ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 3/6/19 at 09:32 Reply With Quote

(ตอนที่ 73 พระเจดีย์ชเวซานดอว์) เล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองพม่า 14 มกราคม -11 กุมภาพันธ์ 2561


@ ดูตอนที่ 1 - 29
http://www.tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=1050
@ ดูตอนที่ 30 - 47/1
http://www.tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=1051
@ ดูตอนที่ 47/2 - 70
http://www.tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=1053


สารบัญ (เลือกคลิกที่รายการ)

[71]
พระเจดีย์ไจ้เข้า
[72] พระเจดีย์ดาโนะ (Danoke Pagoda)

[73] พระเจดีย์ชเวซานดอว์

[ ตอนที่ 71 ]
(Update 5 มิถุนายน 2562)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่ยี่สิบสอง) 4 กุมภาพันธ์ 2561 (มะละแหม่ง-หงสาวดี-ย่างกุ้ง-แปร-มาเกว-มินบู-Ann-ยะไข่-พุกาม-ปะโคะกู-โมนยวา-ชเวโบ-อินดอว์ยี-มัณฑะเลย์-พินอูลวิน-สีป่อ-ลอว์เส้าค์-อินเล-ตองยี-ตองอู-สิเร ียม)

ตอน พระเจดีย์ไจ้เข้า (Kyaik Khauk Pagoda) เมืองสิเรียม (Syriam)


“...โปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ ก่อนจะเข้าที่พัก พระอาจารย์ชัยวัฒน์ได้พาพวกเรามากราบพระเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของสิเรียมอีกแห่งหนึ่ง ที่มีความสำคัญ ถือเป็นหัวใจของที่นี่ก็ว่าได้

“พระเจดีย์ไจ้เข้า” (Kyaik Khauk Pagoda) เป็นพระเจดีย์ที่สร้างในยุคสมัยเดียวกับพระเจดีย์กลางน้ำไจ้หม่อวน ตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงย่างกุ้ง

ช่วงเวลาที่เรากลับออกจาก “พระเจดีย์ไจ้หม่อวน” ก็เย็นมากแล้ว พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า เป็นที่รู้กันว่า การจราจรในช่วงเย็นค่อนข้างจะติดขัดอยู่แล้ว เพราะเป็นช่วงที่คนเลิกงาน

พอดีว่า ทางวัดกำลังมีงานประจำปี คนพม่าที่เดินทางมากราบไหว้ก็ยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ รถราเลยติดขัดมากเป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ดี โชเฟอร์คนเก่งของเราก็ใช้วิทยายุทธขั้นสูง ซอกแซกพาเราไปถึงที่หมายได้ในที่สุด

พระเจดีย์ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ มีทางขึ้นสี่ด้าน สำหรับคนที่ไม่อยากเดิน ก็มีลิฟท์คอยอำนวยความสะดวก บรรยากาศยามค่ำคืน ก็สวยไม่แพ้กลางวัน

พอเห็นพระเจดีย์สีทองกำลังเข้าเฝือกอยู่ พวกเราเลยมีเฮ เพราะจะได้ทำบุญใหญ่กันอีกวาระอีกแล้ว สำหรับพระอาจารย์ ดูไม่ออกว่า ท่านตื่นเต้นอย่างพวกเราหรือเปล่า

เนื่องจากท่านเคยมาแล้ว ถ้ารวมครั้งนี้ ก็นับได้ 3 ครั้งด้วยกัน ซึ่งทุกครั้งที่มา ท่านก็ได้มาช่วงที่กำลังบูรณะทุกครั้ง จะว่าบังเอิญ ก็ไม่น่าจะใช่ น่าจะเป็นบุญของท่านมากกว่า

แต่ถ้าย้อนดูคลิปวีดีโอเมื่อปี 2539 แล้ว ท่านอาจารย์เล่าว่า สมัยก่อนพระเจดีย์อยู่กลางทุ่งเลยนะ บ้านเรือนก็อยู่ห่างไกล พอมาถึงสมัยนี้แทบไม่น่าเชื่อว่า พระเจดีย์อยู่ในท่ามกลางตึกรามบ้านช่องเต็มไปหมด

สิ่งสำคัญก่อนอื่นใด ท่านพาพวกเราแวะทำบุญก่อน เงินกองกลางที่เตรียมไว้ ดูจะยังไม่พร่อง แม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว

ถ้าที่ไหนมีบูรณะใหญ่ พวกเราก็จะคอยต่อยอดไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายพระอาจารย์ก็จะเป็นผู้ปิดยอด เพื่อให้ญาติโยมที่ถวายปัจจัยร่วมบุญกับท่าน ที่อยู่เมืองไทยก็ดีหรือโอนมาร่วมบุญจากต่างประเทศก็ดี ได้บุญด้วย

เนื่องจากที่นี่กำลังบูรณะพอดี ท่านเลยร่วมทำบุญ 200,000 จ๊าด และค่าไฟฟ้า 50,000 จ๊าด คนที่จดรายละเอียดยอดเงินทำบุญเป็นหน้าที่ของ “พี่น้อยโหน่ง ปัทมาพร” และมี “พี่หมี กัญญาวีร์” คอยเป็นฝ่ายสนับสนุนข้อมูลอยู่ตลอด


ประวัติพระเจดีย์ไจ้เข้า


...สำหรับที่นี่ พระอาจารย์ชัยวัฒน์บอกว่า มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะบรรจุ “พระเกศาธาตุ” 6 เส้น และ “พระบรมสารีริกธาตุ” จากศรีลังกา ตามที่เว็บไซด์ของพม่าเล่าไว้ดังนี้

...It lies on Ottaringa Hill, Thanlyin, on southern bank of Bago River, at the conuence of Yangon and Bago Rivers.

In Sakarit 241 it was built by ashin Khawla and Thaton King Sula Thirima Thawka enshrining six sacred hair relics of Buddha and relics obtained from the King of Ceylon (Sri Lanka).

It was known as Khawlaka Pagoda. Later it came to be called Kyaikkhauk Pagoda. It is over 2000 years old, one of the most noted in Myanmar, revered by kings and the people of successive periods.

สถานที่นี้ตั้งอยู่บนเนินเขา Ottaringa Thanlyin บนฝั่งใต้ของแม่น้ำ Bago ที่บรรจบของแม่น้ำย่างกุ้งและแม่น้ำ Bago

ในมหาศักราช 241 ถูกสร้างขึ้นโดย Ashin Khawla และ กษัตริย์แห่งสะเทิม สุละสิริมาโศกะ ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า 6 เส้น และพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับจากกษัตริย์แห่งศรีลังกา

เดิมเป็นที่รู้จักกันชื่อว่า พระเจดีย์ Khawlaka สมัยต่อมาเรียกกันว่า “เจดีย์ไจ้เข้า” มีอายุกว่า 2000 ปี ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศพม่า ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของกษัตริย์และประชาชนในยุคต่อๆ ไป


...โปรแกรมวันนี้ก็จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะเป็นเวลามืดค่ำแล้ว ต้องตีรถกลับเข้ามาหาที่พักในเมืองย่างกุ้ง โชคดีที่พระอาจารย์ค้นหาได้ในเน็ต

แต่เมื่อเข้าไปถึงโรงแรมแล้วออกมารับประทานอาหารเย็น ที่ร้านอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตละแวกนั้น ปรากฏว่าพี่ชายของ "มินท์ซู" โชเฟอร์ชาวย่างกุ้งของเราทำงานอยู่แถวนี้ คืนนั้น "มินท์ซู" จึงเอาลูกเมียมาให้รู้จักกัน พวกเราจึงให้รางวัลแก่ครอบครัวของเขาทุกคน

ส่วนวันพรุ่งนี้สามารถเดินทางไป "เมืองพะสิม" (Pathein) ได้สะดวก เพราะอาจารย์ได้เลือกโรงแรมที่เข้ากับเส้นทางไปวันต่อไป ส่วนจะไปที่ไหนบ้าง สำคัญมาก..ต้องติดตามได้ในตอนหน้านะคะ…มิงกะลาบา !!

คณะทีมงานฯ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1920
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 5/6/19 at 10:29 Reply With Quote


[ ตอนที่ 72 ]
(Update 10 มิถุนายน 2562)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่ยี่สิบสาม) 5 กุมภาพันธ์ 2561 (มะละแหม่ง-หงสาวดี-ย่างกุ้ง-แปร-มาเกว-มินบู-Ann-ยะไข่-พุกาม-ปะโคะกู-โมนยวา-ชเวโบ-อินดอว์ยี-มัณฑะเลย์-พินอูลวิน-สีป่อ-ลอว์เส้าค์-อินเล-ตองยี-ตองอู-สิเร ียม-ดาลา (Dala)

ตอน พระเจดีย์ดาโนะ (Danoke Pagoda) เมืองดาลา (Dala Township)


“...เช้าวันนี้ที่ย่างกุ้ง (5 กุมภาพันธ์ 2562) ย่างเข้าสู่วันที่ 23 ของการเดินทางเก็บเกี่ยวบุญในพม่า

วันเวลายังคงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเที่ยงตรง เช่นเดียวกับพวกเรา ที่ไม่หยุดสะสมเสบียงบุญเพื่อพระนิพพานเช่นเดียวกัน

วันนี้ พระอาจารย์ชัยวัฒน์มีโปรแกรมไปเมืองดาลา (Dala Township) เพื่อไปกราบนมัสการพระเจดีย์ดาโนะ (Danoke Pagoda) ที่อยู่ไม่ไกลจากย่างกุ้งนัก


การข้ามฝั่งจากย่างกุ้งไปเมืองดาลาได้หลายทาง คือไปตามถนนสายย่างกุ้ง - พะสิม (Pathein) ก็ได้ ด้วยการข้ามสะพานแม่น้ำย่างกุ้ง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปที่เมืองดาลา

* (ถ้าตรงไปก็เป็นเมืองพะสิม จนถึงปลายสุดปากอ่าวมหาสุมทรอินเดีย นั่นก็คือ "พระเจดีย์มอดินซุน" (Mawtinsoon Pagoda) อันเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ ที่พญานาคนำมาบรรจุไว้ก่อนชเวดากอง)

แต่พระอาจารย์เลือกที่จะไปทางตรง คือนั่งเรือเฟอร์รี่ ขนไปได้ทั้งรถและคน โดยเลือกรอบเวลา 8.15 น. แต่กว่าจะได้ขึ้นเรือจริงๆ ก็ 9 โมงเช้า

พระอาจารย์เล่าว่า สมัยก่อนที่มาเมื่อปี พ.ศ.2553 บ้านเมืองยังไม่เจริญเหมือนสมัยนี้ ข้ามแม่น้ำย่างกุ้งแล้ว ต้องเหมารถมอเตอร์ไซค์จากท่าเรือเข้ามาวัด

การที่ท่านมาเมื่อปี 2553 นั้น เป็นเพราะเหตุได้ข่าวว่าปีที่แล้ว "พายุนาร์กิส" พัดถล่มพระเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองพังไปหลายแห่ง ท่านจึงได้เดินทางมาเพื่อร่วมทำบุญปฏิสังขรณ์

สมัยนั้นการเดินทางในประเทศพม่ายังไม่สะดวกสบายอย่างปัจจุบัน เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบภายใน นักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องยื่นเอกสารแสดงความจำนงว่า จะเดินทางไปที่ไหน บางเมืองก็ไม่อนุญาตให้เข้า การเดินทางไปไหนมาไหนจะทำตามอำเภอใจไม่ได้

พอข้ามมาถึงฝั่งเมืองดาลาแล้ว ก็ต้องใช้ "Google Map" เป็นนาวิเกเตอร์ นำทางไปยังพระเจดีย์ดาโนะ ที่อยู่ห่างจากตรงนี้ไปอีก 22 กิโลแม้ว เอ๊ย! กิโลเมตร

ขอบอกว่า ไม่ได้หาเจอกันง่ายๆ นะคะ ตอนแรกอากู๋..กูเกิล หาไม่เจอ ต้องใส่คำว่า "ไจ้" (Kyaik) เข้าไปด้วย เป็น "ไจ้ดาโนะ" ถึงจะเจอ

มาถึงขนาดนี้แล้ว ยากแค่ไหน เราก็จะไปให้ถึง ตอนแรกรถตู้สองคัน ก็ขับตามกันไปดีอยู่ ถนนบางช่วงก็กำลังทำทาง ช่วงที่ทำเสร็จแล้ว ก็เป็นคอนกรีต บางช่วงยังทำไม่เสร็จก็เป็นลูกรัง ส่วนข้างทางก็เป็นท้องทุ่งโล่งๆ

ขับไปขับมา รถตู้อีกคันที่ "มินท์ซู" เป็นคนขับ เกิดยางรั่วกลางทาง เลยต้องจอดเปลี่ยนยาง ส่วนรถตู้อีกคันเลยต้องล่วงหน้าไปก่อน แม้ในใจลึกๆ พระอาจารย์จะเป็นห่วงลูกศิษย์รถอีกคันหนึ่ง

แต่ก็ต้องตัดใจ ไม่เช่นนั้นงานก็จะเสีย อาศัยถามทางจากชาวบ้านแถวนั้นบ้าง ในที่สุด ก็มาถึง "พระเจดีย์ดาโนะ" จนได้

ได้พบกับพระที่อยู่ที่วัด 3 รูป ท่านกุลีกุจอออกมาต้อนรับด้วยความเป็นมิตร หญิงสาวชาวบ้านที่มาทำบุญที่วัด ก็นำขนมและเครื่องดื่มมาถวายพระอาจารย์ และยังแบ่งเจือจานมาให้พวกเราด้วย

ขณะที่ไปถึงนั้น เจ้าอาวาสไม่อยู่ ทราบว่าท่านไปที่ "พระเจดีย์มอดินซุน" ที่อยู่ห่างไกลมาก อีกทั้งพระอาจารย์ก็มีโปรแกรมจะไปที่นั่นด้วย

พระรูปหนึ่งในวัดจึงติดต่อเจ้าอาวาสทางโทรศัพท์ พร้อมกับบอกว่าพวกเราทำบุญไว้ที่นี่ด้วย เจ้าอาวาสรับสายแล้วชักชวนให้พระอาจารย์รีบเดินทางไปที่ "พระเจดีย์มอดินซุน" ท่านจะรออยู่ที่โน่น

ขอย้อนกลับมาเล่าต่อว่า พระเจดีย์แห่งนี้มีความสำคัญ ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักและไปถึง เป็นสถานที่บรรจุ "พระเกศาธาตุ" มากถึง 24 เส้น และพระบรมสารีริกธาตุอีก "24 องค์"

แต่เป็นเรื่องน่าแปลกกว่าพระเจดีย์องค์อื่นๆ ที่พระเจดีย์องค์นี้มีประวัติว่าเคยล้มมาแล้วถึง 9 ครั้ง ครั้งสุดท้าย เมื่อปี พ.ศ.2552 นี่เอง


🌻🌿 ประวัติพระเจดีย์ดาโนะ 🍀🌻


...สมัยนั้นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า "สุระติวิมาตอกะ" ปกครองเมืองดาลา วันหนึ่งพระองค์ได้ฝันว่า มี "พระเกศาธาตุ" และ "พระทนต์" (ฟัน) อยู่กับพระมหากษัตริย์ประเทศอินเดียชื่อ "อะตอกาแม"

พระองค์จึงได้โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 7 รูป เดินทางไปประเทศอินเดีย เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าว พระสงฆ์ทั้ง 7 รูปมีรายชื่อดังต่อไปนี้

1. พระอเชนกีตะ โกตะ
2. พระอเชนเต๊ะคะ ปินยา องค์นี้อยู่ดาโนะ (เมืองดาลา)
3. พระอเชนตากะละ ปินยา องค์นี้อยู่ต่งแต (Twantay เมิองดาลา)
4. พระอเชนโบด๊ะ เงี๊ยนะ องค์นี้อยู่ไจ้โท (พระธาตุอินทร์แขวน)
5. พระอเชนเต๊ะตะ องค์นี้อยู่ซินไจ้ (พระธาตุซินไจ้) อยู่เลยพระธาตุอินทร์แขวนไป
6. พระอเชนอติละ องค์นี้อยู่แดแม๊ะ
7. พระอเชนโต่งด๊ะ องค์นี้อยู่เมาะลำใย (เมาะละแหม่ง)

พระมหากษัตริย์อินเดียได้ทรงแบ่งพระเกศาธาตุให้จำนวน 78 องค์ และพระทนต์ 3 องค์ เมื่อได้มาแล้ว พระมหากษัตริย์เมืองดาลา ได้ทรงสร้างพระเจดีย์

และนำพระเกศาธาตุไปบรรจุที่ "พระเจดีย์ดาโนะ" พระเจดีย์องค์นี้ได้บรรจุพระเกศาธาตุ จำนวน 24 เส้น และพระบรมสารีริกธาตุอีกจำนวน 24 องค์

ชื่อเดิมของพระเจดีย์ดาโนะ ชื่อว่า "ดาโนะกาฮะ" พระเจดีย์ดาโนะสร้างเสร็จ ศักราชปีที่ 240 (นับปีแบบพม่า)



(สภาพที่พระเจดีย์ดาโน๊ตพังทลายลงมาอย่างที่เห็นนี้)

พระเจดีย์ดาโนะตั้งอยู่ที่ จังหวัดตะลา หรือ "ดาลา" พระเจดีย์เดิมสูงแค่ 16 ศอก ถึงแม้ทางวัดจะสร้างขึ้นมาใหม่ แต่ก็ได้ล้มลงไปอีก นับได้ 9 ครั้งแล้ว ดังนี้...

ครั้งที่ 1 ล้มลงไปเมื่อปี พ.ศ.1883 ส่วนที่บรรจุพระเกศาธาตุได้พังลงมา และได้สร้างใหม่
ครั้งที่ 2 ล้มลงไปเมื่อปี พ.ศ.1937 พระมหากษัตริย์กับพระมเหสีจากกรุงหงสาวดี ได้สร้างฉัตรมาถวาย
ครั้งที่ 3 ล้มลงไปเมื่อปี พ.ศ.2001 ได้เกิดแผ่นดินไหว พระเจดีย์ได้พังล้มลงมา
ครั้งที่ 4 ล้มลงไปเมื่อปี พ.ศ.2108 ได้เกิดแผ่นดินไหว พระเจดีย์ได้พังล้มลงมา
ครั้งที่ 5 ล้มลงไปเมื่อปี พ.ศ.2198 ได้มีการบูรณะ คือสร้างพระเจดีย์ขึ้นมาใหม่ ทำให้เจดีย์สูงขึ้นเป็น 45 ศอก

ครั้งที่ 6 ล้มลงไปเมื่อปี พ.ศ.2359 ได้เกิดแผ่นดินไหว พระเจดีย์ได้พังล้มลงมา
ครั้งที่ 7 ล้มลงไปเมื่อปี พ.ศ.2433 ได้เกิดแผ่นดินไหว พระเจดีย์ได้พังล้มลงมา

ครั้งที่ 8 ล้มลงไปเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2551 ได้เกิดพายุนาร์กีสพัดถล่ม พระเจดียฺได้พังล้มลงมา

ครั้งที่ 9 บูรณะเสร็จแล้ว ได้ล้มลงไปเองอีกเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2552 (ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่า เดิมความสูงปกติ 180 เมตร จึงคิดจะสร้างให้สูง 189.6 เมตร ซึ่งในครั้งนั้น พระอาจารย์ได้เดินทางมาร่วมทำบุญ 30,000 จ๊าด)

**หมายเหตุ ทางพม่านับศักราชไม่ตรงกับพุทธศักราชของไทย ประวัติการล้มอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง ทางทีมงานฯ ต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้


ระหว่างรอรถตู้อีกคัน พระอาจารย์ได้สนทนากับพระสงฆ์ที่อยู่ที่วัดนี้ เลยทราบว่า อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดพระธาตุไจ้ทีซองที่มรณภาพไปแล้ว (Kyaik Htee Saung Sayadaw) เป็นผู้มาบูรณะพระเจดีย์ที่นี่ และชาวบ้านละแวกนี้ก็เคารพนับถือท่านมาก

หลังจากรถตู้ของมินท์ซูซ่อมเสร็จเรียบร้อย และตามมาสมทบที่วัดแล้ว พระอาจารย์ได้ร่วมบุญบูรณะเป็นเงินไทย 5,000 บาท และเงินพม่า 30,000 จ๊าด นอกจากนี้ ยังร่วมทำบุญค่าไฟฟ้าอีก 60,000 จ๊าดด้วย

จากนั้นท่านได้นำคณะกราบสักการะพระเจดีย์ อันเป็นที่ประดิษฐาน "พระเกศาธาตุ" และ "พระบรมสารีริกธาตุ" ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พร้อมกับถวายเครื่องบูชา ที่หอบหิ้วกันมาจากเมืองไทย โดยมีเจ๊หลี จารุภา และเฮียก๊วยเจ๋ง พร้อมเจ้าภาพใหญ่จากเมืองไทย คือ พี่แมว ลักษมี - พี่ชาญวิทย์ มโนธีรวัฒน์ ที่จะต้องขออนุโมทนาเป็นอย่างสูง

หลังจากร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว เราได้กลับออกจากพระเจดีย์ดาโนะด้วยความปลื้มปิติอิ่มเอมใจในบุญใหญ่ที่หาโอกาสทำได้ยาก

เพราะที่นี่มาได้ยาก หากไม่มีพระอาจารย์นำพาพวกเรามาแล้ว คงจะไม่ได้มีโอกาสเช่นนี้ ขอน้อมกราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ *(กรุณาดูแผนที่จะทราบว่าไกลแค่ไหน)

พอออกจากวัดแล้ว ได้เวลาฉันเพลพอดี เราจึงแวะเติมพลังกันที่ร้านอาหารของชาวบ้านแถวๆ ข้างวัด จะกลัวอะไร ในเมื่อเรามีเชฟฝีมือเยี่ยมจากไอร์แลนด์มาด้วย

พี่ต่าย พี่แตน สองเชฟคนเก่งประจำคณะ ก็ได้แสดงฝีมือทอดไข่เจียวอีกวาระ มื้อนี้ก็รอดตายผ่านพ้นไปได้อีกมื้อ

พระอาจารย์ท่านเห็นเจ้าตูบสี่ขา ท่าทางผอมกะหร่องอยู่ 3-4 ตัว เลยเอาอาหารที่พวกเรากินไม่หมดมาเลี้ยง เจ้าหมาน้อยเลยโชคดีกินกันจนอิ่มแปล้

นี่ก็ยังดีมีอิ่มทั้งคนและเจ้าหมาน้อย แต่ครั้งก่อนที่พระอาจารย์มาเมื่อปี 2553 ท่านบอกว่าไม่มีอะไรในร้านค้าที่เงียบเหงา สมัยนั้นยังไม่เจริญ มีเงินจ๊าดแต่ไม่มีอาหารที่จะซื้อ

โชคดีที่ท่านพก "ข้าวและอาหารกระป๋อง" ไปจากเมืองไทยด้วย ท่านไปกัน 2 คนกับ คุณทนงฤทธิ์ (ธนฤทธิ์) สีทับทิม ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน พอเปิดกระป๋องแล้วฉันได้เลย ไม่ต้องไปอุ่นไฟให้เสียเวลา

สำหรับตอนหน้า จะพาท่านผู้อ่านไปกราบนมัสการ "พระเจดีน์ชเวซานดอว์ ที่บ้านต่งแต (Twantay)" ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน อย่าลืมติดตาม พร้อมกับกดไลค์กดแชร์ เพื่อเป็นธรรมทานนะคะ...สวัสดีค่ะ"

คณะทีมงานฯ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1920
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 10/6/19 at 08:50 Reply With Quote


[ ตอนที่ 73 ]
(Update 15 มิถุนายน 2562)


Special Myanmar (ทัวร์พม่าพิเศษ 29 วัน)
วันที่ 14 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2561

(วันที่ยี่สิบสาม) 5 กุมภาพันธ์ 2561 (มะละแหม่ง-หงสาวดี-ย่างกุ้ง-แปร-มาเกว-มินบู-Ann-ยะไข่-พุกาม-ปะโคะกู-โมนยวา-ชเวโบ-อินดอว์ยี-มัณฑะเลย์-พินอูลวิน-สีป่อ-ลอว์เส้าค์-อินเล-ตองยี-ตองอู-สิเร ียม-ดาลา (Dala)





ตอน พระเจดีย์ชเวซานดอว์ (Shwesandaw Pagoda) เมืองต่งเต (Twante Township)






“...หลังจากแวะรับประทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารริมทางข้างๆ พระเจดีย์ดาโนะแล้ว คาราวานบุญก็เคลื่อนขบวนไปต่อ ยังมีบุญใหญ่ๆ รอเราอยู่ ตามพวกเรามานะคะ

จากเมืองดาลา ขับรถไปอีกประมาณชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึง "พระเจดีย์ชเวซานดอว์" แห่งเมืองต่งเต ซึ่งเป็นชเวซานดอว์แห่งสุดท้ายในทริปนี้จากทั้งหมด 4 แห่งในพม่า

อ่านมาถึงตอนนี้ ก็เป็นตอนที่ 73 แล้ว ท่านผู้อ่านคงจะคุ้นหูกับชื่อ "พระเจดีย์ชเวซานดอว์" กันบ้างไม่มากก็น้อย

ถ้าเจอคำนี้เมื่อไร แสดงว่า พระเจดีย์นั้นเป็นที่ประดิษฐาน "พระเกศาธาตุ" ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

คำว่า "ชเวซานดอว์" ของชาวพม่า กับ "ซานดอว์เซน" ของชาวมอญ นั้นต่างก็หมายถึง พระเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุ ทั้งคู่ (ชาวมอญบางคนเรียกว่า "ธาตุศก" คล้ายกับคนไทย)

ถ้าอยู่ในเขตชุมชนชาวมอญ ก็เรียก "ซานดอว์เซน" ถ้าอยู่ในเขตพม่า ก็เรียก "ชเวซานดอว์" หมายถึง "พระเกศาทองคำ" (The Golden Hair Relic) นั่นเองค่ะ


ชเวซานดอว์ 4 ทิศในพม่า

ในประเทศพม่า มีพระเจดีย์ขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า "ชเวซานดอว์" ทั้งหมด 4 แห่งด้วยกัน ดังนี้

1. พระเจดีย์ชเวซานดอว์แห่งเมืองตองอู (Taungoo) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่า อยู่ทางตอนเหนือของกรุงย่างกุ้งประมาณ 180 ไมล์

2. พระเจดีย์ชเวซานดอว์แห่งเมืองแปร (Pyay) ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางเหนือประมาณ 160 ไมล์

3. พระเจดีย์ชเวซานดอว์แห่งเมืองพุกาม (Bagan) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าอีกแห่งหนึ่งในพม่าตอนกลาง

4. พระเจดีย์ชเวซานดอว์แห่งเมืองต่งเต (Twante) ซึ่งเป็นเมืองเก่าทางประวัติศาสตร์ อยู่บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี (Ayeyawaddy Delta)


🌲🌻ประวัติพระเจดีย์ชเวซานดอว์แห่งเมืองต่งเต🌻🌲



ภาพปกหนังสือประวัติ (แปลโดย "คุณลิ้นจี่" ร้านมายิน จ.พิจิตร)

...พระเจดีย์ชเวซานดอว์แห่งเมืองต่งเตนั้น ตามตำนานเล่าว่า สร้างตั้งแต่สมัยพุทธกาล ช่วงที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่

พระพุทธเจ้าประสูติ ปีศักราชที่ 68 วันศุกร์ เดือนพฤษภาคม สมัยนั้นยังมีพระสงฆ์รูปหนึ่งชื่อ "พระควัมปติ" ได้เดินทางมาที่ "เมืองสุธรรมปุระ"

(ชื่อเดิมของเมืองตะโท คนไทยเรียก "สะเทิม" หรือ "เมืองสุธรรมวดี" Thudhammawaddy นั่นเอง) แล้วได้มาสวดมนต์อุทิศถวายให้กับพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า "เต้ตะติ๊ฮะเดอร์มายาสะ"

เมื่อกษัตริย์พระองค์นี้ได้ทรงทราบว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว มีพระราชประสงค์จะได้พบพระพุทธเจ้าบ้าง จึงโปรดให้พระสงฆ์ไปกราบทูลอาราธนา

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์ 2,000 รูป (ในพรรษาที่ 8) จึงได้เหาะมาตามคำอาราธนาที่เมืองสุธรรมปุระ ระหว่างทางทรงหยุดพักที่ "เกาะเจ้าซินจอง" แล้วเหาะต่อไปที่ "ภูเขาซินไจ้" (Zingyaik Taung)

พระองค์ทรงหยุดที่เนินเขาและหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แล้วแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์เห็นจึงได้กราบทูลถามว่า

"เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงสถานที่นี้แล้ว เพราะเหตุใดจึงทรงแย้มพระโอษฐ์ พระพุทธเจ้าข้า"

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า ในสมัยชาติที่แล้ว ตถาคตได้เสวยพระชาติเป็น "พญาช้าง" และเป็น "พญากวาง" อยู่ที่ "ต่งเตมยุดาโกง" แล้วได้เสียชีวิตที่นี่ ร่างก็ถูกฝังอยู่ที่นี่

จากนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า จะประทานพระเกศาธาตุไว้ที่เมืองสุธรรมปุระ 2 เส้น และหลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว จะทรงประทานเพิ่มให้อีก 4 เส้น

ต่อมามีพ่อค้า 3 คนพี่น้องชื่อ ตุ๊มานะเท, เต๊ะคะปันยา, ตากะละปันยา (ในที่บางแห่งบอกว่า 2 พี่น้องชื่อ "สิกขปันนา" Tikkha Panna และ "สักการะปันนา" Sagara Panna กับชาวประมง 500 คน)ได้นั่งเรือออกทะเล เพื่อตามหาพระพุทธเจ้า ตามที่ได้ยินมาว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ "ภูเขาซินไจ้"

แต่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ไม่นานก็ได้เดินทางไปประทับที่เมืองสุธรรมปุระ ซึ่งพ่อค้า 3 พี่น้องก็ได้เดินทางตามไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองดังกล่าว แล้วถวายขนมแด่พระองค์

จากนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงประทานพระเกศาธาตุให้ 2 เส้น เมื่อวันที่ 14 วันอังคาร เดือนพฤศจิกายน ศักราชปีที่ 111

เมื่อพ่อค้าทั้ง 3 พี่น้องได้รับพระเกศาธาตุแล้ว จึงได้เดินทางกลับเมืองต่งเต มีชาวบ้านทราบข่าวจึงออกมาต้อนรับประมาณ 500 คน (บางแห่งบอกว่า ท่าเรือเมือง Thiho Nge Khabin)

แต่ขณะที่พ่อค้าทั้ง 3 พี่น้องได้รับพระเกศาธาตุมานั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งไว้ว่าให้นำไปบรรจุที่ "ต่งเตมยุดาโกง" สันเขามยุดา (Mayuda Ridge) หรืออ่านว่า "มารุดา" ก็ได้

แต่พ่อค้าทั้ง 3 พี่น้อง ไม่ทราบว่า "ต่งเตมยุดา" อยู่ที่ใด ทั้ง 3 พี่น้องจึงได้ตั้งจิตอธิฐานว่า ถ้า "ต่งเตมยุดา" อยู่ที่ใดก็ขอให้เกิดปาฏิหาริย์

ขณะนั้นได้เกิดลมพายุหมุนแรงที่บริเวณนั้น ชาวบ้านและพ่อค้า 3 พี่น้อง ก็ตื่นเต้นดีใจมาก จึงได้ช่วยกันปรับพื้นที่บริเวณนั้น เพื่อสร้างพระเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุ

ขณะที่ทำพิธีบรรจุพระเกศาธาตุลงในผอบ ได้มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น คือมีแสงฉัพพรรณรังสีปรากฏออกมาจากผอบ อีกทั้งแผ่นดินก็ได้ไหวสั่นสะเทือนทั่วบริเวณไปหมด

เจ้าเมืองและชาวบ้านทั้งหลายจึงได้นำสิ่งของมีค่ามากมายมาบรรจุไว้ในเจดีย์ และมีการเรียกชื่อเจดีย์นี้ว่า "พระเจดีย์ชเวซานดอร์" โดยได้ไช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 9 ปี

(คำว่า "เจ้าเมือง" บางแห่งกล่าวว่า King of Pokkrawaddy named Thamein Htaw Banna Yan and his chief Queen Meinda Devi โดยการสร้างจากรากฐานในปีพศ. 114 ไปจนถึงยอดฉัตรในปี 123

สมัยต่อมา (อีก 115 ปีต่อมา) ได้มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระนามว่า "ปัญญากอแลแม" และพระฤาษีที่ชื่อ "ตื๊ยังก็กะติก กอแลละแม" ได้ปรึกษากันว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ศาสนาจะได้ไม่ดับสูญหายไปจากโลกนี้ และพระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า

ถ้าพระพุทธองค์ปรินิพานแล้วจะประทานพระเกศาธาตุให้ 4 เส้น ไว้ให้กับพระมหากษัตริย์ของเมืองสุธรรมปุระ ชื่อ "พระเจ้าศิริธรรมะ" (Thiri Dhamma)

ซึ่งพระมหากษัตริย์ได้ตั้งไจมอบไห้กับพระอรหันต์จำนวน 7 รูปที่มารอรับ และพระฤาษีทราบข่าวก็เหาะมารอรับเช่นกัน

ซึ่งพระอรหันต์ทั้ง 7 รูปได้บอกกับพระฤๅษีว่า จะนำไปให้กับพระฤๅษีเอง พระฤาษีก็ดีใจมากจึงได้เหาะกลับไปที่อยู่

หลังจากนั้นพระอรหันต์ทั้ง 7 รูปได้นำพระเกศาธาตุจำนวน 4 เส้นไปที่ "คะเบียนติโฮ" ที่พระฤๅษีอยู่ แล้วมอบพระเกศาธาตุให้กับพระฤๅษี เพื่อนำไปถวายให้พระมหากษัตริย์ต่อไป

เมื่อพระฤๅษีนำไปถวายให้พระมหากษัตริย์แล้วก็ได้นำไปที่ "ต่งเต" เพื่อบรรจุที่เจดีย์ เมื่อศักราชปีที่ 238 เดือนกุมภาพันธ์ วันที่ 3 วันศุกร์ เวลาตี 1 กว่า ซึ่งพระอรหันต์ทั้ง 7 องค์ ประกอบด้วย

1. พระอุปากะ
2. พระตอนะ
3. พระอุตาละ
4. พระอนุลองดา
5. พระเตต๊ะ
6. พระโก๊ะทะ
7. พระตอเมยะ

พระเกศาธาตุที่บรรจุครั้งแรกมี 2 เส้น บรรจุครั้งที่ 2 อีก 4 เส้น รวมเป็นพระเกศาธาตุ 6 เส้น ซึ่งได้นำมาบรรจุรวมกันไว้ในที่เดียวกัน (ส่วนชื่อเมือง "ต่งเตมยุดาโกง" ปัจจุบันเรียกสั้นๆ ว่า "ต่งเต")

จากบันทึกเหตุการณ์ต่อไปว่า พระเจดีย์ได้รับการบำรุงรักษาและปรับปรุง ตลอดช่วงเวลาที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่มีช่องว่างอันยาวนาน 3 ช่วงที่ไม่ได้บันทึกไว้ คือ

- ช่วงที่ 1 ศักราชที่ 101 ถึง 936 ซึ่งเป็นช่องว่าง 835 ปี
- ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1284 ถึงปี ค.ศ.1354 ซึ่งมีระยะห่าง 74 ปี และ
- ช่วงที่ 3 ปี ค.ศ.1661 ถึง 1763 ซึ่งเป็นช่องว่าง 102 ปี

ยกเว้น 3 ช่วงว่างนี้ การลำดับเหตุการณ์จะเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน ทำให้มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากมาย

เนื่องจากเจดีย์ตั้งอยู่บนแผ่นดินโลก ซึ่งได้รับความเสียหายร้ายแรง และถูกทำลายจากแผ่นดินไหวใหญ่ 7 แห่งในช่วง 796 ปี (ค.ศ.1054 ถึง 1850)

ใน ค.ศ.1054, 1394, 1512, 1564, 1596, 1773 และ 1783 ได้รับการซ่อมแซมและรื้อถอนโดยกษัตริย์ของพม่า 24 พระองค์ และบูรณะขึ้นใหม่ถึง 4 ครั้ง

เป็นอันว่า กษัตริย์พม่าหลายองค์ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์เป็นระยะๆ จนถึงสมัยของพระเจ้าเซงพยูเชง (Hsinbyushin) แห่งราชวงศ์คองบอง คือพระเจ้ามังระ (พ.ศ. 2306-2319) อยู่ในราชวงศ์อลองพญานั่นเอง

พระองค์ได้บูรณะพระเจดีย์ โดยออกแบบให้มีรูปลักษณ์เหมือนกับ "พระเจดีย์ชเวดากอง" และเพิ่มความสูงขึ้นอีก 136 ศอก พร้อมทั้งสร้างพระเจดีย์องค์เล็กอีก 40 องค์ขึ้นรายรอบ

นอกจากนี้ ยังมีบันทึกการยกฉัตรใหม่ถึง 6 ครั้ง และมีรายชื่อของพระราชาผู้บูรณะ 24 พระองค์ รวมทั้งกษัตริย์ที่มีชื่อเสียง เช่น

Duttabaung, Anawrahta, Kyanzittha, Banna U Rajadarit, Queen Shin Saw Pu, Dhamazedi, Tabin Shwehti, Bayint Naung, Anaukpetlun, Thalun, Hsinbyushin, Bodawpaya, Bagyidaw, Thayawaddy และ Bagan


* หมายเหตุ - คำว่า "บางแห่ง" หมายถึงจากการรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยพระมหาเถระ Leidi U Pannavamsa ไม่ว่าจะเป็นการจารึกบนใบปาล์มแห้ง, สมุดข่อยแผ่นพับ, ก้อนหิน และระฆังโบราณ เป็นต้น

...พระอาจารย์ชัยวัฒน์ได้รำลึกความหลังให้พวกเราฟังว่า เมื่อก่อนที่ท่านเคยมาเมื่อแปดปี (2553) ก่อน แถวนี้ค่อนข้างเปลี่ยว ไม่มีอะไรเลย ช่างต่างกับปัจจุบันคนละเรื่องเดียวกัน

คราวนั้นท่านก็ได้ร่วมบูรณะไปแล้ว ครั้งนี้พอทราบว่า กำลังจะมีการบูรณะปีหน้า พวกเราก็รีบควักกระเป๋ากันใหญ่ นอกจากเงินกองกลางแล้ว ยังเติมเพิ่มเข้าไปอีก และพระอาจารย์ก็เป็นผู้ปิดบุญอีกเช่นเคย

รวมยอดเงินบูรณะ เป็นเงินไทย 5,000 บาท และเงินพม่า 100,000 จ๊าด และทำบุญค่าไฟฟ้าอีก 60,000 จ๊าด ทำบุญกันจนกระเป๋าเบาไปเลย

สรุปว่า ทริปนี้เราได้มากราบ "พระเจดีย์ชเวซานดอว์" ครบถ้วนทั้ง 4 ทิศ ตามที่พระอาจารย์ได้ตั้งใจไว้ ขอเชิญทุกท่านโมทนาบุญร่วมกัน ขอให้บุญกุศลนี้จงเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันด้วยเทอญ

ในตอนหน้า เรื่องเกี่ยวกับ "งู" จะกลับมาอีกครั้ง อย่างที่รู้กัน พม่าเขามีวัดงูหลายแห่งด้วยกัน ที่ "บ้านต่งเต" เขาก็มีเหมิอนกัน

จะเหมือนหรือแตกต่างจากวัดงูที่อื่นอย่างไร มาติดตามต่อตอนต่อไปนะคะ...มิงกะลาบา...ลาไปก่อนค่ะ

คณะทีมงานฯ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

◄ll กลับสู่สารบัญ




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1920
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 10/6/19 at 09:42 Reply With Quote


.


webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1920
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 15/6/19 at 05:52 Reply With Quote


.


webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1920
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved