอบได้เป็น 9 ชิ้นสำคัญ บังเอิญข้าพเจ้าได้คนพบเรื่องราวของ “พระทองคำวัดไตรมิตร” อันมีการเอ่ยอ้างถึงข้างต้น ล้วนช่วยสนับสนุนคำกล่าวของ “ท่าน” และเป็นการพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งด้วยว่า สร้างสมัยสุโขทัย สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยการพินิจพิเคราะห์ เอาตามตำราศิลปะประจำยุคสมัย

ข้อเขียน อาจารย์ฉันทิชย์ กระแสสินธ์ และพลตรีผจญ กิตติประพันธ์ ล้วนมีใจความคล้ายกันโดยสรุปว่า พระพุทธรูปทองคำแท้วัดไตรมิตร สร้างสมัยกรุงสุโขทัยยุคกลาง ประมาณ รัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ.ศ.1820 - 1860) ขนาดหน้าตักกว้าง 6 ศอก 5 นิ้ว (3.1 เมตร) พระเกตุยาว 1 ศอก 1 คืบ (75 ซม) ความสูงรวมพระเกตุมาลา (ไม่คิดอาสนะ) 7 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว (3.9 เมตร) ไม่รวมพระเกตุมาลาสูง 3.16 เมตร องค์พระถอดออกได้เป็น 9 ชิ้น เพิ่งจะรู้ว่าเป็นพระทองคำแท้ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2498

หลังจากที่ปูนกะเทาะและเอารักที่ทาไว้ออกโดยอุบัติเหตุ ภายในองค์พระมีกลไก (และทองอะไหล่) สำหรับถอดออกและประกอบเข้าใหม่ได้ (แต่... ท่านเจ้าอาวาสองค์ก่อนได้ให้ประกอบไว้ถาวร กันการขโมยชิ้นส่วนพระแล้ว) ปูนที่พอกหุ้มองค์พระไว้แน่นหน้าถาวร เป็นลักษณะอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่าเพื่อป้องกันพม่าข้าศึกทำลายยึดเอาทองคำไปเป็นสมบัติ และถูกปูนห่อหุ้มซ่อนไว้ไม่มีใครรู้ถึง 188 ปี

ท่านสาธุชน ลักษณะขององค์พระพุทธรูปทองคำ เป็นคล้าย ๆ กับที่ข้าพเจ้าฝันไปถึงองค์พระทองคำใต้ดิน “พระพุทธมหามงคลบพิตร” ทั้งพุทธลักษณะ และขนาด อย่างคาดไม่ถึงจริง ๆ ตามข้อเขียนทั้ง 2 ท่าน ระบุเอาไว้ด้วยว่า องค์พระทองคำ วัดไตรมิตร เป็นศิลปะสุโขทัย พระศก (ผม) ขมวดเป็นก้นหอย จมูกโด่งงามเป็นสันค่อนข้างงุ้มนิด ๆ แย้มพระโอษฐ์ พระหนุ (คาง) เสี้ยม พระกรรณ (หู) เหมือนกลับบัวและยาว ปลายปูเจาะ พระศอ (คอ) เป็นปล้อง พระอุระ (อก) ผาย พระอังสะ (ไหล่) กว้าง พระกร (มือ) ยาว ปลายพระหัตถ์ (นิ้ว) เหมือนมนุษย์ ยาวไม่เสมอกัน ฯลฯ นั่งสมาธิราบ ฐานพระพุทธรูปเกลี้ยงตรง กลางฐานเว้าเข้า พระพักตร์คล้ายพระร่วงโรจนฤทธิ์ ที่พระปฐมเจดีย์ จีวรบางแนบเนื้อ พระเกตุมาลาเป็นเปลวรัศมียาวเกลียว เป็นรูปอุณาโลม ซึ่งต้องเป็นงานของพระมหากษัตริย์จัดสร้าง

ดังได้กล่าวมา จะหาว่าฝันเฟื่องก็แล้วแต่ ความจริงมีปรากฏอยู่ อย่างน้อยไปพิสูจน์ดูที่วัดไตรมิตร ที่พระทองคำองค์ใหญ่หลายเลข 1 ประดิษฐานอยู่ ส่วนองค์รองที่ 2 และองค์สุดท้องที่ 3 ก็จงตามไปดูเถิดถ้ามีทิพจักขุญาณ มิฉะนั้นก็ต้องรออีกนานกว่าทั้งสองพระพุทธรูปท่านจะขึ้นมาปรากฏองค์ให้เห็น

พิมพ์โดย ครอบครัวตระกูล “โภคาวัฒนา”