ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 20/12/18 at 10:43 Reply With Quote

(ตอนที่ 50/2 พระเจดีย์กลางน้ำ แห่งอินดอว์ยี) เล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองพม่า 14 มกราคม -11 กุมภาพันธ์ 2561


@ ดูตอนที่ 1 - 29
http://www.tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=1050
@ ดูตอนที่ 30 - 47/1
http://www.tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=1051


สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

[47/2]
ตอนที่ ๔๗/๒ ถ้ำพระมหากัสสปะ
[47/3] ตอนที่ ๔๗/๓ ถ้ำพระมหากัสสปะ
[48] ตอนที่ ๔๘ พระเจดีย์ชเวกูนี่
[49] ตอนที่ ๔๙ เมืองชเวโบ
[50/1] ตอนที่ ๕๐/๑ พระเจดีย์กลางน้ำ แห่งทะเลสาบอินดอว์ยี

[50/2] ตอนที่ ๕๐/๒ พระเจดีย์กลางน้ำ แห่งทะเลสาบอินดอว์ยี


[ ตอนที่ 47/2 ]
(Update 20 ธันวาคม 2561)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่สิบสาม) 26 มกราคม 2561 (มะละแหม่ง-หงสาวดี-ย่างกุ้ง-แปร-มาเกว-มินบู-Ann-ยะไข่-พุกาม-ปะโคะกู-โมนยวา)


(คลิปวีดีโอ ตอนที่ 1/2 ชาวพม่าเป็นผู้จัดทำ)

ถ้ำพระมหากัสสป (Alaungdaw Kathapa Cave) เมืองโมนยวา (Monywa)

“...เนื่องจากเรื่องราวการเดินทางตอน “ถ้ำอลองดอว์กัสสป” รายละเอียดค่อนข้างเยอะ เลยขอแบ่งเป็นตอนย่อยๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เกร็ดความรู้ควบคู่กับอรรถรสในการเดินทางไปพร้อมๆ กันนะคะ

อย่างที่เกริ่นไว้เมื่อตอนที่แล้ว จะนำบุพกรรมท่านพระมหากัสสป เหตุที่ต้องนิพพานในบริเวณนี้ มาเล่าให้ฟัง เรื่องราวของท่านทำให้เห็นว่า กฎแห่งกรรมมีจริง และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกหนีได้


บุพกรรมของท่านพระมหากัสสป
เหตุที่ต้องนิพพานในบริเวณนี้

...ตามประวัติของพม่าเล่าว่า มีชาติหนึ่งที่ “พระมหากัสสป” ได้เกิดมาเป็นเณรในสำนักของฤาษีแห่งหนึ่ง วันหนึ่งท่านได้จับนกแก้วมาเล่นในที่พักของท่าน

ขณะนั้น อาจารย์ได้เรียกใช้งาน ท่านจึงต้องนำนกแก้วไปซ่อน พอดีเหลือบเห็น “เตาสามเส้า” (เตาที่ใช้หินสามก้อนมาตั้งเรียง) จึงนำนกแก้วซ่อนไว้ภายในเตาที่ไม่ได้จุดไฟ แล้วนำหม้อมาปิดทับเอาไว้

จากนั้นก็ไปทำงานตามที่อาจารย์ได้มอบหมาย จนลืมนึกถึงนกแก้วตัวนั้น กระทั่งกลับมาอีกครั้ง นกแก้วตัวนั้นก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว กรรมอันนี้จึงเป็นเหตุให้ท่านต้องมานิพพานในถ้ำ ที่มีภูเขาสามลูกโอบล้อมปิดเอาไว้

และยังมีเหตุอีกชาติหนึ่ง ที่ท่านได้เกิดมาเป็นช้าง และมี “พระศรีอาริย์โพธิสัตว์” เกิดเป็นนายควาญช้าง สันนิษฐานว่า

คงเป็นบริเวณนี้ เพราะว่ายังมีช้างอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งทางป่าไม้ได้นำมาไว้บริการสำหรับผู้ที่มากราบไหว้

ในชาติที่เป็นช้างนี้ ท่านมีความซื่อสัตย์ต่อนายควาญช้างมาก ข่าวเล่าลือกันไปว่า แม้จะสั่งให้ทำอะไร ช้างแสนรู้เชือกนี้ก็จะทำตามทุกอย่าง

วันหนึ่งมีผู้คิดกลั่นแกล้ง โดยวิธีการท้าทายกัน แล้วเอาก้อนเหล็กเผาไฟแดงมาให้ช้างจับ เพื่อทดสอบว่า ช้างจะแสนรู้จริงหรือไม่

นายควาญช้างเสียทีคนที่คิดร้าย แต่ช้างก็ไม่อยากให้เจ้านายของตนเสียหาย จึงตัดสินใจยอมตายจับก้อนเหล็กแดงนั้น ผลที่สุดช้างนั้นก็ตายไป

ผลกรรมนี้จึงส่งผลให้ ในสมัยที่พระศรีอาริย์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องมานำร่างของพระมหากัสสป แล้วอธิษฐานให้เปลวไฟเผาร่างบนฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระองค์เสด็จปรินิพพานในที่สุด

ยังมีเรื่องราวของทางพม่าอีกว่า ประเพณีที่น้องจะต้องถวายพระเพลิงพี่ พระมหากัสสปได้เคยเกิดเป็นน้องของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันมาก่อน

เมื่อถึงเวลาที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพาน ต้องรอให้พระมหากัสสปมาถวายพระเพลิง

ส่วนพระศรีอาริย์เคยเกิดเป็นน้องของพระมหากัสสป ท่านจึงต้องรอให้พระศรีอาริย์มาถวายเพลิงสรีระศพของท่านเช่นกัน


นอกจากนี้ “พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก” กัณฑ์ที่ 8 ในตอนท้ายได้กล่าวไว้ว่า

“พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายที่นิพพานไปแล้ว แต่สรีระร่างยังไม่เน่าเปื่อยมีอยู่ 4 องค์ คือ “พระมหากัสสปเถระ”

นิพพานแล้ว สรีระร่างของท่านอยู่ในระหว่างภูเขา 3 ลูก ที่สุมกันอยู่ในเมืองราชคฤห์ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอังวะ…” ดังนี้

จากหลักฐานนี้ แสดงให้เห็นว่า “เมืองอังวะ” สมัยก่อน อาจจะอยู่ในเขตแดนของเมืองราชคฤห์ ตามประเพณีของพระเจ้าแผ่นดิน จะต้องทรงอนุญาตให้พื้นแผ่นดินตรงนั้นเป็นเขตธรณีสงฆ์

ถ้าดูตามแผนที่ของประเทศพม่า ถ้ำนี้จะอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอังวะจริงๆ

แต่ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ได้เคยบอกไว้ว่า “ท่านพระมหากัสสป” อยู่แถว “เชียงตุง” นั้น

...พระอาจารย์ชัยวัฒน์เคยไปสืบหาแถวเชียงตุง ไปจนถึงสิบสองปันนา ก็ไม่มีข่าวว่าพบแต่อย่างใด แต่ถ้าเทียบกับแผนที่พม่า ที่หลวงพ่อไปด้วยมโนมยิทธิ จะเห็นว่าไปทางเชียงตุงเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ถ้าจะเทียบข้อมูลระหว่างเชียงตุงกับสถานที่นี้ จะเห็นว่าคนพม่าเขาเชื่อถือที่นี่กันมานานแล้ว ส่วนที่เชียงตุงไม่มีคนรู้เรื่องแบบนี้เลย

อีกประการหนึ่ง ลักษณะภูมิประเทศของภูเขาสามเส้านี้ ที่มีถ้ำอยู่เบื้องล่างก็มีที่เดียวเท่านั้น ซึ่งมีลักษณะตรงกับพระไตรปิฎกทุกอย่าง


หลวงพ่อเล่าเรื่องพระมหากัสสป

� ผู้ถาม : เอ....หลวงพ่อครับ "พระมหากัสสปะ" ท่านนิพพานแล้ว แต่ได้ยินดีเขาบอกว่า ศพของพระมหากัสสปะยังอยู่ที่ "เมืองราชคฤห์"

แล้วจะเผาได้ต่อเมื่อ "พระศรีอาริย์" มาตรัสรู้ และเผาบนมือด้วย อันนี้เป็นเหตุไฉนและข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ?

�� หลวงพ่อ : ศพของพระมหากัสสปะไม่ได้อยู่เมืองราชคฤห์นี่ อยู่ที่..เชียงตุง เดาส่งแล้ว
� ผู้ถาม : อยู่ไทยนี่เองเองเหรอครับ..?

�� หลวงพ่อ : ไทยใหญ่
� ผู้ถาม : ไม่ใช่อยู่อินเดียหรือครับ...?

�� หลวงพ่อ : ปัดโธ่..จะอยู่อินเดียตะพึดเลยนะ ยกยอดให้อินเดียตะบัน..ท่านอยู่ตรงนี้ พระมหากัสสปะท่านมีงานอยู่แถวนี้ ระหว่างเชียงตุง เชียงราย แล้วก็ประเทศจีน ที่พระพุทธเจ้าส่งให้มาประกาศศาสนา

ถ้าต่ำลงมานั้นเป็นเขตของ "พระมหากัจจายนะ" จากลำพูนลงมาก็เป็นเขตของ "พระโมคคัลลาน์" ก็ว่าตามเขต แล้วท่านก็นิพพานแถวนี้

ถ้าถามว่า "ศพของพระมหากัสสปะมีจริงไหม..?" ขอยืนยันว่ามีจริง...ยังอยู่ ดอกไม้ที่เขาบูชาก็ยังอยู่

ธูปกับเทียนที่เขาบูชาก็ยังอยู่ แต่ว่าเวลาปกตินี่เราเข้าไม่ได้ เพราะเขาลูกเล็กๆ สองลูกข้างหน้าต่ำเคลื่อนมาติดกัน

เมื่อปีกึ่งพุทธกาลน่ะเข้าได้ เขาลูกเล็ก ๆ มันขยายตัวออก เป็นเรื่องอัศจรรย์เหมือนกันนะ จนกระทั่งฝรั่งเข้าไปถ่ายภาพได้ ฉันได้ภาพที่ฝรั่งถ่ายประมาณ ๑๐ ภาพ

ในปีนั้นนะ เขาพิมพ์ขาย ไอ้ฉันน่ะไม่ได้ซื้อ เขามาให้แล้วก็เอาภาพนั้นไปให้ "หลวงพ่อเล็ก" ดู

ถามว่า..."การนั่งอยู่...การเข้าสมาธิเป็นของไม่แปลก แต่ธูปกับเทียนที่เขาบูชาทำไมจึงไม่เศร้าหมอง...ยังสด ธูปเทียนก็ยังติดอยู่" หลวงพ่อเล็ก (หลวงพ่อเล็ก เกสโร วัดบางนมโค) ก็เลยบอกว่า…

คำอธิษฐานของพระอรหันต์ จะให้เป็นอะไรก็ได้ ใครไม่เชื่อก็ไปดู พวกที่ได้ มโนมยิทธิไปดูก็ได้นี่ ไม่ต้องรอให้เขาเปิด...เข้าได้

� ผู้ถาม : แล้วที่ว่าจะเผาต้องเผาบนมือพระศรีอาริย์ล่ะครับ..?

�� หลวงพ่อ : ตามท่านว่ามา ถ้าเราไม่เชื่อเราอย่าเพิ่งตาย รอดูก่อน..จนกว่าพระศรีอาริย์จะนิพพาน!!"

� ผู้ถาม : โอ้โฮ...?

�� หลวงพ่อ : อ้าว...ถ้าพูดเวลานี้ก็เถียงกันไม่จบ บางคนว่าฉันไม่เชื่อหรอก เป็นพระพุทธเจ้า แล้วกฎแห่งกรรมย่อมสิ้นไป มันเป็นเช่นนั้นจริง..!! ตามเรื่องมีว่า...

สมัยก่อนโน้น พระมหากัสสปะท่านเป็นช้าง รูปร่างท่านจึงใหญ่โตคล้ายช้าง แล้วพระศรีอาริย์ท่านเป็นเจ้าของ

และก็มีการพนันกันว่า ช้างตัวนี้สามารถจะหยิบอะไรก็ได้ ก็บังเอิญคนพนันมันเกเร มันเอาเหล็กเผาจนแดงโชนให้อม

ที่แรกเจ้าของยอมแพ้ ยอมให้ถูกปรับดีกว่า ไม่ยอมให้ช้างหยิบ ช้างก็รักษาศักดิ์ศรี อาศัยที่รักเจ้าของก็เอางวงหยิบ หยิบได้ฝ่ายนั้นก็ต้องแพ้ แต่ช้างก็ต้องตาย

เพราะอาศัยกรรมอันนี้หน่อยเดียว เวลาที่พระศรีอาริย์จะนิพพาน ท่านก็เอาศพพระมหากัสสปะใส่พระหัตถ์ อธิษฐานเตโชธาตุเผา เมื่อเผาแล้วก็อาศัยเหตุนี้เป็นปัจจัยพระองค์จึงนิพพาน

แต่อย่าลืมนะ ไฟที่ใช้กำลังใจให้เกิดขึ้นมันไม่ร้อนหรอก ท่านจะร้อนก็ได้ ไม่ร้อนก็ได้

อ้างอิง - พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
จากหนังสือตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่มที่ 6 หน้าที่ 21-23



(ถ้ำพระมหากัสสป ภาพเมื่อปี 2545 ปัจจุบันทำศาลาเล็กๆ หน้าถ้ำ ทำให้ไม่เห็นเป็นธรรมชาติไปแล้ว)

...ขอกลับมาเล่าเรื่องต่อ...หลังจากกราบไหว้บูชาพระศพท่านเรียบร้อยแล้ว พวกเราเดินกลับออกมาทางเดิม สวนกับคนพม่า ที่ทยอยมากราบไหว้เรื่อยๆ ไม่ขาดสาย

ระหว่างทาง แวะทำบุญที่ศาลาที่มีรูปปั้นพระมหากัสสปประดิษฐานอยู่ ก็มาเจอกับชายหนุ่มชาวพม่าเจ้าหน้าที่อุทยาน

เลยได้คุยกัน พระอาจารย์ชัยวัฒน์ได้เอารูปเก่า ตอนที่ท่านมาเมื่อปี 2545 ให้เขาดู เมื่อครั้งถ้ำยังอยู่ในสภาพเดิมๆ เลยทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน


(บ่อน้ำ "พระมหากัสสป" ภาพเดิมๆ ปี 2545)

...พอเดินมาถึงทางออก ตรงที่มีศาลา ด้านในมีรูปปั้น “พระมหากัสสป” ปางนิพพาน เดินไปตามเนินเขาอีกหน่อย ก็จะเจอ “บ่อน้ำพระมหากัสสป” ซึ่งมีลักษณะแปลกๆ คือบ่อน้ำอยู่บนที่สูงคือเนินเขา

ซึ่งเล่ากันว่า เป็นบ่อน้ำที่ท่านพระมหากัสสปได้มาใช้น้ำในบ่อนี้ ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ บ่อนำ้นี้มีน้ำขังอยู่เสมอ ไม่เคยแห้ง ทั้งที่อยู่บนเนินเขา

พระอาจารย์ชัยวัฒน์ได้ถวายเครื่องบูชา อันมีน้ำอบน้ำปรุง ดอกไม้โปรย และแผ่นทองคำเปลว และได้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์ในบ่อมาประพรมเป็นน้ำพระพุทธมนต์ให้พวกเรา

น้ำในบ่อสะอาดใสบริสุทธิ์ พอลองดื่มดู มีรสชาติจืดสนิท พอชาวพม่าเห็น ก็มาขอให้ท่านปะพรมให้ด้วย บางคนก็นำขวดมาให้ท่านกรอกให้ ชาวพม่าเขาจะปลื้มมาก เวลาได้ของที่ได้รับจากพระสงฆ์

ยังเหลือจุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง ที่พระอาจารย์ท่านตามหาอยู่ เวลาผ่านไป 16 ปีแล้ว สิ่งต่างๆ ย่อมแปรผันไปตามกาลเวลา ต้องลุ้นกันว่า พระอาจารย์ท่านจะหาเจอหรือไม่ เก็บไว้เฉลยตอนหน้านะคะ…สวัสดีค่ะ

คณะทีมงานฯ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1890
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 20/12/18 at 10:43 Reply With Quote


[ ตอนที่ 47/3 ]
(Update 25 ธันวาคม 2561)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่สิบสาม) 26 มกราคม 2561 (มะละแหม่ง-หงสาวดี-ย่างกุ้ง-แปร-มาเกว-มินบู-Ann-ยะไข่-พุกาม-ปะโคะกู-โมนยวา)

ถ้ำพระมหากัสสป (Alaungdaw Kathapa Cave) เมืองโมนยวา (Monywa)


“...นอกจากถ้ำพระมหากัสสปแล้ว ยังมีสถานที่สำคัญในสมัยพุทธกาล ที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันอีกแห่งหนึ่ง นั่นก็คือ “บ่อน้ำพระเจ้าอชาตศัตรู” ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก

เมื่อเดินจากบ่อน้ำพระมหากัสสปต่อไปอีกหน่อย ก็จะพบเจดีย์ จะเห็นที่ราบขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดและหมู่บ้าน

บริเวณด้านหลังวัดนี้เอง จะมีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่ง เชื่อกันว่า เป็นบ่อน้ำที่พระเจ้าอชาตศัตรู (King Ajatashatru) ได้อธิษฐาน แล้วใช้หอกปักลงพื้น ปรากฏว่า มีน้ำพุ่งขึ้นมาจากดิน และไหลไปสู่ถ้ำที่พระมหากัสสปนิพพาน


ประวัติในสมัยพระเจ้าอชาตศัตรู


(รูปภาพแผนผังเส้นทางระหว่างภายในป่าอุทยานแห่งชาติ จะต้องเดินทางไปยังตำแหน่งที่เห็นเป็นรูปเจดีย์)

...ตามหนังสือประวัติที่บันทึกไว้เป็นภาษาพม่า จะมีแผนผังเส้นทางเดินจากกรุงราชคฤห์ มาที่ถ้ำพระมหากัสสปเถระอย่างละเอียด ตอนที่ท่านพระมหากัสสปนิพพานใหม่ๆ “พระเจ้าอชาตศัตรู” ทรงทราบข่าว จึงพาไพร่พลออกตามหา

เมื่อเดินมาถึงบริเวณหนึ่ง ทหารที่ติดตามมาเหน็ดเหนื่อย จึงให้พักพลเอาไว้ก่อน (ปัจจุบันนี้มีชื่อว่า “หมู่บ้านอชาตศัตรู” ห่างจากถ้ำไปประมาณ 4-5 กิโลเมตร)

ส่วนพระองค์เดินทางต่อไปจนรู้สึกเหนื่อยล้า จึงได้อธิษฐานขอให้ได้พบสรีระศพของท่านพระมหากัสสปด้วย (สมัยนั้นยังเป็นป่าอยู่ ส่วนวัดเพิ่งจะตั้งขึ้นมาภายหลัง)

เมื่ออธิฐานจบ พระองค์จึงปักหอกลงไปที่พื้นดิน ขอให้มีน้ำไหลไป ถ้าพระศพของท่านอยู่ตรงไหน ขอให้น้ำไหลไปทางนั้น

ปรากฏว่า น้ำพุ่งจากพื้นดินและไหลไปตามทาง พระองค์จึงเดินตามทางน้ำที่ไหลไป จนกระทั่งได้พบพระศพของท่านภายในถ้ำแห่งนี้

(ตามทางที่น้ำไหลลงมานี้ มีช่วงหนึ่งจะผ่านก้อนหินก้อนหนึ่ง ที่มีรอยเท้ายาวประมาณ 1 ศอกอยู่บนหิน ซึ่งเชื่อว่าเป็นรอยเท้าของท่านพระมหากัสสป แต่ปัจจุบันนี้ ชาวบ้านได้มาตั้งรกรากกันมากขึ้น ทำให้น้ำอาบและสิ่งสกปรกไหลไปปิดทับหินก้อนนี้ไปแล้ว)


(ผู้ที่เดินทางไปกราบนมัสการเสร็จแล้ว จะนิยมมาอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ซึ่งมีป้ายบอกว่า ห้ามนำน้ำนี้ไปล้างเท้า)

...พระเจ้าอชาตศัตรูได้ถวายทรัพย์สมบัติอันมีค่ามากมายเพื่อบูชาพระมหากัสสป ด้านบนได้ให้ช่างแกะสลักรูปของท่านในท่านิพพาน โดยหันศีรษะไปทางทิศเหนือ เพราะว่าจุดนี้เป็นจุดที่ตรงกันพอดี

กล่าวคือรูปที่แกะสลักข้างบน จะตรงกับพระศพที่อยู่ภายในถ้ำพอดี ทั้งนี้ พระองค์ไม่ประสงค์ให้ใครเดินข้ามพระศพของท่านไป

จากนั้นพระองค์ได้พระราชทานที่ดินเพื่อให้เป็นธรณีสงฆ์ โดยวัดจากพระนอนศิลาไปทางทิศทั้งสี่ ทิศหนึ่งยาว 20 ไมล์ (ประมาณ 30 กิโลเมตร)

ซึ่งทางวัดได้พบหลักศิลาจารึกบันทึกไว้ว่า พระองค์ได้บริจาคที่ดินเพื่อเป็นธรณีสงฆ์ แต่หลักศิลานี้ได้ถูกทำลายไปแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน

โดยรัฐบาลพม่าในยุคนั้น เพราะเกรงว่าทางอินเดียจะมาอ้างกรรมสิทธิ์แถบนี้ และบริเวณนี้ก็จะไม่มีหมู่บ้านใหญ่ๆ เพราะชาวบ้านรู้ว่าเป็นพื้นที่ธรณีสงฆ์

นอกจากนี้ ยังมี "สวนพระเจ้าอชาตศัตรู" ซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านอชาตศัตรูอีกด้วย ในสมัยก่อน สวนนี้จะปลูกผลไม้และดอกไม้ต่างๆ ให้คนทั่วไปเข้ามากินฟรีหรือนำไปฟรี แต่สมัยนี้พอมีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่อาศัย สวนนั้นก็หายไป


สำหรับสถานที่แห่งนี้ พระอาจารย์วินิจฉัยว่า เพราะมีบุพกรรมต่อเนื่องกันมา ระหว่างนายควาญช้างคือพระศรีอาริย์ กับช้างคือพระมหากัสสปเถระ

ต่อไปในอนาคตสมัย "พระศรีอาริย์" ใกล้ปรินิพพาน ท่านคงเสด็จมาอธิษฐานให้เพลิงเผาไหม้สรีระศพพระมหากัสสปเถระ บนฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์ ณ สถานที่แห่งนี้

บุพกรรมของท่านพระมหากัสสปเถระ เหตุที่ต้องนิพพานในบริเวณนี้ อ่านประวัติเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=626

...เป็นอันว่า หลังจากมาครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2545 หรือเมื่อ 16 ปีก่อน ในการมาครั้งที่ 3 ในครั้งนี้ พระอาจารย์ชัยวัฒน์จำได้ว่า บ่อน้ำอยู่หลังวัด จึงเดินไปดู ปัจจุบันสภาพได้เปลี่ยนไปมาก

พอมีชาวบ้านมาตั้งรกรากกันมากขึ้น ประกอบกับปราศจากการดูแลเอาใจใส่ ตอนนี้เลยกลายเป็นบ่อน้ำสาธารณะ ที่ชาวบ้านมาใช้อาบน้ำ ซักเสื้อผ้ากัน ไม่เหลือสภาพเดิมๆ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก

พอดีใกล้เวลาฉันเพล พวกเราเลยนิมนต์พระอาจารย์ฉันเสบียงที่นำมา ด้านนอกศาลาภายในวัด เจ้าหน้าที่วัดก็มีอัธยาศัยดี นำโต๊ะเตี้ยๆ มาตั้งให้ และอยู่คอยอำนวยความสะดวก

หลังจากฉันเสร็จแล้ว พระอาจารย์ได้แวะเข้าไปกราบและสนทนาธรรมกับท่านเจ้าอาวาส ที่ดูแลวัดนี้มา 15 ปีแล้ว โดยมี คุณชัย โชเฟอร์ของเรา เป็นล่ามช่วยแปลให้รู้เรื่องกันได้

ท่านเล่าว่า ช่วงวันที่ 30 มกราคม ถ้ำจะเปิดทุกปี ประมาณไม่เกิน 5 นาที ถ้าใครโชคดี ก็จะเห็นภายในถ้ำ เหมือนที่เคยมีฝรั่งถ่ายรูปภายในถ้ำออกมาได้

ตามประวัติเล่าว่า ท่านทูลลาเจ้าเมืองเพื่อเข้านิพพานใน "วันพุธ" ยามเช้า ซึ่งตรงกับวันพุธที่ 30 มกราคม 2561 พอดี

และพระภิกษุชาวพม่าเล่าต่อไปอีกว่า พระศพของท่านเหมือนคนนอนหลับ ดอกไม้ที่บูชา ก็ยังสดอยู่ พวกเราได้ฟังรู้สึกเสียดาย เพราะอีก 3-4 วัน ก็จะถึงเวลาถ้ำเปิดแล้ว มิน่าช่วงนี้ชาวบ้านทยอยเดินทางเข้ามากันมาก เพราะเขารู้เวลาที่ถ้ำเปิด

ก่อนจะลากลับด้วยความเสียดาย พระอาจารย์ชัยวัฒน์ได้ถวายปัจจัยร่วมบุญทุกอย่าง 50,000 จ๊าด ก่อนหน้านี้ ได้หย่อนตู้บริจาคไปแล้ว 10,000 จ๊าด

และถวายปัจจัยพระสงฆ์ 5 รูปๆ ละ 5,000 จ๊าด และสามเณรลูกวัด 3,000 จ๊าด รวมเป็น 28,000 จ๊าด รวมแล้วยอดทำบุญที่นี่ทั้งหมด 88,000 จ๊าด

ตอนขากลับปรากฏว่าโชคดี คือจะต้องเดินกลับกันเอง เพราะหมดเวลาช้างทำงานแล้ว เพิ่งมารู้ทีหลังว่า ช้างทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง ช่วงบ่ายหลังจากหยุดพักแล้ว ช้างจะเริ่มทำงานต่อในเวลา 15.00 น.

มิน่าเล่า..ชาวบ้านเขามากันตั้งแต่เช้า เพื่อให้ทันช้างทำงานนั่นเอง จะได้ไม่ต้องเดินกลับอย่างพวกเรา แต่ขาไปก็โชคดีที่พวกเราได้ลัดคิวก่อน

โดยเดินมาได้สักพักก็เจอช้างกลับมาส่งคนพอดี พวกเราถือโอกาสขึ้นช้างตรงนั้นเลย (ขอโทษ...ตรงกับศัพท์สมัยก่อนที่เรียกกันว่า "ขี่ช้าง" จริงๆ เลยค่ะ)

ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงเศษๆ แล้ว พวกเรายังไม่ได้ทานข้าวกันเลย คงรอไม่ไหวจึงตัดสินใจว่า เดินลงน่าจะดีกว่า เปลี่ยนบรรยากาศบ้างอะไรบ้าง

นานๆ จะได้มาเดินท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรในพม่า อย่างนี้ต้องสูดโอโซนให้เต็มปอดซะหน่อย ว่าแล้วก็ขยับเดินพร้อมหิ้วของพะรุงพะรัง ไม่เหมือนตอนแรกที่ยังพอหาคนรับจ้างได้


(คลิปวีดีโอ ตอนที่ 2/2 ชาวพม่าเป็นผู้จัดทำ)

ในช่วงบ่าย ก็ยังพอมีชาวพม่าเดินสวนกับพวกเราขึ้นไปไหว้พระที่ถ้ำข้างบน มีชาวบ้านบางคนก็ต้องนั่งพักเหนื่อยเป็นเหมือนเราเช่นกัน

...พระอาจารย์เดินไปพร้อมกับพวกเรา เดินคุยอย่างสบายๆ ท่ามกลางบรรยาากาศที่เป็นธรรมชาติจริงๆ

...ทุกคนพกพาเอาความสุขและความสำเร็จกลับมา ถ้าไม่ได้บารมีพระและเทวดาช่วย พวกเราอาจจะกลับไม่ทันในวันนี้ก็ได้

...ในภาพ..พี่บุ๋มยืนชำเลืองดูช้าง เพราะรู้ว่าเอาเงินไปฟาดหัวช้างเท่าไร ช้างก็ไม่ยอมทำงาน เพราะเขารู้เวลาพัก

...สังเกตได้ว่าควาญช้างเขาปฏิเสธที่จะรับคนระหว่างทาง นี่คือความลับที่พระอาจารย์และพวกเราไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย เพิ่งจะมาทราบในครั้งนี้นี่เอง

...เพราะฉะนั้น ความสำคัญอยู่ที่ตอนขาไป หากเดินไปตั้งแต่ตอนแรกคงไม่ไหวแน่ เพราะขาไปนั้นต้องเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ แต่พอช่วงขากลับจึงเดินลงแบบสบายๆ

...นี่คือความอัศจรรย์ที่บารมีพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สถานที่นี้ ที่ท่านช่วยให้พวกเราได้ขึ้นช้างในตอนขาไป

พอเดินลงมาถึงลานจอดรถข้างล่างรู้สึกว่า จะกินอาหารกลางวันกันไม่ค่อยอิ่ม เลยมาขอน้ำร้อนร้านอาหารแถวนั้น ต้มมาม่ากินกันอีกรอบ เลยต่อชีวิตไปได้อีกมื้อนึง

ระหว่างนั้น มีช้างที่เจ้าของล่ามขาไว้ เพื่อให้ท่องเที่ยวได้ซื้ออ้อยเลี้ยงช้าง จู่ๆ ก็เดินมาหาพระอาจารย์ แล้วก็ก้มหมอบกราบแสดงอาการคารวะ

โดยที่เจ้าของไม่ได้บังคับ เห็นแล้ว ประทับใจสุดๆ ก็เลยอดจะถ่ายรูปเจ้าช้างแสนรู้เชือกนี้ไว้ไม่ได้ เหมือนเขาจะรู้จักพระอย่างนั้นละค่ะ

...พระอาจารย์เล่าว่า ได้เห็นช้างแล้วนึกถึงคำบอกเล่าของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ท่านบอกว่า ท่านเคยเกิดเป็นช้างมาหลายชาติ

โดยเฉพาะท่านเคยเกิดเป็นช้างมาตั้งแต่สมัย "สมเด็จองค์ปฐม" แสดงว่าพวกเราก็ต้องเคยเกิดเป็นลูกช้างเหมือนกัน

เป็นอันว่า ภารกิจได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีสำหรับวันนี้ เราคงต้องเดินทางกลับที่พักที่เมืองโมนยวา (Monywa) กันเลย เพราะต้องใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง กว่าจะถึงซึ่งเป็นเวลาเย็นพอดี

ระหว่างทาง เจอกับซุ้มบอกบุญ สร้างฉัตรพระเจดีย์ เลยร่วมบุญกันไปตามระเบียบ เก็บบุญไว้ไม่ตกไม่หล่นเลยค่ะ

จริงๆ แล้ว ผ่านอีกหลายด่านเลย และก็ทำบุญทุกด่าน จนจดไม่หมด โดยเฉพาะพี่มายินนั่งอยู่หน้ารถ ต้องคอยโยเงินจ๊าด และลูกอมขนมเด็กตลอดทาง

....สภาพถนนที่เห็นจะเป็นเช่นนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม โชเฟอร์รถตู้ 2 คัน ที่เราเช่าเหมาไปทั้งวัน ขับได้อย่างชำนาญเส้นทาง คล่องแคล่วว่องไวสมกับเป็นเจ้าถิ่นจริงๆ ทำให้กลับทันเวลาเย็นพอดี นับว่าบุญจัดสรร เทวดาบันดาลให้กับพวกเราจริงๆ ค่ะ

สำหรับตอนหน้าหลังจากพักที่โมนยวาสองคืนแล้ว ท่านจะนำไปที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง คือ "ทะเลสาบอินดอว์ยี" ที่กว้างใหญ่กว่า "ทะเลสาบอินเล"


(ต้องเดินทางขึ้นเหนือไปอีก ผ่านเมืองชเวโบไปทางเมืองมิตจิน่า)

...ต้องติดตามให้ได้นะคะ ยังมีบุญอีกมากมายให้ท่านได้โมทนาค่ะ ถ้าชอบก็กดไลค์ กดแชร์ เป็นกำลังใจให้คณะผู้จัดทำหน่อยนะคะ…แล้วเจอกันในตอนต่อไปค่ะ

คณะทีมงานฯ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1890
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 25/12/18 at 10:06 Reply With Quote


[ ตอนที่ 48 ]
(Update 30 ธันวาคม 2561)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่สิบสี่) 27 มกราคม 2561 (มะละแหม่ง-หงสาวดี-ย่างกุ้ง-แปร-มาเกว-มินบู-Ann-ยะไข่-พุกาม-ปะโคะกู-โมนยวา)

พระเจดีย์ชเวกูนี่ (Shwe Gu Ni Pagoda) *(พบใหม่) เมืองโมนยวา (Monywa)

“...หลังจากเดินทางกลับจากถ้ำอลองดอว์ กัสสป มาถึงที่พักที่เมืองโมนยวาอย่างสวัสดิภาพ ในช่วงเย็นก่อนค่ำเล็กน้อย เห็นว่า

ยังพอมีเวลา ก็เลยออกไปเดินชมตลาดเมืองโมนยวากัน โดยมี “มินโซ” สารถีหนุ่มเจ้าเก่าออกไปด้วย เพื่อเป็นล่ามและดูแลความปลอดภัยให้พวกเรา

ตลาดที่นี่ดูจะคึกคักกว่าที่อื่น เพราะเป็นศูนย์กลางการค้า สาวๆ ได้ผ้าซิ่นติดไม้ติดมือมากันหลายผืน โชคดีที่มีร้านตัดเสื้ออยู่ติดกับโรงแรม พวกเราเลยให้ช่างเย็บให้แบบด่วนๆ จะได้เอามาใส่แบบทันใจ

ที่เห็นว่า ใส่ผ้าถุงไม่ซ้ำกัน ก็เพราะเหตุนี้เอง ก็ของมันงอกได้ แถมค่าเย็บก็ถู๊ก…ถูก ถ้าเย็บแบบธรรมดา ก็ตกตัวละ 25 บาทเองค่ะ

นอนพักยังไม่ทันหายเหนื่อย ก็ต้องรีบตื่นลงมากินมื้อเช้าที่โรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ ล้อหมุนเวลา 07.05 น.

ลืมบอกไปค่ะ เช้านี้ (27 มกราคม 2561) แป๊บๆ ก็ย่างเข้าสู่วันที่ 14 ของการเดินทางแล้ว เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกจริงๆ

เส้นทางวันนี้ เราจะเดินทางย้อนขึ้นไปทางเหนือ ผ่าน “เมืองชเวโบ” (Shwe Bo) ไปทางเมืองมิตจิน่า (Myitkyina)

เพื่อไป “ทะเลสาบอินดอว์ยี” (Indawgyi Lake) ที่นั่น มีบุญใหญ่รอเราอยู่ค่ะ แต่กว่าจะไปถึงที่พักน่าจะดึก พระอาจารย์เลยจัดให้เป็นโปรแกรมในวันพรุ่งนี้แทน

ขณะที่รถกำลังแล่นไปเรื่อยๆ ออกไปทางตะวันออกของเมืองโมนยวาประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงหมู่บ้านเฉ้าคา (Kyaukka village) มีคนเห็นพระเจดีย์กำลังเข้าเฝือกอยู่ พระอาจารย์เลยให้เลี้ยวรถแวะทำบุญทันที

เพื่อประหยัดเวลา เลยส่งตัวแทน คือ พี่เจ, เจ๊มายิน, เจ๊หลี, และผู้เขียน ลงไปทำบุญแทน เลยต้องโกยกันหน้าตั้ง รวบรวมเงินบูรณะได้ทั้งสิ้น 100,000 จ๊าด

ใครที่ร่วมทำบุญมา หรือที่ไม่ได้ไปด้วย ก็โมทนาร่วมกันนะคะ ได้บุญเหมือนกันทุกท่านค่ะ


...เป็นอันว่าไหนๆ ก็ลงมาแล้ว เราเลยเป็นตัวแทนพระอาจารย์และชาวคณะไปกราบสักการะ “หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์” องค์ใหญ่ ที่ประดิษฐานอยู่ในวิหาร

พี่ชัยและมินโซ คนขับรถของเรา ที่ลงไปช่วยเป็นล่ามให้ เล่าให้ฟังว่า ชาวพม่าเชื่อว่า ถ้าเจ็บป่วยตรงอวัยวะส่วนใดในร่างกาย ก็ให้ปิดทองตรงอวัยวะส่วนนั้น โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับสายตา

มิน่าล่ะ องค์ท่านจึงถูกปิดทองจนหนาไปหมด แทบไม่เห็นสภาพเดิม โดยเฉพาะที่พระเนตรและพระพักตร์ แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาอันล้นเหลือของชาวพม่าที่มีต่อพระพุทธรูปองค์นี้


ประวัติพระเจดีย์ชเวกูนี่

...ตามประวัติเล่าว่า เป็นพระเจดีย์เก่าแก่ สร้างในศตวรรษที่ 14 จากเว็บไซด์พม่า (ภาษาอังกฤษ) มีชื่อเดิมว่า “Myo-Oo Athawka Pagoda” ดังนี้

http://myanmartravelinformation.com/sagaing-region/shwe-guni-pagoda.html

...Shwe Gu Ni Buddha Image lies in Kyaukka village ten miles east of Monywa Township in Sagaing Division. It was one of the 34.000 pagodas built by King Thin Dharnma Thawka.

แปลโดยย่อว่า เป็นหนึ่งในพระเจดีย์ 34,000 แห่ง ที่สร้างโดย King Thin Dhamma Thawka เป็นต้น เมื่ออ่านผ่านไป คนไทยก็ไม่รู้ว่ากษัตริย์พระองค์นี้เป็นใคร

แต่ถ้าเราไปที่เมืองสกายน์ (ก่อนถึงภูเขาสกายน์) ยังมีพระเจดีย์ชื่อ Shwe Kyet Yet Pagoda และที่ทะเลสาบอินเลชื่อว่า The Alodaw Pauk Pagoda (ซึ่งจะนำไปเล่าในภายหลัง)

สถานที่ทั้งสองแห่งนี้สร้างสมัย "พระเจ้าอโศกมหาราช" ตามประวัติเล่าไว้เป็นภาษาอังกฤษ จากเว็บไซด์เดียวกันนี้ว่า

http://myanmartravelinformation.com/115-others-destinations/sagaing-region.html?start=8

...1. Shwe Kyet Yet Pagoda lies on Shwe Kyet Yet Hill. also known as Mandagiri while embryo Buddha was reborn a king of chicken in his early lives. It is one of the 84.000 pagodas built by King Thiri Dhamma Thawka in Sakarit 218.

...2. The Alodaw Pauk Pagoda is one of the 84,000 pagodas built by the famous king Thiri Dhamma Thawka. When King Anawrahta arrived in Inle Lake

ถ้าอ่านเป็นไทยเฉพาะชื่อได้แก่ พระเจ้า "ศิริธรรมะโศกะ" หรือ "พระเจ้าอโศกมหาราช" บางแห่งเรียก "ศรีธรรมโศกราช" พระองค์สร้างพระเจดีย์ 84,000 ทั่วชมพูทวีป

นี่แสดงว่าเว็บไซด์ก็คัดลอกมาผิดเหมือนกัน โดยเฉพาะคำว่า Thiri ลอกผิดเป็น Thin ถ้าเป็นคำไทยก็คือ "ศิริ" ได้แก่ "ศรี" นั่นเอง ส่วนคำว่า 84,000 ก็คัดลอกผิดเป็น 34,000 เช่นกัน

สำหรับที่เมืองไทยตามประวัติบันทึกไว้ว่า พระบรมสารีริกธาตุสมัย "พระเจ้าอโศกมหาราช" ได้นำมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์จอมทอง, หริภุญชัย, ลำปางหลวง เช่นกัน

ขอเล่าเรื่องพม่าต่อไปว่า สมัยต่อมากษัตริย์แห่งเฉ้าคา (Kyaukka) ภายใต้การปกครองของ “พระเจ้ามินกองยี” (Mingaung Gyi) แห่งราชวงศ์อังวะ


...(ขออธิบายก่อนว่า "ฝรั่งมังฆ้อง" หรือภาษาพม่าว่า "ปฐมมินกอง" ที่ไปทำสงครามกับกษัตริย์มอญแห่งหงสาวดี คนไทยจะรู้จักกันในเรื่อง "ราชาธิราช" นั่นเอง)

กษัตริย์แห่งเฉ้าคาได้สร้างครอบองค์เดิม ในปี พ.ศ.1305 และมีขื่อใหม่ว่า “Khaukka Shwegu Pagoda” หลังจากนั้น พระเจดีย์ได้รับการบูรณะใหม่อีกครั้งโดย King Thalun (พระเจ้าสะลัน หรือตะลัน)


...ด้วยเหตุที่มีความสำคัญเช่นนี้ จึงได้หมายเหตุพระเจดีย์ "ชเวกูนี่" แห่งนี้ว่า "พบใหม่" เสียดายที่ไม่ได้บันทึกไว้ว่า บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนไหนไว้บ้าง

แต่ก็ไม่สำคัญกับที่พวกเราได้พบพระเจดีย์เก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณกันโดยบังเอิญ ถ้าทางวัดไม่ตั้งนั่งร้านเพื่อบูรณะ ป่านนี้รถตู้ 2 คันคงจะเลยไปแล้ว ถือว่าโชคดีที่ได้ทำบุญในครั้งนี้

ถึงแม้ว่าเราจะมีเวลาน้อยนิด แต่ก็แอบสังเกตว่า ที่นี่น่าจะเป็นแหล่งใหญ่ที่ผลิต "ทานาคา" ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ขึ้นชื่อของชาวพม่าออกสู่ตลาด

ส่วนใหญ่จะเป็นท่อนทานาคาสด มาเป็นท่อนๆ ทั้งเล็กและใหญ่ วางขายอยู่มากมาย

เสียดายที่เรามีเวลาน้อย เลยอดช๊อปช่วยชาติ (พม่า) เลยค่ะ ยังอยู่อีกหลายวัน น่าจะมีโอกาสบ้างล่ะน่า

สำหรับตอนต่อไป จะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับ “เมืองชเวโบ” สถานที่ประสูติของ “พระเจ้าอลองพญา” ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบอง ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ…สวัสดีค่ะ

คณะทีมงานฯ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1890
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 30/12/18 at 11:01 Reply With Quote


[ ตอนที่ 49 ]
(Update 5 มกราคม 2562)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่สิบสี่) 27 มกราคม 2561 (มะละแหม่ง-หงสาวดี-ย่างกุ้ง-แปร-มาเกว-มินบู-Ann-ยะไข่-พุกาม-ปะโคะกู-โมนยวา-ชเวโบ)


พระเจดีย์ชเวตันซาร์ (Shwe TanZar Pagoda) และ พระเจดีย์มอดอว์มินทาร์ (MawDaw MyinThar Pagoda) เมืองชเวโบ (Shwebo) *(พบใหม่)


เส้นทาง : โมนยวา-อยาดอว์-ชเวโบ-อินดอว์

“...ในวันนี้เรามีเป้าหมายที่ไกลมาก คือ ทะเลสาบอินดอว์ยี (Indawgyi Lake) แทนที่จะไปทางมัณฑเลย์ แต่พระอาจารย์ตัดสินใจไปทางเมืองอยาดอว์ (Ayadaw)

แล้วมุ่งหน้าไปที่เมืองชเวโบ (Shwebo) ด้วยการคำนวณระยะทางของ Google Map จากเมืองโมนยวาประมาณ 340 ก.ม. เป็นเวลา 7 ช.ม.


...ถ้าดูตามแผนที่ จะเห็นว่าท่านไปทางเมืองชเวโบ เพื่อไปที่ทะเลสาปอินดอว์ยี เมืองมิตจิน่า แล้วล่องกลับมาทางถนนหมายเลข 311 เพื่อกลับมาที่มัณฑเลย์

จากนั้นท่านจะนำไปที่ เมืองพินอูลวิน (Pyin U Lwin) ตามถนนหมายเลข 3 เพื่อไปนั่งรถไฟข้ามสะพานก็อกเต็ค (Gok teik) ชมวิวที่สวยและหวาดเสียวที่สุด

แล้วก็เมืองสีป้อ (Hsipaw) หรือเมืองแสนหวี (ไทยใหญ่) ในอดีต นี่เป็นเส้นทางโดยย่อพอให้เข้าใจ ถ้าดูแผนที่ไปด้วย จะทำให้เพลิดเพลินไปกับการเดินทางด้วยกันนะค่ะ

"เมืองชเวโบ" แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกเมืองหนึ่งของพม่า ที่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไปไม่ถึงเช่นกัน

เนื่องจากเป็นสถานที่ประสูติของ “พระเจ้าอลองพญา” (King Alaungpaya) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบอง (Konbaung Dynasty) ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า

“เมืองชเวโบ” ตั้งอยู่ในรัฐสกายน์ (Sagaing Region) อยู่ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 110 กิโลเมตร ทอดตัวอยู่ระหว่างแม่น้ำอิรวดีและแม่น้ำมู

เดิมมีชื่อว่า “มุกโชโบ” (Moksobo) อดีตราชธานีแห่งแรกในราชวงศ์คองบอง เป็นเวลา 8 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2295 - 2303 มีประมาณ 300 ครัวเรือน ตั้งอยู่ใกล้เมืองฮานลิน (Hanlin) เมืองโบราณของชาวพยู

ในรัชสมัยพระเจ้าอลองพญา พื้นที่ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม เราจะเห็นทุ่งนาอันอุดมสมบูรณ์สองข้างทาง และดูจะเจริญกว่าที่อื่นๆ

จะมีอนุสาวรีย์พระเจ้าอลองพญาตั้งตระหง่านอยู่กลางใจเมือง เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “ชาวพยู” แห่งอาณาจักรศรีเกษตร (เมืองเก่าแปร) ซึ่งเป็นชนชาติดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ก่อนชาวพม่าด้วย


ประวัติพระเจ้าอลองพญา

“พระเจ้าอลองพญา” ถือกำเนิดในครอบครัวสามัญชน มีชื่อเดิมว่า “อองไจยะ” (Aung Zeya) ที่หมู่บ้านมุกโชโบ

ช่วงพม่าอยู่ระหว่างทำศึกกับมอญหงสาวดี วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2295 “นายอองไจยะ” ซึ่งเป็นผู้นำหมู่บ้าน ได้รวบรวมกำลังพล 46 หมู่บ้านใกล้เคียงต่อสู้กับชาวมอญ และสามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ

พร้อมกับสถาปนาราชวงศ์คองบอง ในปี พ.ศ.2295 โดยสถาปนาตนเป็นกษัตริย์พระองค์แรก มีพระนามใหม่ว่า “พระเจ้าอลองพญา”

เป็นภาษาบาลี แปลว่า “พระโพธิสัตว์” ส่วนหมู่บ้านมุกโชโบ ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “ชเวโบ” แปลว่า “เมืองขุนพลทอง” จนถึงปัจจุบัน

พระเจ้าอลองพญามีพระราชกรณียกิจที่สำคัญ นอกจากการปราบปรามมอญ หลังการล่มสลายของราชวงศ์ตองอูแล้ว

พระองค์เป็นผู้พัฒนา “เมืองตะโค่ง” จากเดิมที่เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ และพระราชทานชื่อใหม่ว่า “ย่างกุ้ง”

ในปีพ.ศ.2303 พระเจ้าอลองพญาเสด็จสวรรคตระหว่างทางกลับจากการทำสงครามกับอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ

ตามพงศาวดารไทยระบุว่า สวรรคตเพราะปืนใหญ่แตกที่ "วัดหน้าพระเมรุ" แต่ทางพงศาวดารพม่าระบุว่า สวรรคตเพราะประชวร


ซึ่งเป็นวัดนี้วัดเดียวในอยุธยา ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์มาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะ “พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ” เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิที่มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

หลังจากพระเจ้าอลองพญาเสด็จสวรรคตแล้ว “พระเจ้านองดอว์ยี” กษัตริย์องค์ต่อมาได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ใกล้แม่น้ำอิรวดี

แต่ “ชเวโบ” ก็ยังคงมีความสำคัญในฐานะเป็นสถานที่ฝึกทหารให้กองทัพของราชวงศ์คองบอง นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่พระราชามักจะส่งราชบุตร ส่วนใหญ่จะเป็นมกุฎราชกุมารมาครองเมืองนี้

“ชเวโบ” ยังมีชื่อเรียกอื่นอีก 5 ชื่อคือ “มุกโซโบ” (ชื่อดั้งเดิม), “ยาดานา-เทียนคา”, “คองบอง”, “ยางยี-ออง” และ “ชเวโบ” (ชื่อปัจจุบัน)

ชาวพม่าได้ยกย่องพระเจ้าอลองพญาว่า เป็นกษัตริย์พม่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 พระองค์ของพม่า

(อีกสองพระองค์ได้แก่ "พระเจ้าอโนรธามังช่อ" คนไทยจะรู้จักพระองค์ในพระนามว่า "พระเจ้าอนุรุทธ" ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พุกาม” และ “พระเจ้าบุเรงนอง” ฉายา “พระเจ้าชนะสิบทิศ” ที่คนไทยรู้จักกันดี)


...จบประวัติศาสตร์เพียงแค่นี้ เมื่อรู้ว่ามาถึงเมืองสำคัญในอดีตแล้ว เราก็ไม่พลาดที่จะไปกราบพระเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองทันที ในวันนี้มี 2 แห่งด้วยกัน

แห่งแรกก็คือ “พระเจดีย์ชเวตันซา” (ShweTanZar Pagoda หรือ ShweDaza Pagoda เขียนได้ 2 แบบ)

ทราบประวัติคร่าวๆ ว่า สร้างขึ้นในสมัย "พระเจ้าอลองสินธุ" กษัตริย์แห่งราชวงศ์พุกาม ภายในพระเจดีย์ มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์โบราณหลายองค์ประดิษฐานอยู่ในตู้กระจก

ตอนที่เราไปถึง พระเจดีย์กำลังเข้าเฝือกอยู่ระหว่างการบูรณะใหญ่อยู่พอดี พวกเราเลยได้มีโอกาสได้ทำบุญใหญ่อีกครั้ง

พระอาจารย์ชัยวัฒน์ได้ส่งตัวแทนลงไปทำบุญ เพื่อประหยัดเวลา เพราะเรายังต้องเดินทางอีกไกล พี่เจเลยเป็นตัวแทนนำเงินไปร่วมบุญบูรณะ 80,000 จ๊าด และค่าไฟฟ้า 20,000 จ๊าด



...หลังจากนั้น เรามาแวะกราบ “พระเจดีย์มอว์ดอว์ มินทาร์” (MawDaw MyinThar Pagoda) พระเจดีย์เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งในตัวเมือง

สำหรับที่นี่ไม่ปรากฏประวัติเด่นชัด ทราบแต่ว่า เป็นพระเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่โบราณเช่นกัน

พระอาจารย์ชัยวัฒน์ได้นำคณะกล่าวถวายเครื่องบูชา อันประกอบด้วยแผ่นทอง พวงมาลัยดาวเรือง น้ำอบน้ำปรุง ของหอมทั้งหลาย เป็นต้น

พร้อมทั้งร่วมทำบุญบูรณะ 40,000 จ๊าด และค่าไฟฟ้า 10,000 จ๊าด ก่อนจะเดินทางต่อไปแล้วแวะฉันเพลระหว่างทาง


...ช่วงบ่ายเดินทางต่อไป แต่ยังไม่ถึงอินดอว์ยีก็กลัวจะมืดเสียก่อน จึงได้แวะพักที่ เมืองอินดอว์ (Indaw) ถนนลาดยางสภาพดีพอสมควร รถตู้สองคันจึงทำเวลาได้ดี

ระหว่างทาง พระอาจารย์ได้โทรศัพท์ติดต่อกับร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งค้นพบใน Google Map มีคนไปปักหมุดเอาไว้ จึงได้เบอร์โทรศัพท์มา แล้วให้ลูกน้องชาวพม่า "ร้านเจ๊มายิน" ติดต่อเอาไว้ก่อน

ถึงแม้จะเป็นระยะทางที่ยาวไกล เราก็ไม่ได้แวะที่ไหนอีกเลย เพราะสถานที่พักก็ยังไม่มี เมื่อมาถึงเมืองอินดอว์ก็เป็นเวลาเย็นพอดี

โชเฟอร์รถตู้ของเรา คุณชัยและคุณมินโซแวะสอบถามโรงแรมที่อยู่ริมถนน ปรากฏว่าราคาแพง เพราะเห็นเราผ่านมาแบบกระทันหัน จึงฉวยโอกาสทันที

โชคดีที่ "พี่เจ" เห็นโรงแรมอีกแห่งหนึ่งระหว่างเข้าตัวเมือง จึงย้อนกลับไปดูปรากฏว่า..ใช่เลย มีร้านอาหารพร้อมอยู่ในปั้มน้ำมัน สะดวกเหมือนจัดสรรไว้เลย

คืนนี้..จึงนอนหลับสบาย หลังจากเดินทางมาตลอดทั้งวัน อาหารค่ำก็ในปั้มน้ำมัน อาหารเช้าก็เช่นกัน เจ้าของที่พักและคนในร้านอาหารชาวพม่าอัธยาศัยดีมาก

พระอาจารย์สอบถามเส้นทางไปอินดอว์ยีไว้ล่วงหน้า เพราะท่านเคยมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2553 แล้วก็เลยไปเที่ยวถึง "เมืองมิตจิน่า" (Myitkyina) ด้วย

แต่ทริปนี้เวลาไม่พอจึงยังไม่ได้เมืองมิตจิน่า เพราะท่านวางแผนเดินทางกลับมาพักค้างคืนที่นี่อีกหนึ่งคืน แล้วถึงจะล่องกลับมัณฑเลย์เลย เพราะมีคณะของเราบางคนจะต้องกลับกรุงเทพ โดยขึ้นเครื่องที่สนามบินมัณฑเลย์

เหตุการณ์ตอนหน้าจะเป็นอย่างไร ตื่นเต้นแค่ไหน..ไปกับการผจญภัยในครั้งนี้ แล้วจะเจอบุญอะไร..รออยู่อีกข้างหน้าอีก

พวกเราไม่มีใครทราบล่วงหน้ากันเลย แต่พอไปถึงก็เหมือนกับฝันไปอีกนั่นแหละ...สวัสดีค่ะ

คณะทีมงานฯ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1890
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 5/1/19 at 09:20 Reply With Quote


[ ตอนที่ 50/1 ]
(Update 10 มกราคม 2562)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่สิบห้า) 28 มกราคม 2561 (มะละแหม่ง-หงสาวดี-ย่างกุ้ง-แปร-มาเกว-มินบู-Ann-ยะไข่-พุกาม-ปะโคะกู-โมนยวา-ชเวโบ-อินดอว์ยี)

พระเจดีย์ชเวมิตซู (Shwe Myintzu Pagoda) ทะเลสาบอินดอว์ยี (Indawgyi Lake) เมืองมิตจีน่า (Myitkyina)

เส้นทาง : โมนยวา-อยาดอว์-ชเวโบ-อินดอว์-อินดอว์ยี

“...เช้าวันที่ 28 มกราคม 2561 เรามาอยู่ที่โรงแรมในปั๊มน้ำมันเมืองอินดอว์ (Indaw) อย่างกับฝันไป เผลอแป๊บเดียว ผ่านไป 15 วันแล้ว จนต้องถามตัวเองว่า เรามาไกลขนาดนี้เลยเหรอ ?

เวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนที่ไม่ตื่นแต่เช้า บางทีก็ไม่รู้ว่า วันนี้จะไปที่ไหน ชีวิตการเดินทางตอนนี้ขึ้นอยู่กับพระอาจารย์องค์เดียวเท่านั้น ที่ท่านจะต้องเตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้า

เวลาคนขับรถถามว่า วันนี้จะไปไหน? ตอบได้คำเดียว “ไม่รู้เหมือนกัน…แล้วแต่พระอาจารย์” ตอนแรกๆ โชเฟอร์ก็คงงงๆ เหมือนกันแหละ

แต่พอหลังๆ ปรับตัวได้ กลายเป็นเรื่องเฮฮาปาร์ตี้ ไปไหนไปกัน ขอแค่พระอาจารย์ท่านสั่งเป็นพอ

เพราะเริ่มจะรู้เคล็ดการเดินทางของท่าน เพื่อไม่มีอุปสรรคอันตรายที่จะเข้ามาขวางกั้น ท่านถือคติโบราณเลยไม่บอกก่อนว่าจะไปไหนบ้าง

ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราเคยชินกันอยู่แล้ว มีหน้าที่ตามอย่างเดียว รู้แต่ว่า ท่านไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยสักครั้งเดียว ได้ไปครบถ้วน บุญใหญ่ๆ ทั้งนั้น

วันนี้ก็เช่นกัน มีบุญใหญ่รอเราอยู่ค่ะ พอจะเดาได้ไหมคะว่า ที่ไหน? เกริ่นกันมาหลายตอนแล้ว วันนี้แหละค่ะ ที่เราจะไปถึง “ทะเลสาบอินดอว์ยี” (Indawgyi Lake) แห่งรัฐคะฉิ่น (Kachin State) กันเสียที

อาหารมื้อเช้าผ่านไปอย่างเรียบง่าย ผู้จัดการโรงแรมอัธยาศัยดีคนเดิม ตื่นมาดูแลพวกเราแต่เช้า หารู้ไม่ว่าพวกเรากว่าจะหาที่พักถูกใจ พี่ก๊วยเจ๋งต้องนั่งรถมอเตอร์ไซด์ตระเวณหาไปทั่ว

ครั้นไปดูแล้วก็ไม่ถูกใจกัน จนต้องย้อนกลับมาที่นี่ แต่ก็ต้องมีอุปสรรคอีก โชคดีที่มีพระมาด้วย ชาวพม่าเขาเคารพนับถือพระมาก

เจ๊มายินพอพูดพม่าได้บ้าง บอกว่า "พงยี" หมายความว่ามีพระอาจารย์มาด้วย เท่านี้แหละ เขาก็ใจอ่อนยอมให้เราเข้าพักได้

เช้านี้บรรยากาศจึงสดชื่น อาหารไทยพวกผัดๆ ทอดๆ จำพวก ผัดผัก ไข่เจียว ถูกลำเลียงมาวางไว้บนโต๊ะตรงตามเวลาที่นัดกันไว้เป๊ะๆ

สำหรับเรื่องที่พัก ก่อนเดินทางท่านก็ให้คนพม่าที่อยู่ใน "ร้านเจ๊มายิน" ติดต่อหาที่พักแถวริมทะเลสาบอินดอว์ยี เจ้าหน้าที่บอกว่าให้มาเถอะ แต่ก็พอซักถามถึงห้องพัก เขาก็วางสายแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก

ฉะนั้น เรื่องที่พักนี่ เท่าที่สังเกตตั้งแต่เริ่มเดินทาง พี่ติ๋ม อภิญญาจะเป็นผู้ติดต่อล่วงหน้า ที่ไหนที่ติดต่อไม่ได้ หรือไม่มี ที่นั้นจะต้องมีปัญหาให้เราต้องพักตรงนั้น เป็นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว

ส่วนที่อินดอว์ยีก็เช่นกัน ตอนแรกพระอาจารย์ยังตัดสินใจอยู่ว่า จะกลับมาพักที่นี่เหมือนเดิม หรือจะไปหาที่พักข้างหน้า

ด้วยความที่ยังไม่ลงตัวแน่นอนนี่เอง ท่านเลยให้ขนของขึ้นรถให้หมด แล้วไปว่ากันข้างหน้า จะได้ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง

จากที่นี่ไปทะเลสาบอินดอว์ยี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ คุณชัยกับคุณมินโซ สารถีเจ้าเก่า ก็ทำหน้าที่ขับรถไป

ส่วนพวกเราก็หลับคอพับคออ่อนอยู่ในรถ ขนาดรถโยกเยกโคลงเคลงแค่ไหน เราก็หลับกันได้หลับกันดีค่ะ

หลับไปได้ประเดี๋ยวเดียว ก็ต้องตื่น เพราะมีคนเห็นพระเจดีย์สีทององค์เล็กๆ กำลังบูรณะซ่อมแซมอยู่

พระอาจารย์เลยสั่งให้เลี้ยวรถ ส่งพี่เจลงไปทำบุญถวายปัจจัยร่วมบูรณะกับพระที่ดูแล รวมแล้วได้ 59,000 จ๊าด

คุณมินโซ คนขับรถตู้ ที่ลงไปด้วยบอกว่า พระเจดีย์นี้ มีชื่อว่า “พระเจดีย์ยาอองยี” ได้เก็บบุญเอาฤกษ์เอาชัยได้อีกหนึ่งรายการ ขนาดยังไม่ถึงอินดอว์ยีนะคะ


ไปถึงทะเลสาบอินดอว์ยีประมาณสายๆ ใกล้เวลาฉันเพลพอดี เลยแวะรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านอาหารริมทะเลสาบ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างทาง รอดตัวไปอีกหนึ่งมื้อค่ะ

พระเจดีย์กลางน้ำชเวมิตซู หรือ Shwe Myintzu Yele Paya เรียกให้เหมือนกับที่เมืองสิเรียม พระอาจารย์ชัยวัฒน์เคยมาแล้วเมื่อปี 2553 พร้อมกับพระภิกษุชาวมอญ และพี่บุ๋ม วัชรพล


ตอนนั้นมาลำบากกว่านี้มาก ท่านนั่งรถบัสที่เขาจัดทัวร์พม่า จากย่างกุ้ง, เนปิดอว์, มัณฑเลย์, โมก๊อก (Mogok) - กะตา (Katha) - อินดอว์ (Indaw)

แล้วก็เลยขึ้นเหนือไปอีกถึงหมู่บ้านโมเยี้ยน (Mohnyin) จึงถึงคิวรถสองแถวโฟร์วีลสภาพเก่าๆ พอคนเต็มแล้วเขาจึงออก แล้ววิ่งผ่านเมืองโฮปิน (Hopin) มาอินดอว์ยี


(สภาพรถโฟล์วิลสองแถว ต้องพักเติมน้ำแถวลำห้วย เครื่องร้อนจัดมาก สภาพรถเมื่อ 30 ปีก่อน)

สมัยก่อนสภาพถนนยังเป็นลูกรังธรรมชาติ เส้นทางถนนขุรขระ ข้ามภูเขาหลายลูก ผ่านหมู่บ้าน 8 หมู่บ้าน กว่าจะถึงที่พัก เขาขับเร็วมากเพื่อกลับไปเข้าคิวอีก

เวลารถสวนเขาก็ไม่ชลอกันเลย ปรากฏว่ากินฝุ่นกันไปทั้งรถทั้งคน โดยเฉพาะพี่บุ๋มนั่งอยู่บนหลังคารถ ขนกระเป๋าลงมาฝุ่นเต็มไปหมดจนแทบจำไม่ได้

จากนั้นก็เข้าที่พักเป็นแถวยาวเหยียด รถทัวร์เขาจองไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งเป็นกระต๊อบเล็กๆ หลังคามุงจากแบบชั่วคราว

ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม แถมประตูห้องก็ไม่มี ต้องหาผ้ามาปิดเอง คล้ายๆ กับที่รอยพระพุทธบาทชเวเซ็ตต่อว์ เมืองมินบู ที่เราเพิ่งไปมา

แล้วช่วงที่มาตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่เขามีงานเทศกาลประจำปีพอดี คนหลั่งไหลมากราบพระเจดีย์จากทั่วทุกสารทิศ ทั้งพระภิกษุ และฆราวาส

โดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ที่มาจากชายแดนจีน เรียกได้ว่า ทรหดอดทนสุดๆ จนติดตาตรึงใจอยู่ในความทรงจำจนถึงวันนี้

ส่วนพวกเราเพิ่งได้มาครั้งแรก ก็พากันตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศอันแสนสงบ ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม “พระเจดีย์ชเวมิตซู” ประดิษฐานอยู่กลางทะเลสาบ

สำหรับสถานที่นี้ คนไทยยังมากันไม่มาก ส่วนใหญ่ก็ไปที่ทะเลสาบอินเลกัน แล้วพระอาจารย์ทราบได้อย่างไร

ท่านบอกว่า ตอนไปพักในย่างกุ้ง ปี 2553 บังเอิญนั่งฉันเช้าในห้องอาหาร เจ้าของโรงแรมชาวพม่ามาคุยด้วยเป็นภาษาอังกฤษ

สมัยนั้นพี่ทนงฤทธิ์ติดตามไปด้วยช่วยแปลให้ว่า พระเจดีย์แห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์สำคัญมาก มีทั้งถนนคนเดินกลางวัน และถนนเทวดาเดินกลางคืนด้วย ฟังแล้วช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

เรื่องนี้พวกเราสนใจกันมานาน วันนี้ที่รอคอยก็ได้มาถึงแล้ว เหมือนกับฝันไปจริงๆ ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเป็นภาพแรกของพวกเรา

นั่นก็คือภาพที่ประทับใจเป็นที่สุด และเป็นภาพที่เราต้องการเห็นที่สุด พระเจดีย์กำลังเข้าเฝือกอยู่ไกลๆ หัวใจก็เต้นรัวด้วยความปิติ ที่จะได้ร่วมบุญใหญ่อีกครั้ง

เพราะกว่าจะมาได้ ไม่ใช่เรื่องหมูๆ พระอาจารย์ต้องวางแผนเส้นทางแบบเหนือเมฆ จนมาถึงได้สำเร็จในที่สุด แต่และแห่งแต่ละวัน เป็นไปตามแผนทุกอย่าง

ก่อนจะลงเรือหางยาวที่รอรับส่งคนตรงท่าน้ำ พระอาจารย์ได้แวะซื้ออาหารนก ไว้สำหรับให้ทานฝูงนกนางนวล ที่เป็นเจ้าถิ่นอยู่ที่นี่

ทะเลสาบอินดอว์ยีนี้เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าของพม่าอีกด้วย

โดยเฉพาะนกพันธ์ุที่หายาก หรือใกล้จะสุญพันธ์ุประมาณ 10 ชนิด แต่เท่าที่เห็น ก็มีแต่เจ้านกนางนวลเท่านั้น ที่บินมาต้อนรับเรา

ระหว่างเรือล่องอยู่กลางน้ำ เหล่ากองทัพนกนางนวลบินลงมาโฉบอาหารให้เราเห็นตัวเป็นๆ ชัดๆ อย่างใกล้ชิด

กำลังเพลิดเพลินกับการให้อาหารเจ้านกน้อยได้ไม่นาน สักพักเรือก็แล่นเข้าจอดเทียบท่า “พระเจดีย์กลางน้ำชเวมิตซู” ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้าเรา

ในตอนหน้า จะพาท่านไปรู้จักประวัติความเป็นมาของ “พระเจดีย์ชเวมิตซู” หรือชาวพม่าเรียกกันว่า "เยเลพญา" คนไทยเรียกว่า "พระเจดีย์กลางน้ำ" ที่ไม่เหมือนสถานที่แห่งอื่นๆ

เพราะต้องสร้างกลางน้ำ และมีเรื่องราวปาฏิหาริย์อีกหลายอย่าง เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ในตอนต่อไปนะคะ

คณะทีมงานฯ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1890
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 10/1/19 at 09:49 Reply With Quote


[ ตอนที่ 50/2 ]
(Update 15 มกราคม 2562)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่สิบห้า) 28 มกราคม 2561 (มะละแหม่ง-หงสาวดี-ย่างกุ้ง-แปร-มาเกว-มินบู-Ann-ยะไข่-พุกาม-ปะโคะกู-โมนยวา-ชเวโบ-อินดอว์ยี)

พระเจดีย์ชเวมิตซู (Shwe Myintzu Pagoda) ทะเลสาบอินดอว์ยี (Indawgyi Lake) เมืองมิตจีน่า (Myitkyina)

เส้นทาง : โมนยวา-อยาดอว์-ชเวโบ-อินดอว์-อินดอว์ยี

“...หลังจากเพลิดเพลินกับการให้อาหารนกนางนวล ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ ณ ทะเลสาบอินดอว์ยี กันได้สักพัก

ไม่นานนัก เรือลำน้อยที่บรรทุกผู้มีศรัทธาแรงกล้าทั้งชาวพม่าและผู้มาจากต่างถิ่น ค่อยๆ ล่องมาจอดเทียบท่า ”พระเจดีย์ชเวมิตซู” อย่างนุ่มนวล

ผู้โดยสารไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุก็ดี ฆราวาสก็ดี ทยอยเดินขึ้นบันไดอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะสมาชิกคณะตามรอยพระพุทธบาท

ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น ส.ว. (สูงวัย) ต่างช่วยกันฉุด ช่วยกันดึง จนทุกคนขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย

ภาพพระเจดีย์ที่อยู่ภายใต้เฝือก ทำให้เราต้องรีบเปิดกระเป๋า หยิบเงินออกมาทั้งเงินจ๊าด และดอลลาร์ เพราะนานทีปีหน ถึงจะมาเจอบูรณะใหญ่

เมื่อครั้งที่พระอาจารย์ชัยวัฒน์มาที่นี่ครั้งแรกในปี 2553 หรือเมื่อ 9 ปีก่อน ครั้งนั้นแค่ได้มากราบและทำบุญเฉยๆ

แต่ครั้งนี้ถือเป็นวาระพิเศษที่ได้มาร่วมบูรณะ ทั้งพระเจดีย์องค์ใหญ่และองค์บริวาร โอกาสประจวบเหมาะแบบนี้หาได้ง่ายๆ ที่ไหนละคะ


ประวัติพระเจดีย์ชเวมิตซู

“พระเจดีย์ชเวมิตซู” (Shwe Myintzu Pagoda) เป็นพระเจดีย์กลางน้ำ ณ ทะเลสาบอินดอว์ยี (Indawgyi Lake) รัฐคะฉิ่น (Kachin) ทางตอนเหนือของพม่า

ตามตำนาน ย้อนไปครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จเลียบโลกมายังดินแดนแถบนี้ แล้วทรงพยากรณ์ว่า หลังจากพระองค์เสด็จปรินิพพานล่วงไปได้ 360 ปี

แถบนี้จะเกิดหนองน้ำใหญ่ และสถานที่พระองค์หยุดประทับ จะมีเกาะเกิดขึ้นใจกลางหนองน้ำนั้น จากนั้นจะมีผู้สร้างพระเจดีย์ให้เป็นศรีแก่พระศาสนาต่อไป

ล่วงมาถึงศตวรรษที่ 1 พระเถระนามว่า “อุนยีตู” (Sayadaw U Nyi Hsu) และชาวบ้านได้นั่งเรือไปกลางแม่น้ำ

ท่านได้อธิษฐานเสี่ยงทาย เพื่อสร้างพระเจดีย์ ด้วยการโยนก้อนหิน 3 ก้อนลงไปในน้ำ แล้วใช้ไม้เท้าปักลงไปตรงก้อนหินพอดี เพื่อสร้างพระเจดีย์ตรงสถานที่นี้

ปีของพม่า ในปี 1230 ในสมัยพุทธกาล มีพระเถระชื่อ “นิสิเปตะละ วิเนยะเกรู้กะ อันยายะวาตี มหาเถสยาดอว์ อเชนตอปีตะ” (ชื่อย่อว่า “อุตอปีตะ” Sayadaw U Thawbita)

ได้สร้างพระเจดีย์ชเวมิตซูขึ้น เนื่องจากบริเวณทะเลสาบอินดอว์ยีเคยมีอสูรร้ายรบกวน ทำให้ไม่มีผู้คนกล้าอาศัย

พระเถระจึงคิดว่า สมควรจะประกาศพระศาสนาในแถบนี้ ท่านจึงนั่งเรือไปตามแม่น้ำอิรวดี เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่พระเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง มาบรรจุไว้ที่พระเจดีย์

ท่านได้อธิษฐานว่า ถ้าได้พระบรมสารีริกธาตุมา 5 องค์ ก็ขอให้สร้างพระเจดีย์ได้สำเร็จ ปรากฎว่า พระธาตุเสด็จมาแก่ท่านโดยอัศจรรย์

พระเจดีย์สร้างเสร็จภายใน 5 เดือน ว่ากันว่า คนสร้างตอนกลางวัน เทวดาสร้างตอนกลางคืน พวกภูติผีอสูรกายก็หายไป ผู้คนจึงเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ และจัดพิธีสมโภชน์พระเจดีย์ในเดือนมีนาคมของทุกปี

เป็นเรื่องน่าแปลก ที่ก่อนจะถึงงานสมโภชน์ จะเกิดเนินทรายขึ้น เป็นทางเดินจากริมทะเลสาบถึงองค์พระเจดีย์กลางน้ำ มี 2 สาย เนินทรายสายหนึ่งสำหรับมนุษย์ ส่วนอีกสายหนึ่ง สำหรับเทวดาข้ามไป

เมื่อเทศกาลประจำปีที่จัดขึ้น 10 วันสิ้นสุดลง ทางเดินเนินทรายก็จะหายไป ซึ่งตอนที่เราไปในเดือนมกราคม ทางเดินเนินทรายยังไม่ปรากฎชัดเจน แต่ก็มีคนเดินลุยน้ำอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ


ความอัศจรรย์ของพระเจดีย์ชเวมิตซู

1. ในช่วงงานประจำปีในเดือนมีนาคม จะเกิดเนินทราย 2 ทาง ให้มนุษย์ และเทวดาได้สัญจร

2. แม้จะมีฝนตกหนัก และน้ำขึ้นสูง แต่น้ำจะไม่เอ่อล้นมาถึงฐานพระเจดีย์

3. ในช่วงงานเฉลิมฉลองประจำปี เหล่าอีกาจะหนีหายไป ครั้นเสร็จงาน พวกมันถึงจะกลับมาอีก

4. คนจากทุกเชื้อชาติมาสักการะพระเจดีย์ แต่ไม่เคยเกิดเหตุทะเลาะเบาะแว้งกัน

5. รอบเกาะที่ประดิษฐานพระเจดีย์ มีรอยเส้นสีแดงโดยรอบ เชื่อกันว่า เป็นรอยโรยยาวิเศษของเทวดา ทำให้น้ำบริสุทธิ์

6. หากวันเพ็ญตกในวันพุธ เดือนตะบอง หรือวันมาฆบูชา อยู่ในวันพุธ จะเกิดรังสีฉายมาจากพระเจดีย์ เชื่อกันว่า พระอรหันต์ดำเนินมาสักการะพระธาตุ


ภาพประวัติพระเจดีย์ชเวมิตซุ



อธิบายภาพประกอบ (ภาพที่ ๑ - ๑๘)

ภาพที่ ๑
......พระพุทธเจ้าตรัสสั่งพระอานนท์พุทธอนุชาไว้ว่า ให้พระอานนท์มาที่อินดอว์ยี แล้วสร้างพระเจดีย์ตรงนี้ ต่อมาพระอานนท์ได้เดินทางมาพร้อมกับพระสงฆ์




ภาพที่ ๒
......พระเถระชื่อ "อุนยีตู" และชาวบ้านได้นั่งเรือไปกลางแม่น้ำ พระอุนยีตูท่านได้อธิษฐานเสี่ยงทายจะสร้างพระเจดีย์

ด้วยการโยนก้อนหิน ๓ ก้อนลงไปในน้ำ แล้วใช้ไม้เท้าปักลงไปตรงก้อนหินพอดี เพื่อสร้างพระเจดีย์ตรงสถานที่นี้



ภาพที่ ๓
......ปีของพม่า ปี ๑๒๓๐ ในสมัยพุทธกาล มีพระเถระชื่อ "นิสิเปตะละ วิเนยะเกรู้กะ อันยายะวาตี มหาเถสยาดอว์ อเชนตอปีตะ" ( ชื่อย่อๆ ของพระเถระชื่อ "อุตอปีตะ" )

มีฆราวาสชื่อ ตุ๊วันนาปาปาต๊ะ มาสร้างศาลาไว้แล้วได้ถวายแด่พระสงฆ์ ต่อมามีโยม ๔ คน พร้อมพระสงฆ์ได้มานั่งปรึกษากันที่ศาลาจะสร้างพระเจดีย์ต่อไป


ภาพที่ ๔
......ปี ๑๒๓๐ วันออกพรรษา พระเถระชื่อ "อุตอปีตะ" นั่งเรือไปตามแม่น้ำอิระวดี เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่พระเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง

มาบรรจุไว้ที่พระเจดีย์ ท่านได้อธิษฐานว่าถ้าได้พระบรมสารีริกธาตุมา ๕ พระองค์ ขอให้สร้างพระเจดีย์ได้สำเร็จ



ภาพที่ ๕
...ปี ๑๒๓๐ แม่น้ำชื่อ "อินดอว์ยี" ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ มีคนอธิษฐานว่าขอให้มีทางเดินไปพระเจดีย์ได้

เพราะพระเจดีย์อยู่กลางแม่น้ำ ระยะทางยาว ๒๗๖ ก.ม. มีทางเดินไปได้ ๒ ทาง คนเดิน ๑ ทาง เทวดาเดิน ๑ ทาง

(หมายเหตุ : ตามที่ผู้เขียนไปเห็นน่าจะ ๑ กิโลเมตรเศษเท่านั้น เพราะพม่านับระยะทางเป็นไมล์)


ภาพที่ ๖
...พระอุตอปิตะและชาวบ้าน ๔ คน ได้ทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตสร้างพระเจดีย์ที่กองทรายกลางแม่น้ำ





ภาพที่ ๗
......วันต่อมาพระอุตอปิตะ (ก่อนที่จะมาบวชท่านชื่อ "อุตาเอ") ได้เห็นสถานที่ตรงกองทรายอันเป็นที่สร้างพระเจดีย์

เห็นเป็นรูปร่างครึ่งวงกลมลอยขึ้นมาแล้วก็หายไป พระเถระก็เข้าใจว่าท่านอนุญาตให้สร้างเจดีย์ได้




ภาพที่ ๘
......ปี ๑๒๓๐ วันเสาร์ที่ ๑๑ มีนาคม ปี ๑๘๖๙ เวลา ๕ โมงเช้า มีชาวบ้านและผู้หลักผู้ใหญ่ ๖ หมู่บ้านมารวมกันทำบุญ เพื่อปักหลักเขตที่จะสร้างพระเจดีย์ โดยใช้ไม้เงินไม้ทองปักหลัก

(หมายเหตุ : ปี ๑๘๖๙ คงจะเป็น "คริสศักราช" ตรงกับ พ.ศ.๒๔๑๒ )



ภาพที่ ๙
......๑ ปี ๑๒๓๑ วันพฤหัสที่ ๑๓ พฤษภาคม ปี ๑๘๖๙ วันที่ ๒๒ เม.ย. เวลา ๑๑ โมงเช้า มีชาวบ้านและผู้ใหญ่มากมายไปหมดมาช่วยกันก่อสร้างพระเจดีย์




ภาพที่ ๑๐
......ปี ๑๒๓๑ วันพฤหัสที่ ๑๒ พฤษภาคม เวลา ๑๑ โมงเช้า พระสงฆ์และชาวบ้านทั้งหลาย ช่วยกันอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่กลางพระเจดีย์




ภาพที่ ๑๑
......พระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในผอบทองคำ แล้วประดิษฐานไว้บนเรือทอง พร้อมด้วยแก้วแหวนเงินทองบรรจุไว้ในยอดพระเจดีย์





ภาพที่ ๑๒
......ปี ๑๒๓๑ วันที่ ๒ มิถุนายน เวลา ๖ โมงเย็น พระอุตอปิต๊ะเป็นประธานมีชาวบ้านและผู้ใหญ่มากมาย มาทำพิธีปักไม้ไว้ตรงกลางพระเจดีย์ เพื่อจะสร้างยอดพระเจดีย์ให้สูงขึ้น




ภาพที่ ๑๓
......ปี ๑๒๓๑ วันพฤหัสที่ ๘ กรกฎาคม เข้าพรรษา เวลา ๖ โมงเย็น สร้างยอดพระเจดีย์เพิ่มขึ้น ๕ ชั้น และสร้างยอดสูงขึ้นไปอีก ๙ ชั้น





ภาพที่ ๑๔
......พระเจดีย์สร้าง ๕ เดือนเสร็จ คนสร้างตอนกลางวัน เทวดาสร้างตอนกลางคืน





ภาพที่ ๑๕
......ปี ๑๒๖๕ พระสงฆ์ชื่อ "อุตะมะตามี๊" ได้มาดูแลสถานที่นี้ แล้วได้สร้างพระเจดีย์องค์เล็กอีก ๔ องค์ ล้อมรอบพระเจดีย์องค์ใหญ่





ภาพที่ ๑๖
......ปี ๑๓๐๘ มีรูปร่างลักษณะเป็นแบบนี้






ภาพที่ ๑๗
......ปี ๑๓๒๐ มีรูปร่างลักษณะเป็นแบบนี้






ภาพที่ ๑๘
......ปี ๑๓๓๐ มีรูปร่างลักษณะเป็นแบบนี้








ปัจจุบัน ปี 2553 ยอดฉัตรเป็นอัญมณี
ที่มีค่ามาจากธรรมชาติ มีรูปร่างลักษณะสวยงามแบบนี้




ขอวกกลับมาเล่าต่อไปอีกว่า โชคดีที่พวกเรามาไม่ตรงกับงานประจำปี คนก็ยังมาไม่มากนัก

พระอาจารย์ชัยวัฒน์ได้ร่วมทำบุญบูรณะ 500,000 จ๊าด กับอีก 500 ดอลลาร์ (ประมาณ 665,000 จ๊าด) ทำบุญค่าไฟฟ้า 50,000 จ๊าด

พอดีเห็นคนงานกำลังทำงานอย่างขมักเขม้น ก็เลยแจกเงินให้คนงาน 7 คนๆ ละ 4,000 จ๊าด รวมแล้วเป็นเงิน 28,000 จ๊าด เรียกว่า ทำบุญกันจนหนำใจเลยทีเดียวค่ะ

พระอาจารย์ได้นำคณะกล่าวถวายเครื่องบูชา ที่ขนลงเรือมาด้วยความตั้งใจ ที่จะบูชาพระพุทธเจ้าด้วยใจอันบริสุทธิ์

ซึ่งได้รับการจัดอันดับที่ 1 ของความสวยงาม สำหรับสถานที่ทั้งหมดในประเทศพม่า พอที่สรุปมาให้เห็นเป็นภาพรวมดังนี้


พระเจดีย์กลางน้ำที่สวยงาม 3 แห่ง คือ
- พระเจดีย์เยเลพญา (ไจ้หม่อวน) สิเรียม
- พระเจดีย์พองดอว์อู (พระบัวเข็ม) ทะเลสาบอินเล
- พระเจดีย์ชเวมิตซู ทะเลสาบอินดอว์ยี มิตจิน่า


(ภาพเปรียบเทียบ "พระเจดีย์กลางน้ำ" 3 แห่ง)


พระเจดีย์เยเลพญา (ไจ้หม่อวน) สิเรียม


พระเจดีย์พองดอว์อู (พระบัวเข็ม) ทะเลสาบอินเล


พระเจดีย์ชเวมิตซู ทะเลสาบอินดอว์ยี มิตจิน่า


คลิปวีดีโอ "งูไหว้พระธาตุเป็นอุณาโลม"



คลิปนี้พระอาจารย์ได้ซื้อมาเมื่อปี 2553

บัดนี้ความปรารถนั้นได้สำเร็จแล้ว ขอเชิญท่านผู้อ่านโมทนาบุญร่วมกันนะคะ ถ้าจะนับอันดับการทำบุญมากที่สุดนั้น

สถานที่แห่งนี้นับเป็นอันดับที่ 3 เพราะเป็นการซ่อมใหม่ทั้งหมด ยอดเงินทำบุญรวม 1,243,000 จ๊าด ทริปไหว้พระเจดีย์ที่ทะเลสาบอินดอว์ยี ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ

ในตอนหน้า ยังมีพระเจดีย์ที่อยู่ใกล้ๆ กำลังบูรณะอยู่เช่นกัน จะเป็นที่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

คณะทีมงานฯ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1890
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 15/1/19 at 05:11 Reply With Quote


.


webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1890
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved