ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 27/4/16 at 14:32 Reply With Quote

พุทธตำนานการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ ของพระพุทธเจ้า


พุทธตำนานแห่งองค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมพระบรมโลกนาถเจ้า



........การบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ คือ ปฏิปทาอันยิ่งยวด คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อจะบรรลุถึงจุดหมายอันสูง เช่น ความเป็นพระพุทธเจ้า หรือ พระอรหันต์ อันประกอบด้วย

๑.ทานบารมี( ความบำเพ็ญคุณประโยชน์โดยการให้ การเสียสละ )

๒.ศีลบารมี ( การรักษากายวาจาให้เป็นปกติถูกต้องตามระเบียบวินัย)

๓.เนกขัมมะบารมี ( การปลีกตัวปลีกใจให้พ้นจากกามหรือ ความละจากความต้องการต่างๆที่ทำให้ยึดติดหลงติด )

๔. ปัญญาบารมี (ความรู้ ความเข้าใจความหยั่งรู้ในสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง และรู้จักการแก้ไขปฏิบัติจัดการต่างๆ)

๕. วิริยะบารมี( ความเพียรความแกล้วกล้า ความพยายามบากปั่นอุตสาหะ ไม่ถอดทิ้งธุระ เพื่อให้สำเร็จตามที่ตั้งใจ)

๖.ขันติบารมี ( ความอดทน ทนทานของจิตใจเพื่อถึงจุดหมายอันชอบ )

๗. สัจจะบารมี ( ความรักษาความจริง พูดจริง ทำจริง และจริงใจ )

๘. อธิษฐานบารมี ( ความตั้งใจมั่นคงเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายที่ตนตั้งใจจะกระทำไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นอย่างแน่วแน่ )

๙.เมตตาบารมี ( ความปรารถนาดี ไมตรีที่จะเกื้อกูลให้ตัวเองและผู้อื่นให้มีความสุข)

๑๐. อุเบกขาบารมี ( การวางใจเป็นกลางสงบราบเรียบสม่ำเสมอ เที่ยงธรรม และดำรงในธรรม ไม่เอนเอียงหรือหวั่นไหวไปด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุ ใดๆ)


เพื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าอันทรงนามว่า สมเด็จพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าศาสนโคดมพระบรมโลกนาถเจ้า (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ) เนื่องเพราะพระองค์ทรงปรารถนาจะบำเพ็ญบารมีเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทปัญญะธิกะ ( บำเพ็ญบารมีโดยเน้นด้านปัญญา )

( หมายเหตุ ) การบำเพ็ญบารมีเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ามี ๓ ประเภทคือ

๑. ปัญญาธิกะ ( บำเพ็ญบารมีโดยเน้นด้านปัญญา)

๒. ศรัทธาธิกะ ( บำเพ็ญบารมีโดยเน้นด้านศรัทธา )

๓ .วิริยาธิกะ ( บำเพ็ญบารมีโดยเน้นทางความวิริยะ( ความพียร )


ซึ่งเป็นการบำเพ็ญโพธิสัตว์บารมีแบบปัญญาธิกะเป็นการบำเพ็ญพระโพธิญาณอย่างเร็วที่สุดใน๓ ประเภท แม้กระนั้นก็ยังต้องบำเพ็ญเพียรในบารมีธรรมครบทั้ง ๓๐ ทัศเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒๐ อสงไขยเศษแสนมหากัป ดังที่คัมภีร์พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก ได้จารึกไว้ ข้าพเจ้า ( เวหา เวหาธรรมบารมี ) จักขอถอดความและเรียบเรียงใหม่ เพื่อง่ายต่อการอ่านและความเข้าใจดังนี้


นับถอยหลังกลับไป ๒๐ อสงไขย เศษแสนมหากัปจากชาติสุดท้ายก่อนจะมาตรัสรู้ เป็นสมเด็จพระพุทธศาสนโคดมบรมโลกนาถสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้บังเกิดเป็นมนุษย์บุรุษเพศ ชื่อว่า "มาตุธารกมาณวะ" (มาตุ= มารดา ) ( ธารก= ตั้งไว้, ทรงไว้)( มาณวะ= เด็กชาย, ชายหนุ่ม )

ในครั้งนั้น พระองค์ได้อุปัฏฐากเลี้ยงดูมารดา ขึ้นเรือสำเภาไปด้วยพ่อค้า ๕๐๐ ฅน แล่นเรือไปสิ้นเวลา ๗ วันท่ามกลางมหาสมุทร เรือสำเภาถูกคลื่นลมแตกทำลายลง พ่อค้าทั้ง ๕๐๐นั้นก็กลายเป็นอาหารของปลาและเต่าร้ายสิ้น ยังแต่มาตุธารกมาณวะเป็นผู้ประกอบด้วยพละกำลังและความเพียรมาก ก็อุ้มเอามารดาแห่งตนขึ้นหลังว่ายน้ำพามารดา ๗วัน ๗ คืน จนพ้นจากแดนแห่งปลาและเต่าร้ายเหล่านั้นโดยหาได้ลดความเพียรพยายามไม่

ระหว่างนั้น นางมณีเมฃลา เทพธิดาผู้รักษาน้ำฟ้ามหาสมุทร เกรงจะถูกคำตำหนิติเตียนจากพระอินทร์และพระพรหมทั้งหลาย จึงมาช่วยประคับประคอง มาตุธารกมาณวะพร้อมทั้งมารดาให้พ้นจากมหาสุมทรให้ถึงฝั่งได้โดยสวัสดิภาพ เหตุแห่งความเพียรนี้ทราบถึง ท้าว มหาพรหม ณ.พรหมโลก ผู้ทำหน้าที่เล็งดูบุคคลผู้มีความพร้อมในการตั้งปณิธาน เพื่อปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณ ครั้งเล็งเห็นมาตุธารกมาณวะ ผู้นี้มีความเพียรพร้อมที่จะปรารถนาโพธิญาณได้ จึงเสด็จจากพรหมโลก เพื่อมาบันดาลใจให้มาตุธารกมาณวะ ผู้นี้ให้บังเกิดความเอ็นดูกรุณาสรรพสัตว์ทั้งหลายและให้มีใจมุ่งปรารถนาพระโพธิญาณ อันจักรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้ออกจากทุกข์ถาวร คือการได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้า

มาตุธารกมาณวะ จึงบังเกิดมีวิตกขึ้นในจิตขึ้นมาในขณะที่แบกมารดาว่ายอยู่กลางมหาสมุทรเป็นเวลา๗ วัน ๗ คืนนั้นว่า
“พุทโธ โพเธยยํ มุตฺโต โมเจยฺยํ ติณฺโณ ตาเรยฺยํ “ แปลความว่า

พุทโธ..บุคคลใดผู้ได้ตรัสรู้ธรรมทั้งมวล
โพเธยยํ..ยังบุคคลอื่นให้ตรัสรู้ธรรมนั้น เหมือนดังที่ตนได้ตรัสรู้แล้ว
มุตโต บุคคลใดผู้ได้พ้นแล้วจากภัยทั้งมวล
โมเจยยํ ยังบุคคลอื่นให้พ้นจากภัยทั้งมวลอันตนได้พ้นแล้ว
ติณโณ บุคคลใดข้ามพ้นแล้วจากมหาสมุทรแห่งทุกข์คือวัฎฎสงสาร
ตาเรยยํ พึงยังบุคคลอื่นให้ข้ามพ้นจากวัฎฎสงสารเหมือนดั่งที่ตนข้ามพ้นแล้วด้วย

ระหว่างนั้น มาตุธารกมาณวะ ยิ่งบังเกิดมีใจใคร่ปรารถนาซึ่งสัพพัญุตญาณ ขึ้นมาเต็มที่ ซึ่งกราบมารดาแห่งตน แล้วตั้งใจสมาทานอธิษฐาน ( โดยยังมิได้เปล่งวาจา )

“ ด้วยเดชะแห่งผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ให้มารดาขี่คอพาว่ายน้ำมหาสมุทรแลพ้นจากภัย ทั้งมวลนี้ จงเป็นปัจจัยอุดหนุนให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งใน อนาคตกาลเบื้องหน้าให้ข้าพเจ้าได้ช่วยเหลือเวไนยสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ทั้ง หลายเทอญ "

เมื่อบังเกิดการตั้งจิตอธิษฐานหวังจะถึง พระโพธิญาณในชาตินั้นแล้ว นับตั้งแต่เป็นต้นมา มาณวะผู้นั้นจะเกิดมาในชาติใดก็ปรากฏชื่อว่าเป็น “ พระโพธิสัตว์”ทุกชาติ

อันว่าพระโพธิสัตว์นั้น หากเกิดมาเป็นเทวดาก็ดี พระอินทร์ก็ดีพระพรหมก็ดี เป็นมนุษย์แลสัตว์เดียรัจฉาน ( ประเภท ๒ เท้า ๔ เท้า) ก็ย่อมประกอบไปด้วยญาณปัญญาอันพิเศษรู้เหตุแลผลทั้งสิ้นโดยแจ่มแจ้งยิ่งนัก ย่อมบำเพ็ญบารมีธรรม ๑๐ ประการ (อัน ประกอบด้วย ๑.ทานบารมี ๒.ศีลบารมี ๓.เนกขัมมะ บารมี ๔. ปัญญาบารมี ๕.วิริยะบารมี ๖.ขันติบารมี ๗. สัจจะบารมี ๘.อธิษฐานบารมี ๙.เมตตาบารมี ๑๐. อุเบกขาบารมี )

สะสมไว้เสมอตลอดมาทุกชาติ ใช้เวลานานได้ ๗ อสงไขย กับแสนมหากัป ได้เกิดมาพบพระพุทธเจ้าทั้งหลายถึง ๑๒๕,๐๐๐ พระองค์ ( ไม่นับรวมที่เกิดมาในยุคสูญกัป คือไม่มีพระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้อีกนับชาติมิได้) ได้นมัสการกราบไหว้บูชาตั้งปณิธานปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าโดยนึกตรึกอยู่ภายในใจ ยังมิได้เปล่งวาจาออกมาจากปาก

ครั้งเมื่อหมดสิ้น ๗ อสงไขย เศษแสนมหากัปนั้นแล้ว พระโพธิสัตว์นั้นก็ได้มาบังเกิดเป็น พระมหาจักรพรรดิองค์หนึ่ง นามว่า “ มหาสาครจักวัตติราช” ในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้า อันทรงพระนามว่า “โบราณโคตรมะพระพุทธเจ้า” มหาสาครจักวัตติราช ได้ทรงให้สร้างปราสาทด้วยไม้จันทน์แดง รวมทั้งสิ้น ๑๐๐,๐๐๐ หลัง ให้เป็นที่สถิตอยู่แห่งพระรัตนตรัย

กาลนั้น ได้เปล่งวาจาตั้งความปรารถนาจะขอเป็นพระพุทธเจ้า ให้ปรากฏแก่ฅนละเทวดาทั้งหลาย นับจากชาตินั้นเป็นต้นมา พระโพธิสัตว์เกิดมาชาติใดๆ ก็ย่อมบำเพ็ญบารมีธรรมเป็นนิจนานได้ ๙อสงไขย เศษแสนมหากัป ได้พบกราบไหว้เปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายนับได้ ๓๘๗,๐๐๐ พระองค์


เมื่อสิ้น ๙ อสงไขยเศษแสนมหากัป แห่งการประกาศเปล่งวาจาปรารถนาโพธิญาณนั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ก็ได้บังเกิดเป็นพราหมณ์ผู้หนึ่ง และได้ออกบวชเป็นฤาษี มีชื่อปรากฏว่า “ สุเมธฤาษี " เป็นพุทธกาลแห่ง “พระทีปังกรพุทธเจ้า” สุเมธฤาษี ได้อุทิศตนทอดตัวแทนสะพาน เพื่อให้พระทีปังกรพุทธเจ้า และ พระอรหันต์ทั้งหลาย ๑๐๐,๐๐๐ องค์ เสด็จดำเนินข้ามไป พระทีปังกรพุทธเจ้า ได้เล็งเห็นความตั้งใจในโพธิญาณในอดีต ๑๖กัปของสุเมธดาบสผู้นี้แล้ว จึงได้มีพระพุทธพยากรณ์ว่า

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านสุเมธฤาษีองค์นี้ จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในภัทรกัปภายหน้า นับแต่นี้ไปเป็นเวลา ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป จักปรากฏพระนามว่า “โคตมสัมมาสัมพุทธะ” นครที่จะไปบังเกิดนั้นชื่อว่า “เมืองกบิลพัสดุ์” พระบิดาพระนามว่า “ สุโธทนะ” พระมารดาพระนามว่า “ศรีมหามายา” พระเทวีพระนามว่า “ ยโสธราพิมพา” พระโอรสนามว่า “ราหุล” จะอยู่ในราชสมบัตินาน ๒๙ ปี แล้วจักออกผนวชด้วยยานคือม้า ชื่อ “ กัณฐกะ” จักบำเพ็ญเพียรได้ ๖ ปี แล้วจึงจะทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า เหนือรัตนบัลลังก์อาสน์ อันสูงได้ ๑๘ ศอก ภายใต้ต้นปาแป้งอันเป็นไม้มหาโพธิ์ (ประจำพระองค์) แล้วจักสั่งสอนกุลบุตรทั้งหลายให้ได้บรรลุอรหัตถผล สั่งสอนโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายเหมือนดังตถาคตนี้แล

อัครสาวกฝ่ายขวามีนามว่า “สารีบุตร “ อัครสาวกฝ่ายซ้ายมีนามว่า “มหาโมคลลานะ” พุทธอุปัฏฐากนามว่า “มหาอานันทะ” พระพุทธเจ้าโคตรมะพระองค์นี้จักมีอายุยืน ๘๐ ปีแล้วปรินิพพานไป จักตั้งพระพุทธศาสนาไว้เพื่อสั่งสอนโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้น ๕,๐๐๐ วัสสากาลเมื่อพระทีปังกรพุทธเจ้า ตรัสพยากรณ์ สุเมธดาบส ดังนี้

พระสุรเสียงแห่งพระพุทธเจ้าทีปังกร ก็ดังกึกก้องขึ้นไปถึง ๖ ชั้นฟ้า ๑๖ ชั้นพรหม แพร่กระจายไปหมื่นโลกธาตุแสนโกฏิจักรวาล เสียง สาธุการก็กัมปนาทกึกก้องโกลาหลสนั่นหวั่นไหว ดังไปตั้งแต่มนุษย์โลกจบทั่วไตรโลกธาตุ ชั้นฟ้าชั้นพรหมแสนโกฏิจักรวาลทั้งมวลต่างล้วนอนุโมทนาสาธุต่อ พระพุทธพยากรณ์นี้ ห่าพระพิรุณดวงดอกไม้ก็ตกลงมาจากอากาศ วิชชุดา สายฟ้าก็แปลบปลาบแลบไปในกาลอันไม่ควรแลบ ดูสว่างเรื่อเรืองไปทั่วจักรวาลทั้งสิ้น ฟ้าก็คำรณคำรามกัมปนาทหวั่นไหว มหาชลธาราก็หลั่งไหลลงจากฟากฟ้านภากาศ อัศจรรย์ทั้งหลายก็ปรากฏมีประการต่างๆ ในวาระกาลครั้งนี้แล

ส่วนพระสุเมธดาบส ครั้งได้สดับตรับฟังพระพุทธพจน์บทพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทีปังกรแล้ว ก็ใช้ญาณของตนพิจารณาดูว่า กิจที่จะต้องกระทำเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้านั้นจะต้องประกอบไปด้วยบารมีทั้ง ๑๐ ประการ ตั้งแต่ขั้นต้น ( บารมี ๑๐) ขั้นกลาง ( อุปบารมี ๑๐ ) ชั้นสูงสุด ( ปรมัตถบารมี ๑๐ ) นั้นต้องบำเพ็ญให้ครบถ้วนจึงจะสามารถบรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตตาม ที่ได้รับพระพุทธพยากรณ์ได้ แล้วจึงดำรงตนด้วยความไม่ประมาท ตราบสิ้นอายุ ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก

นับตั้งแต่ชาตินั้นมา แม้นพระโพธิสัตว์จะเสวยพระชาติใดๆ ก็ตาม ย่อมบำเพ็ญเพียรสะสมทศบารมีธรรมสม่ำเสมอทุกชาติไม่ได้ขาด นับได้ ๔ อสงไขยได้พบพระพุทธเจ้า ๑๒ พระองค์ ส่วนเศษแสนมหากัปนั้น ได้พบพระพุทธเจ้าอีก ๑๕ พระองค์ พระองค์ได้บริจาคทาน กราบไหว้บูชาพระรัตนตรัย แล้วตั้งปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าด้วยกายด้วยวาจา ด้วยใจ พร้อมทั้ง ๓ ประการ เฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าทั้ง ๒๗ พระองค์นั้น แลได้รับพระพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นเหมือนดั่งเช่นที่พระพุทธเจ้าทีปังกรได้ตรัสพยากรณ์ไว้ทุกประการ ( รวมได้พระพุทธพยากรณ์จะพระโอษฐ์รวมทั้งสิ้น ๒๘ พระพุทธเจ้า)

หากจะนับตั้งแต่ที่พระโพธิสัตว์ได้ตั้งปฎิธาณความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในใจเป็นครั้งแรกในสมัยเป็นมาตุธารกมาณวะ จนตราบเท่าถึงที่สิ้นสุดแห่งมหากัป อันนานนับได้ ๒๐อสงไขยกับแสนมหากัปได้บังเกิดพบพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จำนวน ๕๑๒,๗๒๗ พระองค์ จนกระทั่งได้มาเสวยชาติสุดท้ายเป็น พระเวสสันดร ในกาลเวลาอันเนิ่นนานเกินนับนี้

พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมีสัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี ทั้งอย่างต้น อย่างกลาง อย่างอุกฤษฏ์ สม่ำเสมอมามิได้ขาด อาจจะนับจากทานบารมีที่ได้บำเพ็ญบริจาคทาน ๕ ประการ อันได้แก่ ข้าวของเงินทองแก้วแหวนทรัพย์สิน ช้างม้าวัวควาย รถเกรียน ทาสหญิงทาสชาย ให้เป็นทานโดยไม่ได้อาลัยยินดีในสมบัตินอกกายเหล่านั้น เป็นเวลานานกว่า ๒๐ อสงไขยเศษแสนมหากัป จะนับรวมกันแล้ว มากกว่าสมบัติในมนุษย์โลกปัจจุบันรวมกันเสียอีก

อนึ่ง องค์บริจาค คือ พระองค์สละร่างกายอวัยวะต่างๆ ปาดเนื้อเถือหนัง ตัดหัว ตัวตัว ตัดแขน ตัดขาตัดอวัยวะส่วนต่างให้เป็นทาน แม้จะทรงเจ็ดปวดได้รับทุกขเวทนาสักปานใดก็ตาม ก็ทรงอดกลั้น เพื่อมุ่งประสงค์ตรงไปสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าประการเดียว นานได้ ๒๐ อสงไขยับแสนมหากัป หากจะนำมานับรวมกันแล้ว มากกว่าจำนวนมนุษย์ทั้งโลกปัจจุบันรวมกันเสียอีก

โลหิตบริจาคที่เป็นทานนั้น หากนับมารวมกัน ย่อมมีมากกว่าน้ำในเบญจมหานที

ดวงตาที่บริจาค อาจรวมกันนับได้มากกว่า ดวงดาวบนท้องฟ้ารวมกันเสียอีก

ชีวิตบริจาค การบริจาคชีวิต เพื่อตายแทนบิดามารดา ผู้มีพระคุณ ญาติมิตร และตอบแทนคุณแผ่นดินเกิด นับได้มากว่าชีวิตในชมพูทวีปทั้งสิ้น ( โลก) รวมกันเสียอีก

บุตรบริจาค การบริจาคบุคคล ที่รักที่สุดคือ บุตรธิดา ให้เป็นทานนั้น แม้นจะรักลูกปานใดก็ตาม นับได้มากกว่าลูกหญิงลูกชายแห่งชาว ๑๖ เมืองใหญ่รวมกันเสียอีก

ภริยาบริจาค การเสียสละภรรยาบุคคลที่ตนรักที่สุดดังแก้วตาดวงใจให้เป็นทานไป แม้นความเสน่หาเป็นดั่งหัวใจจะแหลกสลายลง เพื่อดำรงบารมีให้ตรงไปถึงที่สุดแห่งพระโพธิญาณก็พยายามบรรเทาอดกลั้นไว้ จึงบริจาคออกไปนั้นนับรวมกันมากกว่า หญิงชาย ทั้งหลายใน๑๖ เมืองใหญ่รวมกันเสียอีก

อีกทั้งพระโพธิสัตว์จริยา ๓ ประการ คือการบำเพ็ญ

พุทธัตถจริยา ๑. (การประพฤติอันเป็นประโยชน์แก่การเป็นพระพุทธเจ้าประการหนึ่ง)
ญาตัตถจริยา ๑. (การประพฤติอันเป็นประโยชน์แก่ญาติบริวารแห่งพระองค์เป็นนิรันดร์ประการหนึ่ง )
โลตถจริยา ๑. ( การประพฤติเพื่อเป็นประโยชน์แก่โลกอีกประการหนึ่ง)


ที่ทรงบำเพ็ญต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งเป็นมาตุธารกมาณวะมานั้น เกินสุดจะคณานับนั้น เพียงเพื่อการตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระบรมครูแห่งมนุษย์และเทวดา สถานเดียวเท่านั้น..


องค์ใดพระสัมพุทธ

สุวิสุทธะสันดาน

ตัดมูลกิเลสมาร บ่มิหม่นมิหมองมัว

หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว

ราคีบ่พันพัว สุวคนธะกำจร

องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร

โปรดหมู่ประชากร มละโอฆะกันดาร

ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมสานต์

ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย

พร้อมเบญจพิธจัก- ษุจรัสวิมลใส

เห็นเหตุที่ใกล้ไกลก็เจนจบประจักษ์จริง

กำจัดน้ำใจหยาบ สันดานบาปแห่งชายหญิง

สัตว์โลกได้พึ่งพิง มละบาปบำเพ็ญบุญ

ลูกขอประณตน้อม ศิรเกล้าบังคมคุณ

สัมพุทธการุญ- ยภาพนั้นนิรันดร ฯ


......รวบรวมและเรียบเรียง เนื้อความส่วนใหญ่จาก “ หนังสือพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก " โครงการหนังสือธรรมะ ธรรมทาน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อถวายเป็นพระพุทธบูชาในวาระวันวิสาขะบูชา ( วันแห่งความระลึกพระคุณแห่งพระพุทธเจ้า )

บทความ โดย ธีระธรรม วรวงศ์จิตติ



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1765
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved