ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 26/7/18 at 15:12 Reply With Quote

(ตอนที่ 34 แปร) เล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองพม่า 14 มกราคม -11 กุมภาพันธ์ 2561


@ ย้อนดูตอนที่ 1 - 29
http://www.tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=1050

สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

[30]
ตอนที่ ๓๐ พระเจดีย์ชเวดอว์เมียต
[31] ตอนที่ ๓๑ พระเจดีย์ชเวดากอง
[32] ตอนที่ ๓๒ พระเจดีย์สุเล
[33] ตอนที่ ๓๓ พระเจดีย์โบตาทอง

[34] ตอนที่ ๓๔ พระเจดีย์ชเวนัตต่อง


[ ตอนที่ 30 ]
(Update 30 กรกฎาคม 2561)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่ห้า) 18 มกราคม 2561 (หงสาวดี - ย่างกุ้ง)

(แห่งที่ 4) พระเจดีย์ชเวตอว์เมียต (Swe Taw Myat Pagoda) ย่างกุ้ง (Yangon)

...สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในย่างกุ้งลำดับต่อไปที่พวกเราได้เดินทางไปกราบสักการะในวันนี้ คือ "พระเจดีย์ชเวตอว์เมียต" ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน "พระเขี้ยวแก้ว" หรือ "พระทันตธาตุ" ของพระพุทธเจ้า

ลักษณะด้านนอกเป็นพระเจดีย์แปดเหลี่ยมสีขาวประดับตกแต่งด้วยทอง โดยยอดเจดีย์สร้างด้วยทองคำแท้ ดูแล้วมีลักษณะคล้ายกับ "พระเจดีย์อนันดา" ของพุกาม

ก่อนจะเข้าไปชมด้านใน สำหรับชาวต่างชาติอย่างพวกเรา จะต้องเสียเงินค่าเข้าชมคนละ 2,000 จ๊าด ดูภายนอกว่างดงามแล้ว ภายในพระเจดีย์ก็มีความงดงามตระการตาไม่แพ้กัน

เพดานปิดทองเหลืองอร่ามเรืองรอง ลวดลายละเอียดประณีตงดงาม ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐาน "พระเขี้ยวแก้วจำลอง" ที่อัญเชิญมาจากประเทศจีน (พระอาจารย์ย้ำว่า ไม่ได้มาจาก "ศรีลังกา" นะคะ)


เดิมทีพระเจดีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน "พระเขี้ยวแก้ว" ของพระพุทธเจ้า ที่อัญเชิญมาจากกรุงปักกิ่งในปีพ.ศ.2537 เป็นเวลา 45 วัน ซึ่งเป็นองค์เดียวกันกับที่อัญเชิญมาที่พุทธมณฑล เมื่อปีพ.ศ.2545

ในครั้งนั้นได้มีการอัญเชิญ "พระเขี้ยวแก้วจำลอง" ทำจากงาช้างมาด้วย 2 องค์ หลังจากอัญเชิญองค์จริงกลับไปแล้ว

พระเขี้ยวแก้วจำลอง หนึ่งในสององค์ยังคงประดิษฐานอยู่ที่ประเทศเมียนมาร์ เพื่อให้ชาวพม่ากราบไหว้บูชาแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เดิมประดิษฐานอยู่ที่พระเจดีย์ชเวดากอง

เมื่อปี 2539 พระอาจารย์ได้นำคณะฯ ไปกราบไหว้พระเจดีย์ชเวดากอง จึงได้พบ "พระเขี้ยวแก้ว" อยู่ที่นั่น จึงได้กราบไหว้และบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน


...ต่อมาท่านได้เดินทางมาพร้อมกับหลวงพ่อเจ้าคุณ "พระราชภาวนาโกศล" ซึ่งท่านเดินทางมาพม่าเป็นครั้งแรก เมื่อลงจากเครื่องบินก็เดินทางมาไหว้ที่นี่เป็นจุดแรก

พอเดินเข้าไปไหว้ข้างใน ท่านถึงกับปลื้มปีติจนน้ำตาไหล เพราะท่านนึกไม่ถึงว่าพม่าจะสร้างพระเจดีย์ได้สวยงามขนาดนี้

ส่วนเงินที่สร้างพระเจดีย์ชเวตอว์เมียต ก็มาจากเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนชาวพม่า และชาวพุทธทั่วโลก คนไทยนิยมเรียกว่า "วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี"

พระอาจารย์ชัยวัฒน์ได้นำคณะกล่าวคำถวายเครื่องบูชา โดยมีชาวพม่ามองดูด้วยความสนใจอยู่ห่างๆ และได้นำผ้าทองปักชื่อคณะตามรอยพระพุทธบาทถวายไว้เป็นพุทธบูชาด้วย

เป็นจังหวะที่พระเจดีย์กำลังจะบูรณะซ่อมแซมอยู่พอดี พระอาจารย์ชัยวัฒน์จึงร่วมทำบุญบูรณะ 50,000 จ๊าด และค่าไฟฟ้า 20,000 จ๊าด

จากนั้นก็รีบขึ้นรถไปต่อ เพราะยังเหลืออีกหลายที่ๆ เราต้องไปในวันนี้ ในตอนหน้าจะพาท่านผู้อ่านไปกราบไหว้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับ 1 ของพม่า ที่ต้องไปอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วเจอกันตอนต่อไปค่ะ...สวัสดีค่ะ

**ภาพสุดท้ายเป็นรูปที่ถ่ายหลังจากพระอาจารย์ไปแล้ว ไม่กี่วันก็มีการตั้งนั่งร้านเพื่อซ่อมพระเจดีย์ต่อไป พวกเราจึงโชคดีสองชั้นอีกตามเคย..โมทนาด้วยกันนะค่ะ


"คณะทีมงานฯ"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1853
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 30/7/18 at 04:40 Reply With Quote


[ ตอนที่ 31 ]
(Update 5 สิงหาคม 2561)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561


(วันที่ห้า) 18 มกราคม 2561 (หงสาวดี - ย่างกุ้ง)

(แห่งที่ 5) พระเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) ย่างกุ้ง (Yangon)

...หลังจากกราบสักการะ "พระเขี้ยวแก้ว" ที่พระเจดีย์ชเวตอว์เมียตกันเรียบร้อยแล้ว พี่คนขับรถตู้ได้พาเราไปยัง "พระเจดีย์ชเวดากอง" ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 8 กิโลเมตร

พระอาจารย์ชัยวัฒน์เคยมาที่นี่ ในการเยือนพม่าครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2539 พี่ๆ บางท่านก็เคยมาแล้ว ส่วนใหญ่เพิ่งจะเคยมาเป็นครั้งแรก (รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย) พอมาเห็นของจริง ก็อดจะตื่นเต้นไม่ได้

ทางขึ้นพระเจดีย์มีทั้งหมด 3 แบบให้เลือกตามอัธยาศัย จะไปทางลิฟต์แก้ว, บันไดเลื่อน หรือจะขึ้นบันได ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด นับว่าก้าวล้ำนำสมัยกว่าบ้านเรามาก

ก่อนจะเข้าไปด้านใน ก็ต้องเสียค่าเข้าชมเสียก่อนคนละ 5 ยูเอสดอลลาร์ แล้วติดสติ๊กเกอร์สีประจำวันไว้ที่หน้าอก เพื่อให้รู้ว่าชำระค่าเข้าชมแล้ว

พระอาจารย์เลือกที่จะใช้ลิฟต์ เพื่อประหยัดเวลา เพราะยังเหลือที่อื่นๆ ที่ต้องไปอีกหลายแห่ง ช่วงที่เรามาตรงกับวันธรรมดา ไม่ใช่เสาร์อาทิตย์

เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น โชคดีที่โชเฟอร์ของเรา "คุณมินต์ซู" เป็นชาวย่างกุ้งพอดี จึงรู้ทางหลบหลีกได้เป็นอย่างดี

แต่วันนี้ผู้คนยังคงหลั่งไหลมากราบไหว้ไม่ขาดสายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือนักท่องเที่ยว และเป็นเช่นนี้ทุกวัน

เมื่อถึงลานพระเจดีย์ พระเจดีย์สีทองอร่ามเรืองรองปรากฏอยู่เบื้องหน้า พวกเราได้ตรงเข้าไปทำบุญที่ซุ้มบริจาคบริเวณลานพระเจดีย์

พอเจ้าหน้าที่เห็นพวกเราควักสตางค์ ทั้งเงินจ๊าด เงินดอลลาร์ และเงินไทยออกมากองเต็มโต๊ะ เลยแนะนำให้เข้าไปบริจาคที่ห้องอำนวยการที่อยู่ข้างๆ


(ห้องวีไอพีนี้ พระอาจารย์เคยบริจาคค่าแผ่นทองคำแท้ 550 ดอลลาห์ เมื่อปี 2553)


(ภาพนี้ปี 2561 นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ทำบุญบูรณะใหญ่อีกครั้งหนึ่ง)

...พวกเราตั้งใจจะทำบุญที่นี่เยอะเป็นพิเศษ เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับ 1 ของพม่า ช่วงที่เราไป กำลังมีการบูรณะพระเจดีย์บริวารอยู่พอดี เลยเป็นโชค 2 ชั้นของคณะตามรอยพระพุทธบาทอีกแล้ว

ระหว่างรอบริจาคเงินอยู่ในห้องรับรองติดแอร์เย็นเจี๊ยบ เจ้าหน้าที่จัดเตรียมชากาแฟมาตอนรับ ยังมีคนรอบริจาคเงินก่อนหน้าเราประมาณ 2-3 คิว

คนที่มารอคิวที่ห้องนี้ ส่วนใหญ่จะบริจาคกันครั้งละมากๆ เจ้าหน้าที่ถึงให้รอในห้องรับรองพิเศษ

ระหว่างรอ เราก็นับเงินกันไปพลางๆ นับไปนับมาก็ไม่หมดสักที เดี๋ยวคนนั้นคนนี้เติมต่อยอดไปเรื่อยๆ เรียกว่า ทำเท่าไรก็ไม่อิ่ม

พระอาจารย์จึงเป็นผู้ปิดยอด รวมเป็นเงินบริจาคเพื่อบูรณะทุกอย่าง 400,000 จ๊าด กับอีก 500 ยูเอสดอลลาร์ และทำบุญค่าไฟฟ้าแสงสว่างอีก 100,000 จ๊าด

ถ้าคิดเป็นเงินจ๊าด รวมทั้งสิ้น 1,165,000 จ๊าด นับเป็นอันดับ 4 ของยอดเงินทำบุญอันดับที่สูงที่สุด โดยมีประธานสำนักงานที่รับผิดชอบดูแลพระเจดีย์ ได้ออกมารับมอบเงินด้วยตนเอง และมอบใบอนุโมทนาบัตรเป็นที่ระลึก

สำหรับพวกเราอะไรก็ไม่สำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับบุญที่ได้ทำในครั้งนี้ เป็นบุญใหญ่ที่จะตราตรึงใจต่อไปอีกนานแสนนาน สถานที่นี้จึงถูกจัดเป็นอันดับที่ 19 คือได้รับเกียรติอย่างสูงสุด


ประวัติพระเจดีย์ชเวดากอง


..ตามตำนาน พระเจดีย์แห่งนี้เป็นที่บรรจุบริขารของพระพุทธเจ้าในกัปนี้มาแล้ว 4 พระองค์ ดังนี้

- 1. ไม้เท้า ของสมเด็จพระกุกกุสันโธ
- 2. เครื่องกรองน้ำ ของสมเด็จพระโกนาคม
- 3. ผ้าจีวร ของสมเด็จพระพุทธกัสสป (ตำนานมอญ บอกว่า ผ้าอาบน้ำ)
- 4. พระเกศา 8 เส้น ของสมเด็จพระสมณโคดม

และในอนาคต เมื่อ "พระศรีอาริยเมตไตรย" เสด็จปรินิพพานไปแล้ว จะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอ (คอ) และพระนลาฏ (หน้าผาก) มาบรรจุไว้ ณ ที่แห่งนี้ด้วย

ตามที่ทราบประวัติกันดีอยู่แล้วว่า พ่อค้าสองพี่น้องชาวมอญ ชื่อว่า "ตะปุสสะ" และ "ภัลลิกะ" เป็นผู้อัญเชิญพระเกศามาบรรจุไว้ที่พระเจดีย์ชเวดากอง

ตามตำนานมอญของแท้ดั้งเดิม เรียกว่า "พระเจดีย์เลียะเกิง" มีพี่น้องสองคนชื่อ 'ตะเปา" และ"ตะปอ" เดินทางมาจากอาณาจักรรามัญ "เมืองอสิตัญจนะ" (เมืองโอกลาปา) มีชื่อว่า "โบกขรวดี" ในหมู่บ้านเวียโกลง ทางทิศตะวันออกของเจดีย์เลียะเกิง

พ่อค้าสองพี่น้องได้ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้า หลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว 49 วัน ครั้นพระองค์ได้เสวยแล้ว ตรัสพระธรรมเทศนา จนพ่อค้าสองคนตั้งอยู่ในสรณคมน์ 2 คือ พระพุทธและพระธรรม นับเป็นอุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา

แล้วพระองค์จึงประทานพระเกศาธาตุ 8 เส้น พร้อมตรัสสั่งให้พ่อค้าทั้งสองกับพระเจ้าโอกลาปานำไปบรรจุไว้บน "ภูเขาสิงฆุตตระ" ซึ่งเป็นสถานที่เคยบรรจุบริขารของพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ล่วงมาแล้ว

ขณะที่ประคองรับเอาพระเกศาทูนขึ้นไว้บนศีรษะนั้น พระรัศมีพุ่งออกมาแวววับ มีแสงสว่างรุ่งโรจน์ทั้งป่า แม้แต่แผ่นดินก็หวั่นไหว คลื่นลมในมหาสมุทรก็พัดแรง อันเป็นการบูชาด้วยความเคารพของบรรดาเทพพรหมทั้งหลาย ที่ได้แซ่ซ้องสาธุการถึง 3 ครั้ง

เมื่ออัญเชิญมาถึงภูเขาสิงฆุตตระ ก่อนจะบรรจุพระเกศาธาตุนั้น มีพิธีการสรงน้ำก่อน มนุษย์และเทวดามีความยินดีแซ่ซ้องสาธุการ

พระเกศาธาตุได้แสดงปาฏิหาริย์ ลอยสูงไปในอากาศ แผ่พระรัศมีกระจายออกไปทั่วจักรวาล คนตาบอดก็มองเห็น คนหูหนวกก็ได้ยิน คนพิการก็หายเป็นปกติ แผ่นดินสะเทือนหวั่นไหว ฟ้าแลบแปลบปลาบ สายฝนโปรยปรายลงมาในขณะนั้น

พระเจ้าโอกลาปาและพระมเหสีมีพระทัยโสมนัสยินดี จึงได้ถอดมงกุฏและเครื่องประดับออกบูชา พร้อมด้วยมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ต่างก็บูชาด้วยสิ่งของมีค่าหาประมาณมิได้

