ตามรอยพระพุทธบาท

นิทานชาดก (เรื่องที่ 43) สัพพทาฐิชาดก - ชาดกว่าด้วย "ผู้มีบริวารมากเป็นใหญ่ได้"
webmaster - 14/5/11 at 09:26

...นิทานชาดกนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ "พระพุทธเจ้า" ขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ได้บำเพ็ญพระบารมีมาในแต่ละชาติ จะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น แล้วได้ตรัสเล่าบุพกรรมเหล่านี้ ซึ่งมีมาในพระไตรปิฎกมากมายหลายเรื่อง

ในตอนนี้ จะขอนำการ์ตูนเรื่องที่ 43 มีชื่อว่า "สัพพทาฐิชาดก" (อ่าน..สัพพะทาฐิชาดก) เป็นเรื่องของ "ผู้มีบริวารมากเป็นใหญ่ได้" โดยพระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็น "ปุโรหิต" จึงขออนุโมทนาไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

.....This story is a fable about "Buddha" While still a Bodhisat. He has to perform the prestige of each nation. Is a true story that occurred.

Then spoke told these deeds. Which in many Tripitaka on. At this will be cartoon chapters No.43 called "Sabbadathi Jataka" The come into the Buddha "Phurohit"

สัพพทาฐิชาดก : ชาดกว่าด้วย "ผู้มีบริวารมากเป็นใหญ่ได้"


มูลเหตุที่ตรัสชาดก

☺.....พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้

....ความย่อว่า..พระเทวทัตยังพระเจ้าอชาตศัตรูให้เลื่อมใสแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำลาภสักการะที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งอยู่ได้นาน ลาภสักการะของพระเทวทัตได้หมดสิ้นไปตั้งแต่ครั้งที่ได้เห็นปาฏิหาริย์กันในการปล่อยช้างนาฬาคิรีแล้ว

อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นแล้ว ก็มิได้อาจจะให้ดำรงอยู่ได้นาน พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมิใช่ทำลาภสักการะที่เกิดแก่ตนให้หมดสิ้นไปในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็ได้หมดสิ้นไปแล้วเหมือนกัน ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า...


เนื้อความของชาดก

....ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระองค์ เป็นผู้จบไตรเพทและศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ รอบรู้ปฐวีวิชัยมนต์ ที่เรียกว่า "ปฐวีวิชัยมนต์" นั้น คือมนต์กลับใจให้หลง

อยู่มาวันหนึ่งพระโพธิสัตว์คิดว่าจักสาธยายมนต์นั้น จึงนั่งทำการสาธยายมนต์บนหินดาดที่เนินผาแห่งหนึ่ง นัยว่ามนต์นั้นผู้มีใจวอกแวกความทรงจำไม่ดี ไม่สามารถจะให้สำเร็จได้

เพราะฉะนั้นปุโรหิตนั้นจึงสาธยายในที่เช่นนั้น ในเวลาที่ท่านปุโรหิตทำการสาธยาย มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งนอนอยู่ในโพรงแห่งหนึ่ง ได้ยินมนต์นั้นเหมือนกัน ได้ท่องจำจนแคล่วคล่อง

นัยว่าสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นในอัตภาพอดีตก่อนหน้านั้น ได้เป็นพราหมณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งแสดงแคล่วคล่องปฐวีวิชัยมนต์

พระโพธิสัตว์ทำการสาธยายแล้วลุกไป กล่าวว่ามนต์ของเรานี้แคล่วคล่องหนอ สุนัขจิ้งจอกออกจากโพรงกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ผู้เจริญมนต์นี้แคล่วคล่องแก่ข้าพเจ้ายิ่งกว่าท่านเสียอีก แล้ววิ่งหนีไป

พระโพธิสัตว์คิดว่า สุนัขจิ้งจอกนี้จักทำอกุศลใหญ่หลวง จึงติดตามไปได้หน่อยหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกได้หนีเข้าป่าไป สุนัขจิ้งจอกไปงับนางสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง เมื่อนางสุนัขจิ้งจอกถามว่า อะไรกันนี่ ?

กล่าวว่า เจ้ารู้จักเราหรือไม่รู้จัก
นางสุนัขจิ้งจอกตอบว่า รู้จักซิ

สุนัขจิ้งจอกนั้นร่ายปฐวีวิชัยมนต์บังคับสุนัขจิ้งจอกเป็นร้อย ๆ ไว้ในอำนาจ กระทำสัตว์ ๔ เท้า มีช้าง ม้า สิงห์ เสือ กระต่าย สุกรและเนื้อเป็นต้น ทั้งหมดไว้ในสำนักของตนแล้วได้เป็นพญาสัตว์ ชื่อว่า "สัพพทาฐะ"

นางสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเป็นอัครมเหสี ราชสีห์ยืนอยู่บนหลังช้างสองเชือก พญาสุนัขจิ้งจอกนั่งบนหลังราชสีห์กับนางสุนัขจิ้งจอกผู้เป็นอัครมเหสี นับเป็นยศอันยิ่งใหญ่

พญาสุนัขจิ้งจอกเมาด้วยยศมหันต์ เกิดความมานะคิดชิงราชสมบัติกรุงพาราณสี แวดล้อมด้วยสัตว์จตุบาททั้งปวง บรรลุถึงที่ไม่ไกลจากกรุงพาราณสี มีบริษัทบริวารได้ ๑๒ โยชน์

ทัพพญาสุนัขจิ้งจอกตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ส่งสาสน์ไปถึงพระราชาว่าจงมอบราชสมบัติให้หรือจงรบ ชาวกรุงพาราณสีต่างพากันสะดุ้งหวาดกลัว ปิดประตูพระนครตั้งมั่นอยู่

พระโพธิสัตว์เข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์อย่ากลัวเลย การต่อสู้ด้วยการรบกับสุนัขจิ้งจอกสัพพทาฐะ เป็นภาระของข้าพระองค์เอง เว้นข้าพระองค์เสีย ไม่มีผู้อื่นสามารถรบกับมันได้

ปลอบใจพระราชากับประชาชนแล้ว คิดว่า สัพพทาฐะจะทำอย่างไรจึงจะยึดราชสมบัติ เราจักถามมันดูก่อนจึงขึ้นป้อมที่ประตูเมืองถามว่า

ดูก่อนสัพพทาฐะ จะยึดราชสมบัติอย่างไร ?
ตอบว่า เราจะให้ราชสีห์เปล่งสีหนาท ทำให้มหาชนสะดุ้งตกใจกลัวเสียง แล้วจักยึดเอาราชสมบัติ

พระโพธิสัตว์ก็รู้ว่า มีอุบายแก้ จึงลงจากป้อมให้เที่ยวตีกลองประกาศว่า ชาวกรุงพาราณสีทั้งหมด ๑๒ โยชน์ จงเอาแป้งถั่วราชมาศปิดช่องหูเสีย

มหาชนฟังเสียงป่าวร้องพากันเอาแป้งถั่วราชมาศปิดช่องหูของตน และของสัตว์ ๔ เท้าทั้งหมด แม้กระทั่งแมว ไม่ให้ได้ยินเสียงของผู้อื่น

ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ขึ้นสู่ป้อมร้องเรียกอีกว่า ดูก่อน..สัพพทาฐะ..!
พญาสุนัขจิ้งจอกถามว่า อะไรเล่าพราหมณ์ ?

กล่าวว่า ท่านจักทำอย่างไรอีก จึงจะชิงเอาราชสมบัตินี้ได้
ตอบว่าข้าพเจ้าจะให้ราชสีห์เปล่งสีหนาทให้พวกมนุษย์ตกใจกลัว ให้ถึงแก่ความตายแล้วจึงจะยึดเอาราชสมบัติ

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ท่านไม่อาจให้ราชสีห์เปล่งสีหนาทได้ เพราะพญาไกรสรสีหราชมีเท้าหน้าเท้าหลังแดงงาม สมบูรณ์ด้วยชาติ จักไม่ทำตามคำสั่งของสุนัขจิ้งจอกแก่เช่นท่าน

สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ดื้อด้านอวดดีกล่าวว่า ราชสีห์ทั้งหลาย ตัวอื่นจงยืนเฉย เรานั่งอยู่บนหลังตัวใด จักให้ตัวนั้นแหละแผดเสียง

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น จงให้แผดเสียงเถิด ถ้าท่านสามารถ พญาสุนัขจิ้งจอกจึงให้สัญญาณด้วยเท้าแก่ราชสีห์ตัวที่ตนนั่งอยู่บนหลังว่า จงแผดเสียง

ราชสีห์นั้นจึงแม้มปากเปล่งสีหนาทบนกระพองเศียรช้าง ๓ ครั้ง อย่างไม่เคยเปล่งมาเลย ช้างทั้งหลายต่างสะดุ้งตกใจ สลัดสุนัขจิ้งจอกให้ตกไปที่โคนเท้า เอาเท้าเหยียบหัวสุนัขจิ้งจอกนั้นแหลกละเอียดไป

สุนัขจิ้งจอกสัพพทาฐะถึงแก่ความตาย ณ ที่นั้นเอง ช้างเหล่านั้นได้ยินเสียงราชสีห์แล้ว ก็กลัวภัย คือความตาย ต่างก็สับสนชุลมุนวุ่นวายแทงกันตาย ณ ที่นั้นเอง

สัตว์ ๔ เท้าทั้งหมด แม้ที่เหลือมีเนื้อและสุกรเป็นต้น มีกระต่ายและแมวเป็นที่สุด ยกเว้นราชสีห์ทั้งหลายเสีย ได้ถึงแก่ความตาย ณ ที่นั้นเอง ราชสีห์ทั้งหลายก็หนีเข้าป่าไป กองเนื้อสัตว์เกลื่อนไปทั้ง ๑๒ โยชน์

พระโพธิสัตว์ลงจากป้อมแล้ว ให้เปิดประตูพระนคร ให้ตีกลองเที่ยวประกาศไปในพระนครว่า ชาวเมืองทั้งหมดจงเอาแป้งที่หูของตนออก มีความต้องการเนื้อก็จงไปเก็บเอามา

มนุษย์ทั้งหลายได้บริโภคเนื้อสด ที่เหลือก็ตากแห้งทำเป็นเนื้อแผ่นไว้ กล่าวกันว่า นัยว่าการทำเนื้อแผ่นตากแห้งเกิดขึ้นในครั้งนั้นเอง

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :

.......สุนัขจิ้งจอกกระด้างด้วยมานะ มีความต้องการด้วยบริวาร ได้บรรลุถึงสมบัติใหญ่ ได้เป็นราชาแห่งสัตว์มีเขี้ยวทั้งปวง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ผู้ใดมีบริวารมาก ผู้นั้นชื่อว่าเป็นใหญ่กว่าสัตว์มีเขี้ยวงาฉะนั้น.



ประชุมชาดก

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว แล้วทรงประชุมชาดกว่า สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ พระราชาได้เป็นสารีบุตร ส่วนปุโรหิต คือเราตถาคตนี้แล.

ข้อคิดจากชาดก

บุคคลผู้ต้องการความเป็นใหญ่ ต้องการบริวารแวดล้อม ควรจะใหญ่ด้วยคุณธรรมเป็นสำคัญ ไม่ใช่นำอำนาจราชศักดิ์นั้นไปข่มเหงรังแกผู้อื่น ผลสุดท้ายอำนาจนั้นก็กลับทำลายตนเองไปในที่สุด



ที่มา - dharma-gateway.com