ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 24/3/08 at 08:21 Reply With Quote

ประวัติหลวงพ่อปาน (ชุดเก่า) พร้อมภาพประกอบ


ประวัติหลวงพ่อปาน ชุดเก่านี้ได้ลง "ธัมมวิโมกข์" รายเดือนเกือบจะจบแล้ว จึงขออนุญาตนำมาลงในเว็บไซด์นี้บ้าง เพราะเห็นว่ามีคุณประโยชน์มาก สมัยนั้น พระเดชคุณหลวงพ่อฯ ยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก ท่านได้บันทึกไว้เป็นเทป
คาทเซท หลวงพี่พงศธร เป็นผู้คัดลอก คงจะลงให้อ่านกันไปเป็นตอนๆ ทุกสัปดาห์นะครับ...

สารบัญ

(เลือก "คลิก" อ่านได้แต่ละตอน)


01.
วัดบางนมโคในอดีต
02. ประวัติหลวงพ่อปาน (ชุดเก่า)
03. พบหลวงปู่คล้าย
04. วัดบางปลาหมอในอดีต
05. มีบารมีดี พบอาจารย์ดี
06. หลวงพ่อปานฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อสุ่น
07. หลวงพ่อปานกลับมาบูรณะวัดบางนมโค
08. พบลาวเก่งวิชาไสยศาสตร์
09. ปฏิปทาของหลวงพ่อปาน
10. ตำราสำคัญของอาจารย์แจง
11. หลวงพ่อปานไปเรียนต่อกับหลวงพ่อเนียม
12. ประวัติหลวงพ่อโหน่ง
13. บำเพ็ญบารมีมาดีย่อมพบครูดี
14. ปฏิบัติถึงจะรู้ซึ้งซึ่งนิพพาน
15. ยันต์เกราะเพชร
16. เรื่องเล่าที่วัดเขาสะพานนาค
17. พวกคริสเตียนมาหา
18. อบรมธรรมะและวินัยทุกวัน
19. จริต ๖ ประการ
20. พบโครงกระดูกลอยมา
21. การพูดไม่ได้ร่างไว้ก่อน
22. ศพยายฟู
23. ถวายของอย่างดีให้หลวงพ่อปาน
24. หลวงพ่อปานไปที่ไหนลาภมากที่นั่น
25. อธิษฐานยกพระศรีอาริย์
26.
สภาวะพระนิพพาน
27. หลวงพ่อปานบวงสรวง
28. คาถาไล่ผี
29. วิธีล้างชามอย่างรวดเร็ว
30. ฟื้นฟูวัดบางนมโค
31. หลวงพ่อปานถูกบังฟัน
32. คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า
33. หลวงพ่อปานมรณภาพ
34. เหตุการณ์หลังมรณภาพ



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 2036
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 5/4/08 at 04:01 Reply With Quote






วัดบางนมโคในอดีต



ลำดับเจ้าอาวาสวัดบางนมโค
.......เจ้าอาวาสวัดนี้เดิมทีจะมีกี่รูปไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เริ่มจะมีการบันทึกเป็นหลักฐาน คือ...
1. เจ้าอธิการคล้าย
2. พระอธิการเย็น สุนทรวงษ์ มรณภาพ ปี พ.ศ. 2478
3. ท่านพระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนันโท) รับตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 มีโอกาสได้เป็นเจ้าอาวาสได้เพียง 2 ปี ก็มรณภาพลง เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2480
4. พระอธิการเล็ก เกสโร
5. พระอธิการเจิม เกสโร
6. พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
7. พระอาจารย์อำไพ อุปเสโน
8. พระครูวิหารกิจจานุยุต (อุไร กิตติสาร) ได้รับการอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 - เวลานี้มรณภาพไปหลายปีแล้ว
9. เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน


ชาติภูมิของหลวงพ่อปาน
..........ท่านได้ถือกำเนิดที่ย่าน "วัดบางนมโค" เมื่อปี พ.ศ. 2418 (หลวงพ่อบอกว่าไม่ทราบวันเดือนที่เกิด แต่พอถึงวันแรม 14 ค่ำ เดือน 8 ท่านจะทำบุญหมดตัวทุกปี) โยมบิดาชื่อ อาจ โยมมารดาชื่อ อิ่ม นามสกุล สุทธาวงศ์ โดยอาชีพทางครอบครัว คือ "การทำนา" สาเหตุที่โยมบิดาขนานนามท่านว่า "ปาน" เนื่องจากท่านมีสัญลักษณ์ประจำตัวคือ ปานแดง อยู่ที่นิ้วก้อยมือซ้ายตั้งแต่โคนนิ้ว ถึงปลายนิ้วคล้ายปลอกนิ้ว


เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์
เมื่อมีอายุ 21 ปี หลังจากที่โยมมารดาบิดาได้นำท่านมาฝากไว้กับ หลวงปู่คล้าย ให้ฝึกหัดขานนาคให้คล่องแคล่วแล้ว ท่านก็ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดบางนมโค เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2438 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม โดยมี...
หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอาจารย์จ้อย วัดบ้านแพ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอาจารย์อุ่ม วัดสุธาโภชน์ เป็นอนุสาวนาจารย์ มีฉายาว่า "โสนันโท"


หลวงพ่อปานได้รับสมณศักดิ์
เป็นที่ "พระครูวิหารกิจจานุการ" ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2474 โดยมี
1. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ
2. พระวรวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์ศักดิ์พินิจ
3. หม่อมเจ้าโฆษิต
4. หม่อมเจ้านภากาศ
5. ท้าววรจันทร์

ข้าราชการและคณะศิษย์ของท่าน ได้อัญเชิญพัดยศพระราชทานมาให้ท่านถึงที่วัด โดยนำไปมอบถวายให้ท่านในพระอุโบสถ ตามพระบรมราชโองการท่ามกลางคณะสงฆ์ และชาวบ้านต่างอนุโมทนาสาธุการกันถ้วนหน้า

หลวงพ่อปานมรณภาพ
เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2481 ตรงกับวันแรม 14 คำ เดือน 8 สิริรวมอายุ 63 ปี พรรษที่ 42
(ข้อมูลและภาพบางส่วน - จากเว็บที่เกี่ยวกับวัดบางนมโค)

◄ll กลับสู่ด้านบน




ประวัติหลวงพ่อปาน (ชุดเก่า)


บรรยายโดย - หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ
ผู้จัดพิมพ์ลงใน "ธัมมวิโมกข์" - พระพงศธร สุธัมมเขมวโร


โอกาสต่อไปนี้ จะได้เล่าประวัติความเป็นมาของ "หลวงพ่อปาน" วัดบางนมโค ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบตามที่พอจะนึกได้ เพราะฉันเองก็ทราบแต่เพียงประวัติบางประการเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะทราบเรื่องราวของท่านตลอดชีวิตก็หาไม่ จะเล่าให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบ หรือเล่าสู่กันฟังเท่าที่พอจะจำได้ หรือเท่าที่พอจะรู้เรื่องมา แต่ความจริงเวลากาลก็ได้ล่วงเลยมาหลายสิบปีแล้ว ฉันก็อาจจะหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง
เอ้า! ต่อแต่นี้ไปก็ขอได้เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของ หลวงพ่อปาน ให้ทราบเท่าที่พอจะจำได้....

ประวัติก่อนบวช
ในการประชุมสงฆ์ครั้งหนึ่ง ท่านได้เคยเล่าประวัติในตอนต้นของท่านให้ฟังว่า ในตอนก่อนที่ท่านจะบวชในพระพุทธศาสนานั้น ท่านเองเป็นลูกชาวบ้านของตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเอง ไม่ใช่คนที่อื่นที่ไหนมา..
ตระกูลของท่านรู้สึกว่าจะเป็นตระกูลที่ค่อนข้างจะมั่งคั่งอยู่สักหน่อย เพราะว่าเป็นตระกูลที่มีทาส เล่าประวัติของท่านนับตั้งแต่ท่านเกิดมามีชีวิต ท่านไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย แต่วิถีชีวิตของท่านนั้นท่านอยู่เป็นปกติ กล่าวคือ รักษาศีล ๕ เป็นปกติ และคนในตระกูลก็ไม่เคยมีใครขัดคอ เพราะรู้ว่าอัธยาศัยของท่านเป็นอย่างนั้น

แต่ว่าประวัติก่อนที่ท่านจะเกิดก่อนที่จะเข้าสู่ครรภ์มารดา มารดาของท่านมีนิมิตเป็นประการใดท่านไม่เคยเล่าให้ฟัง เป็นแต่เพียงท่านปรารภให้ฟังว่า ก่อนที่ท่านจะบวช ทางตระกูลของท่านได้ไปจองสตรีคนหนึ่งไว้ให้ท่าน เพราะหวังว่าเมื่อท่านสึกออกมาแล้วก็จะได้แต่งงานกัน
เพราะในสมัยนั้นคนที่เขาจะแต่งงานก็ ต้องบวชก่อน และท่านบอกว่าตามความรู้สึกของท่านไม่มีความปรารถนาในการแต่งงาน แต่นั่นเป็นความหมายของท่านผู้ใหญ่ ท่านก็ไม่ขัดคอ แต่ท่านก็คิดไว้เสมอว่า
"ถ้าท่านบวชเมื่อไหร่ฉันจะไม่สึก เพราะเห็นชีวิตในการครองเรือนมีความลำบาก"


(ด้านหน้ากุฏิ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค)

ทีนี้ท่านได้เล่าย้อนต้นถอยหลังลงไปว่า ในสมัยที่ท่านเป็นเด็กๆ พอที่จะจำความได้ก็หมายความว่าคงจะอายุประมาณ ๔-๖ ขวบหรือ ๗ ขวบเป็นอย่างมาก
ท่านบอกว่าในสมัยนั้นมีญาติของท่านคนหนึ่งตาย ญาตินั้นไม่ใช่ใครเป็นย่าของท่านเอง บ้านของท่านคือบ้านบิดามารดาของท่านกับบ้านย่าอยู่หมู่เดียวกัน ในขณะที่ท่านเป็นเด็ก ท่านไปเดินเล่นใต้ถุนบ้าน ไปเล่นกันที่นั่นระหว่างพวกเด็กๆ
ขณะนั้นท่านย่าของท่านกำลังจะตาย ป่วยหนัก เห็นเขาบอกหนทางว่าขอจงนึกไว้ว่า พระอรหังๆ เสมอนะ เห็นผู้ใหญ่ว่าอย่างนั้น และเขาก็ลงมาไล่พวกเด็กๆ ท่านจำได้ ได้ยินชัด ที่เขาบอกให้ว่า..อรหังๆ ท่านก็จำและก็ว่าเล่นๆ

ทีนี้มาพอตอนเย็นเวลาที่จะรับประทานอาหารก็จะกินข้าวเย็น มารดาของท่านก็เรียกบรรดาลูกทั้งหมดมารวมกินข้าวที่บ้าน ในขณะที่ท่านนั่งกินข้าวอยู่ท่านก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อตอนกลางวันเขาบอกว่าให้ว่าอรหังๆ ท่านนึกขึ้นมาได้นี่ในภาษาเป็นเด็กก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ว่า...อรหัง...อรหัง ขึ้นมาดังๆ
พอพูดเท่านี้ ท่านแม่ของท่านโกรธเป็นการใหญ่ จับท่านโยนปังไปกลางนอกชาน และก็บอกว่า "เอ้า! มึงจะไปตายโหงตายห่าที่ไหนก็ไป อย่ามาพาคนอื่นเขาตายด้วย"
นี่ท่านบอกว่า นั่นเป็นความโง่ของมารดาบิดาของท่าน เพราะคนสมัยนั้นคิดว่าถ้าใครเขาภาวนาว่า "อรหัง" หรือ
"พุทโธ" แล้วก็คนนั้นจะต้องตาย


(กุฏิหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค)

และนอกจากนั้นถ้าหากบุคคลทั้งหลาย ใครที่เขายังไม่ป่วยไข้ ถ้าไปว่าให้เขาได้ยิน คนทั้งหลายก็จะพลอยตายไปด้วย ท่านพูดแล้วท่านก็หัวเราะยกใหญ่ ท่านบอกว่านั่นเป็นความโง่ของคนแก่
และต่อมาไม่ช้าอีก ๒ วัน คุณย่าของท่านก็ตาย ท่านจึงได้ไปถามท่านพ่อว่า ย่าเป็นอะไร ท่านพ่อบอกว่าย่าตายเสียแล้ว ถามว่า ตายน่ะเป็นอย่างไร
บอกว่า ตายน่ะเขาก็เอาไปวัด เขาก็เอาไปเผา
และท่านก็ถามท่านพ่อว่า คนเราเกิดมาต้องตายทุกคนเหรอ
ท่านพ่อก็บอก ต้องตายทุกคน
ถามว่า เวลาจะตายทำไมต้องว่าอรหัง
ท่านพ่อบอกว่า เขาบอกหนทาง
ถามว่า ทางอะไร
บอกว่า ทางคนตาย
ถามว่า คนที่ยังไม่ตายว่าอรหังไม่ได้หรือ

ท่านพ่อก็บอกว่า คนที่ยังไม่ตายยังว่าอรหังไม่ได้ เพราะว่าเขาถือว่าเป็นโชคร้ายลางร้าย คนที่ว่าอรหัง หรือว่าพุทโธน่ะก็จะต้องตาย
ท่านบอกว่าคำว่าอรหังหมายถึงเป็นที่ของพระอรหันต์หรือเป็นสรรพนามขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงสัญลักษณ์ว่าท่านเป็นผู้ไกลจากกิเลส ทำลายกิเลสได้สิ้นเชิง ไม่มีกิเลส เมื่อละอัตภาพจากอัตภาพนี้แล้วก็ไม่ต้องเกิดอีกไปสู่พระนิพพาน

หรือคำว่า พุทโธ ก็เหมือนกันเป็นการแสดงสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้ไม่มีความงมงาย ตัดอวิชชาความโง่ได้หมด ตัดเยื่อใยแห่งกิเลสและตัณหาได้หมดสิ้น เมื่อละอัตภาพนี้แล้วก็จะไปสู่พระนิพพานเหมือนกัน แต่ท่านบอกว่าเป็นความโง่ของผู้ใหญ่ในสมัยนั้น


(เขื่อนหลวงพ่อปาน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดบางนมโค)

ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านได้ฟังว่าคนเกิดมาแล้วต้องตายทั้งหมด ท่านก็คิดเลยทีเดียวว่า ถ้าคนเกิดมาแล้วต้องตาย เราจะไม่มีความเป็นอยู่อย่างพ่อ
จึงได้ถามพ่อว่า พระที่เขาเดินมาบิณฑบาตนี่เขาตายไหม
พ่อก็บอกว่า พระก็ตายเหมือนกัน
ถามพ่อว่า ชาวบ้านถ้าตายแล้วไปไหน
พ่อตอบว่า ไม่แน่นัก ชาวบ้านตายแล้วไปสวรรค์ก็ได้ บางคนก็ไปนรก หรือไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ตามบุญตามกรรม

แต่ว่าพระนี่ถ้าตายไปแล้ว ท่านไปเกิดบนสวรรค์หรือเกิดเป็นพรหม เพราะว่าพระเป็นผู้มีบุญมาก คนที่บวชพระแล้วต้องรักษาศีลบริสุทธิ์ ท่านพ่อเล่าให้ฟังเพียงเท่านี้
ถามว่า สวรรค์กับนรกมีสภาพต่างกันอย่างไร
ท่านพ่อก็บอกว่า สวรรค์เป็นเทวดา มีร่างกายเป็นทิพย์ มีที่อยู่เป็นทิพย์ มีอาหารเป็นทิพย์ ไม่ต้องทำมาหากินเหมือนชาวบ้าน ไม่มีความทุกข์
สำหรับนรกจะต้องถูกลงโทษ ต้องถูกไฟเผา ท่านเล่าตามเรื่องราวของ พระมาลัย
ท่านจำไว้เพียงเท่านี้ท่านคิดอยู่ตลอดมา ถ้าหากฉันบวชเมื่อไหร่ฉันจะไม่สึก ฉันจะเป็นพระ ฉันจะตายแล้วไปสวรรค์ดีกว่า นี่เป็นคติเดิมของท่านตั้งแต่เด็กๆ

และต่อมาในสมัยที่ท่านครบบวช ฉันจะขอเล่าเลยเรื่องราวที่ไม่สำคัญนักไปเสีย เมื่อท่านพ่อนำมาฝากวัด
ขณะที่ท่านเดินมาท่านพบปลาตัวหนึ่ง อยู่ในกะโหลกนํ้าน้อยๆที่นํ้ากำลังจะแห้ง ปลาตัวนั้นกำลังจะตาย ท่านก็จับปลาตัวนั้นมาด้วย
พอมาถึงหน้าวัด ท่านก็ปล่อยปลาลงไปในนํ้า บอกให้ปลานั้นจงอยู่เป็นสุข จงปลอดภัย ขอชีวิตของเจ้าจงปลอดภัยจนกว่าจะถึงอายุขัย


◄ll กลับสู่ด้านบน





(รูปปั้นหลวงปู่คล้าย ณ วัดบางนมโค)

ตอนพบหลวงปู่คล้าย

และท่านพ่อก็ได้นำไปฝากสมภารที่วัด สมภารในขณะนั้นก็ปรากฏว่าชื่อ "คล้าย" เขาเรียกกันว่า หลวงปู่คล้าย
หลวงปู่คล้ายองค์นี้เป็นพระที่มีปาฏิหาริย์มาก มีความสามารถในทางไสยศาสตร์หรือสมาธิ หมายความว่าท่านจะทำอะไรให้เป็นอะไรก็ได้
ถ้าจะกล่าวกันไปตามหลักวิชาในสมัยนี้ ในพระพุทธศาสนาที่เรารู้ๆ ก็หมายความว่าท่านเป็น ผู้ทรงอภิญญา นั่นเอง และเรื่องราวของหลวงปู่คล้ายนี้ท่านเล่าให้ฟัง

หลวงพ่อปานท่านเล่าให้ฟังว่าในสมัยที่ฉันเข้ามาอยู่เป็นนาคเพื่อจะบวชพระนั้น วันหนึ่งเขาลองยิงพระกัน พระเครื่อง..พระองค์ไหนๆ ก็ยิงออกหมด หลวงปู่คล้ายเดินไปถึงที่เขากำลังลองพระกัน ท่านก็เปลื้องจีวรออก
แล้วก็บอกว่าเอาจีวรวางไว้ ท่านบอกว่าไหนลองยิงจีวรของฉันดูซิ พวกนั้นใช้ปืนทุกอย่างยิงจีวรของท่านไม่ติด ท่านก็บอกว่า ทุด! ไอ้ปืนของพวกมึงนี่มันไม่ดี ยิงพระออกแต่ยิงจีวรของกูไม่ออกปืนของมึงเสีย..นั่นครั้งหนึ่ง

อีกครั้งหนึ่งท่านบอกว่า ขณะที่กำลังท่องหนังสืออยู่ในป่าช้า ท่องหนังสือขานนาคหรือสวดมนต์ หลวงปู่คล้ายก็เดินเข้าไปหา เข้าไปเรียกว่า ปาน..แกทำอะไรวะ ?

หลวงพ่อก็บอกว่าผมกำลังท่องหนังสือครับ
ท่านถามว่า ปาน..แกบวชแล้วแกจะสึกไหม
ท่านก็ตอบหลวงปู่คล้ายตามเจตนาเดิมว่า ผมบวชแล้วผมไม่อยากสึกครับ
บอก อือ! ดี บอกว่านี่คนที่เขาไม่สึกน่ะเขาต้องทำอย่างนี้นะปาน และท่านก็เอาจีวรวางไว้
ท่านบอกว่า ปาน..ท่านอยากจะดูช้างไหม
หลวงพ่อก็บอกว่า อยากดูขอรับ
และแกดูจีวรนี่นะ ประเดี๋ยวมันจะเป็นช้าง พอมองไปประเดี๋ยวเดียว เจ้าจีวรจะค่อยๆ กลายเป็นช้างทีละนิดๆ

ทีแรกมันจะเกิดเป็นงวงมาก่อน เมื่อสุดงวงแล้วจึงเห็นงา เห็นงาแล้วก็เห็นหัวช้าง ตัวช้าง ขาช้าง จนกระทั่งหางช้าง และช้างนั่นเดินไปได้ตามความประสงค์
และท่านก็บอกว่า ปาน..อยากขี่ช้างไหม
ท่านก็เลยบอกว่า อยากขี่
ท่านบอกว่า เอ้า! ช้างเทาลงมาหน่อยให้เขาขี่ ช้างก็เทาลงมา ท่านก็ขี่เล่นภายในป่าช้า วนไปวนมาสัก ๕ นาที
ท่านก็บอกให้ลงจากคอช้าง เมื่อลงจากคอช้างแล้ว ท่านก็บอกช้าง..เอ็งกลับเป็นจีวร ตามเดิมซิ ข้าก็จะกลับไปกุฏิเดี๋ยวข้าไม่มีจีวรห่ม เท่านี้ก็ปรากฏว่าช้างกลายเป็นจีวรไป ตามเดิม

หลวงพ่อปานเลยถามว่า พระที่ทำอย่างนี้ได้น่ะทำได้ทุกองค์ไหมขอรับ
หลวงปู่คล้ายบอกว่า ทำไม่ได้ทุกองค์ พระที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องเจริญกรรมฐาน
ท่านถามว่า กรรมฐานเป็นอย่างไร
ท่านก็เลยบอกว่า เอาเถอะ..เวลานี้ท่องหนังสือไปเถอะ เมื่อเธอบวชแล้วถ้าเธอมี ความประสงค์จะทำได้อย่างนี้ฉันจะสอนให้
ท่านบอกว่าเป็นเหตุจับใจที่สุด ในการเข้ามาสู่เขตพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่เคยทราบมาก่อน
ท่านบอกว่า มีความเลื่อมใสมาก คิดไม่ถึงเลยว่าพระจะทำอะไรต่ออะไรได้ทุก อย่างอย่างนี้
แล้วท่านก็ถามหลวงปู่คล้ายว่า หลวงพ่อทำได้แต่เพียงเท่านี้หรือ
หลวงปู่ก็บอกว่าทำได้ทุกอย่าง เอาอย่างนี้ไหมล่ะ แกอยากดูไหมว่าตัวฉันจะสูงสัก แค่ไหน
ท่านก็อยากจะลอง
ท่านก็บอกว่า คอยดูนะ..ให้ดูหลังคาศาลาปรกที่ท่านกำลังนั่งอยู่ ท่านมายืนอยู่ข้างนอก บอกประเดี๋ยวหัวฉันจะแค่หลังคาศาลาปรก มองไปประเดี๋ยวเดียว ปรากฏว่าท่านสูงแค่หลังคา (หลังคาปรก)


(กุฏิวิหารและพระเจดีย์ภายในวัดบางนมโค)

และต่อไปก็บอกว่า เอ้า! ฉันจะทำให้สูงกว่ายอดไม้ ประเดี๋ยวตัวท่านก็สูงกว่ายอดไม้
และท่านก็ทำตัวย่อลงมาบอกว่า ฉันจะทำตัวให้เล็กนิดเดียว และตัวท่านก็เล็กนิดหนึ่ง ปรากฏว่าสูงไม่ถึงคืบ
ท่านบอกว่า ทำให้เล็กขึ้นไปกว่านี้ก็ได้ และผลที่สุดท่านก็คลายสมาธิ กลับมาอยู่ในสภาพเดิม
หลวงพ่อปานถามว่า "วิชาอย่างนี้เรียนได้จากที่ไหน หลวงพ่อจะสอนผมได้ไหม"
ท่านก็บอกว่า "เธอทำสมาธิได้ เธอก็ทำอย่างนี้ได้"
และก็บอกต่อไปว่า "ทำได้เท่านี้..ทำได้อย่างนี้ ไม่ใช่ได้แต่เพียงเท่านี้เท่านั้น ทำได้ทุกอย่าง จะเหาะเหินเดินอากาศก็ได้ จะดำดิน เดินนํ้า อะไรก็ได้ทุกอย่าง เขาเรียกว่า สมาบัติ"
ท่านก็จำคำว่าสมาบัติตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และก็สนใจในการประพฤติปฏิบัติ พยายามท่องหนังสือหนังหาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ท่านต้องอยู่วัด ๓ เดือนคือเป็นนาคอยู่ ๓ เดือน

หลวงปู่คล้าย ให้พยายามท่องหนังสือสวดมนต์ให้ได้หมดทุกอย่าง เท่าที่มีความจำเป็นจะต้องสวด
ต่อมาเมื่อเวลาบวช หลวงปู่คล้ายบอกว่า "ถ้าแกจะบวชนะให้ไปบอกพ่อแก ให้ไปนิมนต์ หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล เป็นพระคู่สวด อีกองค์หนึ่งนอกจากฉัน
แล้วก็ไปนิมนต์ หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ เพราะว่าพระทั้ง ๒ องค์นี้เป็นพระได้อภิญญาทั้งคู่ ทำอะไรต่ออะไรได้อย่างฉันเหมือนกัน แต่ว่าทั้ง ๒ องค์นี้เก่งกว่าฉัน" ท่านเล่าให้ฟังว่าหลวงปู่คล้ายพูดอย่างนี้
แล้วท่านก็ไปบอกท่านบิดา ท่านบิดาก็พอใจ เพราะมีความเคารพในพระทั้ง ๒ องค์อยู่แล้ว...

◄ll
กลับสู่ด้านบน

((((( โปรดอ่านต่อตอน หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ )))))





(Update 12 เม.ย. 51)

วัดบางปลาหมอในอดีต


.......วัดบางปลาหมอ อยู่ในอำเภอเสนา "วัดบางปลาหมอ" เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมชื่อ "วัดประชุมญาติ" เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 กลายเป็นวัดร้างไป

........ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 หลวงปู่สุ่นนอกจากเก่งในทางวิปัสสนาแล้ว ท่านยังเป็นพระที่มีวิชาในทางรักษาโรคด้วย ต่อมาชื่อวัดได้เพี้ยนไปกลายเป็น “บางปลาหมอ” จนปัจจุบัน ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยหลวงปู่สุ่นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด ในยุครัตนโกสินทร์ได้สร้างพระพุทธไสยาสน์ ถวายนามว่า “พระไสยาสน์มงคลสรรเพชญ”

(ตามภาพ - เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันกำลังชี้มือไปที่องค์พระ ซึ่งถูกโจรลอกทองเอาไปจนเป็นข่าวโด่งดัง)
แต่เดิมพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ประดิษฐานอยู่ริมแม่น้ำน้อย ถึงหน้าน้ำก็มักจะถูกน้ำท่วมเกือบทุกปี จนกระทั่ง
"หลวงพ่อวัดปากน้ำวัดภาษีเจริญ" ได้มาเห็นสภาพท่านจึงเป็นผู้นำชาวบ้านให้ช่วยกันชะลอพระนอน จากริมแม่น้ำขึ้น
มายังที่ประดิษฐานปัจจุบัน

การย้ายครั้งนั้นองค์เกิดเสียหาย ทำให้ได้ทราบว่า โครงสร้างภายในทำด้วยโอ่งจำนวนหลายสิบใบนำมาเรียงกัน เมื่อเคลื่อนย้ายโอ่งจึงแตกรักษาไว้ได้เพียงพระเศียร และพระกร ส่วนอื่นต้องก่ออิฐถือปูนขึ้นรูปใหม่ แล้วบุด้วยทองเหลืองเช่นที่เห็นทุกวันนี้

ข้อมูลและภาพ - เว็บเกี่ยวกับวัด/โรงเรียนบางปลาหมอ




หลวงพ่อเล่า..หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ


".......ในเมื่อถึงเวลาบวช เมื่อบวชจริงๆ ท่านบวชที่ "วัดบางปลาหมอ" เพราะว่าเวลานั้น "วัดบางนมโค" เวลานั้นเดิมทีเป็นวัดร้าง

........หลวงปู่คล้ายนี่..เป็นพระจากจังหวัดธนบุรี ขึ้นมาเริ่มสร้างวัดบางนมโคองค์แรก หมายความว่าสร้างทับที่เดิม เดิมมีกุฏิอยู่ ๒ - ๓ หลัง ยังไม่ทันจะมีโบสถ์ ถ้าวัดไหนไม่มีอุโบสถหรือโบสถ์ วัดนั้นก็ยังบวชพระไม่ได้ ต้องไปบวชพระที่วัดที่สร้างพระอุโบสถแล้ว

........เมื่อบวชพรรษาแรก หลวงปู่คล้ายบอกว่า "ควรจะอยู่กับอุปัชฌาย์ ๑ ปีก่อน เพราะอุปัชฌาย์จะได้อบรมสั่งสอนวิชาการต่างๆ" เมื่อขณะที่หลวงพ่อปานบวชขณะนั้น พอดี หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ กำลังสร้างพระอุโบสถใหม่

ขณะนั้นปรากฏว่ามีช่าง สำหรับคนที่เป็นนายช่าง ๓ - ๔ คน มาควบคุมการสร้างพระอุโบสถ เขามาช่วยท่านด้วยศรัทธาจริงๆ ไม่ใช่จะมารับจ้าง เรื่องการเงินการทองนี่เขาไม่ขอรับ และอาหารการบริโภคเขาก็เอามาหมดทุกอย่าง เขาหามากินเองไม่รบกวนทางวัด แรงงานทั้งหมดก็ได้ชาวบ้านช่วยกัน แล้วก็ช่วยกันจัดหาวัสดุก่อสร้างทุกอย่าง คนสมัยนั้นเขามีศรัทธามาก

ขณะที่สร้างพระอุโบสถ ตอนเย็นวันหนึ่งท่านเดินไปดูนายช่าง เห็นนายช่างซื้อหมูบ้าง ซื้อเนื้อบ้างกินวันละเล็กวันละน้อยไม่มาก รู้สึกว่าจะเป็นคนเขียมๆ คือไม่มีค่าจ้างค่าออน ก็กินกันตามอัตภาพที่จะพึงหาได้
ท่านก็เลยบอกพวกนายช่างบอกว่า
"พวกแกมาทำงานวัดนี่ แกจะมาซื้อกับกินทำไม ปลาในสระเยอะแยะไป ทำไมแกไม่ไปตกมากิน"
นายช่างก็บอกว่า "ปลาวัดมันบาปครับ และปลาไม่ใช่ปลาวัดก็บาป แต่ผมก็หา อยู่บ้านผมก็หา แต่ปลาวัดผมถือครับ ผมไม่กินหรอกเพราะมันบาปมาก"



หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า "ถ้าปลาที่อื่นมันอาจจะบาป ถ้าปลาในสระของวัดนี่กินไม่บาป ถ้าแกกำลังก่อสร้างอยู่อย่างนี้นะ เพราะผลบุญที่แกสร้างพระอุโบสถนี่มันมากกว่า" พระอุโบสถนี้เป็นพระอุโบสถใหม่นะ เพราะหลังเก่ามันทรุดโทรมมาก ท่านสร้างแทนขึ้นมาใหม่ หลังเก่าก็ยังไม่ได้รื้อ

ท่านบอกว่า "อนุญาตนะ พวกแกจะกินได้ ทีหลังไม่ต้องไปซื้ออะไรเขามากิน เอาปลาในสระกิน ฉันรับรองว่าไม่บาป เพราะว่าเป็นปลาวัด อีกอย่างหนึ่งคนที่ทำงานวัดกินปลาวัดได้"
พวกนายช่างก็เชื่อ เพราะว่าตามธรรมดาไม่ค่อยจะมีอะไรกินอยู่แล้ว ถึงตอนเย็นท่านก็บอกว่า เอาเบ็ดเกี่ยวเหยื่อเข้า อะไรก็ได้หาเนื้อที่มันตายแล้ว จะเป็นเนื้อหรือจะเป็นเศษปลาหรืออะไรเกี่ยวเบ็ด โยนลงไปในสระ
พอโยนไปสักอึดใจเดียวก็ปรากฏว่า ปลาเค้าตัวใหญ่กินเบ็ด แล้วก็ดึงขึ้นมา แล้วก็เอามาทำเป็นอาหารกิน
พวกคณะช่างกินปลาในสระจนกว่าจะ สร้างโบสถ์เสร็จ ขณะที่กินปลาได้ไม่กี่วันรู้สึกว่าอุจจาระที่ถ่ายมามันมีสีเขียว
เขาก็แปลกใจ จึงไปถามหลวงพ่อ

หลวงพ่อก็บอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก ไอ้ปลาในสระมันไม่มีอาหารอย่างอื่นกิน มันกินตะไคร่นํ้า แกกินเข้าไปขี้มันก็เขียวน่ะสิ"
ทีนี้เมื่อหลังจากสร้างพระอุโบสถเสร็จ ท่านก็ประกาศว่า
"นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปใครจะกินปลาในสระไม่ได้นะ ถ้ากินแล้วจะเป็นโรคเรื้อน"
คนเขาก็กลัววาจาศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
นายช่างก็ถามว่า "พวกผมจะเป็นไหม"
ท่านบอก "แกกินก่อนน่ะไม่เป็นหรอก แต่ต่อไปนี้ถ้าแกกินแล้วเป็นโรคเรื้อน"
ถามว่า "เป็นเพราะอะไร"
ท่านก็บอกว่า "ข้าโกหกให้แกกินใบไม้ ข้าเสกใบไม้เป็นปลาไว้ กินอร่อยไหมวะ" ท่านถาม



นายช่างบอกว่า "รสชาติมันก็เหมือนปลาธรรมดาพวกนั้นแหละ"
ท่านบอกว่า "ปลาวิชชามันเป็นอย่างนั้น นี่ข้าเสกใบไม้"
ผลที่สุดท่านก็หยิบใบไม้ขึ้นมาใบ แล้วถามว่า "แกเชื่อไหมว่าข้าทำใบไม้เป็นปลาได้"
นายช่างก็บอกว่า "เชื่อเหมือนกันครับแต่อยากเห็น"
ท่านก็เลยหยิบใบไม้มาใบหนึ่งแล้วใส่เข้าไปในขันนํ้า ปรากฏว่าเป็นปลาว่ายปร๋อ...
พวกนายช่างหัวเราะกันใหญ่ บอก แหม..หลวงพ่อ! ผมไม่รู้เลยว่าหลวงพ่อให้กินใบไม้ ผมกินกันใหญ่เลย
ทีแรกผมนึกว่าปลาจริงๆ ผมไม่กล้าจะตกขึ้นมากินมากๆ กลัวมันจะบาปมาก ไอ้บาปกับบุญที่สร้างโบสถ์มันจะไม่พอกัน
ท่านก็หัวเราะชอบใจ
อันนี้เป็นปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อสุ่น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปาน ปรากฏว่าเป็นพระได้อภิญญาเหมือนกัน



สมัยรัชกาลที่ ๖

หลวงพ่อสุ่นองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงขึ้นและมีความเคารพนับถือมาก เพราะว่าครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์เสด็จไปจอดเรืออยู่ที่หน้าวัด เห็นนกกระยางบินผ่านมาหน้าวัดก็ยกปืนขึ้นยิง ปรากฏว่ายิงไม่ออก
แต่ผลที่สุดจะหันปืนไปทางไหน อากาศเต็มบริเวณวัดนั้นทั้งหมดยิงไม่ออก
ท่านมีความสงสัยก็ขึ้นไปหาท่านเจ้าอาวาสคือหลวงพ่อสุ่น
หลวงพ่อท่านก็บอกว่า "อย่าว่าแต่อากาศเลย อะไรก็ยิงไม่ออกในวัดนี้"
พระองค์จึงถามว่า "เป็นเพราะอะไร"
ท่านบอกว่า "เป็นเพราะอำนาจพระพุทธานุภาพ"
รัชกาลที่ ๖ ก็อยากจะทราบว่า ถ้ากระผมอยากจะเป็นคนยิงไม่ออกพอจะได้ไหม
ท่านก็บอกว่า "ได้"
แต่ว่าต้องรับปากเสียก่อนว่านับตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไปในเขตบริเวณวัดจะไม่ทำอันตรายแก่สัตว์ จะไม่ละเมิดสิทธิของสงฆ์

รัชกาลที่ ๖ ก็รับคำ แล้วท่านก็ขอพระแสงประจำตัว คือมีปืนเล็กๆ กระบอกหนึ่ง แล้วก็มาเสก เสกแล้วก็ส่งให้
ท่านบอกว่า "ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปถ้าหากพระองค์ติดปืนกระบอกนี้อยู่ละก็ปืนอื่นจะยิงไม่ออก อาวุธทุกอย่างจะทำอันตรายพระองค์ไม่ได้
พระองค์ก็บอกว่า "อาวุธอย่างนี้อาจจะไม่ติดตัวในบางขณะ แต่กระผมอยากจะให้ตัวผมเองไม่มีอันตรายจากอาวุธ"
ท่านก็บอก
"ถ้าอย่างนั้นก็ก้มพระเศียรมา"
รัชกาลที่ ๖ ก็ก้มพระเศียรลงไป
ท่านก็ลงกระหม่อมให้ และก็บอกให้มหาดเล็กลองยิง ให้ยิงเดี๋ยวนั้น ก็ไม่ติด
รัชกาลที่ ๖ มีความเลื่อมใสมาก
อันนี้เป็นปฏิปทาของหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของ หลวงพ่อปาน
สำหรับ หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล นั้นท่านก็บอกว่ามีปาฏิหาริย์เหมือนกัน เพราะเป็นพระได้อภิญญาเหมือนกัน จะขอไม่เล่าประวัติของท่าน

◄ll
กลับสู่ด้านบน




มีบารมีดี พบอาจารย์ดี

ที่นำประวัติของคู่สวดและอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปานมาเล่าให้ฟัง ก็เพื่อจะให้ทราบว่าคนที่มีบุญญาธิการ คือ หลวงพ่อปาน เวลาบวชแล้วปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล
คนประเภทนี้ที่มีบุญมาก มีบารมีมาก เมื่อบวชแล้วก็ดี หรือหวังปฏิบัติความดีใดๆ ย่อมจะได้อาจารย์ที่สำเร็จมรรคสำเร็จผลมาก่อน ไม่ใช่จะไปพบอาจารย์ที่สั่วๆ หมายความว่าตัวเองก็ไม่ได้อะไร แต่ก็สอนลูกศิษย์ไปตามความรู้ความเห็น ที่คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนี้

เมื่อตัวเองยังทำไม่ได้ผล ปฏิบัติผลอะไรไม่ปรากฏและจะสอนคนอื่นให้เขาทำได้อย่างไร
อย่างนี้ถ้าจะเปรียบเทียบให้ฟังก็เช่นเดียวกับครูโรงเรียน ครูเองก็ไม่มีความรู้ในวิชาการต่างๆ แล้วจะไปสอนศิษย์ให้มีความรู้ได้อย่างไร หรือว่าคนที่สอนวิชาช่าง แต่ตัวเองไม่ได้เป็นช่าง ทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง แล้วก็จะสอนคนอื่นให้เขาเป็นช่างได้อย่างไร

ข้อนี้มีอุปมาฉันใด แม้ความรู้ในพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นพระ คือพระต้องมีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่น มีวิปัสสนาญาณแจ่มใส
แต่ทีนี้ถ้าคนสอนคนอื่นให้เป็นพระ แต่ทีนี้ตัวเขาไม่เป็นพระ เขายังเป็นผู้ละเมิดต่อกฎบัญญัติคือศีล ไม่เคารพในศีล ปฏิบัติศีลได้ไม่ครบถ้วน

สมาธิคือฌานสมาบัติไม่มี วิปัสสนาญาณไม่ปรากฏ คือจิตยังตกอยู่ในอำนาจของกิเลสและตัณหา
แล้วคนประเภทนี้ถ้ามาเป็นพระอุปัชฌาย์หรือคู่สวด อบรมสั่งสอนพระ ก็จะสอนตามความเห็นชอบของตัว
ตัวเองเป็นคนโลภในลาภสักการะ ติดในรูปเสียงกลิ่นรสและสัมผัส มัวเมาในยศถาบรรดาศักดิ์ ติดอยู่ในความสุข และพอใจในคำสรรเสริญ ก็จะสอนลูกศิษย์ลูกหาให้มีอารมณ์เหมือนกัน ตกเป็นทาสของกิเลสและตัณหาเหมือนกัน
เพราะตัวเองก็สั่งสมทรัพย์สมบัติไว้มากมาย กลายเป็นพระเศรษฐี พระรํ่ารวย มีเจ้าหนี้มีลูกหนี้ ซื้อสวน ซื้อนา ซื้อไร่ ซื้อวัสดุต่างๆ ไว้เป็นสมบัติของตน

ลูกศิษย์ก็คงจะคิดว่าอาจารย์ของเรานี้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วก็จะทำตามแบบอาจารย์
หรือเป็นคนเจ้าโมโหโทโส ผูกพยาบาทจองเวร จองล้างจองผลาญคนอื่น ชอบแช่งชักหักกระดูกคนอื่นให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ มีวาจาร้ายมีจิตชั่ว
ลูกศิษย์ไม่เห็น เมื่อตัวอยู่ใกล้ๆ กับอาจารย์ เมื่อเห็นอาจารย์ปฏิบัติอย่างนั้นเขาก็จะคิดว่าอย่างนี้เป็นความดี พระควรปฏิบัติอย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น
รวมความว่าถ้าตัวเองไม่ใช่พระก็จะสอนใครให้เป็นพระไม่ได้ คนประเภทนี้เป็นอาจารย์ที่ไม่มีความหมาย มีศีลไม่บริสุทธิ์ มีสมาธิไม่ตั้งมั่น มีวิปัสสนาญาณไม่แจ่มใส
ท่านที่มีบุญบารมีมากๆ ท่านไม่เกิดในสำนักเหล่านั้น ท่านไม่ได้บวชไม่อยู่ในสำนักเหล่านั้น
ถ้าสำนักใดครูบาอาจารย์ทั้งหลายตั้งอยู่ในกฎของความดีคือเป็นพระจริงๆ มีความเคร่งครัด มีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่น มีวิปัสสนาญาณแจ่มใส เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อปาน คู่สวดก็ได้อภิญญาทั้ง ๒ องค์ คือ
๑. หลวงปู่คล้าย
๒. หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล

สำหรับพระอุปัชฌาย์ก็เป็นพระทรงอภิญญา ทั้ง ๓ ท่านมีอภิญญาทั้งสิ้น ฉะนั้นเมื่อท่านเกิดมาเพื่อบำเพ็ญบารมีเป็นพระพุทธเจ้าคือปรารถนาพุทธภูมิ ท่านจึงได้ครูบาอาจารย์ที่เหมาะสม ที่สมควรแก่การสอน คือมีความรู้ครบถ้วนบริบูรณ์ทุกอย่าง ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้จัดว่าเป็นบารมีของท่านบังคับจริงๆ บารมีดลบันดาลให้พบครูบาอาจารย์เช่นนี้

"จงจำไว้ว่าคนดีย่อมพบอาจารย์ดี คนที่มีบารมีย่อมพบอาจารย์ที่มีบารมี"

ฉะนั้นคนที่จะบรรลุมรรคผลใดๆ หรือแม้ว่าจะปฏิบัติกรรมฐานได้ในขั้นฌานโลกีย์อันนี้ก็ต้องพบอาจารย์ดีที่มีฌานสมาบัติ คนที่พบครูบาอาจารย์ที่ได้ฌานโลกีย์ก็ดี หรือเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อันนี้เป็นของพบได้ยาก เป็นของค้นคว้าได้ยาก คนที่ต้องมีบารมีสมควรเท่านั้น ถ้ามีบารมีไม่สมควรจะไม่พบครูบาอาจารย์ประเภทนี้ได้เลย

สำหรับหลวงพ่อปานท่านเป็นพระที่มีบารมีเพราะว่าท่านปรารถนาพุทธภูมิมาตั้งแต่ในชาติก่อน ท่านจึงได้มาพบกับครูบาอาจารย์ของท่าน แม้แต่คู่สวดหรือพระอุปัชฌาย์ก็เป็นพระผู้ทรงอภิญญาทั้งสิ้น
และนอกจากนั้นครูบาอาจารย์ของท่านในกาลต่อไปข้างหน้าแต่ละองค์ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพระผู้ได้อภิญญาสมาบัติหรือเป็นพระอรหันต์หลายท่านด้วยกัน ดังจะเล่าให้ฟังต่อไปข้างหน้า...

◄ll กลับสู่ด้านบน

(((( โปรดติดตามตอนต่อไป ))))



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 2036
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 19/4/08 at 06:06 Reply With Quote



หลวงพ่อปานฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อสุ่น


........อันนี้จะเล่าถึงตัวท่าน ท่านบอกว่าเมื่อได้เห็นอาการอย่างนั้น จากพระอุปัชฌาย์และคู่สวดก็มีความเลื่อมใสมาก ก็เลยจำพรรษาอยู่วัดบางปลาหมอ ๑ พรรษา คือพรรษาแรก ทั้งๆ ที่จะไกลบ้านสักหน่อยก็ตามที แต่เพราะอาศัยจิตที่รักวิชาประเภทนี้คือกรรมฐาน

..........หลวงพ่อสุ่นได้เริ่มสอนหลวงพ่อปานให้เริ่มฝึกพระกรรมฐานตามแบบ วิสุทธิมรรค คือใน กรรมฐาน ๔๐ ครบถ้วน โดยให้ท่องหัวข้อกรรมฐาน ๔๐ ให้จำได้ และก็แนะวิธีการปฏิบัติทุกอย่าง ตามในหนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน

..........แล้วต่อแต่นั้นไปเมื่อหลวงพ่อปานมีความสนใจในด้านอภิญญาสมาบัติ หลวงพ่อวัดบางปลาหมอ คือหลวงพ่อสุ่น ก็มอบกุญแจให้หนึ่งดอก แล้วบอกว่า

"ปาน! ถ้าแกอยากจะได้อภิญญาแล้วละก็แกต้องหัดเป่ากุญแจดอกนี้ให้หลุด"
คือกุญแจดอกนั้นท่านกดติดกันมาแล้ว และให้คาถาไว้บทหนึ่ง.....

ท่านบอกว่า...กุญแจดอกนั้นนะ ฉันเป่าทุกวัน มีการเสกคาถาเป่าทุกวัน วันละหลายสิบครั้ง จนกุญแจดำ ดำที่เคลือบไปด้วยสีน่ะ สีลอกหมด ขาวเป็นเงินทีเดียว สีกุญแจนี่ขาวเป็นเงิน เพราะว่าการจับไปจับมา จับมาจับไปนี่สีมันก็ลอก ผลที่สุดก็กลายเป็นขัดกุญแจไป เหล็กแท้ๆ ขาวผ่อง ท่านบอกว่า ไอ้ที่เป่ามันไม่ออก ก็เพราะสมาธิมันดีไม่พอ อารมณ์จิตมันยังคิดข้องอยู่ เวลาที่เสกคาถาก็นึกอยากจะให้กุญแจหลุด

มาวันหนึ่งตอนเช้า ท่านตื่นขึ้นมาแต่เช้า แต่ยังไม่ทันจะว่าคาถา นึกว่าไหนลองเป่าดูซิ ไม่ว่าคาถากุญแจจะหลุดไหม เพราะว่าจิตน่ะความจริงมันทรงสมาธิอยู่ เพราะภาวนาคาถาบทนั้น ทั้งกลางวันกลางคืน ไม่ได้ขาด ไม่ยอมให้ว่าง พอหยิบกุญแจขึ้นมาเป่า ก็ปรากฏว่าหลุดทันที

ทีนี้ต่อไปเมื่อไหร่ก็ตามเมื่อหยิบกุญแจขึ้นมาเป่า จะว่าคาถาหรือไม่ว่ากุญแจมันก็ หลุด ต่อมาเมื่อดอกเดียวไม่พอ ก็เอามาเป่าคราวเดียวสองดอกสามดอก มันก็หลุด ผลที่สุดหนักๆ เข้าก็เอากุญแจมาแขวน แขวนในราวเป็นราวๆ อุดเข้าไว้ พอเอามือตบ ราวทีเดียวกุญแจก็หลุด

ท่านบอกนั่นสมาธิมันทรง คือตั้งตัวเสียได้ รู้จักวางกำหนดใจ กำหนดจิตเข้าสู่อารมณ์ พอเหมาะพอดี เมื่อ
หลวงพ่อสุ่น ได้ทราบอย่างนั้นแล้ว ท่านก็มาบอกว่า ปาน..! อารมณ์จิตแบบนี้แหล่ะ มันเป็นอารมณ์จิตสำหรับอภิญญา เพราะว่า อภิญญาสมาบัติ จะต้องทรงสมาธิแน่นอนอย่างนั้น เมื่อท่านทราบอารมณ์ของสมาธิสำหรับการจะบำเพ็ญ อภิญญาสมาบัติ แล้ว

ในที่สุด ท่านก็พยายามเจริญกรรมฐานทุกกองเท่าที่ หลวงพ่อสุ่น ให้ปฏิบัติ ถึงระบบฌานในที่สุดของกรรมฐานกองนั้น ๆ ทั้งหมด ปรากฏว่าภายในพรรษาเดียว ท่านทรงกรรมฐานในด้านสมถะ ได้เกินกว่า ๑๐ กอง

หลวงพ่อปานไปเรียนบาลีที่กรุงเทพฯ

ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อสุ่น ได้เรียกหลวงพ่อปาน เข้าไปหาแล้วบอกว่า ปาน! การบวชนี่ถ้าเราจะเรียนแต่เพียงสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียว ก็ไม่สมควร เพราะว่าเธอจะต้องโตต่อไป ฉันพิจารณาดูแล้วว่าบุญบารมีของเธอนี้มาก จะต้องปกครองพระ จะต้องบวชตลอดชีวิต

ฉะนั้น คนที่จะเป็นครูบาอาจารย์คนอื่น ต้องมีความรู้รอบตัว ไม่ใช่ว่าเฉพาะว่าเจริญกรรมฐานอย่างเดียว คืออย่างใดอย่างหนึ่ง เท่าที่รู้ตามลำดับนี้
การปฏิบัติกรรมฐานให้ได้มรรคผลน่ะ เป็นการสมควร แต่ทว่ายังแคบนัก ควรจะมีความรู้ในด้านพระพุทธศาสนา ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ควรรู้ทั้ง อรรถ และ พยัญชนะ หมายความว่ารู้ทั้ง คำอธิบายและต้นบทแห่งพระบาลี

และท่านก็บอกว่า ต่อแต่นี้ไปออกพรรษาแล้ว เธอก็ควรจะไปศึกษาพระปริยัติธรรม ที่เมืองบางกอกคือกรุงเทพ ฯ เสียก่อน ศึกษาให้มีความรู้ ให้มีความเข้าใจ เรียนบาลีให้แปลหนังสือออก จะได้แปลพระไตรปิฎกได้ จะได้มีความรู้เข้าใจชัด เมื่อแปลหนังสือได้แล้ว ก็จะได้นำเอาหลักสูตรต่าง ๆ มาเป็นเครื่องค้นคว้าสำหรับสอน ศิษยานุศิษย์ จึงจะสมควร
และสำหรับด้านสมถะวิปัสสนานั้นก็ไม่ควรจะละ ขณะที่เรียนพระปริยัติ ก็ควรจะปฏิบัติไปด้วย เพราะว่าการศึกษา
พระปริยัติ ต้องใช้ความจำมาก

ภาษาบาลี ในสมัยที่เรียน มูลกัจจายน์ กว่าจะแปลศัพท์ได้แต่ละตัว ก็ต้องตั้งสูตรต้องวิเคราะห์กันมามาก เขาเรียกว่า สูตร ลงตัวทีละตัวต้องจำสูตรได้ แล้วสูตรทั้งหมด ปรากฏมีหลายร้อยสูตร และต่อจากนั้นไป ก็ต้องจำธาตุ จำปัจจัย -
จำวิภัติ จึงจะแปลหนังสือได้ครบถ้วน ขณะที่จำธาตุ ปัจจัย วิภัติ ได้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ก็รู้จัก สัมพันธ์ การเดินประโยค การแปลหนังสือภาษาบาลี ย่อมไม่เหมือนภาษาอื่น มีไวยากรณ์ที่มีความลึกซึ้ง ละเอียดลออมากบอกเพศครบ ทุกอย่างละเอียดลออ

เมื่อหลวงพ่อปานตกลงที่จะศึกษาตามท่าน ท่านก็ส่งให้ไปอยู่ วัดสระเกศ ไปเรียนอยู่ที่นั่น ๖ ปี เป็นพรรษาที่ ๗ ท่านเรียนจบบาลีในสมัยนั้นแต่ไม่ได้สอบ แปลถึงพระอภิธรรม
แต่ท่านเล่าให้ฟังว่าขณะที่แปลหนังสือนั้น พอแปล วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นหลักสูตรของประโยค ๘ ท่านมีความสนใจมาก ท่านแปลจนกระทั่งจำได้ทั้งหมดในกรรมฐานทั้ง ๔๐ ในศีลนิเทศ ในสมาธินิเทศ ในปัญญานิเทศ สำหรับด้าน
วิสุทธิมรรค

ศีลนิเทศ ท่านว่าด้วยศีล ละเอียดลออมากกว่าที่เรารู้กันปัจจุบันนี้มาก ถ้าใครเคยอ่านวิสุทธิมรรคในศีลนิเทศแล้ว ย่อมมีความเข้าใจศีลได้ครบถ้วน เพราะวิธีการปฏิบัติศีล มีมากมายเหลือเกิน จัดเป็นกระดาษพิมพ์สำหรับแปดหน้ายก ต้องใช้หนังสือตั้งหลายร้อยหน้า นี่เฉพาะศีลอย่างเดียว

สำหรับ สมาธินิเทศ ก็หนังสือแปดหน้ายกหลายร้อยหน้าเหมือนกัน ปัญญานิเทศ ในส่วนวิปัสสนาญาณก็เหมือนกัน ท่านบอกว่า ท่านแปลได้คล่องและก็จำเนื้อความได้ทั้งหมด เรียกว่าไม่จน
เวลาต่อมา ในสมัยที่ท่านเป็นนักเทศน์ท่านใช้ วิสุทธิมรรค เป็นพื้น การอธิบายในวิสุทธิมรรคท่านอธิบายได้ถึง ๕ ชั้น

คำว่า อธิบาย ๕ ชั้น นี่อธิบายตั้งแต่ยากลงมาหาง่าย ๕ ระดับด้วยกัน คนฟังทุกระดับชั้นฟังเข้าใจหมด คือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ดูเหมือนจะง่ายกว่าหนังสือคู่มือปฏิบัติกรรมฐาน ตามที่ฉันเขียนไว้เสียอีก เพราะนั่นฉันก็เขียนตามความสามารถของฉัน ฉันเขียนไว้แล้วอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ อยู่แล้ว แต่คำอธิบายของท่าน ที่อธิบายให้ฉันฟังในเวลาปฏิบัติพระกรรมฐาน ท่านอธิบายให้เข้าใจง่ายยิ่งกว่านั้น นี่ปัญญาของท่านดี ท่านมีความฉลาด

◄ll
กลับสู่ด้านบน




หลวงพ่อปานกลับมาบูรณะวัดบางนมโค


..........เมื่อท่านกลับมาถึงวัด ทีแรกก็กลับเข้ามา วัดบางปลาหมอ หลวงพ่อสุ่น ก็บอกว่า ปาน..วัดบางปลาหมอ นี่มันมีวัตถุครบถ้วนทุกอย่าง มีโบสถ์ มีศาลา มีกุฏิ มีอะไรต่ออะไรพร้อม แต่ว่า วัดบางนมโค นี่ยังไม่มีอะไร เป็นวัดร้างมาก่อน
..........หลวงปู่คล้าย มารื้อถอนขึ้น เป็นวัดโบราณจริง ๆ เป็นวัดเก่า มีพระบรมสารีริกธาตุ อยู่ที่วัดนั้น เธอจงไปบูรณะ วัดบางนมโค เถิด เป็นวัดในตระกูลของเธอ และเธอควรจะบูรณะให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เธอทำได้ เพียงท่านมีบัญชา หลวงพ่อปานก็ปฏิบัติตาม และท่านสั่งว่า....
..........เมื่อไปถึงวัดละก็ให้สร้างเจดีย์ก่อน ท่านบอกสถานที่ให้สร้าง ท่านบอกว่า ที่ตรงนั้น
หน้าโบสถ์เก่า มีพระบรมสารีริกธาตุโบราณ ท่านโบราณาจารย์ฝังเอาไว้ ๓ องค์
เมื่อมาถึงแล้ว ท่านก็เริ่มปรารภการสร้างเจดีย์ ชาวบ้านเขาก็เห็นชอบด้วย แล้วพร้อมกันนั้น ท่านก็ตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม สอนบาลี และก็สอนนักธรรม คือความรู้ในด้านพระธรรมวินัยตามที่ศึกษามา ปรากฏว่ามีนักเรียนทั้งหมด ประมาณสัก ๓๐๐ คนเห็นจะได้ ท่านว่าอย่างนั้น
(รูปปั้นหลวงพ่อสุ่น ณ วัดบางปลาหมอ)

คนที่อยู่หัวเมืองต่างๆ ที่มีความสนใจไปเรียนกัน แม้กระทั่งคนที่อยู่เป็นชาวเหนือ ชาวจังหวัดพิษณุโลก เชียงใหม่ ก็ยังลงไปเรียนกับท่าน นี่แสดงว่าท่านมีความรู้รอบ จริงๆ ฉันเองก็เห็นว่าท่านมีความรู้รอบ สมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ฉันสอบเป็นมหาเปรียญ แปลหนังสือยังสู้ท่านไม่ได้ ท่านยังสอนแนะนำอีกตั้งหลายอย่าง และในด้านความรู้รอบตัวในทางพระพุทธศาสนา ท่านก็มีความรู้มาก ท่านเป็นนักเทศน์ถามอะไรท่านไม่จน

เมื่อขณะที่ท่านมาสร้างเจดีย์ ท่านบอกว่ามีพรรษาย่างเข้าพรรษา ๘ เพราะว่าบวชอยู่วัดบางปลาหมอ ๑ พรรษา อยู่กรุงเทพ ฯ เสีย ๖ - ๗ พรรษา
ฉันต้องทำงานเองทุกอย่าง ต้องดำกรวดดำทรายเอง ตัวดำเป็นนิล เพราะอาศัยอยากได้บุญ อยากจะเกื้อกูลพระพุทธศาสนา แต่ว่าชาวบ้านเขาก็สงเคราะห์ฉันดีทุกอย่าง
วัสดุก่อสร้างทั้งหมด และกำลังก่อสร้างทั้งหมด ฉันได้อาศัยชาวบ้านเขาทุกอย่าง นี่เพราะเจดีย์นี้สร้างอยู่ปีหนึ่ง เพราะเจดีย์องค์นี้ก็สูงมากอยู่ เห็นจะเกือบ ๒๐ วา มีฐานใหญ่ เมื่อสร้างพระเจดีย์แล้ว ท่านก็เปิดช่องไว้สำหรับบรรจุพระ นี่เป็นอันดับแรก

เรื่องการเจริญพระกรรมฐาน ท่านบอกฉันไม่เคยขาด ฉันปฏิบัติครบถ้วนทุกอย่างตามที่ครูบาอาจารย์แนะนำ แล้วก็ทำเป็นปกติ ทั้ง ๆ ที่จะทำงานเหน็ดเหนื่อย ฉันก็ปฏิบัติกรรมฐาน ถึงแม้ว่าจะต้องสอนหนังสือลูกศิษย์ลูกหา ฉันก็ปฏิบัติพระกรรมฐาน ฉันไม่ยอมให้เวลาของกรรมฐานว่างจากจิตใจของฉันเลย

คนที่เขาจะเข้าถึงความดี เขาปฏิบัติกันอย่างนี้ คนที่มีบารมีจริงๆ เมื่อเกิดมาอยู่ในสำนัก ก็พบพระอรหันต์ถึง ๓ องค์ คือคู่สวด ๒ องค์ และพระอุปัชฌาย์ ๑ องค์ นี่เป็นอันดับแรก และเป็นพระอรหันต์ขั้นอภิญญาสมาบัติเสียด้วย หมายความว่าเป็น อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มีเดช สามารถจะทำอะไรต่ออะไรต่าง ๆ ได้

ในเมื่อศิษย์อยู่ในสำนักของครู ที่มีความสามารถ ครูทำอะไรต่ออะไรที่บุคคลอื่น ไม่สามารถทำได้ให้ปรากฏ จิตใจก็เริ่มใส มีอารมณ์ตั้งมั่น อันนี้เป็นกฎแห่งธรรมดา
ในเมื่อหลวงพ่อปาน ท่านอยู่ในสำนักของครูบาอาจารย์ ที่มีความรู้มีความสามารถ อย่างนั้น ท่านก็เลยกลายเป็นพระอภิญญาอย่างครูบาอาจารย์

แต่เรื่องอภิญญาของท่านนี้ จะงดไว้ก่อนจะไม่กล่าวในที่นี้ แต่มาท่านบอกว่า ในเมื่อมีลูกศิษย์ลูกหามาก ไม่มีอะไรจะเลี้ยง ก็ต้องเป็นนักเทศน์ ใครนิมนต์ไปเทศน์ก็เทศน์โปรด เขาให้มาได้บ้าง มีอะไรเท่าไหร่ก็หาเอาเป็นอาหารเลี้ยงลูกศิษย์ลูกหาจนหมด

ตามปกติท่านตั้งโรงครัวใหญ่ทุกวัน แม้ว่ากระทั่งเวลาที่ฉัน ไปบวชก็เหมือนกัน ท่านหุงข้าวด้วยกระทะ ให้มีคนหุงข้าวด้วยกระทะ เป็นกระทะๆ วันหนึ่ง ๓ กระทะทุกวัน กับข้าวที่ชาวบ้านให้มาไม่พอ ท่านก็เอาเงินที่มีอยู่ ซื้ออาหารเลี้ยงพระเลี้ยงคน นี่ท่านเลี้ยงคนมาก

น้ำมนต์และยาของหลวงพ่อปาน

นอกจากเป็นนักเทศน์แล้ว ท่านก็เป็น หมอ วิชาหมอของท่าน ท่านบอกว่า ท่านได้จากกรรมฐาน ท่านทำนํ้ามนต์รักษาโรคทุกอย่าง แล้วก็ ยาประจำของท่านก็มีอยู่ ๒ อย่าง คือ
๑. ยาใบมะกากับข่าหม้อหนึ่ง
๒. ยาใบมะกากับยาแพรกหม้อหนึ่ง
ถ้าคนป่วยเป็นสตรีที่มีครรภ์ หรือว่าไม่ใช่สตรีที่มีครรภ์ แต่เป็นโรคปวดศีรษะ ท่านให้กินยาใบมะกากับหญ้าแพรก ถ้าคนป่วยที่ไม่ใช่สตรีมีครรภ์ หรือไม่เป็นโรคปวดศีรษะ ท่านให้กินยาใบมะกากับข่า เพียงแค่ ๒ อย่างนี้หาย

และนอกจาก "นํ้ามนต์" กับ "ยาใบมะกา" แล้วก็มี โรคเรียกลม คือคนไข้นั่งเป็นแถว ๆ เรียงหน้ากระดาน ท่านก็เอามีดหมอสับลงที่กระดานห่างๆ คนไข้จะมีอาการดิ้นโอดครวญร้องโวยวาย ถ้าเป็นโรค ถ้าโรคนั้นหายแล้วก็จะไม่มีความรู้สึกอะไร นี่เป็นวิชาหมอของท่าน

พอเวลาคนไข้ที่จะมารักษา ท่านก็มีวิธีตรวจคือ ให้กินหมาก เสกหมากให้หนึ่งคำให้กิน คนไข้บางคนหมากนั้นหมากอย่างเดียวกัน อาจจะมีรสหวานรสขมรสเปรี้ยวรสยัน บางทีก็ร้อนหูร้อนหน้า อาการอย่างใดปรากฏ ก็บอกอาการถึงว่าเป็นโรคอย่างนั้น ถ้าคนที่ไม่เป็นอะไรเลย ก็กินหมากอร่อย ไม่ยันไม่เปรี้ยว ไม่ขมไม่ขื่น

นี่เป็นวิธีตรวจโรคของท่าน ถ้าลองท่านตรวจโรคแบบนี้ ถ้าไม่ปรากฏตามอาการที่ท่านพอจะรักษาได้ ท่านบอกว่าโรคอย่างนี้ต้องไปโรงพยาบาล ท่านไม่กักโรคเอาไว้ คือไม่ใช่เป็นหมอเดาสุ่ม เพราะโรคอย่างไหนก็ตามถ้าท่านรับไว้รักษา ถ้าลองท่านรับรองคนนั้นหายทุกคน

เมื่อสมัยที่ฉันไปอยู่กับท่าน คนที่มารักษาโรคที่ประจำอยู่ที่วัดจริง ท่านต้องปลูกอาคารหลังใหญ่ยาวเกือบ ๑ เส้น กว้างจะเห็นสัก ๘ วา เป็นที่อาศัยของคนไข้ คนไข้ที่มารักษากับท่าน หากว่าเป็นมากจะต้องนอนอยู่กับวัด ก็ให้ไปนอนที่อาคารหลังนั้น อาคารยาวขนาดนี้ อย่าเข้าใจว่าใหญ่โตเกินไปสำหรับคนไข้นะ ความจริงแล้วไม่พอ มีอาคารใหญ่อย่างนั้นแล้ว คนไข้ยังล้นมาต้องอาศัยตามศาลา หรือตามสถานที่ว่างต่าง ๆ อีกมากมาย บางรายก็ต้องเอาเรือมาจอด เพื่อรอการรักษาอยู่ที่หน้าวัด เพราะไม่มีสถานที่อาศัย

แล้วคนไข้ที่ไปรักษาท่านไม่เคยคิดเงินคิดทอง เรื่องเงินทองไม่มี เป็นแต่เพียงว่ามีสตางค์ซื้อยาใบมะกากับข่า
ใบมะกากับหญ้าแพรก สมัยที่ฉันบวชใหม่ ๆ ยาหม้อหนึ่งก็ราคา ๑ บาท หมายความว่า ทั้งหม้อด้วยทั้งใบมะกากับข่า หรือ
ใบมะกากับหญ้าแพรก อีกประมาณ ๑ บาท หรือบางทีก็ไม่ถึง ๑ บาท แค่ ๗๐ - ๘๐ สตางค์ เคยมีคนไข้ที่มารักษากับท่าน มีเกือบทุกโรค โรคมีเกือบทุกอย่าง ไอ้ที่เขาเรียกว่า โรคคุณไสย อย่างนี้ฉันเคยเห็น แล้วโรคแปลกออกไปที่เขาเรียกว่า คุณคน คำว่า คุณคน ในที่นี้เป็นอาคมอย่างหนึ่งที่เขาเสกวัตถุแล้วให้เขาไปอยู่ในกายของเรา

อันนี้ผมเคยเห็นกับตา ตอนนั้นยังไม่ค่อยจะเชื่ออะไร เพราะก็ไปจากสำนักของ หมอ คือเป็นนักวิทยาศาสตร์นิดๆ ท่านบอกว่า คุณคนนี่มีอานุภาพมาก ถ้าหากว่าใครเขาทำกันเข้า ถ้าเป็นของใหญ่ ภายใน ๗ วัน ต้องตาย ภายใน ๗ วัน ถ้าของมันขยายตัว ฉันฟังแล้วก็เฉยๆ

วันหนึ่ง ปรากฏว่ามีเด็กสาวคนหนึ่ง อยู่บ้านสามกอ เป็นเด็กสาวรุ่นๆ พอเขานำเอามาหาท่าน เขาก็ต้องหามขึ้นมา เธอลุกไม่ขึ้น รู้สึกว่าอาการไม่ดี มีท่าทางใกล้จะตาย ฉันก็เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ เห็นจะไม่รอด แต่ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร เขาถามว่า เป็นอะไร
ท่านบอกว่า ถูกคุณคน ท่านก็เลยบอกว่า ให้เอาเด็กคนนั้นไปวางไว้ที่หน้าตุ่มนํ้ามนต์ แล้วก็สั่งให้ฉันไปรดนํ้ามนต์ เมื่อฉันบวชแล้วฉันอยู่ใกล้ท่านมาก ท่านเรียกดูเรียกใช้ใกล้ชิด ฉันไม่มีคาถาอาคมอะไร ฉันถามว่าเวลารดต้องว่าคาถาอะไร

ท่านก็บอกว่า แกไม่ต้องว่าหรอก ไอ้เรื่องคาถานี่ฉันทำนํ้ามนต์ไว้หมดแล้ว แล้วท่านก็นั่งอยู่ไกล คุยกับแขก
เพราะว่าคนไข้ ที่ไปรักษาไปหาท่านและ ไปกลับนี่วันละหลายร้อย ๒๐๐-๓๐๐ คน วันละไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน เต็มหมด แขกมาก และการรักษาของท่านไม่เคยปรารภเงิน ใครจะให้หรือไม่ให้ก็ตามใจ นี่เป็นปฏิปทาของท่าน

ท่านก็คุยไป ฉันก็รดนํ้ามนต์ไป พอรดไปสักประมาณสัก ๑๐ ขัน เด็กคนนี้ก็รู้สึกว่าอาการดีขึ้น ดิ้นร้อง ทีแรกนอนเข้าตรีทูต เมื่อรดไป ๆ เธอก็ดิ้นจัด หนักเข้าๆ ฉีกเสื้อฉีกผ้านุ่ง แล้วก็ล้มฟุบลงไป ฟุบนอน ควํ่าลงไป เสื้อแสงไม่มีแล้วขาดหมด ฉีกเหลือแต่ตัวล่อนจ้อน คนยืนดูมุงกันเป็นตับ เธอก็ร้องใหญ่ หลวงพ่อปานก็สั่งให้รดหนักเข้า

เมื่อรดหนักเข้า ๆ ทั้ง ๆ ที่เสื้อแสงเธอไม่มี ไอ้หน้าอกคือตัวของเธอก็เห็นกันหมดแล้วว่าไม่มีอะไร เมื่อเธอล้มฟุบลงไปอย่างนั้น พอรดหนักๆ เข้าเธอก็หายดิ้น นอนสงบ หลวงพ่อก็บอกให้รดใหญ่

ผลที่สุดเธอลุกขึ้นมาปรากฏว่า มีมีดอีโต้เล่มใหญ่เล่มหนึ่งเป็นสนิม ผูกสายตราสังข์ ๓ เปาะ เหมือนกับผูกผี หล่นดังเปรี้ยงลงข้างหน้า
ทุกคนที่เห็นพากันตะลึง คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีมีดขนาดใหญ่หล่นลงมาได้ แล้วท่านก็บอกให้นำมีดมา

ท่านบอกว่า นี่แหละคุณคน เวลาเขาทำเขาเสกให้มันเล็ก เล็กลงไปๆ จนกระทั่งเล็กเกือบมองไม่เห็น แล้วก็ปล่อยให้มาเข้าเด็กคนนี้
ถามว่า เขาทำเด็กคนนี้เพื่ออะไร
ท่านก็บอกว่า เขารับจ้างนะ คนที่ทำนี่เป็นลาว ท่านรู้ด้วย
ท่านบอกว่า คนที่ทำนี่เป็นลาว เขารับจ้างมาทำ เขาจ้างฆ่าเด็กคนนี้ เพียงแค่ ๘๐ บาท
พอถามว่า ฆ่าอย่างนี้บาปไหมครับ
ท่านบอกว่า บาป แต่ว่าการฆ่าแบบนี้ ทางบ้านเมืองลงโทษเขาไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ นี่ปรากฏเด็กคนนั้นได้กลับไปบ้าน ก็ให้ยันต์อันหนึ่งเรียกว่า ยันต์ทอ ติดตัวไป ท่านบอกว่ายันต์ทอนี้ห้ามถอด

แต่ก็ไม่กี่วัน เด็กคนนั้นก็กลับมาหาท่านอีก มาสภาพอย่างนั้น ถามได้ความว่าเด็กคนนั้นจะเข้าห้องส้วม ถอดเอายันต์ทอแขวนไว้หน้าห้อง ก็เข้าไปในห้องส้วม พอถอดยันต์ทอ เข้าไปนั่งในห้องส้วมก็ถูกทำอีก นอนหงายล้มไม่รู้สึก เขาก็พามาหาท่านอีก

คราวนี้รดนํ้ามนต์แบบเก่า แต่สิ่งที่ออกมาจากกาย ( คือเธอก็ฉีกเสื้อฉีกผ้าตามเดิม มีสภาพอย่างนั้น เธอบอกว่ามันเจ็บ ) สิ่งที่ออกมาคราวนี้เป็นเหล็ก คือเลื่อยตัดเหล็ก ๖ เล่ม ผูกไขว้กัน หมายความว่าผูกเป็น ๔ มุม แล้วก็มีสายตราสังข์ เหมือนกัน ไอ้เลื่อยตัดเหล็กนี่ ถ้าผูกแล้วเอาวางไขว้กันอย่างนั้น เป็นสี่เหลี่ยมแล้วก็จะเข้าไปอยู่ในอก

ถ้าหากว่าจะปลอมเอาเข้ามา ไว้มันก็ปลอมไม่ได้แน่ เพราะมันใหญ่กว่าอกมากนัก มันยาวกว่า มันมีความกว้างมากกว่า ไม่รู้จะซ่อนที่ไหน และทั้ง ๆ ที่ของนั้นมันก็หลุดมา เวลาที่เธอไม่มีเสื้อไม่มีผ้าแล้ว อันนี้ก็เป็นอัศจรรย์

◄ll กลับสู่ด้านบน




พบลาวเก่งวิชาไสยศาสตร์

อันนี้อยากจะเล่า เมื่อเล่าถึงตอนนี้แล้วนะ จริงๆ ตอนนี้มันก็เป็นตอนหลัง เล่าถึงอานุภาพของความเป็นหมอรักษาสิ่งที่ไม่น่าจะปรากฏขึ้นมาได้ ก็อยากจะเล่าเรื่องนี้ สืบไปเสียเลยทีเดียวคือว่า ต่อมาไม่ช้าปรากฏว่าหมอคนที่ทำเด็กคนนั้น เขามีความโกรธหลวงพ่อปาน เขาถือว่าเขาไม่ได้ค่าจ้าง เพราะการกระทำ เมื่อเด็กคนนี้ไม่ตาย เขาก็ไม่ได้ค่าจ้างรางวัล เมื่อเขาเห็นว่าหลวงพ่อปานเป็นคนแก้โรคอย่างนี้หาย เขาก็จะจัดการกับหลวงพ่อปานเสียเอง

วันหนึ่งเวลาเย็น ปรากฏว่ามีลาวคนหนึ่งเดินมาทางหลังวัด เข้ามาอาศัยนอนอยู่ในป่าช้า คือมันมีกระท่อมเล็กๆ อยู่หลังหนึ่งที่คนตายชื่อว่า ตาสุด เวลาตายแล้วเขาปลูกกระท่อมหลังนั้น เป็นที่เก็บศพ แต่ว่าขณะนั้นศพเผาไปแล้ว แต่ว่ากระท่อมเขาไม่ได้รื้อ เป็นที่อาศัยของพระเจริญสมณธรรม

พระที่เจริญกรรมฐานไปอยู่ที่นั่น เวลากลางวันกลางคืนตามแต่อัธยาศัย ลาวก็มา นอนอยู่ในที่นั้น จ้างเด็กตักนํ้าไปให้ ถังละ ๑ สตางค์ เมื่อลาวมาพักอยู่ในตอนเย็น เมื่อถึงเวลาตีสอง หลวงพ่อปานลุกขึ้นเรียกฉัน ฉันนอนอยู่ใกล้ๆ บอกให้ไปตามพระมาให้หมด ถึงตีสองแล้ว

ฉันก็ไปตามพระมา ไม่รู้ท่านประสงค์อะไรก็บอกว่า เมื่อพระมาครบถ้วนแล้ว
ท่านก็บอกว่า ดูอะไรนี่
ฉันมองเห็นตะขาบตัวเท่าแขนฉัน ขดกลมอยู่หน้าเตียงของท่าน ก็ถามว่าอะไรครับหลวงพ่อ ท่านบอกนี่แหละ "คุณคน"
ถามว่า ตะขาบเป็นคุณคนได้หรือครับ ตะขาบทำไมตัวโต
ท่านบอกเป็นตะขาบวิชา ไอ้ลาวคนนั้นมันทำฉัน มันจะฆ่าฉัน
พอท่านบอกเท่านั้น พระหนุ่มๆ ก็ทำท่าฮึดฮัด จะไปเล่นงานลาว
ท่านบอกไม่ต้อง กรรมของเขาให้เขารับไป อย่าไปทำเขา ถ้าทำแล้วมันบาป
ท่านบอกว่า ตะขาบตัวนี้เขาเสกมาให้กัดฉัน ถ้ามันกัดฉันได้ละก็ฉันตาย แก้ไม่ทันหรอกมั้ง พวกแกนี่แก้ไม่ได้ ไม่มีใครมีความรู้ แก้ก็ไม่ทัน แต่ว่าบังเอิญฉันตื่นขึ้นมาก่อน เห็น ตะขาบมันวิ่งมาด้วยความไว ฉันก็เลยใช้หวายขีดเส้นสะกัด มันก็หยุดอยู่แค่เส้นที่ฉันขีด แล้วฉันก็เอาหวาย วนๆ มันก็ขดไปตามหวายที่ฉันวง

ท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ ของ ๆ ใครก็ให้เขานะ เราไม่รับ เราไม่ได้ทำมานี่ แต่เมื่อเขาทำมาเราก็คืนให้เขา มันจะเป็นอะไรก็เป็นเรื่องของเขา เราไม่ได้ตั้งใจให้เขาตาย ท่านก็เอาหวายขีด วงย้อนกลับ คือคลายตัว ตะขาบก็คลายไปตามเส้นที่ท่านขีด เมื่อตะขาบตั้งตัวตรง คือคลายเป็นตัวตรงแล้ว ท่านก็เอาหวายเคาะกระดานข้างหลัง ตรง ๆ แต่ห่าง ๆ ตะขาบ ๓ ครั้ง ตะขาบก็หายปั๊บไปทันตา ในพริบตาเดียว ไม่รู้ว่าตะขาบไปอย่างไร ทั้ง ๆ กุฏิก็มีข้างฝา ปิดหน้าต่างประตูหมด แต่ตะขาบหายออกไปอย่างไร ไม่มีใครรู้

เมื่อตะขาบหายไปแล้ว ท่านก็สั่งว่ารีบไป ถามว่ารีบไปไหนครับ
ท่านบอก พวกเธอรีบไปที่ลาวนั่น หามมันมาหาฉัน ประเดี๋ยวมันจะตายเสีย มันจะแก้ไม่ทัน ของๆ มันเล่นงานมันเสียแล้ว พระทั้งวัดก็เฮโลไปที่ลาว ที่ไหนได้เจ้าลาวคนนั้น นอนร้องครวญครางฮือฮา บวมทั้งตัว
พวกเราก็รีบหามมาหาท่าน
ท่านก็ปล่อยให้ยังบวมอยู่อย่างนั้น ยังปวดอยู่อย่างนั้น แล้วท่านก็สอบสวนว่า
ตะขาบเธอทำมาใช่ไหม
ทีแรกเขาไม่รับ
ท่านบอก ถ้าไม่รับก็ตายเสียเถอะ เป็นของของเธอ ไม่ใช่ของของฉัน
ไอ้เจ้าลาวคนนั้นทนไม่ไหวก็บอกรับ รับว่าทำ
ถามว่า ทำทำไม
บอก จะฆ่าท่าน
ถามว่า จะฆ่าฉันทำไม
บอก จะฆ่าให้ตาย เพราะว่าทำมาทีไรก็แก้ได้ทุกที
ผลที่สุดท่านก็บอกว่า ถ้าหากเธอไม่ฆ่าฉัน ฉันจะไม่ตายเหรอ ฉันก็ต้องตายเหมือนกัน เธอจะฆ่าฉันให้มันบาปทำไม ในที่สุดลาวก็ขอให้ท่านแก้ ให้ท่านรักษาให้หาย ท่านก็บอกรักษาให้หายได้ แต่เธอต้องให้สัญญาก่อนว่า
๑. หายแล้ว เธอจะบวช
๒. เมื่อบวชแล้ว เธอจะละวิชาความรู้นี้ทั้งหมด ไม่ทำต่อไป

ถ้าเธอให้สัญญากับฉัน ฉันจะรักษา ถ้าเธอไม่ให้สัญญากับฉัน ฉันจะไม่รักษา เจ้าลาวคนนั้นดื้อแพ่งอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุด ก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหว ก็ยอมรับ เมื่อยอมรับท่านก็นำนํ้ามาขันหนึ่งมาทำเป็นนํ้ามนต์ เอามาพรมๆ แล้วให้ลาวคนนั้นดื่ม พอดื่มเข้าไปประเดี๋ยวเขาก็หาย ชักจะหายปวด บรรเทาปวดลงไป แล้วก็บอกว่า ชักจะปวดอุจจาระ

ท่านก็บอกว่า ให้ไปถ่ายอุจจาระที่กลางนอกชาน ให้ถ่ายร่องให้มันค้างดินอยู่ เราก็ไม่เข้าใจถามว่า หลวงพ่อทำไมทำอย่างนั้นละครับ มันสกปรก ท่านบอก ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวเธอจะเห็นของดี ไอ้ของที่ออกมาไม่ใช่อุจจาระ เป็นไอ้ตะขาบตัวเมื่อกี้

ผลที่สุดก็เป็นความจริง เมื่อเขาถ่ายอุจจาระมาแล้ว ท่านก็บอกให้เอาไฟไปส่องดู ก็ปรากฏว่าเป็นโซ่เส้นเล็กๆ ผูกลวดหนามไว้เต็ม เอาลวดหนามพันเข้าไว้ นี่ตะขาบเขาทำด้วยโซ่พันไปด้วยลวดหนาม ในเมื่อเข้าไปในตัวแล้วมันก็บาดลำไส้ พุง อวัยวะต่างๆ ท่านบอกว่า ของอย่างนี้เมื่อเข้าไปอยู่ในตัวแล้ว มันจะทำอันตรายเต็มที่ เพราะเขาทำเต็มที่ ถ้ามันขยายตัวเต็มที่เมื่อไหร่ อวัยวะภายในก็จะขาด เพราะมันทนต่อความถ่วงของเหล็ก หรือว่าทนต่อลวดหนามไม่ไหว

ก็เป็นอันว่าลาวคนนั้นก็ยอมรับ ก็บวช เมื่อหายดีเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไปนิมนต์ พระครูรัตนาภิรมย์ มาเป็นอุปัชฌาย์ บวชให้ และลาวคนนั้น ก็เลิกจากการปฏิบัติอย่างนั้น เพราะอาศัยที่เขาฝึกอย่างนั้นมีสมาธิสูงอยู่แล้ว เมื่อเวลาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา หลวงพ่อปานก็สอนให้เจริญพระกรรมฐาน รู้สึกว่าเขาทำได้ดีมาก ทำได้รวดเร็วมาก จนกระทั่งได้อภิญญา พรรษาเดียวนะเขาได้อภิญญา ๕ แต่ยังเป็นฌานโลกีย์ ทำอะไรต่ออะไรได้หมดทุกอย่าง เมื่อเขาทำได้แล้ว ฉันเองก็เข้าไปถามเขาว่า เสียดายความรู้เดิมไหม

เขาบอก ไม่เสียดาย แต่ว่าเสียดายเวลา เวลาที่ไปฝึกฝนความรู้เดิม ที่มันเป็นทางของบาป และ อกุศล ทำตนให้ตกไปในอบายภูมิ ถ้ารู้ว่าวิชาอย่างนี้มีเขาศึกษาเสียนานแล้ว แล้วเขาก็ได้อภิญญานานแล้ว เมื่อออกพรรษา เขาก็ขอลากลับ เพราะบ้านเขาอยู่จังหวัดอุบลราชธานี

เขาบอกว่าเขาจะไปสอนลูกศิษย์ลูกหาเขาปฏิบัติตามนี้บ้าง และก็เพื่อนของเขาอีกหลายคน ที่ยังใช้วิชาความรู้เดิม รับจ้างทำคนให้ตาย รับจ้างทำคนให้ป่วยไข้ไม่สบาย เขาจะไปโปรดพวกนั้น ให้เลิกละจากกรรมประเภทนั้น ให้กลับมาประพฤติปฏิบัติในสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน

ก่อนที่เขาจะไป หลวงพ่อปานได้เรียกมาฝึกวิปัสสนาญาณ ๓ เดือน เมื่อท่านพอใจแล้วท่านก็ส่งไป ก็ปรากฏว่าพระองค์นั้นเป็นพระอภิญญา และมีวิปัสสนาญาณพอสมควร เมื่อไปจังหวัด อุบลราชธานี ก็ได้ไปสอนลูกศิษย์ลูกหา
ให้ได้อภิญญาสมาบัติกันมากมาย

เมื่อถึงเวลาที่ หลวงพ่อปานไหว้ครู วันเสาร์ ๕ เดือนไหนก็ตามถ้าข้างขึ้น ๕ คํ่า ตรงกับวันเสาร์ หรือวันเสาร์ ๕ หลวงพ่อปาน ท่านต้องไหว้ครูท่าน เขาก็พาลูกศิษย์ลูกหาของเขา สมัยนั้น ไอ้รถเรือมันก็ไม่ค่อยจะมี ต้องเดินกันมา ในระยะทางไกล จนกว่าจะถึงทางรถไฟรถยนต์

รถยนต์ก็หายาก ก็มีรถไฟเป็นส่วนมาก ต้องใช้เวลาตั้งเดือน ถึงจะมาถึงสำนักของอาจารย์ได้ เขาก็อุตส่าห์มากัน มากันในวันไหว้ครู รู้สึกมากันคราวละมาก ๆ ลูกศิษย์ของเขามีกี่คน เขาต้องพามาจนหมด เรียกว่าทุกคนต้องเก็บหอมรอมริบไว้ เพื่อวันเสาร์ ๕ เมื่อถึงวันเสาร์ ๕ ก็ต้องไหว้ครู ตามที่ครูบาอาจารย์กำหนดไว้ นี่รู้สึกว่าเคร่งครัดมาก

เป็นอันว่า วิชาหมอของท่าน ที่ท่านเรียนมานี่ เป็นประโยชน์มาก นอกจากจะรักษาคนไข้ให้หายแล้ว ยังได้ลูกศิษย์ลูกหาที่ดี ๆ สำเร็จอภิญญาสมาบัติก็มาก และเป็นนายช่าง เป็นอะไรต่ออะไรก็มี.. สวัสดี...

◄ll กลับสู่ด้านบน

(((( โปรดติดตามในตอนต่อไป ))))



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 2036
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 28/4/08 at 05:52 Reply With Quote


(Update 28 เม.ย. 51)


ปฏิปทาของหลวงพ่อปาน


".......และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ท่านรักษา ท่านไม่เคยเรียกเงินเรียกทอง ท่านทำเป็นสาธารณประโยชน์จริง ๆ หมายความว่ารักษาให้ด้วยการสงเคราะห์จริง ๆ เพราะอาศัยการสงเคราะห์เป็นปัจจัยนี่เอง เวลาที่ท่านจะสร้างโบสถ์วิหารการเปรียญ ท่านไม่ต้องเรี่ยไร ฎีกาของท่านที่แจกออกไปนั้น ท่านบอกเลยว่าฉันจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ ( หลวงพ่อปานเนี่ย สร้างวัดถึง ๔๐ วัดกว่า )

.........แต่ว่าการทำอย่างนี้ไม่มีการเรี่ยไร ฎีกาที่ใครได้รับไปแล้ว ถ้าบุคคลใดที่นำฎีกาไปแล้ว จะขอรับเงินมา ท่านบอกว่า " จงอย่ามอบมาเป็นอันขาด " ฉันไม่ได้ใช้ไปเรี่ยไร เป็นแต่เพียงว่าฎีกานี้บอกข่าวเท่านั้น ถ้าใครจะทำบุญให้มาทำบุญกับฉันที่วัด อย่าไปทำหรืออย่าให้ กับคนที่ถือฎีกาเป็นอันขาด "

.........ในฎีกาของท่านบอกไว้อย่างนี้เสร็จเรียบร้อย แต่ว่าทั้ง ๆ ที่ท่านจำกัดอย่างนั้นนะ คนที่อยู่ไกล ๆ บางทีเราจะคิดว่าถ้าไม่ฝาก เขาจะมาไม่ได้ ไม่เป็นเช่นนั้น ทุกคนที่ได้รับข่าวแล้วมาตามนัด หมายความว่ามาตาม กำหนดของฎีกาครบถ้วน

..........ท่านจะสร้างโบสถ์สร้างศาลาสักเท่าไหร่ก็ตาม ท่านก็ทำได้ง่าย ๆ จะสร้างโบสถ์สักหลังหนึ่ง สร้างศาลาสักหลังหนึ่ง จะสร้างวัดสักวัดหนึ่ง ท่านสั่งของมาก่อน ท่านไม่ได้หาเงินก่อนแล้วสร้าง สั่งของมาทำจนเสร็จก่อน เมื่อเสร็จแล้วท่านก็ประกาศงานฉลอง

วันฉลองนี่แหล่ะเงินท่วมท้น หนี้สินที่มีอยู่เท่าไร ใช้หนี้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ นี่อาศัยบารมีแห่งการเมตตาบารมีใน การรักษาโรคของท่านด้วยการสงเคราะห์ ท่านไม่เคยที่จะคิดเงิน อะไรของท่านทุกอย่างที่แจกออกไป ไม่คิดเป็นเงินเป็นทอง

ผลแห่งความเมตตา

ดูไว้นะท่านผู้ฟัง ว่าผลแห่งการปฏิบัติกรรมฐาน หรือการปฏิบัติความดี กล่าวคือตั้งอยู่ในความเมตตาปรานี ในพรหมวิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาหมอของท่านก็ดี ท่านรักษาโรคก็ดี ท่านสอนหนังสือก็ดี หรือว่าท่านจะแจกข้าวแจกของ ไอ้ของปลุกเสกต่าง ๆ ที่ท่านแจก แต่ละครั้งท่านแจก ก็แจกเป็นสาธารณะจริง ๆ ท่านไม่เคยคิดว่าอย่างนั้นบาท อย่างนี้สลึง
เรื่องการแจกของไม่คิดเป็นเงินเป็นทองของท่านนี่ ฉันจะเล่าให้ฟังต่อกันไปเลย ตอนเล่าเรื่องของท่านนี่ รู้สึกว่าจะสลับสับสันกันอยู่มาก แต่ว่าฉันก็จะถือว่าถ้าเรื่องอะไรก็ตาม ถ้ามันจะเข้าเนื่องถึงกันละก็ ฉันจะเล่าไปเลยจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา

พระเครื่องหลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปานไม่ใช่ดีแต่เพียงว่ามีความรู้เป็นนักเทศน์ หรือแปลหนังสือได้ หรือว่าเป็นหมอเท่านั้น สิ่งที่ทำให้ท่านมีชื่อเสียงมากที่สุดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ พระเครื่อง พระเครื่องของท่านนี่ เขาเรียกกันว่า พระ ๖ กษัตริย์ ข้างบนเป็นรูปของพระพุทธรูป ข้างล่างมีรูปสัตว์ คือ
๑. พระขี่หนุมาน ข้างล่างเป็นหนุมาน ( บางรายเขาเรียกว่า ขี่หนุมาน หรือ ขี่ลิง บ้าง) แต่ตามแบบของท่านคือ ขี่วานร ก็คือ ขี่ลิง (ผู้เรียบเรียง - สมัยนี้เรียก "หนุมาน")
๒. พระขี่ไก่ ข้างล่างเป็นไก่


๓. พระขี่ปลา ข้างล่างเป็นปลา
๔. พระขี่เม่น ข้างล่างเป็นเม่น


๕. พระขี่นกกระจาบ ข้างล่างเป็นนกกระจาบ
๖. พระขี่ครุฑ ข้างล่างเป็นครุฑ



มี ๖ แบบ และแต่ละแบบ ย่อมมีอานุภาพต่างกัน รวมความว่าพระของท่านเป็นพระหมอ แล้วก็พระป้องกันอันตรายทั้งหมด
สำหรับ พระขี่หนุมาน ท่านถือว่าเป็นพระสำหรับทำนํ้ามนต์ รักษาโรคทุกอย่าง คนที่ได้รับไปแล้วจะอาราธนาทำนํ้ามนต์ รักษาโรคอะไรก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเป็นหมอ ไม่ต้องไปเรียนมาจากใครเลย
เป็นแต่เพียงอาราธนาว่า ขอบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ กับหนุมานซึ่งเป็นสัตว์พาหนะ ขอจงทำนํ้ามนต์นี้ให้เป็นนํ้ามนต์รักษาโรคอย่างนั้นอย่างนี้ ให้หายโดยฉับพลัน ว่าอย่างนี้ ๓ หน
แต่ว่าก่อนจะว่าก็ต้องตั้ง นะโม ๓ จบ ว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ,ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เสียก่อน เรียกว่าไหว้พระเสียก่อน อย่างนี้รักษาโรคได้ ตามความประสงค์ตามความจำเป็น

อานุภาพของพระ ๖ กษัตริย์

สำหรับ พระขี่หนุมาน ก็เป็นพระสำหรับทำนํ้ามนต์ รักษาโรคทุกอย่าง
สำหรับ พระขี่ไก่ ก็เป็นพระสำหรับ เมตตาปรานี คือเป็นพระเมตตา
สำหรับ พระขี่ปลา ก็เป็นพระสำหรับค้าขาย
สำหรับ พระขี่เม่น ก็เป็นพระสำหรับเดินป่า ป้องกันอันตรายในป่า
สำหรับ พระขี่นกกระจาบ ก็เป็นพระที่มีอานุภาพในการทำนา คนที่จะทำนา ถ้าทำ นํ้ามนต์ด้วยพระขี่นกกระจาบ แล้วก็เอาไป พรม อย่างนี้ผลในนาจะได้ดี
สำหรับ พระขี่ครุฑ ก็มีอานุภาพใน การคลอดบุตร ทำให้คนคลอดบุตรง่าย เป็นนํ้ามนต์ครรภ์รักษาด้วย อันนี้ตามรูปสัตว์นะ ตามตำราของท่านอธิบายไว้ แต่ทว่าแต่ละแบบก็ย่อมทำผงคนละอย่างๆ
คราวนี้เมื่อผงทั้ง ๖ อย่าง ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เอามาเคล้ารวมกัน เอามาบรรจุลงในพระองค์เดียวกัน รวมความว่าพระองค์เดียว ใช้ได้หมดทุกอย่าง ตามที่ฉันพูดมาแล้วนี่

พระสามารถดูดพิษได้

แล้วนอกจากนั้น ยังป้องกันคุณผี ป้องกันคุณคน ป้องกันการกระทำต่าง ๆ ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ได้ตามสมควร แต่ว่าจะกันคนตายนี่กันไม่ได้ ไอ้คนที่มันถึงเวลาตายจริง ๆ แล้วพระกี่องค์ก็คุ้มครองไม่ได้ แม้แต่พระเองท่านยังตาย
นอกจากจะทำนํ้ามนต์รักษาโรคแล้วนะ พระท่านยังใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อีกอย่างหนึ่ง คือเป็นประโยชน์สำคัญมาก นั่นคือ ถ้าใครถูกสัตว์พิษกัด ไม่ว่าสัตว์พิษประเภทใด จะเป็นงูชนิดที่ร้ายแรงที่สุด หรืออะไรก็ตาม ให้เอาพระนี่ชุบนํ้าให้เปียก แล้วเอาหลังของท่านปิดลงไปตามแผล ( แผลที่ถูกกัดนั้น ) พระจะดูดพิษ

ในขั้นแรก เอามือกดลงไปเล็กน้อย คือคุมไว้อย่าให้พระหล่น สักครู่หนึ่งเวลาสัก ๒ - ๓ นาที พระจะเริ่มดูดพิษ เมื่อดูดพิษแล้ว พระจะติดเนื้อจนแน่น ถ้าจะดึงก็ออกยาก อย่างนี้ปล่อยมือได้ พอพิษหมดแล้ว ก็ระวังพระจะหาย เพราะว่าเมื่อพิษหมดแล้ว พระจะไม่ดูด พระจะหล่น

ถูกงูเห่ากัด แล้วใช้พระดูดพิษ

พวกที่ได้รับไปที่ได้รับประโยชน์มาก เช่น ทหารเรือในสัตหีบ สมัยฉันเคยแจกเขาไป แกได้ไปแล้ว แกเข้าไปในป่าถูกงูเห่ากัด แกรู้ตัวเพราะแกเห็นตัวทีเดียว เห็นว่างูเห่ากัด แกหาอะไรไม่ได้ เห็นว่าฉันเคยอธิบายให้แกฟัง แกก็ใช้พระปิดจนหาย เมื่อหายแล้วปรากฏว่าถึงเดือน ๑๒ พากันมาประมาณสัก ๕๐๐ คน มาขอพระแก้งู เขารู้แค่แก้พิษงูเท่านั้น ฉันก็เลยเอาหนังสืออธิบายให้เขาดู แล้วก็แจกไปคนละใบ ๆ แจกพระคนละองค์ นี่ในสมัยที่ฉันไปเป็นเจ้าอาวาส ฉันเปิดกรุของท่าน ( กรุเล็กนะ แต่กรุใหญ่ไม่ได้เปิด )

เรียนวิชามาจากอาจารย์แจง

ฉันจะเล่าต่อไปว่าพระนี่ ท่านเรียนมาจากไหน วิชาทำพระนี่ก็เรียนมาจาก ท่านอาจารย์แจง คนสวรรคโลก ตามตำรานั้นบอกว่าเป็นตำราของพระร่วง เขาว่าอย่างนั้นนะ ตำราเขียนไว้ บอกเป็นตำราของพระร่วง มีอะไรต่ออะไรมาก มีกระทั่งธงมหาพิชัยสงคราม ยันต์เกราะเพชร นี่เป็นตำราของพระร่วงทั้งนั้น ทีนี้เวลาทำพระทำอย่างไร จะเล่าถึงวิธีทำให้ฟัง เพราะมันเป็นของยากจริง ๆ ท่านผู้ฟัง ฉันเองอาศัยที่ไม่ได้อภิญญากับเขา หรือไม่เป็นพระอภิญญา ไม่สามารถจะทำพระแบบนี้ได้

ต้องได้สมาบัติ ๘ และมีความพากเพียร

และพระนี่ทำลำบากมาก ท่านบอกว่า " คนที่จะทำพระนี่ได้ ต้องได้สมาบัติ ๘" ทีนี้เมื่อได้สมาบัติ ๘ แล้วก็ต้องมีความพากเพียร ฉันนี่พอได้กับเขาเหมือนกันสมาบัติ ๘ แต่รู้สึกว่าท่านให้ลองทำพระแต่มันทำไม่ได้ หรือฉันขี้เกียจเกินไป ไม่พยายามมากก็ตาม เพราะว่า ท่านห้าม ๆ อยู่ ท่านบอกให้ลองทำ ลองทำแล้วฉันทำไม่ได้ ฉันก็เลยเลิกทำ เพราะไอ้จิตใจของฉันมันก็คนขี้เกียจ

ไอ้จะทำข้าวทำของ ทำเครื่องรางของขลังนี่ ฉันไม่ค่อยชอบ นิสัยของฉันเป็นอย่างนั้น ทำน่ะพอทำกับเขาได้บ้าง แต่นิสัยมันขี้เกียจยังไงชอบกล แล้วยิ่งมาสมัยนี้ยิ่งขี้เกียจใหญ่ เพราะมันหมดดีเสียแล้ว ไม่อยากจะดี คือไม่อยากจะทำอะไรให้คนชมว่าดี พอมองแล้วมันไม่เห็นตัวดีตรงไหน ถ้าเขาชมทีไรละมันเหนื่อยทุกที ไอ้ฉันเป็นคนขี้เกียจนี่ ถ้าอะไรมันเหนื่อยจัด ๆ ฉันก็ไม่เอาละ ฉันขี้เกียจฉัน ฉันรู้ตัวว่าฉันจะตาย ฉันไม่อยากจะตายแบบเหนื่อย ๆ แต่มันก็อดเหนื่อยไม่ได้

นี่ไปสร้างวัดสร้างวา มันก็เหนื่อยก็ทำไป ก็เรียกว่าทำนำเขาไป ทำนำเด็ก ๆ รุ่นหลัง เขาจะได้มีบุญมีกุศล ไอ้ฉันจะมีบุญหรือไม่มี บุญฉันไม่สนใจมันแล้ว บวชมาจนแก่แล้ว มันจะไม่มีบุญคุ้มครองตัวเองได้ ก็ปล่อยมันเถอะ มันจะไปไหนก็ช่างมันเถอะ ครูบาอาจารย์สอนมาอย่างไร พระพุทธเจ้าสอนมาอย่างไรก็ทำไป ทำไปด้วยความเต็มใจในด้านธรรมปฏิบัติ อันนี้พูดนอกเรื่องไปเสียแล้ว

วิธีการทำพระ

ฉันจะเล่าวิธีทำพระให้ฟัง ท่านบอกว่า ถ้าจะทำหนุมานนะ ท่านทำให้ดู คือ ต้องเอาผ้าขาวมาเสกให้เป็นหนุมาน เป็น ลิงเผือก แล้วลิงเผือกตัวนั้น จะแบมือขึ้นจะมีคาถาที่มือ ก็จดคาถาที่มือเอามาทำผง
ถ้าทำพระขี่ไก่ ก็เสกผ้าขาวให้เป็นไก่ ไก่จะกางปีก แล้วมีคาถาที่ปีก จดคาถาที่ปีกแล้วมาทำผง
ถ้าทำพระขี่ปลา พระขี่เม่น พระขี่ครุฑ พระขี่นกกระจาบก็เหมือนกัน ผงจะมีอานุภาพกันคนละอย่าง
เมื่อได้ผงทั้ง ๖ อย่างแล้ว ก็มารวมเคล้ากัน แล้วก็บรรจุในรูปพระ เรียกว่าพระองค์เดียวใช้ได้ ๖ อย่างตามความประสงค์ ทีนี้เวลาจะทำจริง ๆ ท่านบอกว่า " ต้องได้สมาบัติ ๘ เพราะต้องเข้าฌานเข้าสมาบัติ ถ้าเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามี ก็เรียกว่า นิโรธสมาบัติ ทีเดียว ไปเข้าขั้นนั้น"

ทีนี้ถ้าเป็นฌานธรรมดา ก็เรียกว่าเข้าสมาบัติ ๘ เรียกกว่า ต้องไม่กินข้าว กินแต่นํ้านี่ ๑๕ วัน อันนี้แย่ ต้องไปทำผงอยู่ในโบสถ์คนเดียว ๑๕ วัน ติดต่อกับใครไม่ได้เลย พอทำผงเสร็จเรียบร้อยแล้วครบ ๑๕ วันแล้วจึงจะออกมาได้ ดูสิพระของท่าน ที่ทำอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าปั้นเป็นลูก แล้วมานั่งเสก ๆ ประเดี๋ยวเดียวแล้วให้กัน ไม่ใช่เหมือนที่เราทำกัน เป็นของยาก ดังนั้นฉันจึงทำไม่ได้ แต่ถ้าทำจริง ๆ ก็อาจจะทำได้เพราะฉันก็ได้สมาบัติ ๘ ไอ้ที่ฉันทำไม่ได้ก็คือ ฉันขี้เกียจเสียเอง ทีนี้เมื่อเล่าเรื่องของพระแล้ว เล่าถึงวิธีทำแล้ว ก็จะเล่าถึงวิธีแจกต่อไป

ทำพระแจกคน

ท่านทำพระครั้งแรกเท่าไหร่ ท่านทำคราวเดียว ทำพระ ๘๘๐ ปี๊บ (ปี๊บนํ้ามันก๊าด) เมื่อทำแล้วก็บรรจุไว้ในเจดีย์ ๔๔๐ ปี๊บ แจกเป็นสาธารณะ ๔๔๐ ปี๊บ เวลาแจก ท่านไม่เคยคิดเงินคิดทอง
ท่านบอกว่า เวลาแจกพระนี่ ท่านหุงข้าวเลี้ยงคนมารับพระด้วย คนมารับพระเต็มวัด เรียกว่าท่านแจกให้คนละองค์ ๆ มากันเต็มวัด บางคนก็โกงเอา ได้รับแล้วก็มารับใหม่ บางทีใส่เสื้อ ไอ้สีข้างนอกกับสีข้างใน มันไม่ค่อยจะเหมือนกัน ก็ใส่ทับข้างนอกมาที แล้วมารับพระ พอออกไปข้างนอก เปลี่ยนกลับเอาข้างนอกเข้าข้างในแล้ว เข้ามารับพระ แต่ท่านก็จำไม่ได้นี่ เมื่อเขาอยากได้มาก มันก็แล้วไป ก็แจกไปอย่างนั้นหมด ๔๔๐ ปี๊บ

ท่านบอกว่า คนมากยิ่งกว่างานวัดเสียอีก คนเยอะแยะมาจากเมืองไหน ต่อเมืองไหนมากัน คือเอาเรือเอาแพมาจอดกันหน้าวัด เต็มไปหมดเหมือนกับงานวัด แล้วท่านเองท่านก็หุงข้าวเลี้ยง นี่แทนที่ท่านจะเรียกเงินนะ ท่านไม่เรียกเงินด้วยนะ แถมถุงข้าวเลี้ยงคนที่มารับพระอีกด้วย นี่เห็นไหมปฏิปทาของท่าน มากไปด้วยเมตตาขนาดนี้

◄ll กลับสู่ด้านบน




ตำราสำคัญของอาจารย์แจง


".......ตอนนี้เมื่อเล่าถึง วิธีการแจกพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเล่าถึงตำรา มันจะเป็นตอนหลัง ๆ ก็ช่างเถอะ แต่ว่าเรื่องมันสืบกัน คือก่อนที่ท่านจะตาย ๑ ปี ปรากฏว่าท่านอาจารย์แจง ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน ลงมาจากเมืองสวรรคโลก มาบอกท่านบอกว่า ท่านต้องการตำราเล่มสำคัญ คือตำราของท่านอาจารย์แจง ที่มอบให้หลวงพ่อปานไว้น่ะมี ๓ เล่ม ( เป็นตำราสมุดข่อย ) ต้องการตำราเล่มสำคัญเล่มนั้น เอาไปเพื่อจะทบทวนความรู้ ท่านว่าอย่างนั้น แล้วท่านก็จะส่งให้ หลวงพ่อปานท่านก็มอบให้ไป

........พอมอบให้ไปแล้ว ก็ปรากฏว่าพอไปถึงบ้าน ภายในระยะปีนั้น อาจารย์แจงก็ตาย แล้วหลวงพ่อปานก็ตายเหมือนกัน เรียกว่าตายปีเดียวกัน ต่างคนต่างไม่รู้ ที่รู้ว่าอาจารย์แจงตายก็เพราะว่า ให้คนไปบอกว่าเวลานี้หลวงพ่อปานตายแล้ว ให้ท่านลงมา หรือว่าท่านจะทำอย่างไรก็ช่าง ในฐานะที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์

.........พอไปทางโน้น ภรรยาของท่านอาจารย์ ก็บอกว่า ท่านอาจารย์ก็ตายแล้วเหมือนกัน อายุท่านไล่เลี่ยกัน แต่เมื่อหลวงพ่อปานตายแล้ว พวกเราทำศพหลวงพ่อแล้ว ก็คิดถึงตำราเล่มที่ ๓ ขึ้นมา ว่าตำราเล่มนั้นฉันเอง ก็เคยอ่านว่ามีธงมหาพิชัยสงคราม คือธงออกรบ ซึ่งตำราของอาจารย์อื่น ๆ ฉันไปดูแล้วไม่มี ถึงจะมีก็ไม่เหมือน ไม่ละเอียดละออเหมือน

เพราะธงมหาพิชัยสงครามนั้น เขากล่าวว่า เฉพาะด้ามธง ถ้าทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าใครถือด้ามธงนั้นไป ไปนอนในป่า รับรองว่าจะไม่อดข้าว ทั้งๆ ที่ไม่มีบ้านมีช่องเลย ก็จะไม่อดข้าว ถ้าหากว่าบุคคลนั้นอดข้าวล่ะก็ เจ้าของตำราบอกว่าให้แช่ง และในตำราบอกไว้ด้วยว่าเป็น พระร่วง ( ชื่อพระร่วง )

เดินทางไปขอตำราคืน

ทีนี้ฉันก็นึกถึงตำราขึ้นมา แล้วคิดว่า " เอ๊ะ เราอยากจะได้ตำราของหลวงพ่อคืน ทั้ง ๆ ที่เป็นตำราของท่านอาจารย์ แต่ท่านอาจารย์ก็มอบให้หลวงพ่อปานแล้ว " แล้วท่านก็บอกว่าท่านจะคืนให้นี่ เราก็ต้องไปเอากัน ผลที่สุดก็ยกขบวนขึ้นไป ๓ องค์ ไปบ้านท่านอาจารย์ที่เมืองสวรรคโลก ไปขอตำราคืน

ภรรยาของท่านหยิบหนังสือขึ้นมาดู บอกว่าก่อนที่อาจารย์จะตาย อาจารย์เขียนหนังสือนี้ไว้
ในหนังสือบอกว่าใครก็ตาม ถ้าจะมารับตำราเล่มนี้ ให้นำดาบคู่ (๒ เล่ม) กับตำรานี่ ออกไปรำที่กลางแจ้ง ถ้ามีฟ้าผ่าลงมาเมื่อไร ก็ให้มอบตำราให้แก่บุคคลนั้น

ตอนนี้มันชักยุ่ง ก็ถามภรรยาของท่านอาจารย์ว่า เมื่อท่านอาจารย์ตายแล้ว มีคนอยากได้ตำรานี้ไหม ท่านบอก โอ้โห.. มีมาเยอะ เมื่อตอนต้น ๆ มีมาทุกวัน วันละหลายเจ้า เมื่อเอาดาบนี้ให้รำไม่เห็นมีฟ้าผ่าสักคน ฟ้าไม่ผ่าลงมาใกล้ ๆ ฉันก็เลยไม่ให้ เพราะอาจารย์สั่งไว้อย่างนั้น พวกเราก็นึกรู้เลยทีเดียวว่า " อาจารย์ต้องรู้ว่า หลวงพ่อปานจะตาย แล้วตำราเล่มนี้ ต้องไม่เหมาะสมกับบุคคลทั่วไป ต้องเหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง "

หาคนครอบครองตำรา

ทีนี้ทั้ง ๓ คน ก็พากันมองหน้า ๓ คนนี้ไม่ใช่ใครล่ะ ฉันคนหนึ่ง ฤาษีโพธิวัตร กับฤาษีพนมไพร ตัวแก่นแก้ว คู่แก่นแก้ว พระแก่นของหลวงพ่อปานท่าน คือพระขั้นแก่น ไม่มีกระพี้ พวกเราก็มองหน้ากันถามว่าใครจะเป็นคนรำดาบ ทั้งสองคนเขาบอกว่า
"..แกสิ.. เพราะหลวงพ่อปานบอกไว้แล้วนี่ว่า ก่อนที่ท่านจะตายให้แกรับภาระทุกอย่าง รับงานก่อสร้าง รับงานทะนุบำรุงพระศาสนา งานทุกอย่างที่ท่านทำให้แกเป็นคนรับภาระ ท่านไม่ได้สั่งฉันนี่.."

หลวงพ่อปานบอก พวกฉันนี่เมื่อบวชถึง ๑๐ พรรษาแล้วท่านให้เข้าป่า นี่แกต้องควรเป็นคนครองตำราเล่มนี้ d>เมื่อฉันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉันก็เอา ก็ลองรำมันดูที เกิดมาก็ไม่เคยรำเลย รำดาบรำเดิบนี่ เคยแต่เล่นกลองยาวกับเขาเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยรำ ไม่รู้เขารำกันอย่างไร

เจ้าของตำราตัวจริง

ก่อนที่จะเข้าไปหยิบดาบ ก็ขอธูป ขอเทียนเขา ทำพิธีบวงสรวงตามแบบที่หลวงพ่อปานสอนไว้ บวงสรวงก็ตามที่ฉันสวดในตอนต้น ว่า " ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ " คือเชิญ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ มาเป็นพยาน ว่า ตำราเล่มนี้ถ้าเป็นของคู่ควรแก่ข้าพเจ้า ก็ขอให้ฟ้าผ่าลงมาใกล้ ๆ ให้ข้าพเจ้าได้ตำราสมความปรารถนา ถ้าหากตำราเล่มนี้เป็นของไม่คู่ควรกับบารมีของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ารำไปสัก ๑๐ นาที จงอย่ามีเสียงฟ้าผ่า และข้าพเจ้าก็จะเลิก

เมื่ออธิษฐานเสร็จ ก็บอกให้เขาตั้งนาฬิกา บอกฉันจะรำ ๑๐ นาที ถ้าไม่ได้ ถ้าไม่มีเสียงฟ้าผ่าลงมา ฉันก็ถือว่าตำราเล่มนี้ไม่เหมาะสมกับฉัน ฉันก็จะเลิก จะไม่ต้องการต่อไป เขาก็ตั้งนาฬิกา คุมนาฬิกากันไว้ พอหยิบมีดดาบ ๒ เล่มนั้นออกมากลางนอกชานกลางแจ้ง ไม่ทันจะรำเลย เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาใกล้ ๆ ฝุ่นตลบ แก้วหูอื้อไปตาม ๆ กัน ไม่ทันรำ ภรรยาของท่านอาจารย์ยกมือขึ้นไหว้บอก

"ท่านเจ้าค่ะ ท่านมีบุญแน่ ตำรานี้คู่ควรแก่ท่าน นี่ท่านไม่ทันรำ คนอื่นเขามารำจนเหงื่อแตกเหงื่อแตน ยังไม่มีเสียงฟ้าผ่า นี่ตำรานี่ต้องเป็นของคู่ควรแก่ท่าน"

เป็นอันว่าฉันก็ได้รับตำรามา ทีนี้เมื่อได้รับตำรามาแล้ว ตอนนั้นฉันก็กลับไปอยู่กรุงเทพ ฯ สักพักหนึ่ง ไปเรียนหนังสือภาษาบาลี และต่อมาเมื่อพรรษาที่ ๕ ย่างเข้าพรรษาที่ ๖. ก็กลับขึ้นมา เพราะว่าตอนนั้นวัดทรุดโทรม วัดหงอยเหงามาก รายได้ของวัดตกตํ่า ปีหนึ่งมีรายได้ไม่ถึง ๒๐๐ บาท นี่เฉพาะงานปี เขาขอให้ขึ้นมาแก้สถานการณ์ ฉันก็มานอนกุฏิหลวงพ่อปาน บังเอิญอย่างยิ่งกุฏิหลวงพ่อปานนี่ ตั้งแต่ท่านตายไปแล้ว ไม่มีใครเขายอมนอน เขากลัวกัน ก็แปลก

เมื่อฉันมาแล้ว ฉันถือว่าเป็นกุฏิที่ฉันเคยอยู่ ฉันก็เข้าไปอยู่ เมื่อเข้าไปอยู่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งฉันนอนอยู่บนเตียง กลางคืนตามธรรมดาฉันไม่อยากจุดไฟ ฉันอยากนอนมืด ๆ ฉันมีวิทยุเครื่องหนึ่ง ฉันก็เปิดวิทยุไว้ แต่หูฉันไม่ได้ฟัง ฉันนอนภาวนา ถ้าขณะใดที่หูฉันได้ยินเสียงวิทยุ ฉันถือว่าสมาธิฉันดีไม่พอ ฉันต้องทำจนกระทั่ง ฉันไม่ได้ยินเสียงวิทยุ ความจริงฉันไม่ได้ติดวิทยุ แต่ฉันสู้กับวิทยุ คือสู้กับเสียงด้วยสมาธิ

มีพรหมมาบอกให้ทำยันต์

เวลาประมาณสัก ๒ ทุ่มเศษ ๆ ฉัน กำลังนอนภาวนาข้าง ๆ วิทยุ ประตูหน้าต่างฉันปิดหมด กุฏิมีลูกกรงล้อมรอบ คนเข้าไม่ได้เมื่อปิดแล้ว ฉันเห็นคนเดินมาคนหนึ่ง แต่งตัวนุ่งขาวห่มขาว เดินมาถึงแล้วนั่งบนเตียงที่ฉันนอน นั่งข้างๆ ฉัน
ฉันก็หันไปถามว่าใคร
ท่านก็บอกว่า ฉันเป็นพรหมชั้นที่ ๘. ฉันนี่เป็นเจ้าของตำราท่านปาน( แหม..ตกใจ )
ก็ถามว่า มาทำไม
ท่านบอก จะมาบอกให้เธอนี่ท่องคาถาในตำราบ้างสิ มีตำราอยู่แต่ไม่เคยท่องอะไรเลย

มีตำราแต่ไม่อยากทำ

ฉันก็เลยบอกว่า ฉันขี้เกียจน่ะ ไอ้คนน่ะ ฉันไม่อยากสงเคราะห์ หลวงพ่อปานทำให้มันดีแสนจะดี แต่ไอ้คนมันก็ยังอกตัญญูไม่รู้คุณท่าน ท่านตายไปแล้วบางคนก็มานินทาท่านให้ฟังว่า ท่านบกพร่องอย่างนั้นบ้าง ท่านไม่ดีอย่างนี้บ้าง ทั้ง ๆ ที่ท่านมีความเมตตาปรานีขนาดนั้น คนก็ยังไม่รู้คุณท่าน แต่ว่าฉันมันดีไม่เท่าหลวงพ่อนี่ ฉันไม่เอาหรอก ไม่ทำให้มันเหนื่อย ไอ้ชาวบ้านประเภทนี้ ไม่สงเคราะห์มัน ฉันเอาตัวฉันรอดก็แล้วกัน ไอ้เรื่องคาถาคงกระพันชาตรี อะไรต่ออะไร ฉันไม่เอาล่ะ ไม่สงเคราะห์ใคร ไม่อยากจะเกื้อกูลใคร

ท่านก็นั่งเฉย แล้วก็บอกว่า เอาเถอะคุณ ถ้าคุณจะไม่ทำอะไร คุณก็เสกธงเสกยันต์ ทำยันต์นี้สักยันต์ เขาเรียกว่า ยันต์ใหญ่ มีผลทั้งในทางป้องกัน ขับสิ่งที่เป็นเสนียดจัญไรออกไปด้วย แล้วก็ดึงดูดความดีสิ่งที่เป็นมงคล เข้ามาหาแก่บุคคลผู้ได้ผ้ายันต์นั้นด้วย ฉันก็เลยบอกว่า ยันต์ใหญ่อย่างนี้ไม่เอาหรอกท่องไม่ไหว ใครจะไปท่องได้เยอะแยะ เขียนเอาตั้งเต็มหน้ากระดาษ

ท่านบอก ไม่ต้อง แค่ท่องคาถา ๔ ตัวข้างล่างนี้ คาถา ๔ ตัวนี้เป็นคาถาปลุกยันต์ อันนั้นเป็นตัวยันต์ เธอไม่ต้องท่อง จะเขียนไปให้ใครเขาพิมพ์ก็ได้ แล้วก็มาว่าคาถา ๔ ตัวนี้ปลุกเสกก็ใช้ได้
ฉันก็บอกว่า ไม่เอาล่ะ ขี้เกียจน่ะไม่ทำ ถึง ๔ ตัวก็ไม่ท่อง

ลูกคนสุดท้ายของตระกูลพระร่วง

ท่านก็นั่งนิ่งเฉย ประเดี๋ยวสัก ๑๐ นาที แล้วท่านก็บอกว่า ไอ้ลูกฉันนี่นะ มันหมดแค่แกนี่ เผ่าพันธ์ของฉัน ตำรานี่ถ้าพ้นจากแกไปแล้ว คนอื่นเอาไปทำได้ผลไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซนต์ เพราะฉันไม่ช่วย นี่เผ่าพันธ์ของฉันเป็นคนสุดท้ายแค่แก มาท่านปาน แล้วก็แก ดังนั้นแกควรจะทำเป็นคนสุดท้าย

บอกว่า ไม่เอา ไม่ทำแน่ ไม่สงเคราะห์คนประเภทนี้

ท่านก็บอกว่า ไอ้แกนี่..มันดื้อมาหลายร้อยหลายพันชาติแล้ว นี่ลูกฉันมีแกคนเดียว ดื้อที่สุด หัวแข็งที่สุด มีคนเดียว แต่เอาเถอะมันจะเสียเผ่าเสียพันธุ์ เสียพืชเสียพันธุ์ เสียเปล่า ใครมาหาอะไรมันจะไม่ได้ มันจะเสียวงศ์ตระกูลเดิม เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าใครเขามาหาแกนะ ถ้าเขาจะให้แกทำอะไรล่ะก็ ให้แกปูผ้าขาวเข้า เอาธูปเทียนจุด แล้วฉันจะมาช่วยทำ เอาเถอะฉันจะทำให้ทุกอย่าง เอาละ..แกมันดื้อมานานแล้ว ฉันก็ทำยอมแพ้แก
ผลที่สุดท่านก็กลับ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งวันนี้ฉันจะทำอะไร ฉันก็ต้องอาราธนาให้ท่านมาช่วย ครูองค์นั้นท่านบอกว่า ท่านเป็นพรหมชั้นที่ ๘. อันนี้ก็เป็นเรื่องส่วนหนึ่งของตำรา พอเล่าเรื่องตำรามาแล้ว ก็จะขอย้อนกลับไปต้น นี่มันปลายสุด มาเล่าเรื่องของหลวงพ่อปานตายเลยทีเดียว ไอ้ที่เล่าต่อกันมาอย่างนี้ ก็เพราะเรื่อง มันสืบเนื่องกัน จะได้ฟังกันคราวเดียว จะได้ฟังไม่เป็นท่อนไม่เป็นตอน

◄ll
กลับสู่ด้านบน

(โปรดอ่านต่อในฉบับหน้า)
************************



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 2036
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 9/5/08 at 08:24 Reply With Quote


(Update 9 พ.ค. 51)



หลวงพ่อปานไปเรียนต่อกับหลวงพ่อเนียม

".....ทีนี้กลับไปอีกทีหนึ่ง ท่านเล่าถึงวิธีการที่ท่านเจริญพระกรรมฐาน เมื่อท่านเจริญพระกรรมฐานกับ หลวงพ่อสุ่น กับ หลวงปู่คล้าย กับ หลวงพ่อปั้น แล้ว ต่อมาหลวงพ่อปั้น หลวงพ่อสุ่น หลวงปู่คล้ายตาย ท่านก็คิดว่า " โอหนอ..นี่เราหมดที่พึ่งเสียแล้วหรือ อาจารย์ของเราตายนี่เราก็ยังดีไม่พอ ขึ้นชื่อว่ากรรมฐานยังไม่ถึงที่สุด ก็ต้องแสวงหาความดีต่อไป "

.........ในขณะนั้นก็ได้ยินชื่อพระอยู่องค์หนึ่งอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ชื่อ หลวงพ่อเนียม อยู่วัดน้อย ใต้ตัวเมือง จ.สุพรรณบุรี ไปใกล้ อ.บางปลาม้า หลวงพ่อเนียมได้ยินข่าวว่า ท่านเก่งนักเป็นพระกรรมฐานเก่งมาก มีวิชาการเก่งทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรเก่งหมด คนเขารํ่าลือกันเหลือเกินหลวงพ่อเนียม ท่านก็ไม่รู้จัก ท่านก็เลยตัดสินใจไปหาหลวงพ่อเนียม คือไปเวลานั้นน่ะ ไอ้รถยนต์เรือยนต์ก็ไม่มี จะไปไหนถ้าไปเรือก็ต้องแจว ต้องแจวเรือไปพายเรือไป ถ้าจะแจวเรือ หรือพายเรือไปจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ต้องเสียเวลาถึง ๒ - ๓ วัน มันก็ต้องรบกวนชาวบ้านเขา

...........ท่านก็เลยบอกว่า ท่านธุดงค์ ใช้กลดธุดงค์ไป ออกจากวัด มุ่งหน้าตัดเข้าสู่เขตอำเภอบางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เดินทาง ๒ วันก็ถึงวัดของหลวงพ่อเนียม เมื่อเข้าไปในวัดของท่าน จะไปหาหลวงพ่อเนียม ปรากฏว่าหลวงพ่อเนียมเดินนุ่งผ้าอาบลอยชาย ผ้าอาบก็เห็นจะคล้าย ๆ กับไอ้ที่ฉันใส่ไปเที่ยวดาวดึงส์น่ะแหละ เก่า ๆ อีกผืนหนึ่งท่านก็คล้องคอแบบฉัน ท่านว่าอย่างนั้น หลวงพ่อเนียมท่าทางจะเป็นพระผอม ๆ เดินเกะกะ ๆ อยู่กลางลานวัด

ตามหาหลวงพ่อเนียม

ท่านเข้าไปถึง ท่านก็กราบ เห็นว่าพระแก่นี่ก็กราบ จะเป็นหลวงพ่อเนียมหรือไม่ใช่ก็ตาม เป็นพระแก่ก็แล้วกัน เป็นเจ้าของถิ่น เมื่อท่านกราบลงไปแล้ว ก็ถามว่าหลวงพ่อเนียมอยู่ไหมครับ
ท่านก็บอก อืม..ท่านเนียมเขาอยู่บนกุฏิ ท่านว่าอย่างนั้น
ท่านก็เลยคิดว่าพระองค์นั้นไม่ใช่หลวงพ่อเนียม
ท่านก็เลยไปนั่งคอยบนกุฏิ

สักครู่ใหญ่ ๆ ปรากฏว่าเป็นพระองค์เดียวกัน ท่านขึ้นทางด้านหลังกุฏิ เข้าในกุฏิแล้วก็ห่มผ้า ออกมารับ ถามว่า แกมาจากไหน เห็นทีแรกก็ปั้นหน้ายักษ์ใส่เลย ทั้ง ๆ ที่ห่มผ้าเรียบร้อย แต่ไม่พูดดี ปั้นหน้ายักษ์ทำท่าทางดุดัน

ถามว่า มาจากไหน ( ถามห้วนๆ )
ท่านก็เลยบอกว่า ผมมาจากเมืองกรุงเก่า ( สมัยนั้นเขายังไม่เรียกอยุธยา เขาเรียกกรุงเก่า )
ถามว่า มาทำไม !
บอก จะมาเรียนกรรมฐาน
เรียนกับใคร !
บอก เรียนกับหลวงพ่อเนียมครับ
นี่หลวงพ่อปานว่าอย่างนั้น
หลวงพ่อเนียมบอก ข้านี่แหละ
อ้าว..ก็องค์เดียวกับคนเมื่อกี้ใช่ไหมครับ
ท่านก็เลยบอกว่า " ไอ้แกมันอยากเซ่อนี่ ท่านก็เลยให้ขึ้นมานั่งคอย "

สุดท้ายก็ได้เรียนกรรมฐาน

ในที่สุดก็ขอเรียนกรรมฐาน แทนที่ท่านจะรับสอน หรือไม่รับสอน ท่านด่า ด่าโคตรพ่อล่อแม่ บอกอย่ามาเรียนกับท่าน คนแถวนี้เขาหาว่าท่านบ้าทั้งนั้น ท่านเป็นคนบ้าไม่ใช่คนดี จะมาเรียนกับท่านทำไม ท่านไม่ยอมสอน แถมด่า แถมไล่ด้วย ไล่สารพัด บอกไม่เอา ไอ้คนเมืองกรุงเก่า กรุงใหม่กูไม่คบ ไอ้คนทุกคนนี่กูไม่คบหรอกนะ มันไม่มีใครดี ทุกคนมันว่ากูบ้า กูไม่เอากับใครไม่คบใคร
ท่านก็บอกว่า ผมไม่ได้ว่าหลวงพ่อบ้าครับ ผมจะมาขอเรียนด้วย
บอก มึงก็เหมือนกันกูไม่สอน เรียนไปแล้วทีหลังมึงก็หาว่ากูบ้า เอาเข้านั่น

ผลที่สุดท่านไม่ยอมพูดด้วย ท่านเข้าไปนอนในกุฏิ หลวงพ่อปานก็ต้องไปหาพระลูกวัด ไปอาศัยนอน พระลูกวัดก็บอกว่า ทน ๆ เข้าเถอะคุณ มีหวัง ใครมาเรียนกับท่านไม่ว่าเรียนอะไร ก็โดนอีแบบนี้ทุกราย
ผลที่สุดท่านถูกด่า พอรุ่งเช้าท่านก็ไปหาใหม่ แล้วก็โดนด่าอีก ด่าถึง ๓ วันซ้อน ด่าชนิดไม่คบเลยก็มี เมื่อวันที่สามล่วงไปแล้วเป็นวันที่สี่

◄ll
กลับสู่ด้านบน




ประวัติหลวงพ่อโหน่ง

".......เป็นอันว่า หลวงพ่อปาน ก็ไปสอบทาน กรรมฐานกับ หลวงพ่อโหน่ง เรื่องนี้เห็นจะไม่ต้องเล่า เป็นเรื่องธรรมดา ไอ้เรื่องการสอบทาน เป็นเรื่องของท่าน วิธีสอบทานกรรมฐาน เขาไม่มีอะไร

.........เขานั่งหลับตากันไป หลับตากันมา ต่างคนต่างหลับตา แล้วบอกว่า กองนี้นะ ก็กองนี้ กองนั้นนะ ก็กองนั้น แล้วก็หลับตาภาวนาตามกอง เข้าสมาธิตามกอง พอเข้าครบถ้วนหมด ทุกกองที่หลวงพ่อปานได้ หลวงพ่อโหน่งก็บอกข้าก็ได้เท่านี้แหละ เป็นอันว่าไม่ต้องเรียนจากกันอีกได้เท่านี้

.........ทีนี้จะเล่าถึง ประวัติของหลวงพ่อโหน่ง สักเล็กน้อย เพราะท่านเป็นพระอัศจรรย์ ที่ควรจะรู้เหมือนกัน เมื่อสมัยก่อนมีพระดีมาก ไม่ใช่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้ดีกันแค่ปาก ไอ้อย่างฉันก็เหมือนกัน ฉันก็ดีแค่ปาก แต่ส่วนจิตใจหรือร่างกายนี่มันไม่ดีน่ะ

.........ที่ใครเขา คิดว่าดี บางทีเขาเข้าใจผิด ไอ้ฉันมันก็เก่งแค่ปากนะ พูดให้ฟังได้ แต่ว่าไอ้การทำมันก็แย่ เหมือนกัน ก็แย่เหมือนกับพระอื่น ๆ ในสมัยนี้นะแหละ จะเข้าใจว่าฉันดีวิเศษนะ เข้าใจผิด

.........ฉันมีดีอยู่อย่างเดียว คือจำตำรา จำขี้ปากครูบาอาจารย์มาพูด ให้ท่านทั้งหลายฟัง ใครฟังแล้ว ก็นึกว่าฉันเป็นนักจำก็แล้วกัน อย่านึกว่าฉันเป็นนักปฏิบัติ ที่ได้มรรคได้ผลอะไร อย่าเข้าใจผิด จะหลงใหลไปเปล่าๆ

.........สำหรับ หลวงพ่อโหน่ง นี้ประวัติเดิมของ ท่านเป็นพระที่ไม่มีความรู้อะไรมาก รู้หนังสือพอเขียนได้อ่านออก เมื่อท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา พอบวชแล้ว อยู่วัดบ้านนอกได้พรรษาหนึ่ง ท่านก็เข้าไปกรุงเทพ ฯ เข้าไปที่ วัดโพธิ์ท่าเตียน

หลวงพ่อโหน่งไปหาพระน้าชาย

เพราะปรากฏว่า น้าชายของท่านองค์หนึ่ง เป็น เปรียญ ๙ ประโยค แล้วก็เป็นพระราชาคณะที่เขาเรียกกันว่า ท่านเจ้าคุณ เมื่อท่านไปถึงพระน้าชาย
พระน้าชายก็ถามว่า คุณจะมาทำไม
ก็บอกว่า อยากจะมาเรียนหนังสือครับ
พระน้าชายก็ดีอกดีใจว่า หลานจะเป็นนักเรียน มีความสนใจพระพุทธศาสนา ก็เลยรับปากว่า
ถ้าอย่างนั้น ก็อยู่กับหลวงน้าเถอะ เรื่องอาหารการบริโภค ความเป็นอยู่ทุกอย่าง หลวงน้าจะสงเคราะห์ ถ้าจะเรียนอะไรหลวงน้าจะสอนทุกอย่าง จนกระทั่งถึงประโยค ๙
ท่านได้ฟังหลวงน้าอธิบายถึงอานิสงส์การ ศึกษาก็พอใจ

เรียนมากแล้วตัดกิเลสได้หรือเปล่า

มีตอนหนึ่งท่านคิดขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบ ท่านถามว่า
หลวงน้าครับพระที่เรียนถึงประโยค ๙ แล้วก็เป็นเจ้าคุณอย่างหลวงน้านี่ สำเร็จอะไร บรรลุมรรคผลได้ไหมครับ ตัดกิเลสได้หมดหรือยังครับ
หลวงน้าท่านพอได้ยินอย่างนั้นท่านไม่ตอบ
ท่านบอกว่า โหน่ง..เดินเข้าไปในกุฏิฉันสิ
ท่านก็เดินเข้าไปในกุฏิ ปรากฏว่าข้าวของของท่านเต็มไปหมด ของที่มีค่ามากๆ แล้วก็เดินออกมา
ท่านก็เลยถามว่า โหน่งเห็นอะไรบ้าง
บอกเห็นครับ เห็นอะไรต่ออะไรก็ตาม อธิบายตามของที่เห็นว่าของมีราคามาก
ถามว่าของเหล่านี้เป็นของหลวงน้าหรือ ของใครครับ
หลวงน้าก็เลยบอกว่า เป็นของของฉัน
แล้วท่านก็เลยบอกว่า
โหน่ง พระที่ละอะไรได้แล้วนะ สมบัติที่มีค่ามาก ไม่มีอย่างนี้ นี่ฉันละอะไรไม่ได้ ฉันจึงได้มีสมบัติ
หลวงพ่อโหน่งก็เลยย้อนถามว่า พระที่ เรียนถึงประโยค ๙ เป็นเจ้าคุณนี่ ไม่ได้เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์หรือครับ
ท่านก็เลยบอกว่า ป่าว ไม่ได้เป็น

หลวงพ่อโหน่งลากลับ

ท่านก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นละก็ วันพรุ่งนี้ผมลากลับครับ
หลวงน้าบอก ทำไมไม่เรียนหนังสือเหรอ
บอก ไม่เรียนหรอกครับ เรียนแล้วมัน เหนื่อยเปล่า ๆ เรียนแล้วใช้เวลาตั้งหลาย ๆ ปี ตั้ง ๑๐ ปี กว่าจะเรียนจบ ๙ ประโยค บางองค์ก็เรียน ๑๐ ปีกว่า แล้วมรรคผลอะไรก็ไม่ได้ ละกิเลสไม่ได้ เสียเวลาเปล่า
ผลที่สุดวันรุ่งขึ้น ท่านก็ลากลับ
เหตุที่ท่านลากลับเพราะอะไร เพราะใน สมัยนั้นพระที่เขาเข้ามาบวชแล้ว เขาเจริญ กรรมฐานกัน ไม่ใช่เป็นพระไม่ว่างอย่างสมัยนี้
สมัยนี้บางทีปาฐกถาสอนใคร ๆ ได้ตั้งเยอะแยะ แต่พอไปถามเข้า บางองค์ก็ออกทางวิทยุทุกวัน มีคนไปถามเข้าว่า ท่านเจริญกรรมฐานได้อันดับไหนครับ
ท่านก็ตอบว่า ไม่มีเวลา ไอ้เรื่องเจริญกรรมฐาน อาตมาไม่มีเวลา เที่ยวปาฐกถาค้นคว้าตำรา จนไม่มีเวลาเจริญกรรมฐาน นี่เป็นอย่างนั้นไปเสียอีก
แต่ว่าสมัยเก่าเขาไม่อย่างนั้น เมื่อบวชเข้ามาแล้ว เมื่อท่องหนังสือสวดมนต์ได้ หรือ ขณะที่กำลังท่องอยู่นั่นแหละ ก็ต้องเจริญกรรมฐาน เพื่อให้พื้นฐานแห่งความเป็นพระ อันนี้มีความสำคัญมาก คนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจ
พอท่านกลับมา ท่านจึงได้กลับมาวัด มาเพื่อปฏิบัติเพื่อบรรลุ นี่ท่านเล่าให้หลวงพ่อปานฟัง เมื่อกลับมาแล้วท่านก็ไปนั่งเจริญกรรมฐาน อยู่ชายวัด คือในป่าช้าแห่งหนึ่ง ที่ตรงนั้นน่าอัศจรรย์ คือฤดูแล้งที่อื่นเป็นหัวระแหงดินแตก แต่ที่ตรงนั้นเป็นนํ้าชุ่มอยู่เสมอ

ซุ้มประตูวัดและมณฑปหลวงพ่อโหน่ง
วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี


พระมาบอกให้สร้างวิหาร

วันหนึ่งที่ท่านกำลังเจริญกรรมฐานอยู่นั้น เห็นเป็นพระสงฆ์องค์หนึ่ง รูปร่างสวยงามมาก มายืนอยู่ข้างหน้าท่านบอกว่า
"คุณโหน่ง...ตรงที่นํ้าชุ่มเป็นดินชุ่มอยู่ตรงนี้ มี พระบรมสารีริกธาตุ เป็นขันทองคำใหญ่ มีนํ้าและเป็นเรือสำเภาลำน้อย ๆ ลอยอยู่ในขัน แล้วมีเป็นมณฑป ในมณฑปนั้นมีพระบรมสารีริกธาตุ เธอจงสร้างวิหารทับตรงนี้ บรรดาประชาชนคนทั้งหลาย จะได้ไม่เดินผ่านไปผ่านมา เพราะเดินผ่านไปผ่านมา มันก็เป็นโทษ เพราะไม่เคารพในพระรัตนตรัย ไอ้โทษที่เขาจะเป็น ก็เป็นเพราะโทษแห่งการไม่รู้"

หลวงพ่อโหน่งก็ถามว่า ผมจะสร้างได้อย่างไรครับ ผมเพิ่งบวชได้พรรษาเดียวเข้าสองพรรษา ๆ นี้ ยังเป็นพระเด็ก

ท่านบอกไม่เป็นไร วันพรุ่งนี้ (เป็นวันพระ) เวลาฉันข้าวแล้ว พูด ๆ กันก็แล้วกัน ชาวบ้านเขาจะช่วยเอง ท่านก็รับคำ ท่านก็พูดไป พอฉันข้าว เวลาพระฉันข้าว คนก็มาทำบุญมากๆ ท่านก็บอก

อยากจะสร้างวิหารสักหลังหนึ่ง สำหรับเจริญพระกรรมฐานในป่าช้า ตรงที่ท่านไปทำกรรมฐานนั้น พอพูดเข้าเท่านั้น คนทั้งศาลาเขารับคำ พากันไปหาไม้ ไปหาอิฐหาปูน หาอะไรต่อมิอะไรจนเสร็จ ช่วยกันทำวิหารนั้นจนเสร็จเรียบร้อย ปีหนึ่งเสร็จ

พอปีหนึ่งผ่านไปแล้วเสร็จ ปรากฏว่าฉันไปดูเหมือนกัน วิหารหลังนั้นก็โบสถ์เราดี ๆ นี่ แหละ สร้างหลังใหญ่สวยงาม อยากจะพาคนฟังไปดู แต่ว่าไปลำบากเหลือเกิน วัดมันอยู่ในดอนมาก เดี๋ยวนี้รถก็ยังไปไม่ถึง รถไปถึงแค่อำเภอสองพี่น้องเท่านั้น แล้วเราต้องเดินไปอีกต้อง ๒ ชั่วโมง รู้สึกว่าแย่เหมือนกัน ถ้าจะไปต้องฤดูมีนํ้า

หลวงพ่อโหน่งสร้างพระ

".......เมื่อสร้างวิหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระท่านก็ไปเจริญกรรมฐานที่นั่น แล้วพระก็มาบอกให้ปั้นพระพุทธรูปองค์ ท่านก็บอกจะหาช่างที่ไหน

...........พระองค์นั้นก็บอกว่า วันพรุ่งนี้เธอจงธุดงค์ไปจังหวัดอยุธยา ตอนนั้นเขาเรียกว่าเมืองกรุงเก่า บอกให้ธุดงค์ไปที่กรุงเก่า ไปถึงหลัง วัดประดู่ทรงธรรม ไปปักกลดที่นั่น แล้วถ้าคนไหนถือขันข้าวนุ่งขาวหุ่มขาว ถือขันข้าวมาแต่เช้ามาก่อนเพื่อน ให้บอกคนนั้นน่ะ คนนั้นเป็นช่างปั้นพระ ท่านก็ปฏิบัติตามนั้น

.........รุ่งขึ้นเช้าก็สมาทานธุดงค์ แบกกลดไปหลังจังหวัดอยุธยา พอตอนรุ่งขึ้นเช้า มีคนนุ่งขาวห่มขาว เป็นคนมีอายุมากแล้ว ถือขันข้าวลูกเดียว ไม่มีกับไม่มีเกิบ เอามาใส่บาตรมาทำบุญ พอท่านเห็นเข้า ท่านก็บอกมีความประสงค์ว่าจะปั้นพระพุทธรูปสักองค์

..........ช่างคนนั้นก็รับคำ พอรับคำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ลืมบอกวัดบอกสถานที่อยู่ พอฉันข้าวเสร็จท่านก็ถอนกลดกลับ บอกชาวบ้านลา กลับ พอกลับมาถึงวัด นึกในใจบอก อ้าว...ตายจริง เราลืมบอกช่างไปได้ว่าวัดเราอยู่ที่ไหน ช่างจะมาถูกหรือไม่ถูกก็ไม่รู้

.........พอนึกอยู่ประเดี๋ยวเดียว ช่างก็ไปถึงพร้อมด้วยลูกน้อง พร้อมเครื่องไม้เครื่องมือเสร็จใส่เกวียนไป พอไปถึงรู้ว่าท่านจะปั้นพระที่ไหน เขาก็ลงมือปั้นพระทันที เมื่อปั้นพระเสร็จเรียบร้อยแล้วช่างกลับหมด ค่าจ้างยังไม่ได้รับ ค่าจ้างยังไม่ได้ว่ากัน ไม่ได้ลาเสียด้วย กลับเฉยๆ

ท่านก็เลยนึกสงสัยว่า ตายจริง! ใช้เขานี่ยังไม่ได้ให้ค่าตอบแทนเขาเลย เงินทองไม่ได้ให้
ก็ต้องไปตามช่างใหม่ ไปก็ต้องไปแบบธุดงค์ ไปแบบนั้น ไปหลังวัดประดู่ทรงธรรม ไปปลักกลดที่นั่น
ตอนเช้าคนเขามาทำบุญก็ถามหาช่างว่า
ช่างคนนั้นน่ะอยู่ที่ไหน
เขาถามว่าใคร

ท่านบอกว่า จำได้ไหมตอนที่ฉันมาปักกลดครั้งแรก คนที่นุ่งขาวห่มขาว ถือขันข้าวลูกเดียวมาใส่บาตรคนนั้นแหละ เขาไปทำพระให้ฉัน เขาทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันยังไม่ได้ให้ค่าจ้างเขา ฉันอยากจะให้ค่าจ้างเขา
ชาวบ้านก็บอกว่า คนนั้นไม่ใช่คนบ้านนี้ครับผมเองก็ไม่รู้จักเหมือนกัน เพราะเห็นแกครั้งนั้นครั้งเดียว ต่อจากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย

เป็นอันว่าท่าน ก็ไม่ได้ให้ค่าจ้างช่าง เลย สงสัยว่าช่างคนนั้น จะไม่ใช่คนธรรมดา อาจจะ เป็นเทวดาเสียก็ได้ นี่เป็นข้อสงสัย แล้วก็หลวงพ่อโหน่งเอง ท่านก็คงไม่ได้วิจัยว่าคนนั้น จะเป็นมนุษย์หรือเทวดา ตามธรรมดาพวกเรา ถ้าไม่มีการสงสัยอยู่ก่อน ย่อมไม่วิจัย เพราะตามธรรมดา จิตที่มีความรู้ในพระกรรมฐานจะวิจัยจะใช้ ต่อเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น



ผู้รู้ทั้งหมดมีพระพุทธเจ้าองค์เดียว

คนที่รู้อะไรทั้งหมดทุกประการทุกขณะ ก็คือพระพุทธเจ้าองค์เดียว พระอรหันต์ทั้งหลาย แม้แต่ พระมหากัสสป ซึ่งเป็นสาวกผู้ใหญ่ก็ยังเสียท่าเทวดา เทวดาเขามาจัดสถานที่ ให้ตั้ง ๓ วันไม่รู้ว่าใคร ทั้ง ๆ ที่ท่านเองท่านก็ได้อภิญญาสมาบัติ เป็นพระปฏิสัมภิทาญาณ มีจิตเป็นทิพย์

ต่อมาวันหลัง ท่านจึงรู้ ในเมื่อท่านสงสัยเข้า ท่านจึงได้พิจารณาด้วยจิตอันเป็นทิพย์ จึงได้รู้ว่าคนนี้เป็นเทวดา นี่หลวงพ่อโหน่งก็เหมือนกัน หรือว่าพระองค์อื่นก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีจิตสงสัยก็คิดเสมอว่า เขาเป็นคน คิดว่าเขาเป็นคน ก็เลยไม่สงสัย ว่าเขาเป็นเทวดา เทวดาอะไร จะมารับปั้นพระ คงจะคิดอย่างนั้น ท่านบอกกับหลวงพ่อปานว่า เป็นอันว่าไม่ได้ให้ค่าจ้างช่าง

ถือการรับบิณฑบาตเฉพาะขาไปเป็นวัตร

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสิ่งพิเศษของหลวงพ่อโหน่งก็คือ ท่านถือธุดงค์ บิณฑบาตรับบาตร เฉพาะเวลาเดินไป เวลาเดินกลับไปรับบาตร นี่ถือธุดงค์อันนี้เป็นปกติ รับทางเดียวเฉพาะขาไป ให้เขาใส่บาตรกี่เจ้า ก็ตามท่านก็กลับมาวัด ขากลับใครจะเรียกอย่างไร ท่านก็ไม่ยอมรับ

เมื่อเวลามารดา หรือโยมผู้หญิงท่านแก่ โยมผู้ชายตายไปแล้ว ท่านก็เอาไปเลี้ยงไว้ที่วัด เมื่อท่านได้อาหารมา ท่านก็ไปแบ่งให้โยมบริโภค พอโยมกินข้าวเสร็จ พอท่านฉันข้าวเสร็จ ท่านก็เทศน์โปรดโยมกัณฑ์หนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่เคยเรียนนักธรรมมาเลย

พระบรมสารีริกธาตุเสด็จอยู่ในสมอง

ได้ถามหลวงพ่อปานว่าหลวงพ่อโหน่งเทศน์ได้อย่างไร
ท่านบอกว่า พระบรมสารีริกธาตุเสด็จอยู่ในสมอง
นี่หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงโปรด

ถ้าพระบอกให้เทศน์ ท่านถึงจะเทศน์ พระบอกให้ทำอะไร ท่านถึงจะทำ อะไรก็ตาม ถ้าใครเขามานิมนต์ไปเทศน์หรือนิมนต์ไปไหนก็ตาม
ท่านบอกเดี๋ยว ถามพระก่อน แล้วท่านก็เข้าไปนั่งสมาธิในห้อง ( ในห้องสมาธิของท่าน ในห้องพระ ) แล้วก็กลับออกมา หากท่านบอกว่า พระท่านบอกไปไม่ได้ ท่านก็ไม่รับ ถ้าพระบอกเทศน์ไม่ได้ ท่านไม่รับ ถ้าพระบอกไปเถอะ ท่านรับ ท่านบอกต้องอาศัยพระ นี่เป็นพิเศษ สำหรับพระในสมัยโบราณ



เหตุที่ไม่ไปงานฝังลูกนิมิต

มีเรื่องปรากฏในครั้งหนึ่ง ในสมัยที่เจ้าคุณพิมลธรรม ( คนอุทัยนี่เอง ) เป็นเจ้าคณะมณฑลอยู่ที่วัดมหาธาตุในกรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งที่ วัดบางสะแก อำเภอสองพี่น้อง เขาจะฝังลูกนิมิต ก็กำหนดกันเรียบร้อยแล้ว ว่าวันไหนเป็นวันฝังนิมิต เป็นวันสวดนิมิต

แต่ว่าในจำนวนพระที่ถูกนิมนต์ก็มี หลวงพ่อโหน่ง อยู่องค์หนึ่ง เจ้าคุณพิมลธรรม ขอโทษ..สมัยหลังท่านเป็น สมเด็จพระวันรัตน์ สมเด็จพระวันรัตน์ก็ไปตามกำหนด แล้วก็ปรากฏว่า ถึงวันนัดจริงๆ หลวงพ่อโหน่งไม่ยอมมา ท่านสมเด็จพระวันรัตน์ก็บอกว่า ถ้าหลวงพ่อโหน่งยังไม่มา พวกเราก็ยังทำไม่ได้

สมเด็จพระวันรัตน์องค์นี้ ก็รู้สึกว่าท่านเป็นพระที่มีดี อยู่มากเหมือนกัน หมายความว่าท่านไม่ถือในตำแหน่ง ในฐานะที่ท่านเป็นสมเด็จ หรือไม่ถือว่าท่านเป็นเจ้าคณะมณฑล ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อโหน่งเป็นแต่เพียงเจ้าอาวาสธรรมดา แต่ว่าเป็นพระที่ชาวบ้านยอมรับนับถือ ว่าเป็นพระผู้ทรงคุณความดีมาก

เมื่อหลวงพ่อโหน่งยังไม่มาตามวันกำหนดนัด ท่านก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็งดไว้ก่อน รอจนกว่าหลวงพ่อโหน่งจะมา พอวันรุ่งขึ้น หลวงพ่อโหน่งก็มาแต่เช้า ท่านสมเด็จพระวันรัตน์ ก็ถามว่า หลวงพ่อเมื่อวานนี้ ทำไมจึงไม่มา ท่านก็เลยบอกว่า มาไม่ได้ พระไม่ให้มา เพราะว่าพิธีกรรมที่กำหนดไว้นั้น พระท่านบอกว่าทำไม่ถูก ทำผิด ถ้าทำแล้วสีมาเสีย ไม่เป็นโบสถ์ ทำสังฆกรรมไม่ได้

สมเด็จพระวันรัตน์ จึงถามต่อไปว่า พระท่านสั่งให้ทำอย่างไร ท่านก็บอกตามที่พระสั่ง แล้วสมเด็จพระวันรัตน์ก็อนุโลมตาม นี่แสดงถึงความดีของสมเด็จวันรัตน์เฮง ที่ท่านไม่ฝืน ไม่ถือว่าท่านเป็นคนมียศสูง มีตำแหน่งสูง เป็นผู้บังคับบัญชา ท่านถือเอาธรรมะเป็นสำคัญ นี่พระโบราณท่านมีดีอย่างนี้

หลวงพ่อเนียมกับอาจารย์แสง

ทีนี้จะเล่าเรื่องของหลวงพ่อเนียมอีกสักนิด เทปมันจวนจะหมด อีกสักเรื่องหนึ่ง คือหลวงพ่อเนียมนี่ท่านเป็นนักเทศน์ ท่านเทศน์กับ อาจารย์แสง วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม อาจารย์แสงนี่ก็เป็นพระที่มีความรู้ทางไสยศาสตร์เก่งมาก แต่ว่าไม่เก่งกรรมฐาน เป็นนักเทศน์เก่งคล่อง มีชื่อเสียงมาก

วันหนึ่งท่านบอกว่าท่านไปก่อน ไปนั่งอยู่หัวอาสนสงฆ์ ชาวบ้านเขาก็มาหาท่าน เอานํ้าเอาท่ามาถวายท่าน เอาหมากพลูมาถวายท่าน ตามพิธีโบราณ แล้วอาจารย์แสงมาทีหลัง เขาก็นั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ แล้วก็คุย พวกทายกทายิกาก็เข้าไปล้อมรอบ เพราะเขาคุยเก่ง

แล้วอ้าว..ขอโทษสิ ไอ้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหลวงพ่อโหน่ง เป็นเรื่องของ หลวงพ่อเนียม ขอให้ถือว่าเป็นเรื่องหลวงพ่อเนียมก็แล้วกันนะ นี่ไอ้เล่ามันก็อดเผลอ ๆ ไปไม่ได้ เพราะเรื่องมันนานแล้ว เรื่องหลวงพ่อโหน่งเป็นอันว่าหมดไปเพียงนั้น นี่เรื่องของหลวงพ่อเนียม เป็นเรื่องเทศน์หลวงพ่อเนียมเป็นนักเทศน์ เทศน์กับอาจารย์แสง

หลวงพ่อเนียมนี่ หลวงพ่อปานบอกว่าเป็น พระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ นี่ท่านเป็นคนรู้กฎของกรรม ใครตายแล้วไปเกิดที่ไหน ๆ ท่านเคยพูดให้ชาวบ้านฟัง ไอ้เพราะพูดให้เขาฟังแล้ว เขาไม่รู้เรื่องด้วยนี่แหละ เขาจึงหาว่าท่านเป็นพระบ้า ๆ บอ ๆ ชาวบ้านใกล้เคียงไม่ค่อยจะนับถือเท่าไหร่นัก

นี่เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะ พระเขาถึงได้พูดกันไม่ได้ รู้อะไรแล้ว ก็ต้องหุบปากเฉยไว้ ถ้าขืนพูดไป เขารู้ด้วยไม่ได้ เขาหาว่าบ้า และคนที่หาว่า หลวงพ่อเนียมบ้าน่ะ ไม่ดีสักคน บ้าไปตาม ๆ กัน มันเป็นอย่างนั้นเสียด้วย คนที่ดูถูกดูหมิ่นท่าน ก็ซวยไปตาม ๆ กันเหมือนกัน หลวงพ่อเนียมเล่าให้หลวงพ่อปานฟังว่า

ไอ้วันนั้นท่านแสงมันหาว่าข้าอวดอุตริมนุสธรรม รู้ว่าคนนั้นตายแล้ว ไปเกิดที่นั่นที่นี่ ไม่รู้จริงหรอก พระอย่างนี้ไม่ใช่พระไม่ใช่เจ้า อวดอุตริมนุสธรรม
ท่านบอกว่า ท่านนอนฟังเฉย ฟังหนัก ๆ เข้ารำคาญก็เลยลุกขึ้นมา เรียกบอก แสง..มาหาข้านี่ อาจารย์แสงก็มาหา
บอกว่า แกว่าข้าอวดอุตริมนุสธรรมเหรอ
อาจารย์แสงก็บอกว่าใช่
แกนึกว่าข้าไม่รู้เรื่องของแกหรือ
อาจารย์แสงก็บอกว่าถ้ารู้จริงก็บอกมาสิว่าเวลานี้ผมมีสุขหรือมีทุกข์

หลวงพ่อเนียมก็เลยบอกว่า แกน่ะมีทุกข์ แกจะสร้างโบสถ์ ขอยืมเรือมาด ๔ แจว ของชาวบ้านเขาไปบรรทุกทราย เรือเขาหายไป เวลานี้แกกำลังหนักใจใช่ไหม เรือเขาซื้อมา ๘๐๐ บาท
อาจารย์แสงก็กราบ บอกใช่ครับ
ท่านบอก แกมันโง่นี่ ถ้าแกมันฉลาดนิดเดียว แกก็ต้องไม่ลำบากใจ ไอ้เงิน ๘๐๐ บาท วันเดียวก็หาได้
อาจารย์แสงก็ถามว่าจะหาได้ด้วยวิธีไหนครับ

ท่านก็เลยบอกว่า ถ้าแกกลับไปนะ ตอนเช้าแกบอกชาวบ้านเขา บอกว่าเวลานี้เรือขอยืมเขามา ชาวบ้านเขาก็รู้ทุกคน เรือมาด ๔ แจว เรือใหม่ ราคา ๘๐๐ บาท ของเขาหายไปจะต้องใช้เขา ขอให้ชาวบ้านช่วยใช้เพราะว่าเรือลำนี้มาบรรทุกของสร้างโบสถ์ เมื่อช่วยใช้ค่าเรือแล้ว ก็จะได้มีอานิสงส์ร่วมกัน นึกว่าเป็นการช่วยกันในการสร้างโบสถ์ คราวนี้เงินจะเหลือ

ท่านบอกว่า พอบอกมันเท่านั้นแหละ อีวันนั้นเคยไปเทศน์กับมันคราวไร มันไล่เสียเกือบแย่ แต่ข้าก็ตอบมันได้ แต่วันนั้นมันไม่ไล่มาก คือว่าซักไม่มาก รู้สึกเกรงใจ เมื่อกลับไปถึงวัดแล้ว ก็ไปพูดอย่างนั้น วันเดียวได้เงิน ๑,๐๐๐ บาทกว่า เกิน ๘๐๐ บาท ทีหลังมันเจอะข้าที่ไหน ก็ตามมันไหว้ข้าทุกที นี่หลวงพ่อเนียมเล่าให้หลวงพ่อปานฟัง เรื่องมันข้ามกันไป เพราะเผลอไปคิดว่าเป็นเรื่องของหลวงพ่อโหน่ง

ผู้มีบุญดีย่อมได้พบครูบาอาจารย์ดี

เอาละ สำหรับเรื่องของอาจารย์ของหลวงพ่อปานก็จะระงับไว้เพียงเท่านี้ ความจริงครูบาอาจารย์ท่านมีอยู่อีก ที่นำมาพูดกันไว้ให้ฟัง ก็หมายความว่า พระที่มีบุญบารมีตามที่กล่าวมาแล้ว ในตอนต้น
คนที่มีบารมีมาเกิด ย่อมจะพบคนที่บรรลุ มรรคผล ถ้าจะได้ครูบาอาจารย์ ก็ต้องได้ครูบาอาจารย์ที่ดี ถ้าปรารถนาฌานสมาบัติ ก็ต้องได้ครูบาอาจารย์ที่มีฌานสมาบัติจริง ๆ ถ้าอยากได้มรรคผล ก็ได้ครูบาอาจารย์ที่ได้มรรคได้ผลจริง ๆ.

◄ll
กลับสู่ด้านบน

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)
*********************************



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 2036
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 21/5/08 at 16:46 Reply With Quote


Update 21 พ.ค. 51



บำเพ็ญบารมีมาดีย่อมพบครูดี

คนที่มีบารมีมาเกิด ย่อมจะพบคนที่บรรลุมรรคผล ถ้าจะได้ครูบาอาจารย์ ก็ต้องได้ครูบาอาจารย์ที่ดี ถ้าปรารถนาฌานสมาบัติ ก็ต้องได้ครูบาอาจารย์ที่มีฌานสมาบัติจริงๆ ถ้าอยากได้มรรคผลก็ได้ครูบาอาจารย์ที่ได้มรรคผลจริงๆ เพราะมีบารมีเดิมส่งเสริม

คำว่า "บารมี" นี่หมายความว่า เราทำให้เต็มในความดีมาแล้ว ความดีส่วนใดส่วนหนึ่งทุกอย่างใน ๑๐ ประการ ถ้าเต็มครบถ้วนบริบูรณ์ ถ้าจะพบครูบาอาจารย์ก็พบไม่ผิด ซึ่งมันมีคติตรงกันข้ามกับ คนที่มีบารมียังไม่สมควร ไม่ควรแก่การบรรลุมรรคผลใด ๆ หรือแม้แต่ฌานโลกีย์ ถ้าจะพบครูบาอาจารย์ที่จะสอนสมาธิ หรือวิปัสสนาญาณ ก็ไปพบประเภทที่เรียกว่า "สุกเอา..เผากิน"

คือรู้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ไอ้ตัวเองก็ยังไม่ได้อะไร แต่ก็อยากจะเป็นครูบาอาจารย์เขา ตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์ สอนไปตามความเห็น ไปตามความเข้าใจของตนเอง มันก็อาจจะผิด ๆ พลาด ๆ ไปบ้าง แต่บางทีก็ไม่บ้างหรอก เพราะไอ้ตัวไม่ได้ ถ้าสิ่งใดที่เกินวิสัยที่ตัวไม่ได้ไม่ถึงแล้ว ก็ถ้าหากว่าลูกศิษย์ไปได้ไปเห็นเข้า ก็อาจจะคัดค้านว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จริง สิ่งเหล่านี้ไม่ควร หรืออาจจะเห็นว่า ถ้าลูกศิษย์ทำอะไรได้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็อาจจะคิดว่าลูกศิษย์บรรลุมรรคผลแล้ว จบกันแค่นั้น อย่างนี้เป็นการทำลายความดีของลูกศิษย์

ถ้าเจออาจารย์สอนผิด

เรื่องแบบนี้เคยพบมา เพราะเคยไปเทศน์ที่ เขาสนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี (เมื่อ ๔ - ๕ ปีแล้ว) พ.ศ. ๒๕๐๙ ปีนั้นเดินเข้าไปเที่ยวบนเขาไปเจออุบาสิกา ๒ คน คือผู้หญิงแก่ๆ ๒ คนบอกว่าอยู่ "โพธิ์นางดำ" ไปนั่งคราง..หึ่มๆ ก็เลยสงสัยว่าแกเป็นอะไร ก็เลยเข้าไปหา เข้าไปถามว่าโยมเป็นอะไร ( คิดว่าแกไม่สบาย )

แกบอกว่าเปล่าค่ะ กำลังอัดขันธ์
ถามว่า "อัดขันธ์" เขาทำอย่างไร
แกบอก อัดขันธ์..เขาให้กลั้นลมหายใจ
ถามว่าใครสอน
แกบอกว่า ครู
ถามว่า ครูชื่ออะไร
แกบอกว่า ชื่อ "ชื้น"
ถามว่า "ชื้น" นี่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย
แกบอกว่า ผู้หญิง
ถามว่า เวลานี้ครูไปไหน
แกก็บอกว่า ครูไปตลาดจังหวัดสิงห์บุรี ไปซื้อของ

พอฟังแล้วก็ตกใจ เพราะว่าวิธีนี้ พระพุทธเจ้าทรงทำมาแล้วมันไม่บรรลุมรรคผล แล้วพระองค์ก็ทรงประกาศห้ามว่าอย่าปฏิบัตินะ มันไม่เกิดผล แต่นี่ยังแอบมีคนเอามาใช้อีก มันเป็นอย่างนี้

ทำได้เล็กน้อยแต่อ้างว่าสำเร็จ

แล้วต่อมาก็พบลูกศิษย์ของ "อาจารย์ชื้น" คือผู้หญิงคนนั้นอีกหลายคน เขามาหาฉัน เขาถามว่า ท่านเจ้าค่ะ ลองตรวจดูสิว่าธรรมะของฉันที่ได้นี่ มันเสื่อมไปหรือยัง

จึงถามว่า เป็นไงล่ะโยม
ถามว่า เมื่อปฏิบัติโยมได้อะไรมา
เขาบอกว่า เมื่อปฏิบัติอาจารย์บอกว่าได้องค์ธรรมแล้ว
ถามว่า องค์ธรรมมันเป็นอย่างไร
บอกว่า เวลานั่งไป บางครั้งก็เห็นรูปพระบ้าง บางครั้งก็เห็นสีเขียวสีแดงบ้าง เห็นภาพอะไรก็อะไร อย่างนี้อาจารย์บอกว่า จบหลักสูตรสำเร็จแล้ว

พอฟังแล้วก็ตกใจ เพราะว่านี่มันเป็นสมาธิต้น เป็นเพียงแค่ ขณิกสมาธิ (สมาธิเล็กน้อย) ถ้าจะกล่าวถึงฌาน ก็ยังไม่ได้หนึ่งในสิบของฌานเลย แล้วทำไมอาจารย์จึงได้กล่าวว่า ได้มรรคผลจบหลักสูตรในพระพุทธศาสนา
นี่แหละท่านผู้ฟัง คนที่มีบารมียังไม่เต็ม มีบารมียังไม่สมควร นี่ย่อมได้อาจารย์ที่มีความรู้ไม่สมควรมี ความรู้ไม่เต็ม มีความเข้าใจไม่ถูก ตามหลักสูตรตามความเป็นจริงของพระพุทธศาสนา

ต้องหาอาจารย์ที่ปฏิบัติได้จริง

ข้อนี้ขอบรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลาย ถ้ามีความสนใจในสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อฌานสมาบัติ หรือเพื่อมรรคผลใดๆ ก็จงพยายามสอดส่องค้นคว้าดูอาจารย์เสียก่อน ถ้าอาจารย์ได้มรรคได้ผล ถ้าเราปรารถนามรรคผล ก็ไปปฏิบัติกับอาจารย์ที่ได้มรรคได้ผล ถ้าหาอาจารย์ที่ได้มรรคได้ผลจริงๆ เป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ ก็หาอาจารย์ที่ได้ฌานโลกีย์ เพียงให้ได้ฌานสมาบัติเพียงอันดับต้นเสียก่อน อย่างน้อยที่สุดเราก็จะยับยั้งชั่งอยู่เพียงแค่พรหมโลก เพียงเท่านี้ก็เป็นความดี

สำหรับความดีขั้นสวรรค์กามาวจรน่ะ ไม่จำเป็นต้องดิ้นทุรนทุราย แค่เราใส่บาตร หรือเราให้ทาน หรือทำบุญไหว้พระ เราก็มีโอกาสได้อยู่แล้ว แต่ว่ากรรมฐานที่จะพึงปฏิบัติอย่างน้อย มันจะต้องได้มรรคผล อย่างตํ่าที่สุดก็ "ฌานโลกีย์" นั่นแหละ จึงเป็นการสมควร
ฉะนั้นขอบรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลาย ถ้ามีความสนใจอย่างนี้ ก็จงแสวงหากฎตามนี้ เรียกว่าหาอาจารย์ที่เขาได้..ที่เขาถึง..ที่เขาทำเป็น..ที่เขาทำได้ จึงจะสมควรแก่การมานะพยายามอุตสาหะวิริยะบากบั่น มิฉะนั้นแล้วก็จะเหนื่อยเปล่า

เรื่องราวหลวงพ่อโหน่ง

สำหรับเรื่องราวของหลวงพ่อโหน่งนี้ ก็รู้สึกว่ายังไม่หมดทีเดียว จะขอนำเรื่องที่ยังค้างอยู่ มาเล่าให้ฟัง พอให้บรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายจะได้พึงฟังไว้เป็นการรับรู้ สำหรับหลวงพ่อโหน่งนั้น ปฏิปทาของท่านเท่าที่กล่าวมาโดยย่อ ท่านทั้งหลายก็ได้รับฟังไว้แล้ว ก็คงจะรู้ว่าสำหรับนักปฏิบัติกรรมฐาน ถ้าเข้าถึงลำดับเขาเรียกกันว่า "พระสิงอยู่ในจิต"

คำว่า "พระสิงอยู่ในจิต" ก็หมายความว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วเจริญวิปัสสนาญาณได้ผ่องใส จิตใจปราศจากกิเลส สภาวะสิ้นตัณหา ปราบตัณหาได้โดยสิ้นเชิงแล้ว จิตของท่านผู้นั้น ก็ชื่อว่าเป็นจิตของพระ
เมื่อจิตเป็นพระ พระก็ย่อมสิงในจิต คือมีอารมณ์จิตเป็นทิพย์ สภาพของคนที่มีอารมณ์จิตเป็นทิพย์นั้นย่อมรู้อะไรต่ออะไรได้ทุกอย่างตามความประสงค์

ตัวอย่างเช่นที่หลวงพ่อโหน่งท่านกล่าวว่า ถ้าบุคคลใดจะไปนิมนต์ท่าน ท่านจะถามพระว่าพระจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต ที่เป็นอย่างนี้ท่านผู้ฟังอาจจะไม่เข้าใจ อาจจะคิดว่าพระนี่มาจากไหน ก็จะขอบอกว่าคำว่าพระไม่ใช่ใคร แต่เป็นบารมีขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง หรือว่าเป็นบารมีของพระอัครสาวก หรือพระสาวกองค์ใดองค์หนึ่งที่เป็นพระอริยเจ้า คอยบอกเล่าให้ทราบ ตอนนี้ท่านอาจจะสงสัยว่าเขาจะทราบกันได้อย่างไร ในเมื่อท่านทั้งหลายเหล่านั้นไปนิพพานแล้ว

คราวนี้คำว่า "นิพพาน" มันเป็นเรื่องที่จำจะต้องคิด สำหรับนักศึกษาใหม่ ๆ มักจะเคยฟังจากครูบาอาจารย์ทั้งหลายว่า "พระนิพพานมีสภาพสูญ" หมายความว่า "สูญจากสภาวะทั้งหมด" และจะไม่ปรากฏเป็นกาย โดยกล่าวแต่เพียงว่าถ้ายังมีการเกิดอยู่เพียงใด ความทุกข์ก็ย่อมมีอยู่ตราบนั้น ถ้าขณะใดความเกิดไม่ปรากฏ ขณะนั้นก็สิ้นทุกข์

นิพพานคือไม่เกิดแล้ว

ฉะนั้นท่านจึงหมายความว่า "พระนิพพาน" นี่หมายถึงไม่เกิด ตามที่เรียนกันมาในหลักสูตรนักธรรมโท ครูอธิบายว่า มีสภาพเหมือนควันไฟลอยขึ้นไปในอากาศ จะหาที่หมายที่ใดที่หนึ่งก็หาไม่ ความจริงคำอธิบายอย่างนี้อาตมาเองหรือฉันเอง ก็ต้องขอประทานอภัยต่อครูผู้สอน ถึงอย่างไรก็ดีท่านก็เป็นผู้มีพระคุณให้ความรู้เบื้องต้นแก่ฉัน

แต่สำหรับคำอธิบายที่กล่าวว่า พระนิพานมีสภาพสูญ มีอุปมาเหมือนควันไฟที่ลอยไปในอากาศ ย่อมไม่มีที่หมายปลายทางฉันใด ข้อนี้ฉันจะต้องขอกล่าวว่าที่ท่านอธิบายอย่างนั้น ท่านอาจจะอธิบายเข้าใจพลาดไปจากคำสอนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ได้ เมื่อท่านเองเป็นผู้ยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานแล้ว อาจจะค้นคว้าตำรับตำราทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อฟังมาอย่างนั้น ดูตำรามาอย่างนั้น ตำราก็เขียนมาอย่างนั้นท่านก็พูดไปอย่างนั้น จะไปเหมาเอาว่าท่านทำผิด หรือว่าพูดผิดโดยเจตนาก็หามิได้

เพราะว่าการที่พูดตามตำราก็ดี หรือพูดตามที่ครูบาอาจารย์สอนสืบเนื่องกันมาก็ดี ก็ถือว่าเป็นการพูดถูก ตามที่ท่านรับฟังกันมา อันนี้จะไปโทษท่านว่าเป็นผู้ผิดเพราะ การอธิบายโดยเจตนาก็ไม่ถูก แต่ว่าการกล่าวว่า พระนิพพานมีสภาพสูญ อย่างนั้นพระพุทธเจ้าจัดว่าเป็น อุทเฉททิฏฐิ คือเป็น "มิจฉาทิฏฐิ" อย่างหนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ก็อยากจะพูดให้ฟังว่าพระนิพพานเป็นอย่างไร

นิพพานเป็นทิพย์อันละเอียด

คำว่าพระนิพพานนี้เป็นสภาพละเอียดเป็นทิพย์อันหนึ่ง สำหรับผู้ถึงพระนิพพานแล้วย่อมจะพูดอย่างนี้ คือว่าพระนิพพานนี้เป็นทิพย์อันละเอียดที่สุด คือนอกเหนือจากกามาวจรสวรรค์ หรือพรหมโลก
สำหรับกามาวจรสวรรค์ หรือพรหมโลกอันเป็นส่วนฌานโลกีย์ อันนี้ย่อมตกอยู่ในวิสัยของโลก ก็เมื่อสิ้นวาสนาบารมีแล้ว ก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นเปรตเป็นอสูรกาย ตามอำนาจบุญบารมีที่เหลือของท่านนั้น ๆ

หากว่าท่านบำเพ็ญกุศลไว้น้อย ถ้าตายจากความเป็นมนุษย์เพราะอำนาจของสิ่งที่เป็นกุศลในตอนต้น กุศลก็จะดลบันดาลให้ท่านไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง ไปเกิดเป็นพรหมบ้าง และอำนาจกุศลนั้นสิ้นไป แล้วเหลือกรรมที่เป็นอกุศล กรรมที่เป็นอกุศล ก็จะดึงดูดท่านทั้งหลายเหล่านั้น ให้ตกลงในอบายภูมิ คือเกิดในนรกบ้าง เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์

เพราะสภาพการเกิดเป็นมนุษย์ย่อมทำทั้งความดีและความชั่ว ทั้งนี้ยกเว้นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ย่อมไม่สร้างเวรสร้างกรรมให้เกิดแก่บุคคลทั้งหลายเหล่าอื่น สิ่งใดที่เป็นโทษเป็นอกุศล พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ย่อมไม่กระทำให้ปรากฏ

นิพพานอยู่เหนือวัฏฏะ

ทีนี้เมื่อกล่าวโดยสภาวะของพระนิพพาน พระนิพพานท่านกล่าวว่ามีอำนาจนอกเหนือ จากอำนาจของวัฏฏะ คือความวน วัฏฏะ แปลว่า วน คือมันวนไปวนมา เกิดเป็นมนุษย์แล้วก็เกิดเป็นเทวดา หรือเกิดเป็นสัตว์นรก หรือเกิดเป็นพรหม หรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แล้วก็วนไปวนมาอย่างนี้ไม่สิ้นสุด ถ้ายังตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสและตัณหา

เมื่อท่านผู้ใดมีอำนาจกิเลส และตัณหาสิ้นไปแล้ว หมายความว่าทำกิเลส และตัณหาให้สิ้นไป เช่นพระอรหันต์ ท่านทั้งหลายเหล่านี้มีแดนเป็นที่เกิดอีกอันหนึ่ง เขาเรียกกันว่า "นิพพาน"

ดับจากตัณหา ๓ ประการ

นิพพานตัวนี้แปลว่าสภาพดับ คือดับอำนาจของความทุกข์ทั้งหมด อำนาจของความทุกข์ที่จะมีเกิดขึ้นได้ก็เพราะอาศัยตัณหา ๓ ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

กามตัณหา มีสภาวะอยากได้ สิ่งที่ไม่เคยมี อยากจะให้มีขึ้น
ภวตัณหา สภาพสิ่งใดที่หามาได้แล้วมีแล้วก็อยากจะให้ทรงสภาพอย่างนั้นไม่ให้เปลี่ยนแปลง
วิภวตัณหา สภาพใดเมื่อเข้าถึงความเปลี่ยนแปลง ของความทรุดโทรม กำลังจิตของบุคคลประเภทนั้นที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ "วิภวตัณหา" ก็อยากจะฝืนกฎธรรมดา เช่น เป็นคนแก่แล้วก็ไม่อยากแก่ ร่างกายทรุดโทรมไม่อยากจะทรุดโทรม ถึงเวลามันจะตายก็ไม่อยากตาย หาทางป้องกันด้วยประการต่าง ๆ ถึงแม้จะรู้อยู่ว่าการป้องกันนั้นไม่ได้ผล ก็พยายามจะทำทุกอย่างเท่าที่จะพึงกระทำได้ อย่างนี้เรียกว่าอำนาจของ "วิภวตัณหา"

ในเมื่อตัณหาทั้ง ๓ ประการนี้ไม่สามารถจะครอบงำจิตของท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นเรียกกันว่าพระอรหันต์ แล้วก็พระอรหันต์นี่แหละ เข้าถึงสภาพของพระนิพพาน พระนิพพานอยู่ที่ไหนก็ตอบไม่ยาก ว่าพระนิพพานอยู่นอกสภาพของโลก

คำว่า "โลก" จะเป็นมนุษยโลกก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี อันนี้ยังอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส และตัณหา พระนิพพานมีดินแดนอีกอันหนึ่งเป็นทิพย์ ที่ละเอียดกว่าพรหมโลก อยู่ไกลจากพรหมโลกขั้นสูงสุดไม่มากนัก นี่คือวัดระยะของความเป็นทิพย์ แล้วดินแดนอันนั้นถ้าท่านผู้ใดไปแล้ว ต้องไม่กลับเวียนว่ายตายเกิด ไม่วนไปวนมา มีสภาพอยู่แน่นอน

หมายความว่าเกิดในที่นั้นแล้ว ไม่มีการตายอีก สภาพของการเกิดไม่มีขันธ์ ๕ อย่างมนุษย์ แต่มีสภาพเป็นทิพย์ อย่างเทวดาหรือพรหม แต่ว่าละเอียดกว่านั้น ผ่องใสกว่านั้น สวยสดงดงามกว่านั้น มีความสุขอย่างเดียวไม่มีความทุกข์ ขึ้นชื่อว่าความขัดข้องนิดหนึ่งในอารมณ์ของจิตของท่านผู้เข้าถึง ซึ่งพระนิพพานไม่มี

◄ll กลับสู่ด้านบน




ปฏิบัติถึงจะรู้ซึ้งซึ่งนิพพาน

พระนิพพานถ้าหากจะถามว่าจะรู้ได้อย่าง ไรอันนี้ตอบได้ไม่ยาก คือจะรู้ได้ด้วยการปฏิบัติถึง ถ้าจะถามว่าผู้พูดนี่ปฏิบัติถึงแล้วหรือยัง ก็ขอตอบได้ไม่ยากว่า ถ้าปฏิบัติถึงเมื่อไรก็ถึงเมื่อนั้น ถ้ายังไม่ถึงมันก็ไม่ถึง แล้วเวลาพูดนี่เอาหลักเกณฑ์ ที่ไหนมาพูด

หลักเกณฑ์ในการพูดก็คือ
๑. ได้จากพระที่เข้าถึงมรรคผล
๒. ได้จากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏมีในพระไตรปิฎก
อันนี้มีมากมายในพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระนิพพานมีสภาพไม่สูญ อย่างที่ ท่านพระโมฆราช ถามพระพุทธเจ้าว่า พระนิพพานมีสภาพสูญใช่ไหม

พระองค์ทรงตอบว่า พระนิพพานกิเลสดับตัณหาดับ ดับกิเลสตัณหาและขันธ์ ๕ ได้สิ้นเชิง พระองค์ทรงตอบเท่านี้ ท่านทรงคัดค้านว่า การกล่าวว่านิพพานเป็นสภาพสูญ ไม่เป็นความจริง เมื่อกิเลสดับ ตัณหาดับ แล้วก็ขันธ์ ๕ ดับอะไรมันเหลือ

ถ้าฟังกันให้ดีคิดกันให้ดีแล้วจะต้องรู้ว่า จิตมันยังเหลืออยู่ จิตไม่ได้ดับ ไอ้สภาพของจิตคือ สิ่งที่เป็นทิพย์แท้มันไม่ได้ดับ มันเข้าไปสู่พระนิพพานอันนี้ และที่พระนิพพานมีตัวมีตนไหม ก็ตอบว่ามี ตัวเป็นทิพย์ ตัวละเอียด ถ้าใครอยากจะรู้พระนิพพานจริงๆ ก็ขอให้ปฏิบัติอย่างนี้ ปฏิบัติในศีลให้บริสุทธิ์ ทำสมาธิให้ตั้งมั่น ทำกันอย่างดีที่สุดไปถึงสมาบัติแปด

เข้าใจถึงสภาวะพระนิพพาน

เมื่อได้สมาบัติ ๘ แล้ว ก็กลับมาเจริญวิปัสสนาญาณให้แจ่มใส เมื่อได้วิปัสสนาญาณแจ่มใสแล้วชำระจิตให้เป็นทิพย์ เมื่อทำจิตให้เป็นทิพย์แล้ว ตอนนี้จะรู้สภาวะของพระนิพพานอย่างไม่สงสัย ทำจิตให้เป็นทิพย์สามารถเห็นผีได้เห็นเทวดาได้ เห็นพรหมโลกได้ เห็นสภาวะของอรูปพรหมได้ แล้วก็จะเห็นพระนิพพานได้

ถ้าใครสงสัยเรื่องพระนิพพาน ให้ปฏิบัติอย่างนี้ อย่ามัวเอาตำรามาเถียงกัน คนที่ใช้ตำรา ถ้าพูดอะไรก็อ้างตำรา ๆ อย่างนี้ก็ชื่อว่าคนนั้นไม่มีสมรรถภาพในตัวเอง คือว่าไม่มีความสามารถในการปฏิบัติ
พระพุทธเจ้าตรัสว่าการปฏิบัติคือคุณงามความดีในพระพุทธศาสนา เป็น "ปัจจัตตัง" เมื่อใครปฏิบัติถึงแล้วมันรู้เองเห็นเอง ความสุขมันจะเกิดขึ้น แม้แต่การปฏิบัติเข้าถึงพระพุทธศาสนาในขั้นเล็ก ๆ แค่มีศีลบริสุทธิ์ก็จะรู้สึกว่า คุณงามความดีของพระศาสนาให้ผลเป็นสุข

ถ้ามีสมาธิตั้งมั่นถึงฌานสมาบัติ จะรู้จักความเยือกเย็นของจิต รู้ว่าจิตมีกำลังมาก จิตมีอานุภาพมาก มีอารมณ์จิตสงบมาก มีความสบายยิ่งกว่าศีล เมื่อเข้าถึงขั้นวิปัสสนาขั้นสูงสุด จะเห็นว่าโลกทั้งโลกไม่มีอะไรดี แต่ก็ไม่รำคาญชาวโลก เพราะรู้สภาพตามความเป็นจริง จิตของท่านผู้นี้ย่อมเข้าถึงความสุขอย่างละเอียดที่สุด นี่เป็นสภาพของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาได้ผล

อย่าถือตำรามากกว่าปฏิบัติ

เราอย่าเถียงกันด้วยการอ้างตำรา อย่าเถียงกันด้วยการอ้างขั้นความรู้ ที่เรียนมาตามลำดับชั้นตามตำรา และอย่าเถียงกันด้วยอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์ นี่มันเป็นเหตุของอบายภูมิทั้งสิ้น

เพราะว่าการยึดถือตำราเกินไปก็ดี อะไร ๆ ก็เอาแต่ตำรา ตำราท่านว่าอย่างนั้น หรือว่าฉันเรียนมาถึงชั้นนั้นชั้นนี้แล้วฉันยังไม่พบ หรือว่าฉันมียศถาบรรดาศักดิ์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ฉันยังไม่พบ เพราะไอ้การเกาะตำราก็ดี การถือขั้นอันดับการเรียนก็ดี การถือยศถือศักดิ์ก็ดี อันนี้มันเป็นโลกียวิสัย เขาเรียกกันว่าโลกธรรมเป็นกฎของโลก ไม่ใช่กฎของความเป็นพระอริยะ

แล้วคนยังติดด้วยอำนาจของกิเลสและตัณหา จะมองเห็นอะไร ดวงตาของสัตว์และบุคคลมีสภาพผ่องใส หรือว่าดวงตาของบุคคลและสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น โดนใครเขาเอาโคลนเข้ามาปิดเสียหนาเลอะเทอะ ไม่สามารถจะมองอะไรเห็น สภาพของตาที่ผ่องใสจะสามารถเห็นอะไรได้ ก็ไม่สามารถจะเห็นได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด แต่ดีอยู่อย่างเดียวที่ประสาทจักษุยังดีอยู่

ถ้าสามารถลอกโคลนตม ที่พอกนัยน์ตาออกมาได้ให้หมดเมื่อไร เมื่อนั้นดวงตาก็จะแจ่มใสสามารถจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ตามความประสงค์ ข้อนี้มีอุปมาฉันใด แม้แต่จิตของคนก็เหมือนกัน จิตของคนก็ประกอบไปด้วยอำนาจของกิเลสและตัณหาพอกพูน ย่อมมีสภาพเหมือนคนตาบอด

เราต้องปฏิบัติให้รู้ยิ่งเห็นจริง

คนที่เกาะตำราอ้างตำรับตำรา คุยเก่งโดยอาศัยตำราเป็นเกณฑ์ แต่รวมความว่าสิ่งที่รู้มาทั้งหมดไม่ใช่รู้เอง รู้แต่เพียงเขาว่า ไอ้ตำราน่ะคนอื่นเขาเขียนเขาว่าไว้ ไม่ใช่รู้เอง ไม่ใช่ปัจจัตตัง
ที่พระพุทธเจ้าบอกจะต้องรู้เอง ทำให้ถึงเอง คนรู้เองทำให้ถึงเองเท่านั้น จัดว่าสาวกของพระพุทธเจ้าจริง ๆ หรือจัดว่าเป็นพุทธศาสนิกชนจริง ๆ คนใด..ถ้ายังเก่งเพียงแค่ตำราท่านว่าหรือเขาว่ามา บุคคลประเภทนั้นก็เอาปูนวงหัว ได้เลยทีเดียวว่าบุคคลประเภทนี้ยังเอาตัวไม่รอด จะป่วยกล่าวไปใยถึงพระนิพพาน แม้แต่หลังตนเองเขาก็ยังมองไม่เห็น

อันนี้พูดมากไปเสียแล้ว ขอโทษท่านผู้ฟัง ท่านอาจอยากจะฟังเรื่องของ หลวงพ่อโหน่ง ทีนี้สำหรับ หลวงพ่อโหน่ง ท่านชำระจิตได้ละเอียด หากจะถามว่าเอาอะไรเป็นเครื่องรู้ คนพูดเป็นพระศาสดาเอง หรือ ไม่ใช่เป็นศาสดาเอง แต่อ้างเอาเหตุของท่านนั่นแหละ ที่ท่านอ้างว่าพระท่านว่าอย่างนั้น พระว่าอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นไปตามความจริงอย่างนั้น นี่ชื่อว่าท่านเป็นผู้รู้จริง ไม่ใช่เป็นผู้อ้างตำรา

หลวงพ่อโหน่งมีจิตเป็นทิพย์

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพ่อโหน่งไม่เคยเรียนตำรับตำรา ไม่เคยศึกษาพระปริยัติธรรม ก็สามารถเทศน์ได้ทุกอย่าง แม้แต่ ปรมัตถธรรมที่ละเอียดก็สามารถเทศน์ได้ ทั้งนี้เพราะว่าจิตท่านเป็นทิพย์
และกรรมวิธีต่างๆ เช่นผูกโบสถ์ ฝังลูกนิมิต เป็นต้น พิธีกรรมนี้ถูกหรือผิดท่านก็รู้ แม้แต่สมเด็จพระวันรัต (เฮง) ท่านกล่าวว่าเป็นนักตำรับตำรา ที่คนทุกคนพระทุกองค์เกรงใจท่าน เรื่องตำรานี้สู้ท่านไม่ได้ พระไตรปิฎกนี่ชํ่าชอง แต่ถึงกระนั้นก็ดีหลวงพ่อโหน่งยังค้านเสียได้ ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัตยังยอมรับนับถือ การแนะนำของหลวงพ่อโหน่ง

ที่ท่านกล่าวว่าพระว่าอย่างนั้น พระว่าอย่างนี้ เพราะตามที่หลวงพ่อโหน่งว่าน่ะ ไม่ได้ค้านกับตำราแต่ว่าละเอียดกว่า มีความเข้าใจดีกว่าคนที่อ่านตำรา นี่เป็นอย่างนี้ เหตุผลอย่างนี้แหละที่กล่าวว่าหลวงพ่อโหน่งมีจิตอันเป็นทิพย์ คือไม่ใช่ทิพย์อย่างกามาวจร เป็นทิพย์ขั้นละเอียดทีเดียว ไม่ใช่ทิพย์ขั้นกามาวจรต้องเป็นทิพย์ที่สูงไปกว่านั้น

หลวงพ่อโหน่งมรณภาพ

หลวงพ่อโหน่งเป็นผู้มีจิตอันเป็นทิพย์อันละเอียด ทีนี้เมื่อกาลที่ท่านมรณภาพมีอาการแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือเมื่อเวลาที่ท่านมรณภาพ ท่านนอนตะแคงขวาตามแบบสีหไสยาสน์ แล้วมือทั้งสองของท่านพนมอยู่เสมออย่างนั้นจนกระทั่งสิ้นใจ เมื่อท่านตายแล้วมรณภาพไปแล้ว เขาเก็บศพของท่านไว้ถึง ๑๓ เดือน

ทีนี้เมื่อถึงเวลาวันเผา ถึงกำหนดการเผามาถึง เขาก็มาตาม หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ไอ้ตอนนั้นฉันยังอยู่ ฉันอยู่กับหลวงพ่อปาน ก็พอดีหลวงพ่อปานมีงานยกช่อฟ้าศาลาที่ วัดช่องลม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เพราะท่านไปสร้างศาลาหลังนั้น เป็นศาลาคอนกรีตทั้งหลัง ทั้งข้างบนข้างล่าง ทั้งหลังคาเสร็จ บนหลังคาตั้งใจจะทำสระบัว หมายความว่า จะเอาดินใส่เอานํ้าหล่อ เอาบัวปลูกบนนั้น

แต่ว่าบังเอิญ พระสาโรจน์ ในสมัยนั้นเป็นอธิบดีกรมศิลปากรคัดค้าน บอกว่ากำลังไม่พอ ทำอย่างนั้นต่อไปศาลาอาจจะเป็นอันตราย จะหักลงมาจะพังลงมา จะทรุดโทรมได้ง่าย ขอให้ยับยั้ง ท่านจึงยับยั้งไว้

ศาลาหลังนั้นเมื่อท่านสร้างท่านกำหนดวันยกช่อฟ้า ตรงกับที่คณะกรรมการของหลวงพ่อโหน่งจัดการที่จะเผาหลวงพ่อโหน่งพอดี เมื่อเขามานิมนต์ให้ท่านเป็นประธาน ท่านก็บอกว่าฉันก็กำหนดงานยกช่อฟ้าเสียแล้ว แล้วเวลาก็ใกล้เข้ามาแล้ว เรียกว่ากลับไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แล้วท่านก็สั่งว่า ฉันไปไม่ได้ ก็ให้ทำกันเท่าที่ตกลงกันไว้ แต่ข้อแม้มีอยู่ว่า ถ้าร่างกายของท่านมีสภาพไม่ทรุดโทรม หมายความว่ามีสภาพเป็นปกติขอให้รักษาศพไว้ จงอย่าเผา คนที่มาตามท่านเขาก็รับคำ

สภาพศพไม่เปลี่ยนแปลง

แต่ครั้นกลับไปถึงแล้วจริง ๆ เมื่อเปิดหีบศพขึ้นมาดู ก็ปรากฏว่าสภาพร่างกายของท่านเมื่อเวลาที่ท่านนอนเจ็บ คือตายลงไปใหม่ๆ มีสภาพเป็นอย่างไร ท่านก็เป็นอย่างนั้น อาการจะเปลี่ยนแปลงสักนิดเดียวก็ไม่มี การขึ้นการอืดการเปลี่ยนแปลงน้อยหนึ่งก็ไม่ปรากฏ

คราวนี้คนที่มาบอกหลวงพ่อปานเขาก็บอกว่า หลวงพ่อปานสั่งไว้อย่างนั้น แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบด้วย จะเผาก็ตกลงเผา ทีนี้คนน้อยนี่ก็คัดค้านเขาไม่ได้ก็จำยอม เมื่อวันเผา แต่ว่าฉันไม่ได้ไป แต่ว่ามีคนเขามาเล่าให้ฟัง เล่าให้หลวงพ่อปานฟัง คนที่มาบอกให้ฟังน่ะมีจำนวนมาก แต่ว่าคนสำคัญมีคนหนึ่งคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี สมัยนั้นคือ พระยาพิศาลสารเกษตร ท่านมาบอกให้หลวงพ่อปานฟังว่า

เทวดามางานเผาศพ

เมื่อคราวที่เผาหลวงพ่อโหน่ง คนทั้งวัดที่มาเผาจำนวนมากเหลือเกิน เต็มวัดเต็มวา เพราะมีคนเคารพนับถือมาก พากันเห็นเทวดากลางวัน เขาว่าอย่างนั้น
หลวงพ่อปานท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า ท่านเจ้าคุณตาฝาดไปละมั้ง อะไรกันเทวดาจะให้คนเห็น
พระยาพิศาลสารเกษตรท่านก็บอกว่า ไม่ใช่ผมเห็นคนเดียวนะครับ ถ้าใครเขามาเล่าให้ผมฟังน่ะผมไม่เชื่อเด็ดขาด แต่นี่ผมเห็นด้วยตาของตนเอง ลูกเมียผมเห็น คนที่เขาไปเห็นหมด
หลวงพ่อปานก็ถามว่า เทวดามีรูปร่างเป็นอย่างไร
พระยาพิศาลสารเกษตรก็บอกว่า รูปร่างสวยจริงๆ ครับเทวดา มีรูปร่างสะโอดสะอง มีรัศมีกายออกมา มีเครื่องประดับแพรวพราว
หลวงพ่อปานก็ถามว่า เห็นกี่องค์
พระยาพิศาลสารเกษตร ก็ตอบว่า เท่าที่เห็นประมาณ ๑๒ - ๑๓ องค์ มาลอยอยู่รอบเมรุที่จะเผาท่าน
แล้วท่านก็ถามว่า แล้วมีอะไรอีก
ท่านพระยาพิศาลสารเกษตร ก็บอกว่า ไม่มีอะไรอีก เห็นกันจนกว่าเวลาใกล้คํ่า ทุกคนที่ใส่ไฟเผาหลวงพ่อโหน่งนี่ต่างคนต่างก็ไม่ไปไหน ต่างยืนชมบารมีของเทวดา ความสวยสดงดงามของเทวดา

หลวงพ่อโหน่งเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง

เมื่อเวลาใกล้จะมืดสนิท หมายความว่าพอเริ่มจุดเทียนจุดไฟให้แสงสว่าง เทวดาก็กลับ เวลากลับก็เห็นแสงสว่างไปลิ่วจนสุดสายตาคล้าย ๆ กับดาวเคลื่อนที่ นี่เป็นอานุภาพความดีของหลวงพ่อโหน่ง แม้แต่ท่านตายไปแล้วเวลาที่เขาจะเผาเทวดาก็ยังมาร่วมงาน

แต่ว่าเทวดาองค์นั้นจะเป็นใครนี่ ฉันก็ไม่ได้ถามหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านได้ฟังจาก พระยาพิศาลสารเกษตรพูดอย่างนั้น ท่านก็ยิ้ม ท่านก็บอกว่าเป็นไปได้..เจ้าคุณ เพราะว่าหลวงพ่อโหน่งท่านเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง
พอท่านพูดแบบนี้รู้สึกว่า พระยาพิศาลสารเกษตรทำท่าตกใจ ถามว่าหลวงพ่อทราบหรือครับ ท่านบอกทราบ เพราะอาตมาเคยสัมผัสกันอยู่ใกล้ชิดกัน เคยคบหาสมาคมกัน เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกัน แล้วก็หลวงพ่อโหน่งเมื่อเขาเอาศพออกมา เพื่อจะเผาแล้วไม่เน่า อาตมาก็รู้

ถ้าเก็บศพท่านไว้วัดจะเจริญมาก

แต่ความจริงคนที่นั่นเขาโง่ ถ้าเขาเก็บศพไว้วัดจะกลายเป็นทองคำ เพราะคนจะบูชากันเสมอ อาตมาได้เตือนไปแล้วบอกคนที่เขามาตามไปแล้วว่า ถ้าศพไม่เน่ามีสภาพปกติให้เก็บรักษาไว้ แต่เขาไม่เชื่อ พระยาพิศาลฯ ตกใจถามว่าหลวงพ่อรู้ก่อนแล้ว บอกเขาไปก่อนหรือ

ท่านบอกว่า ได้บอกเขาไปก่อน เป็นอันว่าสำหรับคนในจำนวนที่มาบอกท่าน มาพร้อมกับพระยาพิศาล ฯ ก็ปรากฏว่าเป็นคนเคยมาหาท่านมานิมนต์ท่าน เขาก็บอกว่าหลวงพ่อสั่งไปอย่างนั้นจริง แต่ว่าคนอื่นเขาไม่เชื่อนี่ แม้แต่ท่านเจ้าคุณเองก็ยังไม่เชื่อ

พระยาพิศาลฯ ก็เลยบอกว่าผมน่ะไม่มีอำนาจครับ ถ้าคนอื่นเขาจะทำผมก็ปล่อยทำ ผมเป็นคนนำไฟหลวงไปเท่านั้น ไม่มีอำนาจอย่างอื่น หลวงพ่อปานก็เลยบอกว่า เรื่องนั้นเป็นอันยกกันไป

เป็นอันว่าท่านทั้งหลายได้เผาศพ พระอริยเจ้าขั้นสูงคือพระอรหันต์ จัดว่ามีบุญมาก พอท่านพูดเท่านั้นทุกคนพากันตกใจ บอกว่ากลับไปจะไปเอากระดูก
หลวงพ่อปานบอกว่าป่วยการ เรื่องกระดูกไม่สำคัญ สำคัญมีอย่างเดียวคือจำไว้ว่า หลวงพ่อโหน่งปฏิบัติอย่างไรปฏิบัติตนแบบนั้นนั่นแหละ สมควรอย่างยิ่ง

การไปเอากระดูกมาเก็บไว้แล้ว ก็ไม่สนใจอะไรกระดูก รักษาแต่เพียงกระดูกอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์ ถ้าจะทำให้เกิดประโยชน์ ก็ต้องรักษาความดีของท่าน บูชาด้วยปฏิบัติบูชาเสีย พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง

การบูชาด้วยเอากระดูกมาเก็บไว้ แล้วก็หาดอกไม้ธูปเทียนเป็นเครื่องสักการะ การบูชาอย่างนี้มีผลเหมือนกัน แต่ว่าน้อยเต็มที บูชาพันครั้งสู้การปฏิบัติบูชา คือปฏิบัติตามที่ท่านปฏิบัติมาแล้วครั้งเดียวไม่ได้ คือจะมีอานิสงส์มากกว่า เพราะว่าการปฏิบัติตามท่านถ้าทำบ่อย ๆ อาจจะถึงอริยมรรคอริยผลอย่างท่านก็ได้

อันนี้เป็นเรื่องราวของหลวงพ่อโหน่งที่ฉันเล่าค้างไว้ จึงนำมาเล่าให้จบเรื่อง แล้วก็จบอย่างย่อๆ พอที่ฉันรู้ ส่วนประวัติต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านี้ฉันไม่รู้ เพราะว่าฉันยังเล็กมาก คำว่าเล็กนี่หมายความว่า ฉันยังเป็นพระรุ่นเล็ก ๆ พรรษาน้อย ๆ แต่ความสนใจยังมีน้อยในประวัติของคนอื่น เพราะตอนนั้นฉันก็สนใจอยู่แต่หลวงพ่อปานเท่านั้น

ปฏิปทาที่ทำตามหลวงพ่อปาน

เพราะฉันเป็นคนใกล้ชิด ฉันจะดูท่านทุกอย่าง มองท่านทุกอย่าง อยากจะลอกแบบปฏิปทาของท่านเข้าไว้ แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ทำได้เหมือนกัน แต่ก็ได้เป็นบางอย่าง ไม่ได้ทุกอย่าง บางประการที่ฉันได้ ไอ้ที่ฉันได้ก็คือ
๑. ไม่ติดสถานที่
๒. ไม่ติดบุคคล
๓. ไม่สะสมในทรัพย์สมบัติ
๔. ชอบการก่อสร้างเป็นสาธารณะ
๕. การปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
๖. มีจิตเมตตาปรานีแก่บุคคลที่ควรเมตตา

อันนี้ฉันต้องขอยกเว้นนะ คนใดที่พอที่ฉันจะพูดหรือฉันจะแนะนำให้เป็นประโยชน์ได้ฉันก็เมตตา แต่ว่าคนใดถ้าพูดแล้วไม่เกิดประโยชน์ ฉันแนะนำอย่างมาก ๓ ครั้ง แล้วถ้าไม่เอาด้วย ฉันก็ไม่เอาด้วยตลอดไป เพราะอะไร ? เพราะฉันถือว่าฉันเอาตัวฉันรอดพอ เรื่องที่จะให้ฉันรักคนอื่นยิ่งกว่าเขารักเขาเองน่ะ ฉันไม่รัก ทั้งนี้เพราะอะไร

ทั้งนี้ก็เพราะว่าฉันเคยศึกษาวิชาแพทย์หมอ ที่จะรักษาไข้ของคนไข้ให้หายจากโรคได้ ก็คนไข้นั้นต้องเป็นคนรักตัวเอง ถ้าหมอแนะนำว่าควรปฏิบัติอย่างไร ควรบริโภคยาอย่างนี้ควรฉีดยาอย่างนั้น ควรอดอาหารอย่างนี้ ควรบริหารกายอย่างนั้น ถ้าคนไข้ไม่ปฏิบัติตามแล้ว ให้หมอเทวดาที่ไหนรักษาก็ไม่หาย แล้วเรื่องอะไรของหมอที่จะเข้าไปรับผิดชอบ กับชีวิตของคนไข้ประเภทนั้น

ขืนเข้าไปรับผิดชอบหมอก็ซวย เพราะว่าตัวเขาเองเขาไม่รักตัวเอง แล้วเรื่องอะไรที่หมอจะเข้าไปยุ่ง เมื่อเขาอยากจะตายเมื่อเขาป่วยไข้เขาไม่กินยา ก็แสดงว่าเขาอยากตาย แล้วเรื่องอะไรที่หมอจะยื่นมือเข้าไปแก้ไข นี่หมออย่างฉันนะ หมออย่างฉันเป็นอย่างนั้น

ทีนี้พอมาเป็นพระก็เหมือนกัน คนทุกคนฉันถือเป็นระเบียบมาตั้งแต่เด็ก ทุกคนฉันจะลองดู ๓ วาระ ไม่ว่าแบบไหนทั้งหมดทุกแบบ ถ้าหากว่าสอนให้จำ สอน ๓ ครั้งเขาไม่จำฉันก็ไม่ยอมสอนอีก แต่หากว่าถ้าสอนแล้ว ๑ - ๒ ครั้งเขาจำฉันก็สอนต่อไป อันนี้ถือว่าเป็นระเบียบระบบประจำใจของฉัน และก็ปฏิบัติมาตลอดกาล..

◄ll
กลับสู่ด้านบน

(โปรดติดตามอ่านต่อฉบับหน้า)
*********************************



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 2036
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 10/6/08 at 18:19 Reply With Quote


Update 10 มิ.ย. 51


ตำราของพระร่วง

ตอนนี้จะกล่าวถึง ปฏิปทาของหลวงพ่อปานต่อไป ปฏิปทาที่ทำให้หลวงพ่อปาน มีชื่อเสียงฟุ้งขจรไปในสถานที่ต่าง ๆ นอกจากความเป็นหมอ นอกจากเป็น ครูสมถะ และ วิปัสสนา นอกจากการก่อสร้าง แล้วก็ยังมีอีก ๒ อย่าง ซึ่งมาจากตำราเล่มเดียวกันกับเรื่องที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง นั่นก็คือ การเป่ายันต์เกราะเพชร และ การทำนํ้ามันสังคโลก ทั้งวิชาทำ ยันต์เกราะเพชร และ นํ้ามันสังคโลก นี้ตามตำราก็บอกว่า เป็น ตำราของพระร่วง คือท่านบอกว่าเป็นตำราของพระร่วงทั้ง ๒ อย่าง

ยันต์เกราะเพชร


สำหรับยันต์เกราะเพชรนั้นก็ได้จาก บทอิติปิโสฯ ว่า อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโณ สุคโต โลกะวิทู อนุตตะโร ปุริสทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภควาติฯ อันนี้ถ้าอ่านลงอย่างแบบหนังสือเจ๊กนะ ถ้าอ่านขวางตัวก็ได้เป็นใจความว่า

อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา
ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง
ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท
โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ
ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ
คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ
วา โธ โน อะ มะ มะ วา
อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ
แล้วก็ชักเป็นตาข่าย จัดเป็นสูตร


วิธีเป่ายันต์เกราะเพชร

เวลาจะเป่ายันต์เกราะเพชรท่านก็เขียนใส่กระดานดำ เขียนใส่กระดานดำแล้วก็ให้คนที่จะรับยันต์เกราะเพชรจุดธูปเทียนบูชา รับศีลแล้วก็ภาวนาว่า พุทโธ หายใจเข้าว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ

ถ้ามีลูกอยู่ในท้องด้วย

ถ้ามีลูกอยู่ในท้อง ก็ให้จุดธูปแทนลูกในท้อง ๑ ดอก เวลาคลอดบุตรออกมา ยันต์จะเต็มตัวไปทั้งตัวคือมียันต์เกราะเพชรทั่ว ทั้งตัว และภายใน ๗ วัน ยันต์ก็จะหายเข้าไปในตัว สำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่นั้น ย่อมไม่เห็นยันต์
ถ้าใครรักษาไว้ได้ด้วยดี เวลาตาย เมื่อเวลาเขาไปเผา ที่กะโหลกจะเห็นรูปยันต์ติดอยู่ แต่ว่ายันต์เกราะเพชรของหลวงพ่อปานนี้ ท่านกล่าวว่าได้มาจาก ยอดธงมหาพิชัยสงคราม ซึ่งเป็นธงออกศึก ท่านตัดท่านเขียนเอามาโดยเฉพาะ แบ่งมาเป็นยอดของธง คือธงนั้นน่ะมียันต์มาก ทีนี้เอายันต์ๆ หนึ่งใน ยอดธงมหาพิชัยสงคราม ท่านให้ชื่อว่า ยันต์เกราะเพชร

อานุภาพของยันต์เกราะเพชร

เวลาที่ท่านจะเป่าให้ ท่านอธิบายว่าของ ๆ ท่านไม่รับรองเรื่องคงกระพันชาตรี รับรองแต่เพียงว่าใครรับยันต์เกราะเพชรไปแล้ว
๑. จะไม่ตายโหง
๒. จะไม่ถูกคุณผี คุณคน จะป้องกันสรรพอันตราย ที่บุคคลทั้งหลายทำมา ด้วยวิชาการต่าง ๆ
๓. จะไม่ตายด้วยพิษของสัตว์พิษ อย่างนี้เป็นต้น

ห้ามแช่งคนอื่น

แล้วบุคคลทั้งหลาย ถ้าได้รับยันต์เกราะเพชรไปแล้วถ้าบูชาไว้ได้ด้วยดี ถ้าบุคคลใด หรือใครก็ตามกลั่นแกล้ง บุคคลที่ได้รับยันต์เกราะเพชรแล้ว ท่านห้ามไม่ให้โกรธตอบ ให้ทำเฉยๆ แล้วบุคคลประเภทนั้น จะรับผลกรรมที่ตัวทำนั้นเองโดยเฉพาะ หมายความว่า เราไม่ต้องทำตอบ เมื่อเขาแกล้งเราด้วยวิธีใดก็วิธีนั้นแหล่ะจะลงโทษเขา ถ้าเขาคิดจะฆ่าเราเขาก็ตายเอง จะกลั่นแกล้งเราให้ย่อยยับ เขาก็ย่อยยับเอง ถ้าทำให้เรา ลำบากเขาก็ลำบากเอง อันนี้เป็นวิธีการอันหนึ่ง ที่ไม่ได้ทำเขาให้ลำบาก ถ้าเขาทำก็ผลนั้นเขาจะพึงรับเอง เราไม่บาป

รักษาศีล ๒ ข้อนี้ให้ได้

แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าใครจะรับยันต์เกราะเพชรกับท่านก็ตามจะต้องรักษาศีล ๒ ข้อ คือ
๑. ห้ามดื่มสุราเมรัยเด็ดขาด เว้นไว้แต่เป็นกระสายยา
๒. ห้ามทุจริต โดยการลักขโมย ฉ้อโกง อย่างนี้เป็นต้น
ถ้าใครปฏิบัติในศีล ๒ ประการได้ ยันต์เกราะเพชรก็จะคุ้มครองบุคคลนั้น ถ้าเขารักษาศีล ๒ ประการไม่ได้ยันต์เกราะเพชรก็ไม่คุ้มครอง อันนี้เป็นความจริง

อาการที่เกิดขึ้นหลังเป่ายันต์

ทีนี้วิธีเป่ายันต์ของท่าน ไม่ใช่เป่าทีละคน ท่านเป่าทีละศาลา คือนั่งกันเต็มศาลา และท่านให้จุดธูปตามที่กล่าว แล้วภาวนาว่า พุทโธ ท่านก็นั่งภาวนาอยู่หลังกระดาน จนกระทั่งปรากฏว่า บางคนมีอาการหนักที่ศีรษะบ้าง เหมือนไรไต่ที่ศีรษะบ้าง มีการร้อนหูร้อนหน้าบ้าง อย่างนี้ชื่อว่ายันต์เกราะเพชรเข้าถึงตัว และอาการอย่างนี้จะทรงอยู่ ๒ - ๓ วันจึงจะหาย
ทั้งนี้เพราะว่ายันต์เกราะเพชรจะค่อย ๆ ซึมไปจนกระทั่งทั่วร่างกาย และอาการอย่างนั้นจึงหาย ถ้าหากว่ายันต์เกราะเพชรยังไหลไปไม่ทั่วร่างกายเพียงใด ความรู้สึกหนักหรือร้อนหน้าร้อนร้อนตา หรือมีคล้ายๆ ไร ไรไต่หน้าไต่ตาตอมหน้าตอมตาอย่างนี้ ก็ยังปรากฏอยู่

ไม่มีค่าตอบแทน-ไม่มีค่าครู

ทีนี้การเป่ายันต์เกราะเพชรของท่าน แต่ละคราว ต้องเป่าเฉพาะวันเสาร์ ๕ คือ วันเสาร์ตรงกับขึ้น ๕ คํ่า จะเป็นเดือนอะไรก็ได้ การเป่ายันต์เกราะเพชรของท่านไม่มี ค่าครู ไม่มีค่าวิชา ไม่มีค่าป่วยการณ์ เพราะ หลวงพ่อปานทำอะไรทุกอย่างไม่หวังผลตอบแทน ทำเพื่อเป็นเมตตาสาธารณประโยชน์ทั้งสิ้น


(ภาพถ่ายก่อนที่จะไปอยู่วัดท่าซุง ระหว่างหลวงพ่อกับหลวงปู่สำราญ วัดปากคลองมะขามเฒ่า และคณะญาติโยมที่ชัยนาท)

วันไหว้ครูของหลวงพ่อปาน

และโดยเฉพาะในวันเป่ายันต์เกราะเพชรของท่าน ก็เป็นวันไหว้ครู ซึ่งบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายก็จะต้องมาพร้อมกัน เวลาก่อนเพล หรือก่อนเที่ยง ตั้งแต่เช้าประมาณสองโมงเช้า จะรวบรวมสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่บรรดาศิษยานุศิษย์นำมา เป็นการคารวะครู แล้วก็ทำพิธีไหว้ครูเสร็จภายในเพล

ตอนนั้นใครจะลง ตะกรุด พิสมร หรือ ผ้ายันต์ ก็เขียนเอาไป ใครชอบใจยันต์อะไร ใครชอบใจตะกรุดอะไรก็เขียนลงไป แล้วเอาไปไว้ในสถานที่ที่ท่านไหว้ครู เมื่อท่านอัญเชิญครูเสร็จ ท่านก็จะปลุกเสก ของเหล่านั้นเสร็จไปด้วยกัน และต่างคนต่างก็นำกลับ อันนี้ไม่มีค่าครูเหมือนกัน ไม่มีค่าป่วยการ
และบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ท่านก็ไม่บังคับ ใครจะมา หรือไม่มา มาแล้วใครจะนำอะไรมาบ้าง หรือไม่นำมา ท่านไม่บังคับ สิ่งของสิ่งใดที่จำเป็นในการไหว้ครู ท่านจะทำของท่านเสร็จครบถ้วนบริบูรณ์ ถือว่า เป็นกิจของท่าน ถ้าบรรดาศิษย์ทั้งหลาย จะร่วมในการไหว้ครู ก็ถือว่าเป็นกิจของศิษย์ ที่มีความคารวะในครูบาอาจารย์

หลวงพ่อปานเลี้ยงอาหาร

และก็เวลาไหว้ครูนี่ ท่านเลี้ยงอาหารด้วย เวลาเป่ายันต์คนนับเป็นหมื่น ท่านก็เลี้ยงอาหาร หุงข้าวเลี้ยง หุงด้วยกะทะ ต้มแกงตามที่ท่านจะพึงทำได้ หรือท่านพึงหาได้ ท่านไม่เลือกว่าบุคคลผู้ใด ใครจะกินอย่างไรท่านไม่รู้ ท่านรู้แต่เพียงว่า ท่านมีอาหารให้บริโภค เพราะท่านถือตามแบบพระว่า พระต้องทำตนเป็นคนเลี้ยงง่าย

ถ้าใครเป็นคนกินยาก กินอาหารมนุษย์ธรรมดากินไม่ได้ ก็ไปหากินเอาเอง ท่านทำอาหารตามที่มนุษย์ธรรมดากินได้ คือเอาชาวบ้านมาทำครัว มาต้มมาแกง แหม..ไอ้เรื่องคนกินยากนี่ มันสงสารไม่ได้ ชาวบ้านเขากินอะไรเขากินกันได้ เขาอยู่มีชีวิตอยู่ได้ แต่ว่าตัวเองกินไม่ได้ เลือกอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้เขาไม่ได้เรียกคน เขาเรียกมนุษย์ช่างเลือก

เพราะกินแล้วมันก็ตาย ไอ้คนเลือกกินจนเกินพอดี ของที่มนุษย์กินได้แต่ตัวกินไม่ได้ คนประเภทนี้เป็นเหยื่อของอบายภูมิ เพราะไอ้กิเลสและตัณหามันติดอยู่ที่ปลายลิ้น มันอยากไม่รู้จักจบ มันเลือกไม่รู้จักจบ คนประเภทนี้ไม่ใช่คนดี มันจะดีได้อย่างไร ในเมื่อเขายังเป็นเหยื่อของวัฏฏะ เดี๋ยวเขาก็เป็นมนุษย์ เดี๋ยวก็เป็นเทวดา เดี๋ยวก็เป็นพรหม เดี๋ยวก็เป็นสัตว์นรก เดี๋ยวก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นเปรต เป็นอสุรกาย มันจะดีได้อย่างไร คนประเภทนี้ไม่ใช่คนดี

อัตภาพร่างกายมีความต้องการอาหาร ที่มีเผ็ดบ้าง รสเปรี้ยวบ้าง รสหวานบ้าง รสขมบ้าง รสเค็มบ้าง มันก็ต้องการแค่รสเท่านี้ เพราะไอ้ลิ้นน่ะมันเลือก ลิ้นจริง ๆ มันก็ไม่เลือกมันไม่มีชีวิตจิตใจแต่กิเลสมันเข้าไป สิงอยู่ในลิ้น ตัณหาเข้าไปสิงอยู่ในลิ้น คนตามใจลิ้นก็แสดงว่าคนตามใจตัณหาตามใจ กิเลส คนประเภทนี้ไม่มีความสุข ฉันเองก็ถืออย่างหลวงพ่อปานเหมือนกัน

ถ้าฉันมีอะไรให้ใครกินได้ ใครจะกินได้ หรือไม่ได้ ถ้ามนุษย์ธรรมดากินได้ ฉันถือว่าพอแล้ว แล้วใครจะเลือกอาหารยิ่งไปกว่านั้น ก็เชิญหากินเอาตามอัธยาศัย ไอ้ฉันรับรู้ด้วยไม่ได้ คนประเภทนี้ฉันไม่อยากคบ เพราะคบแล้วมันยุ่ง ไอ้ตัวของตัวเองก็สร้างความยุ่งพอแล้ว ถ้าเราจะไปคบเข้าก็มาสร้างความยุ่งของเราไปอีก นี่ฉันไม่ยุ่งด้วยคนประเภทนี้ ฉันไม่สนใจ

คนที่รับยันต์ไปแล้วมีมากมาย

เอ้า.. เล่าต่อไปว่ายันต์เกราะเพชรของท่าน เป่าคราวหนึ่งเป็นพัน ๆ คน ศาลาของท่านจุคนประมาณ ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ คนแต่ละคราว และก็ต้องเป่าเป็นรุ่น ๆ อย่างน้อยที่สุดก็ต้อง ๕ - ๖ รุ่นต่อหนึ่งคราว หรือต่อหนึ่งวาระ หมายความว่าเสาร์ ๕ ครั้งหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่าคนรับยันต์เกราะเพชร ของหลวงพ่อปานน่ะประมาณตั้งหมื่น ครั้งหนึ่งก็ไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ดียิ่งกว่างานวัดที่เขามีกันเสียอีก ไม่ต้องลงทุน ท่านไม่มีปี่พาทย์และตะโพน ไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่มีมหรสพ ถ้างานส่วนตัวแล้วไม่มี ถ้างานวัดท่านไม่ว่า

พระโดนงูเห่ากัด แต่ไม่เป็นไร

ทีนี้จะพูดถึงยันต์เกราะเพชร ฉันจะเล่าย่อ ๆ ให้ฟังถึงอานุภาพของยันต์เกราะเพชร เพื่อนฉันเป็นพระชื่อ พระผล บ้านเดิมอยู่ที่อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ท่านรับยันต์เกราะเพชรเข้าไปแล้ว ( รับไปแล้ว ) วันรุ่งขึ้น หลังจากรับยันต์เกราะเพชรไปแล้ว ๓ วันก็ออกไปเดินเที่ยวกลางทุ่ง ก็ถูกงูเห่ากัด เห็นตัวชัดว่างูเห่า เพราะเดินเข้าไปข้างหลังมัน มันอยู่ที่ในซังข้าว ตอนนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นฤดูเดือนยี่ปลายเดือน ถ้าจะนับเป็นเดือนหลวงก็ประมาณเดือนกุมภาพันธ์

เมื่อเจ้างูมันกัดเขาเห็นตัว เขาเป็นพระเขาก็ไม่กล้าตี ก็เดินกลับมาวัด ไอ้ตอนเดินกลับเข้ามา ก็ปรากฏว่าพิษงูมันวิ่งไปจนถึงเข่า ปวดถึงเข่า และมันก็ถอยลงไปถึงข้อเท้า และประเดี๋ยวมันก็วิ่งไปถึงเข่า และก็ถอยลงไปถึงข้อเท้า มันก็วิ่งซู่มาถึงเข่าปูดขึ้นมา แล้วก็ถึงข้อเท้า แล้วก็เลยออกปลายเท้าหายไปเลย กว่าจะเดินกลับมาถึงวัด ก็ปรากฏว่าพิษงูหายแล้ว เมื่อเข้ามาแล้ว เขาก็มาหาหลวงพ่อ บอกว่าผมถูกงูกัดครับ
หลวงพ่อปานก็ถามว่า คุณผลคุณรับ ยันต์เกราะเพชรไปหรือเปล่า
พระผลก็บอกว่ารับครับ
ท่านถามว่าพิษงูมันแสดงอย่างไรบ้าง
พระผลก็บอกว่า มันปวดมาถึงหัวเข่าและก็ถอยลงไปถึงข้อเท้า ทำอย่างนั้น ๓ ครั้งแล้วก็ถอยออกถึงปลายนิ้วหายไปเลย
ท่านบอกไม่ต้องรักษา ยันต์เกราะเพชรของฉัน ป้องกันอันตรายได้เรื่องงู เรื่องสัตว์พิษไม่มีความหมาย ท่านพูดเท่านั้น
ท่านผลก็เลยไม่ได้รักษา ไม่ได้ทำอะไร ทั้งนั้นก็ไม่เห็นเป็นอะไร ท่านเห็นตัวกันชัดนะ และถ้าดูแผลแล้วก็รู้สึกว่าเป็นแผลที่มีอันตรายจริง ๆ เพราะถูกกัดเข้าช่องประตูลมเป็นแผลลึก นี่เป็นอันดับหนึ่ง

◄ll กลับสู่ด้านบน




เรื่องเล่าที่วัดเขาสะพานนาค

และอีกอันดับหนึ่งฉันจะเล่าให้ฟัง นี่เล่าไม่ได้อวดตัวฉันนะ ฉันถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อปาน เมื่อสมัยที่หลวงพ่อปานไปสร้างมณฑป สร้างบันไดที่เขาวงพระจันทร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ทางที่จะเข้าเขาวงพระจันทร์ก็คือทาง.... วัดเขาสะพานนาค

วัดเขาสะพานนาคเดี๋ยวนี้ ถ้าใครไปรถยนต์จะไปทางลพบุรี ก็ผ่านโคกสำโรงแล้วทางซ้ายมือจะเห็น วัดเขาสะพานนาค วัดนั้นแหล่ะหลวงพ่อปานมาสร้างไว้ โดยทุนของ นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร ห้างขายยาตราใบโพธิ์เป็นคนทำ คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นคนแรก เมื่อคาถาปรากฏว่าให้ผล ก็ได้เอาทุนของคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า มาสร้างวัดนั้นเป็นวัดแรก

เวลาที่สร้างวัดตามปกติหลวงพ่อปาน ท่านสร้างวัดแล้ว ลูกศิษย์ลูกหาท่านเป็นช่างมาก พระเจ้าเป็นช่างกันทั้งวัด ฉันก็พลอยเป็นกับเขาด้วย ไอ้ฉันน่ะไม่เป็นช่างอะไร เป็นช่างยกคือประเภทยก ตอนนั้นฉันไม่ผอมอย่างนี้นะ ฉันอ้วนร่างกายแข็งแรง ฉันมาผอมเมื่ออายุ ๔๐ ปี โรคมันเล่นงานฉัน เมื่อตอนร่างกาย แข็งแรงไอ้ความหนาวความร้อน ฉันไม่ค่อยรู้

หน้าหนาวใครเขาหนาวกันสั่นงัก ๆ ฉันบุกนํ้าโครมคราม ๆ ฉันไม่รู้จักหนาว เพราะกำลังร่างกายมันดี ฉันก็มาสร้างกับเขาด้วย ตอนนั้นกำลังทำศาลาการเปรียญ พวกพระก็ขึ้นไปอยู่บนหลังคาหมด ฉันก็ขึ้นไป ไปทำกันบนหลังคา ถ้าจะถามว่าทำอะไรน่ะไม่ต้องเล่า ไอ้เรื่องบนหลังคามันไม่มีอะไรมาก ก็รู้ ๆ กันอยู่


พบลาวคนหนึ่ง

ทีนี้พอดีมีเจ้าลาวคนหนึ่ง เขาเดินผ่านมา ไอ้เจ้าลาวนี้ เป็นลาวคงแก่เรียนมีวิชา เป็นนักทำคุณไสยน่ะ ซึ่งตอนนั้นมีเยอะแถวนั้น ทีนี้เมื่อเดินผ่านมาก็บอกว่า หลวงพี่ครับระวังจะหล่นลงมานะ พระแกได้ยินแกก็โมโห พระที่ถือโชคถือลางมี ชื่อ ท่านผาด แกก็ด่าเอาหาว่า ไอ้ลาวขี้แกล้ง ไอ้ลาวกินปลาร้า มึงจะทำอะไรก็ทำ มึงจะทำอะไรกูก็ทำ ไอ้ลาวอย่างมึงไม่มีความหมายอะไร
ด่าเอา..ด่าเอาหนัก ๆ หนา ๆ แกเป็นคนขี้โมโหนี่ พวกเราก็ห้าม แกกลับมาโกรธพวกเราเสียอีก หาว่าไปกลัวมันทำไมนะ ไอ้ลาวขี้แกล้งอย่าไปกลัวมันนะ เราเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน ใครจะมาทำอะไรเราได้

ไอ้เจ้าลาวโมโห ก็เลยเดินขึ้นไปหลังเขา มันเดินหายไปทางหลังเขา เขาไปทำอะไร ฉันก็ไม่ทราบ และไม่มีใครทราบ พวกเราก็ทำงานกันตลอด ไปพอถึงเวลาเพลก็ลง ลงมาอาบนํ้าอาบท่าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ฉันข้าว พอฉันข้าวแล้วก็นอนพัก ตามบัญชาของหลวงพ่อปานที่เคยบอกว่า

ตอนเช้าฉันข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ขึ้นทำงาน เมื่อฉันข้าวเพลเสร็จ ให้นอนพักชั่วครู่หนึ่ง สักบ่ายสองท่านกะไว้เลย ก่อนบ่ายสองโมงไม่ให้ขึ้นทำงานเพราะแดดกำลังกล้า แต่ท่านไม่ได้มาคุม พวกเรามากันตามลำพัง ทำกันเอง เมื่อท่านสั่งแล้วต้องเป็นผล

เมื่อนอนไปสักครู่หนึ่ง ก็ยังไม่ทันจะถึง เวลาบ่ายสองโมง มีชาวบ้านวิ่งเข้ามาบอกว่า ท่านครับมีลาวหนุ่ม ๆ คนหนึ่งมันไปนอนตัวบวมทั้งตัว อยู่หลังเขา มันร้องครางฮือ ๆ มันอยากจะพบพระ พวกเราก็สงสัยพากันไปดู ไปทั้งหมดหลายองค์ด้วยกัน ๗ - ๘ องค์ เห็นไอ้เจ้าลาวคนนั้นเอง ไอ้ที่มันบอกว่าพวกเราจะหล่นจากหลังคา มันนอนร้องคราง ก็ถามว่ามันเป็นอะไร ถามว่างูกัด หรือตะขาบกัด มันบอกว่าเปล่า มันก็ยกมือไหว้บอกผมขออภัยด้วยครับ

ลาวทำคุณไสย

จึงถามว่าทำไม
ลาวบอกว่า พอพวกท่านด่าผมแล้ว ผมโกรธ จึงไปหาเอาตะปู มาเยอะผูกไขว้เป็น ๔ มุม หมายความว่าไขว้กลางเป็นแหลน ๔ ทาง ผมจะทำตะปูนี่เข้าท้องพวกท่านครับ ผมจะให้ท่านหล่นศาลา
แล้วจึงถามว่าทำไมไม่ทำ
แกบอกทำแล้วครับ เริ่มทำพอตะปูเล็กลงไปเท่านั้นแหล่ะครับ ตะปูกระดอนเข้ามาถูกตัว ปั๊บเดียวผมก็หงายท้องแล้วก็ไม่รู้สึกตัว เพิ่งจะมารู้สึกตัวนี่แหล่ะครับ มันปวดไปหมดทั้งตัวเลยครับ แล้วก็บวมไปทั้งตัวเนี่ย ผมเห็นว่าพวกท่านมีดีจริง ๆ ผมขออภัยด้วยครับ ผมขอให้ท่านสงสารผมเถิด
ท่านพาดแกเป็นคนเจ้าโมโห แกบอกกูจะสงสารอะไรมึง มึงตายเสียได้ก็ดี กูจะได้บังสุกุล กูไม่ค่อยมีสตางค์ใช้อยู่แล้ว นี่ไปเล่นกับพระเข้าซิ มองเห็นคนตายเป็นแหล่งทำมาหากิน ใครจะไปตายให้พระเห็นไม่ได้ ชาวบ้านเขากลัวการตาย ชาวบ้านรู้ข่าวคนตายเสียสตางค์ พระได้ยินข่าวคนตายได้สตางค์ อย่าไปพูดกับท่านเข้านะเรื่องสตางค์



(ภาพถ่ายนี้ถ่ายเมื่อ วันที่ 8 มิถุนายน 2524 เป็นภาพคณะหลวงพ่อและหลวงพี่ทั้งหลาย และแม่ครัววัดท่าซุง หลังจากเดินกลับลงมาจาก "เขาวงพระจันทร์" กันแล้ว จึงลงมายืนถ่ายร่วมกันเป็นอนุสรณ์ ณ ด้านหน้า "ถังน้ำคอนกรีต" ที่วัดเขาสะพานนาค ซึ่งหลวงปู่ปานท่านเคยมาสร้างไว้ เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ )

ให้อภัยแต่ต้องอยู่ช่วยงาน

พวกเราก็เลยสงสารบอกท่านพาด ให้อภัยเขาเสียเถอะ เขาผิดไปแล้ว เขาก็ทำแล้วโทษก็ถึงตัวเขาแล้ว แกก็แสดงท่าทางพิโรธโกรธเคืองอยู่พัก ผลสุดท้ายแกก็ใจอ่อน บอก เอ้า.. ในเมื่อมันมาขอให้อภัยก็ให้มัน แต่ต้องสัญญาไว้ว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าหายจากโรคแล้ว จะต้องมาช่วยทำงาน ๑ เดือน ถ้าไม่งั้นข้าไม่ให้อภัย ไอ้เจ้านั่นยอมทุกอย่าง

อาการปวดก็ไม่หาย

แต่ว่าโรคทั้งหลายแหล่ มันก็ไม่หาย มันก็ยิ่งปวดใหญ่ ผลที่สุดพวกเราไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีใครเป็นหมอเลย ไอ้หมออย่างฉันก็ใช้อะไรไม่ได้ เพราะนั่นมันเรื่องของวิชาอาคม มันไม่ใช่หมอรักษาโรคด้วยยา ไอ้ฉันเองก็ไม่ได้เป็นหมอ เป็นขี้ข้าหมอ เรียนวิชาปรุงยาตามหมอสั่ง หมอเขาต้องการยาอะไร เราก็ให้อย่างนั้น

ทีนี้ไอ้ยาประเภทที่เรารู้ ก็ไม่มีในป่า เอามาทำอะไรไม่ได้ ถึงจะรู้ว่าทำได้ เครื่องสกัดก็ไม่มี ถ้ามัวไปนั่งสกัดตัวยาอยู่ ก็พอดีคนไข้ตาย ก็เลยหมดทาง ต้องนำไปวัดบางนมโค ให้หลวงพ่อปานแก้ไข ให้ตาช่วยเป็นคนนำไป และทางไปวัดบางนมโคสมัยนั้น จาก เขาสะพานนาค มันก็แสนระกำ ต้องเดินมาขึ้นรถไฟที่ สถานีหนองเต่า ที่ ตลาดหนองเต่า นี่พระมาเป็นลูกเขยเสียตั้งหลายคน

เรื่องเล่าที่ตลาดหนองเต่า

เขามาสร้างวัดที่วัดเขาสะพานนาคบ้าง เขาวงพระจันทร์บ้าง แล้วต้องเดินไปขึ้นรถที่สถานีหนองเต่า เมื่อไปก็ต้องไปพักที่ตลาดหนองเต่าก่อน ไป ๆ มา ๆ ก็ไปชอบพอกันเข้า ก็ใครต่อใครรู้จักกันเข้า หนัก ๆ เข้าเขามีลูกสาว ไอ้เจ้าของลูกสาว ก็ไม่หวงลูก ไอ้เจ้าพระก็ไม่ห่วงผ้าเหลือง ผลที่สุดก็เลยเป็นผัวเป็นเมียกันที่นั่นหมด แต่ว่าเขาไม่ได้เป็นระหว่างเป็นพระนะ เขาสึกก่อน นั่นเป็นเรื่องของเขา

ไอ้ฉันน่ะไม่มีล่ะ เพราะฉันหาคนสวยกับเขาไม่ได้ ฉันมองใครทีไร ก็เห็นสวยสู้แม่ศรีไม่ได้สักคน ฉันเอาไปเทียบกับแก แกเป็นนางฟ้า ไอ้ฉันจะไปแคร์อะไรกับมนุษย์ ในเมื่อคู่ครองของฉัน เป็นนางฟ้ารูปร่างออกสวย แล้วฉันจะไปต้องการคนที่สวยไม่เท่า เพื่อประโยชน์อะไร ถ้าหากว่าฉันต้องการคนสวยอย่างนั้นจริง ฉันก็รีบตายไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ฉันก็ไปอยู่กับคู่ครองฉันหมดเรื่อง นี่ฉันโม้ให้ฟังนะ

พาลาวมาหาหลวงพ่อปาน

ทีนี้เมื่อนำเจ้าลาวคนนั้น มาหาหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็รู้ บอกว่าไม่ไหวไอ้หนู เอ็งมาที่นี่ข้ารักษาไม่หาย เพราะเป็นของที่เอ็งทำเอง เอ็งต้องกลับไปใหม่ กลับไปที่วัดเขาสะพานนาค เอาดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพระพวกนั้นเสียเท่านั้นแหล่ะ แล้วตาช่วยก็บอกว่า พระให้อภัยแล้ว ต้องขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัย

ท่านบอกยังไม่ถูก การให้อภัยด้วยวาจาอย่างนั้นไม่ถูก เพราะว่าการคุ้มครองพระพวกนั้นเป็นพระรัตนตรัย และเทวดา ต้องให้คนนี้จัดดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพระรัตนตรัย เทวดาและครูบาอาจารย์เจ้าของยันต์เกราะเพชร แล้วจะหาย ผลที่สุดก็ต้องนำไป คือนำกลับมาอีก ไอ้การกว่าจะไปกว่าจะมานี่ ทรมานไปตั้ง ๗ วัน ไอ้เจ้านั่นก็บวมตาปิดอยู่แบบนั้น นอนครางแบบนั้น ๗ วัน ผลที่สุดเขากลับมาขอขมาก็หาย

เมื่อหายแล้วก็อยู่ช่วยงานไม่นานก็บวช

เมื่อหายเสร็จเรียบร้อยแล้ว แกก็รักษา สัจจะจริง ๆ แกอยู่ช่วยทำงานอยู่เดือน เมื่อครบเดือนเข้า แกรำคาญแกก็เลยขอบวช บวชเป็นพระช่วยสร้างวัดตลอดไป นี่เป็นอานิสงส์ ผลที่สุดหลวงพ่อปานก็ให้เลิกวิชานั้น และท่านก็ให้เจริญกรรมฐาน ผลที่สุดแกก็ได้อภิญญา เอ้า ดีกว่าเราไปเสียอีก พวกนี้ถ้ากลับเข้ามาแล้วเป็นผลอย่างนี้ นี่เป็นอานุภาพของยันต์เกราะเพชรนะ เล่าให้ฟัง ฉันก็โม้เรื่องอะไรต่ออะไรไปเรื่อยเปื่อยไปอีก มันอดเติมไม่ได้ อดต่ออดเติมไม่ได้


นํ้ามันสังคโลก

ต่อแต่นี้ไปก็จะได้พูดถึงเรื่องนํ้าสังคโลก นํ้ามันสังคโลกที่เขาเรียกว่านํ้ามันมนต์ของหลวงพ่อปานอันนี้ทำลำบากเหมือนกัน ฉันทำไม่ได้ แต่ว่านํ้ามันมนต์ของท่านนี่มีความดีพิเศษอยู่อย่างหนึ่งใครได้ไปสักช้อนหนึ่งก็ตาม เอาไปเติมกี่ร้อยกี่พันปี๊บก็ใช้ได้ คือใช้ได้ผล ขอให้อาราธนาเสียให้ถูกให้ต้อง

วิธีอาราธนาและวิ