หลังจากสรงน้ำแล้ว จึงบรรจุไว้ในอุโมงค์ แล้วสร้างพระเจดีย์ครอบไว้สูง 28 ศอก (บางแห่งว่า สูง 44 ศอก) ในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งปัจจุบันชาวมอญและพม่าได้ถือเป็นวันทำบุญประจำปี และเป็นเทศกาลเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

ประวัติบางแห่งเล่าว่า ได้สร้างพระเจดีย์บนเนิน "ดากอง" หรือ "ตะโก้ง" คำว่า "ชเว" แปลว่า "ทอง" ชาวพม่าจึงเรียกว่า "ชเวดากอง"

ตามประวัติบอกด้วยว่า ปิดด้วยแผ่นทองคำแท้แบบทองจังโก 8,688 แผ่น น้ำหนักรวม 2 ตัน ประดับเพชร 5,548 เม็ด พลอย นิล บุศราคัมอีก 2,317 เม็ด และมรกต ทั้งหมดประดับอยู่บนสุดเหนือฉัตรขนาดใหญ่ 10 เมตร ซึ่งประดับเพชรไว้ถึง 40,000 กว่าเม็ด รวม 70 กะรัต

พระเจดีย์แห่งนี้ได้รับการทะนุบำนุงมาโดยตลอด จนมาถึง พระยาอู่, พระเจ้าราชาธิราช, กษัตริย์เจาปู, พระนางเชงสอบู จนมาถึงสมัย พระเจ้าธรรมเจดีย์ ได้มีการต่อเติมจนมีความสูงทั้งหมด 326 ฟุต


ต่อมาในสมัยพระเจ้ามินดง ได้พระราชทานฉัตรใหม่ เมื่อปีพ.ศ.2415 แล้วทำพิธียกฉัตร 7 ชั้น สร้างด้วยทองคำหนัก 20,229 บาทเศษ อีกทั้งยังประดับด้วยมณีเพชรพลอย ที่พระองค์ได้บริจาคร่วมกับประชาชนชาวพม่า 36,411 เม็ด

ก่อนจะเสียเอกราชให้อังกฤษ ยังสามารถมองเห็นภายในพระเจดีย์ว่า บรรจุเครื่องบริขารของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ได้ โดยเฉพาะพระเกศาธาตุจะบรรจุไว้ในผอบทอง ประดิษฐานบนเรือสำเภาทอง สามารถลอยขึ้นลงตามน้ำได้ด้วย

จนมาถึงรัชสมัยของพระเจ้าสีป่อ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า เห็นว่าไม่สามารถรักษาประเทศไว้ได้ จึงทรงมีรับสั่งให้ก่อปิดองค์พระเจดีย์ไม่ให้เห็นสิ่งของด้านใน

ทหารอังกฤษได้แอบขุดพระเจดีย์เพื่อหาทรัพย์สินสิ่งของมีค่า ชาวพม่าจึงรวมตัวกันเรียกร้อง พระราชินีอังกฤษจึงทรงมีรับสั่งให้คืนพระเจดีย์ชเวดากองคืนให้แก่ชาวพม่า หลังจากนั้นก็ได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่ และมีความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


...หลังจากถวายเครื่องบูชาแล้ว พระอาจารย์ชัยวัฒน์ได้พาพวกเราเดินชมบริเวณรอบๆ เช่น พระเจดีย์ชเวดากองจำลอง สร้างด้วยทองคำหนัก 52 กิโลกรัม แล้วเข้าไปนมัสการ "พระเขี้ยวแก้ว" จำลอง ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ภายในเต็มไปด้วยของเก่าแก่มีค่า ดูละลานตาไปหมด

มาดูบริเวณด้านนอกกันบ้าง มีสิ่งที่สะดุดตาก็คือ "พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์" เป็นพระเจดีย์สีเขียวอ่อน มีลักษณะแตกต่างจากเจดีย์อื่นๆ จำลองมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย

นอกจากนี้ยังมีต้นศรีมหาโพธิ์ 2 ต้น แยกหน่อมาจากต้นศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย และปลูกโดย อูนุ นายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า

เก็บภาพความประทับใจมุมต่างๆ ได้ครบถ้วนแล้ว ก็ออกเดินทางไปต่อ พอดีมองจากมุมสูง เห็นพระเจดีย์องค์หนึ่งกำลังเข้าเฝือกอยู่ พระอาจารย์จึงให้แวะทำบุญ จะเป็นที่ไหนนั้น โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ…สวัสดีค่ะ


"คณะทีมงานฯ"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1853
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 4/8/18 at 15:14 Reply With Quote


[ ตอนที่ 32 ]
(Update 10 สิงหาคม 2561)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561


(วันที่ห้า) 18 มกราคม 2561 (หงสาวดี - ย่างกุ้ง)


(แห่งที่ 6) พระเจดีย์สุเล (Sule Pagoda) เมืองย่างกุ้ง (Yangon)

...ก่อนที่จะไปพระเจดีย์สุเล พี่คนขับรถตู้ได้พาพวกเราออกเดินทางจากพระเจดีย์ชเวดากองไปทางทิศใต้อีกเล็กน้อย เพื่อตามหาพระเจดีย์ที่กำลังเข้าเฝือก ที่เรามองเห็นจากด้านบนของพระเจดีย์ชเวดากอง

ทราบชื่อภายหลังว่า "พระเจดีย์มหาวิชะยะ" (วิช้ย) เนื่องจากเวลามีจำกัด จึงส่งตัวแทนวิ่งเข้าไปทำบุญบูรณะแบบด่วนจี๋ 100,000 จ๊าด


สถาปัตยกรรมภายในโถงพระเจดีย์สวยงามอลังการมาก เพดานเป็นภาพท้องฟ้า ผนังรอบๆ เป็นภาพพุทธประวัติ ตรงกลางประดิษฐานพระพุทธรูปพระพุทธเจ้า 8 พระองค์

ทำบุญเสร็จปุ๊บ..รีบกระโดดขึ้นรถไปกันต่อที่ "พระเจดีย์สุเล" (Sule Pagoda) เป็นพระเจดีย์รูปทรงแปดเหลี่ยมสีทองอร่าม มองเห็นเด่นมาแต่ไกล

ตำแหน่งของพระเจดีย์แห่งนี้ค่อนข้างจะแปลกอยู่สักหน่อย เพราะตั้งอยู่กลางวงเวียน รถราวิ่งกันขวักไขว่ เวลาข้ามถนน จึงต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

ก่อนจะเข้าไปด้านใน ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 4,000 จ๊าด สำหรับผู้ที่ต้องการมาแสวงบุญที่พม่า ควรจะเตรียมงบสำหรับค่าเข้าชมเผื่อไว้ด้วย เพราะดูจะเป็นธรรมเนียมของสถานที่หลายแห่ง โดยเฉพาะในตัวเมืองย่างกุ้งไปเสียแล้ว

มีผู้กล่าวไว้ว่า "หากพระเจดีย์ชเวดากอง คือจิตวิญญาณของคนพม่า พระเจดีย์สุเล ก็คือหัวใจของคนย่างกุ้ง"


ประวัติพระเจดีย์สุเล

...ตามตำนานมอญ พระเจดีย์แห่งนี้เคยเป็นปะรำพิธีที่ประดิษฐาน "พระเกศาธาตุ" ที่พ่อค้าสองพี่น้องชาวมอญอัญเชิญมา เพื่อบรรจุในพระเจดีย์ชเวดากอง

ด้วยเหตุที่เคยเป็นที่ตั้งของพระเกศาธาตุ จึงมีชื่อว่า "กยาดบู" มีอำมาตย์ผู้หนึ่ง ชื่อว่า "อสุกะ" ได้บรรจุพระเกศาธาตุไว้ 2 องค์ จึงเรียกว่า "เจดีย์อสุกะ"

ภายหลังอำมาตย์มอญชื่อ "สุระ" ได้มาบูรณะ จึงเรียกชื่อใหม่ว่า "เจดีย์สุระ" ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น "พระเจดีย์สุเล"

บางตำนานบอกว่า สร้างเพื่ออุทิศให้แก่ "สุเลนัต" เทพของพม่า ซึ่งชาวพม่าเคารพนับถือ ในฐานะที่ข่วยปกป้องคุ้มครองแผ่นดิน ปัจจุบันบรรจุพระเกศาธาตุหนึ่งเส้น

เอาเป็นว่าจะบรรจุไว้กี่เส้นก็ตาม ถือว่าเป็น "พระเกศาธาตุ" แน่นอน ช่วงที่พวกเราไปถึง กำลังมีการเตรียมฉัตรใหม่ เพื่อรอเปลี่ยนในอีก 2 ปีข้างหน้า พระอาจารย์ชัยวัฒน์จึงร่วมทำบุญบูรณะและยกฉัตรใหม่ล่วงหน้า 50,000 จ๊าด และเงินไทยอีก 6,000 บาท

ทำบุญกันมาทั้งวันแล้ว รู้สึกว่า เวลาผ่านไปไวจริงๆ เรายังเหลือสถานที่สำคัญในย่างกุ้งอีกหนึ่งแห่ง ก่อนจะจบรายการของวันนี้

ก็ยังเป็นสถานที่ที่เกี่ยวเนื่องกับพระเจดีย์ชเวดากองอยู่ ติดตามได้ตอนต่อไปนะคะ สำหรับตอนนี้ขอลาไปก่อนค่ะ สวัสดีค่ะ


"คณะทีมงานฯ"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1853
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 5/8/18 at 06:34 Reply With Quote


[ ตอนที่ 33 ]
(Update 15 สิงหาคม 2561)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561


(วันที่ห้า) 18 มกราคม 2561 (หงสาวดี - ย่างกุ้ง)


(วันนี้ 7 แห่ง คือ 1.พระเจดีย์เมระมุ, 2.ไจ้คาซาน, 3.พระพุทธไสยาสน์เฉ้าทัตยี (พระนอนตาหวาน), 4.พระเจดีย์ชเวดอว์เมียต (พระเขี้ยวแก้วจากจีน), 5.ชเวดากอง, 6.สุเล, 7.โบตาทอง)


(แห่งที่ 7) พระเจดีย์โบตาทอง (Botataung Pagoda) ย่างกุ้ง (Yangon)


...ทำบุญกันมาทั้งวันแล้ว ปิดท้ายรายการกราบไหว้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในย่างกุ้งกันที่ “พระเจดีย์โบตาทอง" หรือ "โบดาต่อง" ตามสำเนียงพม่า ก่อนเข้าไปข้างใน ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 6,000 จ๊าดกันเสียก่อนนะคะ

พระเจดีย์แห่งนี้เป็นแห่งเดียวที่สามารถเข้าไปกราบสักการะพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าได้ใกล้ชิดที่สุด ใจกลางพระเจดีย์ สามารถมองเห็นพระเกศาธาตุ บรรจุอยู่ในครอบแก้วใส มีแค่กระจกกั้นเท่านั้น

"โบตาทอง" แปลว่า นายพลหนึ่งพันนาย มีตำนานเกี่ยวเนื่องกับพระเจดีย์ชเวดากองดังนี้ค่ะ


ประวัติพระเจดีย์โบตาทอง


ในรัชสมัยของพระเจ้าโอกลาปาแห่งราชอาณาจักรมอญ พระองค์ได้เสด็จพร้อมเหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย (บางแห่งว่า มีนายพล 1,000 นาย)

เพื่อไปอัญเชิญ "พระเกศาธาตุ" ที่พ่อค้าสองพี่น้องชาวมอญ คือ "ตะปุสสะ" และ "ภัลลิกะ" อัญเชิญมาทางเรือ เพื่อนำไปบรรจุในพระมหาเจดีย์ชเวดากอง

สองพี่น้องได้อัญเชิญมาขึ้นฝั่งที่ "เมืองดากอง" หรือ "เมืองเลียะเกิง" พระไตรปิฎกเรียก "อุกกลชนบท" (อุกกะละชนบท) ปัจจุบันคือ "ย่างกุ้ง" หรือ "ตะโก้ง" นั่นเอง

ตำนานพระเจ้าเลียบโลก เรียกว่า "อุปลนคร" ส่วนพระเจ้าโอกลาปาอยู่ใน "เมืองธัญญวดีนคร" เป็นใหญ่กว่าเมืองทั้งหลาย

ในเวลานั้น มีชายแก่ชื่อ "เลียะถี" เป็นคนยากจน แต่มีศรัทธาแรงกล้า พยายามเบียดเสียดฝูงชนที่มาห้อมล้อมที่ท่าเรือ หวังจะเข้ามาบูชาพระเกศาธาตุ

พระเจ้าโอกลาปาทรงมีพระทัยเมตตา เห็นใจว่า "นายเลียะถี" มีความเลื่อมใสอย่างแท้จริง ไม่เสียดายชีวิตที่จะถูกลงอาชญา จึงตรัสอนุญาตให้เข้ามากระทำการบูชาได้

นายเลียะถีจึงเปลื้องผ้าห่มของตนเองออกมาบูชาพระเกศาธาตุ ทันใดนั้นเอง ด้วยอำนาจแห่งการบูชา พระเกศาธาตุได้แสดงปาฏิหาริย์รัศมี 6 ประการ

สถานที่แห่งนี้ภายหลัง พระเจ้าโอกลาปาได้ให้สร้างพระเจดีย์องค์นี้ไว้เป็นอนุสรณ์ บรรจุพระเกศาธาตุไว้ 2 เส้น (บางแห่งว่า 1 เส้น) และขนานนามพระเจดีย์องค์นี้ว่า "เจดีย์เลียะถีอัด"

ภายหลังเพี้ยนไปเป็น "กยาด-เต-ออบ" ปัจจุบันนี้เรียกว่า "พระเจดีย์โบตาทอง" แปลว่า นายพล 1,000 นาย ที่ไปรอรับพระเกศาธาตุคราวนั้น

ต่อมาพระเจดีย์ถูกระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อปีพ.ศ.2486 ได้พบพระเกศาธาตุและพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งพระเจ้าอลองสินธุ พยายามจะนำมาจากจีน แต่ไม่สำเร็จ

ต่อมาภายหลัง รัฐบาลจีนจึงได้คืนให้แก่ชาวพม่า เมื่อพระเจดีย์โบดาตองบูรณะเสร็จในปีพ.ศ.2496 ได้มีการอัญเชิญพระเกศาธาตุมาประดิษฐานไว้ตรงใจกลางพระเจดีย์ อยู่ในครอบแก้วใส สามารถกราบสักการะได้อย่างใกล้ชิดมากๆ ค่ะ


เมื่อเข้าไปในพระเจดีย์ จะมีช่องทางเดินซิกแซกคล้ายเขาวงกต ฝาผนังภายในทำด้วยทองเหลืองอร่ามมีลวดลายแกะสลักงดงามมาก

ระหว่างทางเดินมีวัตถุโบราณมีค่าจัดแสดงอยู่ในตู้กระจก มีลูกกรงเหล็กกั้นอีกชั้นหนึ่ง พวกเราเดินชมกันเพลิน ด้วยความตื่นตาตื่นใจ และนึกชื่นชมคนพม่าที่รักษาสิ่งของมีค่าแต่โบราณไว้อย่างดียิ่ง

ด้านซ้ายมือของพระเจดีย์ จะมีรูปปั้น "เทพเจ้าทันใจ" หรือ นัตโบโบยี (Bo Bo Gyi) ยืนชี้นิ้ว ตามประวัติของพม่าเล่าว่า เทวดาองค์นี้ เป็นผู้ชี้บอกสถานที่สร้างพระเจดีย์ (ชเวดากอง) ที่ภูเขาสิงฆุตตระ

พระเจดีย์นี้อยู่ใกล้ท่าเรือปากแม่น้ำย่างกุ้ง สำหรับพี่ไทยเรานิยมไปกราบไหว้เทพทันใจองค์นี้ เพราะเชื่อว่า อธิษฐานสิ่งใด แล้วจะสมหวังรวดเร็วทันใจดังจรวดค่ะ

ช่วงที่ไปเป็นความโชคดีของพวกเราพอดีที่พระเจดีย์กำลังมีการบูรณะครั้งใหญ่ พระอาจารย์ชัยวัฒน์จึงร่วมบุญบูรณะ 100,000 จ๊าด เงินไทย 5,000 บาท และเงินยูเอสดอลลาร์อีก 100 ดอลลาร์ และทำบุญค่าไฟฟ้า 20,000 จ๊าด

พอทำบุญเสร็จ ฟ้าก็มืดแล้ว ต้องไปหาร้านอาหารเพื่อฝากท้องในย่างกุ้ง คืนนี้เราจะพักกันในเมืองหลวง เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไป "เมืองแปร" แต่เช้าตรู่พรุ่งนี้

สรุปว่าวันนี้เราได้กราบไหว้สถานที่สำคัญในเมืองย่างกุ้งกันทั้งหมด 7+1 แห่ง (รวมกับพระเจดีย์มหาวิชะยะด้วย) บุญมีหลากหลาย มีทั้งพระเจดีย์ พระพุทธรูป และพระเขี้ยวแก้ว

และยังได้ไปช่วงที่มีการบูรณะพอดี เลยได้ทำบุญกันเต็มที่ คนที่ร่วมทำบุญกับพระอาจารย์ ถึงไม่ได้มาเอง ก็ได้บุญครบถ้วนเช่นเดียวกันค่ะ

สำหรับพรุ่งนี้เราจะไป "เมืองแปร" กันค่ะ มีเรื่องราวดีๆ และเกร็ดความรู้มาเล่าให้ฟังอีกเช่นเคย แล้วพบกันตอนต่อไปนะคะ...สวัสดีค่ะ


"คณะทีมงานฯ"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1853
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 10/8/18 at 15:41 Reply With Quote


[ ตอนที่ 34 ]
(Update 20 สิงหาคม 2561)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่หก) 19 มกราคม 2561 (หงสาวดี - ย่างกุ้ง - แปร)


(วันนี้ 4 แห่ง คือ 1.พระเจดีย์ชเวนัตต่อง 2.พระพุทธรูปแว่นทอง 3.อาณาจักรศรีเกษตร 4.พระเจดีย์ชเวดอว์)

(แห่งที่ 1) พระเจดีย์ชเวนัตต่อง (Shwe Nat Taung Pagoda) เมืองแปร (Pyay) (พบใหม่)

...เช้าวันนี้ (19 มกราคม 2561) ย่างเข้าสู่ (วันที่หก) ของการเดินทางแสวงบุญบนแผ่นดินพม่า หลังจากพักผ่อนนอนหลับกันเต็มที่ไปเมื่อคืน

พวกเราก็ออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พร้อมพกเสบียงอาหารจากโรงแรมไปด้วย เพื่อหลีกหนีรถติดในเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังเมืองแปร ซึ่งอยู่ห่างจากย่างกุ้งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราวๆ 260 กิโลเมตร

สำหรับคนชอบอ่านนวนิยายเก่าๆ อาจจะคุ้นชื่อ "เมืองแปร" จากเรื่องผู้ชนะสิบทิศกันอยู่บ้าง วันนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสเมืองแปรอย่างใกล้ชิดค่ะ

"เมืองแปร" (Pyay) หรือ "ปยี" ในภาษาพม่า อยู่ในเขตหงสาวดี มีทำเลที่ตั้งบนที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิรวดี

ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีเกษตร (Srikshetra) ของ "ชาวพยู" ชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของพม่า

คัมภีร์ศาสนวงศ์เล่าไว้ว่า เมื่อปีพ.ศ.101 ท่านทั้งเจ็ด อันประกอบด้วย ท่านชฎิล, ท้าวสักกะ, พญานาค, พญาครุฑ, ท้าวกุมภัณฑ์, เจ้าแม่จันที และพระเป็นเจ้าปรเมศวร เป็นผู้สร้างนครศรีเกษตร


สถานที่สำคัญในเมืองแปรมีหลายแห่ง แต่จุดแรกที่เราจะไปวันนี้ ก็คือ "พระเจดีย์ชเวนัตต่อง" (Shwe Nat Taung Pagoda) บ้างก็เรียก "ชเวต่อง" (Shwe Taung) ตั้งอยู่บนเนินเขาชเวต่อง บรรจุพระเกศาธาตุค่ะ

พระอาจารย์ชัยวัฒน์เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก พร้อมๆ กับพวกเราเช่นกัน จึงลงบันทึกไว้ว่า เป็นสถานที่พบใหม่

สาเหตุที่มีชื่อว่า "ชเวนัตต่อง" นั้น เป็นเพราะมีตำนานว่า มีเทวดามาช่วยสร้าง คำว่า "นัต" (Nats) ในภาษาพม่านั้น หมายถึง "ผี" หรือ "เทวดา" เวลาจัดงานประจำปี (ดูวีดีโอของพม่า) ทีไร ปรากฏว่ามีคนมากันมากกว่าที่อื่น

ภาพวาดที่ติดรายรอบศาลา ดูจะยืนยันตำนานนี้ให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คนขับรถตู้ของเราเล่าเพิ่มเติมว่า กษัตริย์พม่าได้มีพระราชโองการให้สร้างพระเจดีย์แห่งนี้

ตอนกลางวันประชาชนได้มาช่วยกันสร้าง เทวดาท่านอยากได้บุญบ้าง เลยมาช่วยสร้างตอนกลางคืน เวลาที่คนนอนหลับพักผ่อน การก่อสร้างจึงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนคำว่า "ชเวต่อง" หมายถึง "ภูเขาทอง" (Golden Hill) น่าจะเกี่ยวกับทำเลที่ตั้งที่ตั้งอยู่บนเนินเขาก็เป็นได้

ตอนพระอาจารย์ชัยวัฒน์ลงจากรถ มีลมเย็นพัดมาวูบใหญ่จนรู้สึกได้ แล้วได้ยินเสียงดังปัง เหมือนมีของตกลงบนหลังคาสังกะสี แต่แหงนไปดูก็ไม่เห็นมีอะไรตกหล่น

ในบริเวณวัดยังมีพระพุทธรูปทำด้วยหินอ่อน มีพระพักตร์งดงามเปี่ยมด้วยความเมตตา ตั้งเรียงกันเป็นหมู่ดูสวยงาม และมีพระประธานที่มีลักษณะงดงามเช่นเดียวกัน

ระหว่างที่พี่ๆ ผู้ชายขึ้นไปห่มผ้าทองพระประธานอยู่นั้น ก็มีลมพัดมาค่อนข้างแรงจนผ้าปลิวสไวอยู่ตลอดเวลา

พระอาจารย์ได้นำเงินกองกลางร่วมทำบุญบูรณะ 50,000 จ๊าด และค่าไฟฟ้า 20,000 จ๊าด จากนั้นได้ออกเดินทางไปต่อ ตามโปรแกรมเป็น "พระพุทธรูปแว่นทอง" (Shwemyetman Buddha Image) ค่ะ

แต่ระหว่างทางก็มาเจอบุญใหญ่แบบไม่คาดฝันอีกแล้ว เมื่อมีคนตาดีเหลือบไปเห็นพระเจดีย์องค์น้อยกำลังเข้าเฝือกอยู่ข้างทาง

พระอาจารย์จึงให้เลี้ยวเข้าไปทำบุญ เมื่อไปถึง ก็มีพระองค์หนึ่งยืนรออยู่ที่หน้าประตูทางเข้า เหมือนท่านรอเราอยู่

ท่านพาเข้าไปดูข้างใน และเล่าว่า กำลังขึ้นนั่งร้าน เพื่อเตรียมจะบูรณะพระเจดีย์และซ่อมแซมฉัตรใหม่ โดยจะทำใหม่ทั้งหมด โดยฉัตรใหม่นี้จะมีลูกแก้วอยู่บนยอดฉัตรด้วย

พวกเรามาได้เวลาประจวบเหมาะพอดี เลยได้เปิดประเดิมบุญเป็นคณะแรก อย่างนี้สินะที่เค้าเรียกว่า "บุญจัดสรร"

พระอาจารย์ร่วมบุญบูรณะพระเจดีย์และยกฉัตรใหม่เป็นเงิน 100,000 จ๊าด ทราบชื่อพระเจดีย์ภายหลังว่า ชื่อ "นิปปานช่อกอ"

เก็บเกี่ยวบุญกันเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางไปต่อค่ะ ตอนหน้าจะพาไปกราบ "พระพุทธรูปแว่นทอง" อันโด่งดังแห่งเมืองแปร ห้ามพลาดนะคะ สวัสดีค่ะ


"คณะทีมงานฯ"

วีดีโอ - คุณวัชรพล ศรีขวัญ, คุณเจ (สุทธิรักษ์)
ภาพ - คุณ kesarathip paramita, คุณจารุภา (เจ๊หลี), เจ๊มายิน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1853
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 15/8/18 at 10:27 Reply With Quote


.


webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1853
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 20/8/18 at 13:57 Reply With Quote


.


webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1853
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved