ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 10/5/08 at 06:42 Reply With Quote

"ตายแล้วฟื้น" เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันนี้ (เรื่องที่ 6-7) พลโทสมาน วีระไวทยะ


เรื่องที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันนี้ เรื่องที่ 6

ท่านพันเอกสมาน วีระไวทยะ (ยศขณะนั้น) ตายแล้วฟื้น
บรรยายโดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง


"......จะขอนำเรื่องของท่าน พันเอกสมาน วีระไวทยะ ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านผู้นี้ ท่านพลอากาศเอก พะเนียง กานตรัตน์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ รู้จักดี ถ้าสงสัยว่าท่านพันเอกสมานอยู่ที่ไหน จดหมายหรือโทรเลขไปถามท่านดูก็ได้ คิดว่าท่านคงสงเคราะห์บอกให้

.........ท่านผู้นี้เคยตายมาแล้วและกลับฟื้นคืนชีพ ท่านเล่าเหตุการณ์ของแดนที่ไปแดนที่หนึ่ง คือ "นรก" นำมาเล่าสู่กันฟัง ลองฟังเรื่องของท่าน เอาไว้เป็นเครื่องประดับอารมณ์เพื่อความเชื่อ หรือเพื่อรำคาญก็ตามใจ เรื่องของท่านมีดังต่อไปนี้

ตายเพราะไข้มาเลเรีย

........เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามระบาดเข้ามาถึงประเทศไทย ท่านพันเอกสมาน สมัยนั้นมียศเป็น "ร้อยโท" ท่านถูกส่งตัวไปประจำสมรภูมิ เมืองพะยาก เมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางแม่สายกับเชียงตุง (ปัจจุบัน "เมืองพะยาก" อยู่ในพม่า)

.........ระหว่างที่พักอยู่ในค่ายทหารที่ เมืองพะยาก นั้น ท่านกับเพื่อนนายทหารอีกสองคน คือ ร้อยโทสมฤกษ์ พลศิริ และ ร้อยโทวิทย์ วิศสมิตนันท์ ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคมาเลเรียขึ้นสมองอย่างแรง ต่อมา ร้อยโทสมฤกษ์ อาการค่อนข้างดีขึ้น แต่ ร้อยโทวิทย์ ได้ถึงแก่กรรม ส่วนท่านเองมีอาการไข้หนักมาก

พอถึงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๕ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. ท่านพันเอกสมานก็สิ้นลมหายใจ ว่ากันตรง ๆ ก็ตายนั่นเอง ท่านตายเพราะพิษไข้ ไม่ได้ตายเพราะสงคราม น่าเสียดายที่กำลังสำคัญชั้นนายทหารสัญญาบัตร อันเป็นกำลังของกองทัยต้องมาสิ้นชีวิตลง ทำให้กำลังของกองทัพต้องเสียกำลังไป แม้แต่จะเป็นส่วนน้อยเพียงนายร้อยโทคนเดียว

ท่านอาจคิดว่าไม่สำคัญ ก็ขอให้คิดว่าทหารให้กองทัพนั้นไม่ว่าทหารคนใดจำนวนมากน้อยเพียงใดก็ตาม ย่อมมีความสำคัญยิ่งแก่ประเทศชาติ ยิ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตรที่มีอำนาจคุมทหารถึงหนึ่งหมวด เมื่อเสียนายทหารไปหนึ่งคนก็เท่ากับเสียกำลังทหารไปหนึ่งหมวด แต่ทว่าเรื่องสำคัญที่ตัวบุคคล แม้จะสำคัญเพียงใดก็ไม่ใช่จุดประสงค์ที่จะพูดในขณะนี้ ในที่นี้ต้องการเรื่องที่ท่านตายแล้วไปนรกมา ฟังเรื่องของท่านต่อไป


"......เมื่อข่าว นายร้อยโทสมาน ( ยศสมัยนั้น ) สิ้นลมปราณรู้ถึงนายแพทย์สนาม คือ ร.อ. ประภาคาร กาญจนาคม ( ต่อมามียศเป็นพลตรี ดำรงตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่กรมแพทย์ทหารบก ) ท่านได้มาตรวจดูเห็นว่า ร.ท. สมาน ตายแน่ จึงได้มีคำสั่งให้ทหารนำไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บศพ

........ห้องเก็บศพนี้มีไว้สำหรับเก็บศพทหารที่ตายแล้ว และคนป่วยที่เห็นว่าไม่มีทางรอด คือ แก้ไขไม่ได้ จะต้องตายแน่นอนก็เอาไว้ที่ห้องนี้ เพื่อรอเวลาสิ้นลมในที่สุด เป็นระเบียบของแพทย์ในสนามหรืออย่างไรไม่ทราบ

.........ท่านเล่าเรื่องของท่านว่า เมื่อท่านป่วยหนักใกล้จะตายนั้น ทุกขเวทนามันรุมเล่นงานท่านขนาดหนัก ร่างกายทุกส่วนมันเจ็บปวดหมดทั้งร่าง ไม่มีส่วนใดที่จะแสดงออกถึงความสุข คือ ไม่ปวดร้าวไม่มีเลย แม้แต่เส้นผม เมื่อมีใครมาถูกก็รู้สึกปวดจนทนไม่ไหว แต่ทว่าเมื่อสิ้นลมหายใจแล้ว ท่านกล่าวว่า กลับไม่มีอาการเจ็บ

ท่านกล่าวว่า ตอนนั้นปรากฏร่างของท่านเกิดมีสองร่าง ร่างหนึ่งนอนเฉยเหมือนคนตาย ตอนนี้ท่านยกข้อเปรียบเทียบ ความจริงก็เช่นนั้น ร่างเดิมที่นอนป่วยอยู่นั้น เมื่อสิ้นลมปราณ คือ ลมหายใจ เรื่องของความรู้สึกใด ๆ ที่มีอยู่เมื่อสมัยมีลมหายใจมันก็หมดเรื่องกัน

ตอนนี้คนเราจะรักจะมีความมั่นหมายปรารถนาในกันและกัน ก็แค่ขณะมีลมหายใจเท่านั้น เมื่อสิ้นลมหายใจแล้ว เพียงชั่วไม่ถึงชั่วโมง คนที่เคยรัก เคยหวงและห่วงใยสมัยที่มีลมหายใจไม่อยากห่าง แต่ตอนสิ้นลมปราณแล้วก็เกิดความรังเกียจ เกลียดกลัวคนที่เคยรักและหวงแหน

เมื่อท่านเห็นร่างเดิมนอนสงบนิ่ง ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกว่า ท่านมีร่างใหม่เกิดขึ้นแทน ร่างนี้ไม่นอนแต่ลอยอยู่เฉย ๆ เห็นพวกทหารด้วยกันมาในที่ที่ท่านนอนตาย ท่านพยายามทักทายปราศรัย พูดจากับเพื่อนทหาร ไม่มีใครยอมพูดด้วย ท่านรู้สึกรำคาญเห็นว่า เมื่อเพื่อนร่วมตายทั้งหลายไม่มีใครยอมพูดจาปราศรัยด้วย ท่านก็เกิดมีความรู้สึกเบื่อ อยากจะกลับบ้านที่กรุงเทพฯ เพื่อมาเยี่ยมเยียนบุตรภรรยา

เมื่อความคิดว่าจะกลับบ้านกรุงเทพฯเกิดขึ้น ท่านก็เกิดมีความรู้สึกว่าร่างกายเบาผิดปกติ เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว เมื่อตั้งใจออกจากสถานที่นั้นก็ลอยลิ่วอย่างรวดเร็ว ไม่เชื่องช้าเหมือนร่างเดิม มุ่งสู่กรุงเทพฯ





พบพระยายมราช


"......แต่ทว่ายังไม่ทันจะพ้นที่เดิมเท่าใดนัก ก็ปรากฏมีชายชราคนหนึ่งยืนขวางหน้าท่านไว้ เมื่อท่านลอยมาถึงชายชราคนนั้นบอกให้หยุด และกล่าวว่า
........"อย่าเพิ่งไปกรุงเทพฯ เลย ขอให้ตามฉันมา ฉันจะพาเธอไปหาท่านพ่อ"

........ชายชราคนนั้นแต่งกายคล้ายขุนนางโบราณ ท่านได้รับฟังแล้วก็สงสัยในคำกล่าวที่ว่า "จะพาไปหาท่านพ่อ" แต่ก็ปรากฏว่าลอยตามท่านผู้นั้นไปอย่างคนว่าง่าย ชายชราขุนนางโบราณคนนั้น ได้พาท่านมาถึงเมือง ๆ หนึ่ง เมืองนี้ใหญ่โตกว้างขวางมาก มีกำแพงสีขาว แต่ทว่าประตูกำแพงสีดำ

........เมื่อท่านขุนนางชราพามาถึงประตูสีดำ ท่านได้เคาะระฆังที่แขวนไว้หน้าประตู สักประเดี๋ยวเดียวบานประตูก็เปิดออก ภายในเห็นมีทหารยืนเรียงรายอยู่หลายคน ต่างก็มีรูปร่างกำยำล่ำสัน ยืนรักษาการที่ภายในประตู

เมื่อผ่านประตูสีดำไปแล้ว ท่านขุนนางโบราณคนนั้นก็พาเดินไปถึงประตูอีกชั้นหนึ่ง ประตูนี้มีสีเป็นสีทอง กำแพงก็มีสีเป็นสีทองดูสวยงามมาก เพราะจะมองไปทานไหนเห็นเป็นทองระยิบระยับไปหมด

เมื่อถึงประตู ท่านก็เคาะระฆังเรียกเหมือนประตูแรก แล้วบานประตูก็เปิดออก ท่านพาเข้าไปในห้องโถงใหญ่ มีความสวยสดงดงามมาก มีลักษณะคล้ายท้องพระโรง ภายในท้องพระโรงนั้น มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่หลายคน แต่ละคนก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขมักเขม้นเงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดคุยกันเหมือนห้องทำงานในเมืองมนุษย์

ในเมืองมนุษย์นี้ นักการทำงานทั้งทำทั้งคุย มีจำนวนมากที่คุยมากกว่าทำ แต่ก็มีไม่น้อยที่ท่านขยันขันแข็งต่อการงานอย่างจริงจัง ไม่ชอบพูดพล่ามทำเพลง เวลางานเป็นงาน แต่ท่านที่ทำงานดีอย่างนี้มีสภาพเหมือนคนปิดทองหลับงพระ เพราะมัวห่วงงานไม่มีเวลาประจบสอพลอ ดีไม่ดีผู้บังคับบัญชาลืมขอบำเหน็จให้เสียก็ยังได้

ฉะนั้น นักทำงานดีในเมืองมนุษย์ต้องทำงานดีด้วยและทำให้ถูกใจผู้บังคับบัญชาด้วย จึงจะมีผลตอบแทนที่สาสมกับความขยัน หมั่นเพียร ฉะนั้น คนทำงานในเมืองมนุษย์จึงต้องฝึกทั้งการทำงาน และซักซ้อมคารมพร้อม ๆ กันไป จึงเห็นว่า เจ้าหน้าที่ทั้งหลายนอกจากทำงานเก่งแล้ว ยังคุยเก่งอีกด้วย บางรายคุยเก่งกว่าทำตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังพอหาได้

ที่นั่นเป็น "เมืองผี" ผีเขารู้งานโดยไม่ต้องรายงาน ใครขยัน ขี้เกียจ ผู้บังคับบัญชาทราบเอง เพราะมีอารมณ์เป็นทิพย์ เจ้าหน้าที่จึงไม่ต้องซ้อมวาทะไว้เพื่อรายงาน ของเขาก็ดีไปอย่างหนนึ่ง แต่เงียบเหงามาก เพราะเมื่อนั่งอยู่ที่นั่นตลอดเวลา ไม่ปรากฏว่ามีเสียงคนพูดเลย ต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างไม่ยอมมองมาดูเลย

ทุกคนมีหน้าตาแปลกประหลาดไม่ใคร่เหมือนคนสมัยปัจจุบันนัก เครื่องแต่งกายก็คล้ายกับคนสมัยโบราณทั้งหมด มีทั้งทหารและพลเรือน เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านผู้นำได้บอกให้ทราบว่า
"คอยสักประเดี๋ยว ท่านพ่อจะเสด็จออก"

แล้วก็ชี้ให้ดูประตูที่ท่านพ่อจะเสด็จออก เป็นประตูสีทอง มีม่านสีทองผืนใหญ่รูดปิดไว้ บนบริเวณที่ที่ท่านพ่อจะออกมาประทับมีสภาพกว้างขวาง สวยสดงดงามมากคล้ายเวทีละคร สักครู่หนึ่ง ก็มีเสียงมโหรีดังขึ้น มีเสียงตะโกนออกมาว่า "พระยายมเสด็จแล้ว" เสียงนั้นบอกกันต่อ ๆ ออกมา

ท่านกล่าวว่า เมื่อได้ยินเสียงบอกว่า "พระยายม" เท่านั้น ท่านว่าความรู้สึกขณะนั้นบอกไม่ถูก มีความหวาดกลัวที่สุด ด้วยคำว่า พระยายมได้ยินจนชิน ตามความรู้สึกแล้วคิดว่า พระยายมคงมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ดุดันเหี้ยมโหด ด้วยได้รับคำขู่ไว้เมื่อสมัยมีชีวิตว่า พระยายมถ้าเอาใครเข้าไปสู่สำนัก คนนั้นก็ไม่พ้นการลงโทษอย่างสาหัส คือ เอาลงนรก

เขาเล่าใหัฟังกันมาอย่างนั้น จนความรู้สึกของตนจดจำคำว่าพระยายมไว้จนชิน และมีความหวาดสะดุ้งอยู่เป็นปกติ แล้วเมื่อมาได้ยินคำว่า พระยายมออกมาแล้ว และอยู่ในสำนักพระยายมด้วย ความหวาดหวั่นยิ่งมีมากเป็นทวีคูณ

เมื่อม่านสีทองถูกเปิดออก พระยายมเสด็จออกประทับที่แท่นอันสวยงดงามเป็นพิเศษ หาความสวยใด ๆ ที่ประดับด้วยทองและเพชรนิลจินดาในเมืองมนุษย์ที่จะงามคล้ายคลึงแท่นที่พระยายมประทับไม่มีเลย เมื่อเห็นองค์พระยายมจริงเข้า ความเข้าใจที่ว่าพระยายมคงจะมีรูปสูงใหญ่ หน้าตาดุร้าย ตวาดคนลั่นเมือง ตามที่คิดไว้ผิดถนัด

รูปร่างของพระยายมที่เห็น ก็มีรูปลักษณะเป็นคนธรรมดาเรานี่เอง อาการที่แสดงออกไม่มีริ้วรอยของความโหดร้ายเลย มีอารมณ์เยือกเย็น เต็มไปด้วยความเมตตาปรานีเครื่องแต่งกายสวยงามมาก มีความสวยสง่ากว่าทุกคนในที่นั้น เมื่อพระยายมเสด็จประทับบนบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว ท่านขุนนางโบราณผู้เฒ่าที่พาท่านไป ก็กราบทูลให้ทรงทราบว่า

"ขณะนี้ได้พาคนที่ท่านประสงค์จะพบ มาแล้วตามพระบัญชา"

เมื่อท่านขุนนางชรากราบทูลแล้ว ท่านพระยายมก็หันมาทางท่านพันเอกสมาน ขณะที่ท่านพูดก็พูดด้วยอาการของคนมีเมตตา คือ อารมณ์แจ่มใส หน้าตาเบิกบาน ไม่เหมือนพระยายมในโทรทัศน์ ที่นักออกแบบให้คนที่สมมติว่าเป็นพระยายม แอบเอาเขาสวมเข้าด้วย มองแล้วไม่น่าว่าจะเป็นเขาอะไร จะเป็นเขาวัวก็ไม่ใช่ เขาควายก็ไม่เชิง จะว่าเหมือนเขาสัตว์ประเภทไหนก็ไม่ชัด ที่แน่เห็นจะเป็นเขาของคนออกแบบนั่นแหละ อาจจะตรงตามความจริง

ส่วนพระยายมที่ท่านพันเอกสมานเห็นนั้น ไม่มีเขา และ สวยงามด้วย เป็นอันว่า พระยายมตามคติของปวงชนที่เข้าใจกันมาในอดีต ไม่ตรงกับความเป็นจริง เมื่อพระยายมหันมาทางท่านพันเอกสมาน ท่านได้พูดว่า

"ที่ให้พระยามัจจุราช หมายถึง ท่านขุนนางโบราณคนที่ไปดักหน้าแล้วนำมาที่นี่ ความจริงเธอยังไม่หมดอายุขัย คือ ยังไม่ถึงกำหนดตายนั่นเอง ที่ให้เขาพามาก็เพื่อให้เห็นความเป็นไปต่าง ๆ ตามความเป็นจริงของยมโลก เมื่อกลับไปเมืองมนุษย์จะได้ปฏิบัติแต่ความดี ไม่ทำความชั่วอีก เมื่อได้ดูสิ่งต่าง ๆ แล้ว จะได้ให้พระยามัจจุราชนำไปส่ง" แล้วท่านก็ให้โอวาทอย่างยืดยาว

พระยายมราชให้โอวาท


"......โอวาทที่ให้นั้นมีความสำคัญอยู่อย่างเดียว คือ ให้พยายามประพฤติแต่ความดี พยายามทำบุญทำทานไว้ อย่าประพฤติตนเป็นคนชั่วใจบาปหยาบช้า เพราะเมื่อทำตนเป็นคนใจบาป เมื่อตายแล้วผลของความชั่วจะนำไปสู่นรก มีโทษทัณฑ์หนักมาก มีทุกขเวทนาอย่างสาหัส ไม่มีโอกาสที่จะพักผ่อนหรือหลีกเลี่ยงได้ จนกว่าจะสิ้นกำหนดตามกฎการลงโทษ ตามกรรมชั่วที่ทำ

........แต่ถ้าทำตนเป็นคนดี ทำบุญให้ทานไว้เสมอ ๆ บุญและความดีจะส่งผลให้พ้นนรก ได้ไปเกิดบนสวรรค์ อันเป็นดินแดนที่แสนสุข มีความสำเร็จตามใจประสงค์ทุกประการโดยไม่ต้องใช้กำลังกายทำงาน


ท่านให้โอวาทอยู่นานพอเวลาสมควร ท่านก็บอกให้พระยามัจจุราชนำไปชมสถานที่ลงทัณฑ์ต่าง ๆ ให้พาไปดูให้ทั่ว จะได้รู้ได้เห็นด้วยตาตนเอง แต่ท่านพันเอกสมานไม่มีความประสงค์จะดูอะไรเลย ท่านมีความประสงค์ใคร่จะกลับ ท่านพระยายมท่านก็ไม่ขัดใจ เมื่อไม่อยากดูท่านก็ไม่ว่า ท่านก็มีบัญชาให้พระยามัจจุราชนำไปส่งที่เดิม

น่าเสียดายตอนนี้ ถ้าท่านพันเอกสมานท่านไปชมนรกมา แล้วนำมาเล่าให้คนเบื้องหลังฟัง จะมีประโยชน์แก่คนที่อยู่ในเมืองมนุษย์นี้มาก เพราะอย่างน้อยท่านก็เป็นนายทหารใหญ่ที่มีความรู้เรื่องราวของชาวโลกดี มีสังคมกว้างขวางพอสมควร เป็นที่เชื่อถือของท่านบรรดาบัณฑิตได้พอควร ซึ่งมีสภาพตรงกันข้ามกับนักปราชญ์ที่เรียนรู้มาจากศาลาวัด ท่านจัดเป็นนักปราชญ์ประเภทที่คร่ำครึ ถึงแม้จะรู้จริงก็ตาม แต่หาคนเชื่อได้ยาก

บางรายนักเรียนศาลาวัดเองนั่นแหละ สอนคนอื่นสอนได้แต่ตัวเองไม่เชื่อ อย่างนี้ก็มีไม่มีน้อย เพราะท่านนักปราชญ์ประเภทนี้รู้จักกันมาก เคยเป็นนักเทศน์มาด้วยกัน เคยปรารภให้ฟัง เมื่อฟังท่านพูดแล้วก็สลดใจ

ท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อขณะที่พระยามัจจุราชนำมานั้น ท่านนำมาทางเดิม เมื่อเดินไปถึงที่สุดทาง ท่านพระยามัจจุราชบอกว่า "ฉันมาส่งเพียงเท่านี้นะ ต่อไปเธอเดินไปเองก็แล้วกัน"

พอท่านพูดเท่านั้น ท่านว่าท่านเองมีอาการหวิวคล้ายกับพลัดตกจากที่สูง แล้วหมดความรู้สึกไปชั่วขณะ เมื่อรู้สึกตัว ปรากฎว่ามานอนอยู่ที่ห้องเก็บศพ ยังเคราะห์ดีที่มีทหารเฝ้าอยู่สองคน พอรู้สึกตัวก็กระหายน้ำมาก อาการอย่างนี้เล่าเหมือนกันทุกคนที่ตายแล้วกลับฟื้น ต้องมีการกระหายน้ำเป็นพิเศษ



นสพ. บางกอกไทม์ สัมภาษณ์

เมื่อท่านเล่ามาถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ของหนังสือพิมพ์ "บางกอกไทม์" ได้ถามท่านว่า
"ท่านตายไปกี่ชั่วโมง?"

ท่านบอกว่า "เมื่อหมดความรู้สึก คือ ตอนตายที่เกิดมีร่างเป็นร่างที่สองนั้น เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. เวลาที่ท่านรู้สึกตัวเป็นเวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น. ของวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๔๘๕ รวมเวลาที่ท่านตายไปประมาณ ๑๒ ชั่วโมง"

ผู้ถามได้ถามต่อไปว่า "เมื่อท่านอยู่ท้องพระโรงของพระยายม ท่านพบคนที่รู้จักกันบ้างไหม?"

ท่านตอบว่า "พบหลายคน แต่ทุกคนที่พบ เป็นคนที่ตายไปแล้วทั้งนั้น ในจำนวนคนทั้งหมด มี ร้อยโทวิทย์ วิศสมิตนันท์ เพื่อนนายทหารในค่ายเดียวกันที่ตายไปก่อนรวมอยู่ด้วย"

คาถาย่นระยะทาง

ท่านได้เล่ากับผู้ถามว่า ต่อมาภายหลัง ท่านได้ติดต่อโดยทางจิต ตามภาษาชาวบ้านเรียกว่า นิมิต ภาษาพระ เรียกว่า ฌาน กับ หลวงพ่อแก้วมรกต และเจ้าพ่อองค์สำคัญอีกหลายท่าน แต่ละท่านก็ให้คาถาที่เป็นประโยชน์มาใช้ รวมแล้วหลายบทและแนะนำวิธีปฏิบัติสมาธิกับใช้จิตให้เป็นประโยชน์ คือ อำนาจสมาธินั่นเอง ท่านนำมาใช้แล้วได้รับผลดีเป็นที่น่าเลื่อมใส คาถาที่ท่านได้มา เช่น คาถาต่ออายุ และ คาถาย่นระยะทาง

สำหรับคาถาย่นระยะทางนี้ ท่านพลอากาศเอก พะเนียง กานตรัตน์ เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่นานมานี้เอง ท่านได้ร่วมทางกับท่านพันเอกสมาน มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่านร่วมทางไปด้วย เมื่อขณะนั่งไปบนเครื่องบิน บังเอิญวันนั้นลมแรง นักบินรายงานว่า
"วันนี้จะถึงสนามลงไม่ทันเวลาที่กำหนดไว้ อาจเสียเวลาถึงครึ่งชั่วโมง"

เมื่อทุกคนสำรวจเวลา และสถานที่ที่เครื่องบินกำลังร่อนอยู่ว่าเป็นตำบลอะไร และตรวจความเร็วของเครื่องบินที่เคลื่อนไป ทุกคนทสี่ไปนั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นนายทหารอากาศผู้ชำนาญการบินมาแล้ว ต่างก็ยอมรับว่าวันนี้ไปถึงที่หมายปลายทางล่ากว่ากำหนดนัดแน่

เมื่อท่านพันเอกสมานทราบเรื่อง ท่านว่าท่านเรียนคาถาย่นหนทางมาจากท่านองค์ใด อาตมาจำไม่ได้ ท่านรับรองว่าจะไปถึงก่อนกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ แล้วท่านก็เริ่มภาวนาคาถา เมื่อเครื่องบินถึงที่หมายเข้าจริง ๆ พล.อ.อ. พะเนียง เล่าว่า

"ถึงก่อนกำหนดตั้ง ๔๕ นาที สนามบินเงียบเหงา คนที่จะมารับก็ยังไม่มีใครมารับเลย เพราะถึงก่อนกำหนดมากไป"

นี่เป็นคุณของคาถาบทหนึ่ง ที่ท่านพันเอกสมานเรียนจากท่านที่ไม่ใช่มนุษย์ ยังมีคาถาต่ออายุคนอีกที่ท่านทำเกิดผลมาแล้ว การต่ออายุท่านว่าต้องขออนุมัติจากท่านเจ้าของคาถาก่อน จะต่อได้กี่เดือนกี่วันก็สุดแล้วแต่จะตกลงกัน ไม่ใช่ต่อให้แล้วไม่รู้จักตาย



".......ขอยุติเรื่องของท่านพันเอกสมานไว้เพียงเท่านี้ ที่นำเรื่องของท่านพันเอกสมานมาเล่าก่อนเรื่องคนอื่นใด ก็เพราะว่าท่านยังมีชีวิตอยู่อย่างหนึ่ง เพื่อว่าใครสงสัยจะได้สอบถามได้

.........อีกอย่างหนึ่ง ก็เห็นว่าท่านเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีความรู้พอที่ชาวโลกจะเชื่อถือได้ แม้เรื่องของท่านจะเป็นเพียงมุมหนึ่งซึ่งเป็นมุมเล็ก ๆ ของมรณะโลก คือ โลกของคนตายแล้วก็ตามที ก็อาจะเป็นเหตุยืนยันได้ว่า คนที่ตายไปแล้วไม่สูญ และยังต้องเสวยผลของกรรม คือ การกระทำหรือที่เรียกกันว่า ความประพฤติในชาติที่เป็นมนุษย์นี้

"ใครทำดี ผลกรรมก็สนองให้มีความสุข ใครทำชั่ว ก็รับผลเป็นความทุกข์"

.........และจะได้ทราบว่า คนที่ตายแล้วยังจำญาติและพวกพ้องได้ ที่กลับมาเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องพวกพ้องก็มีมากราย แต่ใครเล่าจะเป็นคนเห็นผีอย่างท่านพันเอกสมาน ท่านเล่าว่า เมื่อวิญญาณออกจากร่างที่มีเนื้อเลือดเป็นสมุฏฐาน ก็ปรากฏมีร่างอีกร่างหนึ่งขึ้นมาแทน

มันเป็นร่างที่มีอวัยวะทุกอย่างครบครันเช่นเดียวกับร่างนี้ แต่มีความเบามากกว่าหลายแสนเท่า มันไม่มีความรู้สึกหนักหน่วงเลย มีความคล่องตัวเป็นพิเศษ คิดว่าจะไปไหน ร่างนั้นจะลอยไปและถึงทันที

ร่างนี้ตามปกติมันอยู่ที่ไหน ถ้าท่านสงสัยอย่างนี้ก็ขอถามท่านว่า เมื่อท่านนอนหลับแล้วฝัน ท่านเอาร่างนี้ออกเที่ยวตามความฝันหรือเปล่า? ถ้าเปล่า..ท่านเอาร่าง..ร่างกายที่ไหนไป?

ตามเรื่องราวที่ท่านฝัน ถ้าท่านคิดไม่ออก ก็ขอบอกว่า ที่เขาพูดกันว่า คน ถ้าวิญญาณไม่สิ้นเพียงใด ความรู้สึกใด ๆ ก็ยังปรากฎ ถ้าวิญญาณดับเมื่อไร เมื่อนั้นความรู้สึกต่าง ๆ ก็สิ้นไป

วิญญาณท่านเข้าใจว่ามีรูปร่างเป็นอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจก็ขอให้คิดเอาไว้ก่อนว่า ร่างของเราที่ปรากฎตามความฝันนั้น นั่นแหละคือ วิญญาณ เมื่อวิญญาณออกจากร่างเดิม อย่างท่านพันเอกสมาน ท่านพูดกับใครไม่มีใครรับรู้ ก็เช่นเดียวกับท่านทั้งหลายที่ตายไปแล้ว ถ้าจะมาเยี่ยมญาติ เยี่ยมลูก เยี่ยมเมีย ใครเล่าที่เคยตัดพ้อว่า

ถ้าตายแล้วไม่สูญ ทำไมไม่มีใครมาบอกบ้างว่า อยู่ที่ไหนมีความสุข ความทุกข์อย่างไร ท่านที่กล่าวนั้น เมื่อผีมาจริงท่านจะเห็นผีไหม เมื่อผีพูดด้วยท่านจะได้ยินเสียงไหม ข้อนี้ควรคิด

ที่เอามาเล่าสู่กันฟัง แทนที่จะนำเอาพระสูตรมาเล่าให้ฟัง ก็เพื่อเปลื้องความสงสัยในเรื่องของพระสูตร ที่มีท่านผู้รู้หลายท่านค้านว่า พระสูตรเป็นเรื่องนิทานปรัมปราเหลวไหลไม่ได้เรื่อง เมื่อเรื่องนี้มีการสอบสวนทวนพยานได้ หากท่านสงสัยจะได้คลายความสงสัยด้วยการสอบถาม ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะนำมาเล่าให้ฟัง เจ้าของเรื่องบางท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ บางท่านก็ตายไปแล้ว

ต่อไปในโอกาสหน้า ถ้าหมดเรื่องที่เจ้าของเรื่องมีชีวิต ก็จะนำเรื่องของท่านที่เคยตายแม้สิ้นชีวิตแล้วก็ตาม เอามาเล่าสู่กันฟัง สำหรับวันนี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผลจงมีแด่ทุกท่าน..สวัสดี.."

รูปภาพ - จากหนังสืออนุสรณ์ เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ ของท่าน เมื่อ วันที่ ๒๙ เม.ย. ๒๕๒๘



เรื่องที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันนี้ เรื่องที่ 7

เรื่องของท่าน "พระครูสุวรรณพิทักษ์บรรพต" วัดสระเกศ
บรรยายโดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง


วันนี้จะขอนำเรื่องราวของพระเก่า ๆ มาเล่าให้ฟัง ลองอ่านเรื่องเก่า ๆ ของคนแก่ดูบ้าง เอาไว้เป็นเรื่องประดับความจำ จะว่าเป็นเรื่องประดับปัญญาหรือความรู้เลยทีเดียวก็คงไม่เหมาะ เอากันเพียงแค่ประดับความจำกันก็แล้วกัน

เริ่มต้นที่จะพูดถึงก่อน ขอนำเรื่องของท่าน พระครูสุวรรณพิทักษ์บรรพต เจ้าคณะ ๑๑ วัดสระเกศ จังหวัดพระนคร มาเล่าให้ฟังก่อน

สมัยนั้น พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้ยินข่าวเขาเล่าลือกันว่า มีพระอาจารย์ผู้ทรงฌานทางสมถะองค์หนึ่ง อยู่วัดสระเกศ สมัยนั้นก็เป็นคนชอบรู้ ชอบพิสูจน์ เมื่อมีข่าวว่าท่านดีก็พยายามไปหาท่าน ปรากฏว่าท่านมีอายุถึง ๘๐ ปีเศษเกือบจะ ๙๐ ปีแล้ว หูท่านพูดชักจะได้ยินยาก ต้องใช้เสียงดังมากท่านจึงจะได้ยิน

เมื่อเห็นว่าท่านว่าง จึงเข้าไปหาท่าน กราบไหว้กันตามธรรมเนียมพระแล้ว ก็เรียนถามท่านเรื่องความรู้ทางด้านฌาน ท่านก็บอกว่า พอรู้บ้าง
ท่านถามว่า " จะต้องการรู้อะไร "

ขณะนั้นมีความสนใจเรื่องของพระคณาจารย์ต่าง ๆ ที่เป็นอาจารย์เครื่องรางของขลัง ปลุกเสกเลขยันต์ทางคงกระพันชาตรีมีมาก สงสัยว่าคณาจารย์พวกนี้ เมื่อท่านตายแล้วท่านจะขึ้นสวรรค์หรือไปนรก เพราะผลงานของท่านมีทั้งคุณและโทษ ที่เป็นคุณก็คือ เป็นเครื่องรักษาชีวิตของผู้มีของ ๆ ท่านให้คงอยู่ ไม่ตายด้วยศัสตราอาวุธ เป็นการช่วยส่งเสริมให้คนดีมีชีวิต

แต่อีกมุมหนึ่งนั้น ก็รู้สึกว่าเป็นผลร้ายไม่ใช่น้อย คือ คนที่มีของดี หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพันนั้น ถ้าไปใช้ในทางที่เป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่น คือ เอาความหนังเหนียวที่ตนมีอยู่ไปเป็นเครื่องป้องกันชีวิต แต่ตนเองเที่ยวทำอันตรายชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่น เช่น ปล้น ฆ่า เป็นต้น

กรรมที่คนพวกนี้เอาวิทยาคมที่ท่านอาจารย์ให้ไปเป็นเครื่องทำลายคนอื่น จัดว่าเป็นกรรมชั่ว ก็เลยเกิดความสงสัยว่า ท่านอาจารย์ผู้ให้เองจะมีผลเป็นประการใดเมื่อตายไปแล้ว จึงได้เรียนถามเรื่องนี้กับท่าน

ท่านได้ถามถึงอาจารย์ที่ให้ของนั้น ๆ ก็ได้พยายามคัดชื่ออาจารย์ประเภทไท้แป๊ะกิมแชร์ คือ ขนาดหนัก ที่เสกเป่าแล้วทดลองกันได้เลย ใช้มีดที่คมกริบฟันทันที เมื่อเสกเป่าเสร็จ ผลที่ได้รับก็คือ คน ๆ นั้นมีหนังเหนียวจริง ๆ หันแทบไม่เข้า เมื่อท่านได้ชื่อท่านอาจารย์คงกระพันชาตรีแล้ว ท่านก็บอกว่า

" วันพรุ่งนี้มาใหม่นะ คืนนี้จะตรวจให้ "

เมื่อท่านว่าอย่างนั้น ก็ลาท่านกลับ วันรุ่งขึ้นไปหาท่าน ท่านเห็นหน้าท่านก็หัวเราะชอบใจ พร้อมกับพูดว่า

" ไอ้หนู บรรดาอาจารย์คงกระพันชาตรีทั้งหลายที่เอ็งมาถามไว้แต่วันวานนี้ เมื่อคืนนี้ฉันตรวจดูแล้ว ฉันค้นดูหมดบนสวรรค์ ฉันไม่พบเขาเลยสักคนที่บนสวรรค์ น่ากลัวจะดันลงนรกเสียหมดแล้ว "

วิธีการไปเห็นนรกสวรรค์

เมื่อท่านบอกให้ทราบ ก็รับทราบไว้ แต่ในใจนั้นไม่แน่ใจว่าท่านจะรู้จริง เพราะเรื่องนรกสวรรค์นี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องพูดกันเล่น ๆ พระก็ว่าอย่างนั้น นักธัมมะธัมโมทั้งหลายก็ว่าอย่างนั้น แต่คนส่วนมาก ไม่ใคร่มีใครรักสวรรค์ และก็หาคนกลัวนรกได้ยากอีกด้วย จึงเรียนถามท่านถึงเรื่องวิชาพิสูจน์สวรรค์นรกว่า

" ทำอย่างไรจึงจะเห็นสวรรค์นรกได้บ้าง "

ท่านก็บอกว่า " ไม่ยากเลย ไม่ว่าใคร ถ้าเป็นคนมีจิตเมตตาเป็นปกติ รักษาศีลไม่บกพร่อง ละนิวรณ์ ๕ ประการได้ มีอารมณ์จิตเป็นสมาธิ ทุกคนเห็นสวรรค์นรกได้อย่างไม่ยาก "

ท่านบอกวิธีเห็นสวรรค์นรกให้ แต่ก็คิดไม่ออกว่าตนเองจะมีความสามารถทำได้อย่างท่านหรือไม่

ทีนี้มีข้อสงสัยอีกหน่อยว่า เมื่ออาจารย์ให้ของอยู่ยงคงกระพันนั้นตายแล้วไปนรก หรืออย่างเบาก็ไม่มีโอกาสไปสวรรค์ สมัยนั้นมีอาจารย์ประเภททั้งโด่ง ทั้งดัง แบบนี้มาก มีทั้งพระและฆราวาส พวกนี้มิไปนรกกันหมดหรือ? ได้เรียนถามท่านตามความรู้สึก ท่านแก้ให้ฟังว่า

อาจารย์ประเภทลงนรกนั้น เป็นอาจารย์ประเภทอยากดัง คือ เมื่อเสกเป่านั้น ทำด้วยเจตนาให้เป็นเครื่องอยู่ยงคงกระพัน และรับรองผล มีการทดลองยิง ฟัน ให้ประจักษ์แก่ลูกศิษย์ลูกหา อาจารย์ประเภทนี้มีเจตนาชั่ว คือ

๑. อยากมีชื่อเสียงโด่งดัง
๒. ประสงค์ขายวิชาเป็นอาชีพ
๓. พลอยยินดีเมื่อพวกคณะลูกศิษย์ลูกหาพากันไปตีรันฟันแทงคนอื่น แต่ตนเองปลอดภัย หรือว่าเมื่อลูกศิษย์ลูกหาไปปล้นทรัพย์สินของชาวบ้าน เมื่อเจ้าของต่อสู้แต่ก็ปลอดภัยกลับมา ยินดีด้วยอาการอย่างนี้ ท่านว่าเป็นการสนับสนุนการทำชั่วของศิษย์ เมื่อศิษย์เลวอาจารย์พลอยยินดี ก็ชื่อว่าเป็นต้นเหตุของความเลว อาจารย์ประเภทนี้ตกนรกทั้งนั้น


เรียนถามท่านว่า " บรรดาพระผู้ใหญ่หลายท่าน ต่างก็ทำพระแจก และพระที่มีคนรับไป เป็นพระอยู่ยงคงกระพัน พระผู้ใหญ่นั้น ๆ ท่านมิลงนรกด้วยหรือ? " ท่านฟังแล้วก็ยิ้มแล้วตอบว่า

" ไม่แน่เสมอไป บางท่านก็ลงนรก ในเมื่อท่านชอบลง บางท่านก็ขึ้นสวรรค์ เพราะท่านชอบสวรรค์ " ท่านตอบเป็นปัญหาน่าถาม จึงเรียนถามท่านว่า
" อาการอย่างไรเป็นอาการชอบสวรรค์ อาการอย่างไรเป็นอาการชอบนรก "

ท่านตอบว่า " ถ้าพระองค์ใดแจกพระแล้วรับรองว่าเป็นของคงกระพันชาตรี หนังเหนียว กระดูกแข็ง เมื่อคนรับไปหนังเหนียวจริง และเอาหนังเหนียวไปข่มเหงคนอื่น อาจารย์องค์นั้นท่านก็ชื่อว่าเป็นต้นตระกูลโจร คือ เป็นคนสร้างโจร สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนคนสุจริต เพราะท่านสร้างหนังคนชั่วให้เหนียว คนชั่วจึงไปรังควานชาวบ้านชาวเมืองให้เดือดร้อน

ถ้าบวชอยู่ก็เห็นท่าจะไม่ใช่พระ เพราะพระแท้ไม่เป็นต้นเหตุของความเดือดร้อน การทำตนเป็นต้นเหตุของความเดือดร้อนอย่างนั้น ถ้าเป็นพระ ก็ไม่ใช่พระพุทธสาวก ต้องเป็นพระนอกพระพุทธศาสนา แต่จะเป็นศาสนาไหนนั้นฉันไม่รู้ อย่างนี้จะเอาสวรรค์ที่ไหนอยู่ สวรรค์ไม่รับพระประเภทนี้ไว้

แต่ถ้าพระองค์ไหนแจกพระ แล้วแนะนำให้คนรับทำตนอย่างพระ คือ เอาพระห้อยคอแล้ว ทำจิตใจให้สุขุมเยือกเย็นอย่างพระ มีเมตตาปรานีประจำใจ แม้บังเอิญพระที่เขารับไปจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน ก็ไม่เป็นไร เพราะหนังเหนียวได้ด้วยดี และเป็นคนมีดีเป็นเครื่องรับรอง คนรับไปก็ดี อาจารย์ผู้ให้ก็ไม่มีโทษ "

ฟังท่านตอบแล้วก็เห็นว่ามีเหตุผลพอสมควร จะรับรองว่าผิดหรือถูกนั้น ไม่รับรองแน่ ท่านพูดมาอย่างนั้นก็เอาเรื่องของท่านมาเล่าให้ฟัง ฟังท่านแล้วก็เลยสงสัยเรื่องสงคราม
สมัยนั้นสงครามยังไม่มี แต่ก็มีเรื่องต้องสงสัยเพราะอยู่ในเขตของนักบุญ เมื่อเกิดสงครามคราวใด ก็มักมีคนชอบเข้าหาพระ เพื่อได้ของดีป้องกันตัว พระก็ให้ตามแต่ที่ท่านจะสามารถทำได้ ต่างก็ตั้งใจทำกันเต็มกำลัง

ก็สงครามใคร ๆ ก็ทราบกันดีแล้วว่า เป็นเรื่องฆ่ากันชัด ๆ เมื่อพระท่านให้ของดี ให้คนไปฆ่ากัน ท่านมิต้องลงนรกด้วยหรือ เรื่องน่าสงสัย จึงเรียนถามท่านตามนั้น ท่านมองหน้าแล้วถามว่า

" นี่แกหาเรื่องด่าพระแก่หรืออย่างไร ก็พระที่แก่แล้วและบวชนาน ๆ อย่างฉันนี่ ชาวบ้านเขาพากันสนับสนุนให้เป็นอาจารย์ชั้นเซียนกันทั้งนั้น มีอะไรไม่ดีก็ช่าง พวกนักเลงหัวไม้ก็มาขอของอยู่ยงคงกระพัน นักเลงการพนันก็พากันมาขอหวยบ้าง ขอน้ำมันไปบ้าง จะทำได้หรือไม่ได้ ดีหรือไม่ดี พวกเขาไม่สนใจ ถ้าลงไปหาแล้วต้องเอาให้ได้ ถ้ามันได้ไปแล้ว ถ้าหนังไม่เหนียวแทงหวยไม่ถูก เล่นโปไม่รวย มันก็บูชาใหญ่ คือ ด่าโคตรเง่าเหล่ากอ ค้นขึ้นมาด่านไม่มีเหลือ

เมื่อมันมาขอ แม้จะบอกว่าไม่มีหรือทำไม่ได้ มันก็บอกว่า ขอให้ให้เท่านั้น ตรงไม่ตรง เหนียวไม่เหนียวไม่เป็นไร คนมันทำพระเสียอย่างนี้ เมื่อให้แล้วไม่สมเจตนาที่ตั้งใจก็ช่วยกันด่า นี่พระแก่มันซวยอย่างนี้ ท่านพูดแล้วก็หัวเราะ

เมื่อเธอพูดถึงเรื่องสงครามก็ดีแล้ว ฉันขอตอบสั้น ๆ ว่า พระที่แจกพระแก่ทหารที่เข้าสงคราม ถ้ามีจิตคิดว่า ขอให้พวกเราปลอดภัย พวกเขาจงพินาศ คิดอย่างนี้ จิตโทรมเพราะมีความเศร้าหมอง แต่ถ้าคิดว่า ขอบารมีพระจงคุ้มครองคนที่บูชาแล้วให้ปลอดภัย แต่เขาจะไปฆ่าใครหรือไม่ฆ่าไม่สนใจ

และแนะนำว่าอย่านำของที่ให้นี้ไปเพื่อการทุจริต ถ้าทำผิดกฎหมาย หรือ ศีลธรรมของจะคุ้มไม่ได้ แม้ทำถูกทำดีก็เถอะ เมื่อกฎของกรรมให้ผล กรรมนั้นเป็นกรรมชั่ว พระก็ช่วยไม่ได้ จงเอาไว้เพื่อเป็นมิ่งขวัญ ทุกวันจงบูชา นึกว่าเราอยู่กับพระ และพระอยู่กับเรา และเราก็อยู่กับพระอย่างนี้ ใครจะฆ่าอย่างไรก็ไม่เป็นไร ปืนยิงไม่ออก มีดก็ฟันไม่เข้า

ถ้าจิตใจมั่นคงจริง ๆ เป็นอย่างนี้ เพราะเรามีของดี คือ พระท่านก็ดี เราก็ดี เมื่อดีต่อดีมาพบกัน มันต้องไม่ตาย จะเอาไปทำอย่างไรก็ไม่ตาย ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า " ฉันเองก็รับรองท่านว่าอย่างนี้ แล้วท่านก็พูดต่อไป

" ถ้ากำลังใจตกลงมานิดหนึ่ง รักษาความดีไว้ได้แต่บางคราวก็หวั่นไหว อย่างนี้เรียกว่ามีความมั่นคงเพลาลงมา แต่ทว่ามีความมั่นคงมากกว่าความหวั่นไหว พระคุ้มครองก็เพลาลง คือ ตอนนี้ยิงออกแต่ไม่ถูก ฟันยังไม่เข้า ถ้าเพลายิ่งกว่านั้น ยิงออกและถูกด้วยแต่ไม่เข้า

ถ้าความนับถือหย่อนกว่านั้น แต่ก็ยังเคารพอยู่มี อารมณ์วอกแวกหวั่นไหวมากกว่านั้น ท่านว่าคราวนี้ยิงเข้าแต่ไม่ตาย ถ้าอารมณ์นับถือหย่อนยานมาก แต่ก็ยังมีความเคารพอยู่ ส่วนความรู้สึกลังเลมีมากกว่า ท่านว่าตอนนี้ยิงเข้าและก็ตาย แต่ตายแล้วไปสวรรค์ " ท่านพูดแล้วก็หัวเราะชอบใจ ในที่สุดท่านลงท้ายว่า

" คนที่หาเครื่องลางของขลังก็หาไปอย่างนั้นเอง เพราะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของกำลังใจ เรื่องที่จะป้องกันความตายนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ แม้แต่สมัยเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์?อยู่ คราวที่พระญาติของพระองค์ถูกวิฑูธภะฆ่าเสียมากมาย พระองค์ก็ช่วยให้เขาพ้นตายไม่ได้ เพราะเป็นกฎของกรรมเดิม

เรื่องของคนจะตายไม่ต้องออกรบก็ตาย มีมากรายที่เขาออกไปรบกับข้าศึก แต่ปลอดภัย ตัวก็ไม่ตาย เงินทองข้าวของก็ได้ เพราะทางบ้านเมืองเห็นความดี ก็บำเหน็จรางวัลให้ มีชื่อเสียงเป็นที่เกรงขาม และนิยมชมชอบ อีกด้านหนึ่งคนนอนอยู่ในมุ้งแท้ ๆ ไม่มีใครมาฆ่าเลย ก็แอบตายเสียนับรายไม่ถ้วน นี่ว่ากันถึงเรื่องตาย

ส่วนเรื่องของพระที่แจกของกับทหารนั้น อย่าไปว่าท่านเลย ถ้าท่านแจกอย่างพระ ท่านก็ไม่มีโทษ เพราะท่านให้พระเขาไป ไม่ได้ให้นักเลงเขาไป คือ แจกไปเพื่อมีไว้บูชา เป็นเครื่องแสดงออกถึงความเป็นคนดี ที่มีพระเป็นที่เคารพ ส่วนท่านที่แจกแบบนักเลง รับรองผล ยินดีด้วย

เมื่อผลปรากฏ เมื่อลูกศิษย์ฆ่าเขาได้ อาการอย่างนี้จะเป็นสงครามหรือไม่ พระอาจารย์ก็มีส่วนด้วยทั้งนั้น เมื่อท่านพูดจบ ก็เลยถามเรื่องทหารที่รบกับข้าศึกถูกข้าศึกฆ่าตาย เรียนถามท่านว่า

" ทหารที่ถูกฆ่าตายในสนามรบนั้น ตายแล้วไปสวรรค์หรือไปนรก? " ท่านตอบว่า

" ไม่แน่ บางคนตายแล้วไปสวรรค์ บางคนตายแล้วไปนรก "

ท่านอธิบายโดยยึดพุทธภาษิตว่า

" พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า คนเมื่อจะตายถ้าจิตเป็นกุศล ไม่ว่าจะตายในลักษณะเช่นไร ตายแล้วไปสู่สุคติทั้งนั้น คือ ถ้าเกิดเป็นคนก็เป็นคนประเภทมีเงินทองของใช้สมบูรณ์ งานไม่หนัก แต่เงินดี ถ้าไม่เกิดเป็นคน ก็เกิดเนเทวดาหรือพรหม

ถ้าขณะจะตาย จิตเศร้าหมอง มีอารมณ์หวังในทรัพย์สิน หรือ อารมณ์ขุ่นมัว เพราะความโกรธเคืองอารมณ์อย่างนี้ ถ้ามีเมื่อขณะจิตจะออกจากร่าง ท่านบอกว่า ตายในสนามรบหรือบนที่นอนของพระ ก็ลงนรกทั้งนั้น "

ท่านพูดต่อไปว่า
" ทหารที่รบในสนามรบ ส่วนใหญ่ เป็นทหารที่ไม่เคยรู้จักกับศัตรู ไม่มีอารมณ์โกรธแค้นกันมาก่อน ไปรบตามหน้าที่ ที่ทางราชการทหารใช้ เขาบอกให้รุกก็รุก เขาบอกให้ถอยก็ถอย เขาบอกให้ยิงก็ยิง ตัวทหารเองมีสภาพเหมือนหุ่น เมื่อพูดถึงเจตนาที่จะเป็นอกุศลนั้น ที่มีโดยตรงน้อยเต็มที

เมื่อเข้าสนามรบ ขณะที่ประจันหน้ากับข้าศึก ทหารมักไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง นอกจากนึกถึงท่านที่มีคุณ คือ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และบางรายก็นึกเห็นภาพหลวงพ่อที่คอก็รูปของพระสงฆ์บ้าง การคิดอย่างนี้ ท่านเรียกว่า กุศลจิตตายแล้วไปสวรรค์ ถ้าจิตครุ่นคิดจะฆ่าเพื่อล้างแค้น อย่างนี้น่ากลัวจะไปนรก

ถ้าความจริงเป็นอย่างนั้น ก็คิดว่าทหารที่เข้าสนามเป็นเทวดามากกว่าเป็นอย่างอื่น เพราะทหารส่วนใหญ่มีพระติดตัวกันไป มีน้ำหนักเกือบเท่าเครื่องสนาม คงจะพากันนึกถึงพระ และท่านผู้มีคุณเป็นประจำ เมื่อคิดอย่างนี้ท่านรับรองว่าไม่ตกนรก ฉะนั้น ทหารหาญทั้งหลายก็ไม่น่าหนักใจ "

ได้เรียนถามท่านต่อไปว่า " ทหารที่เข้าสงครามมีมากที่ออกแนวหน้า และประจันบานกับข้าศึกไม่น่าจะรอดมาได้ แต่ก็ไม่ตาย ทหารบางคนไม่เคยปะทะกับข้าศึกเลย ไม่ทันได้ยินเสียงปืนก็มีอันต้องตาย ที่เป็นอย่างนี้มีอะไรเป็นเหตุ "

ท่านตอบว่า " กรรมเป็นเหตุ "

เรื่องของกรรมนี้ ท่านผู้อ่านเบื่อหรือยัง กำกันมานานแล้ว ไม่มีใครแบสักที เมื่อท่านเอากรรมมาตอบ ก็ลองท่านของท่านต่อไป

กรรมของชาวศากยราช

ท่านยกตัวอย่างคนที่จะต้องตายว่า สมัยเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ท่านวิฑูธภะ ครองเมืองสาวัตถี แทนพระเจ้าปเสนทิโกศล แกแค้นที่พวกศากยะ ญาติ ๆ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง หาว่าแกเป็นลูกคนใช้ รับรองไม่สมเกีรยติ สมัยเมื่อเป็นมกุฏราชกุมาร พอได้ครองราชย์เลยยกทัพไปฆ่าล้างแค้น

พระพุทธเจ้าทราบ เข้ามานั่งข้างทาง ท่านวิฑูธภะเห็นด้วยพระพุทธญาณว่า พวกศากยะมีกรรม เพราะชาติก่อนร่วมกันโปรยยาเบื่อให้ปลาตาย แล้วเอาปลาไปขาย คราวนี้กรรมเบื่อปลามาถึงแล้ว ท่านเลยไม่ไปนั่งขวางทางตามที่เคยทำมาปล่อยให้เขาฆ่ากันตามกฎของกรรม

คราวนั้นพวกศากยะตายมาก เมื่อฆ่าเขาแล้วไม่มีใครสู้เพราะเป็นสงครามเงียบ ไม่ได้ประกาศสงคราม ด้วยฝ่ายศากยะไม่คิดว่าเป็นสงคราม ด้วยเคยเห็นในฐานะเป็นมิตร เมื่อท่านวิฑูธภะคิดรบคนเดียว ก็เลยไม่มีใครสู้สงครามคราวนี้เป็นสงครามเบ็ดเตล็ด ที่ใช้เวลารบไม่ถึงครึ่งวัน เร็วกว่าอิสราเอลรบกับแขกตะวันออกอีก เพราะต้องใช้เวลาถึง ๖ วัน เมื่อรบแล้วก็พาพวกกลับ

ตอนกลับนี้เดินทางผ่านชายทะเลใกล้ค่ำ ท่านแม่ทัพหรือควรจะเรียกว่าจอมทัพ ก็สั่งให้ทหารพักที่ชายหาด คราวนี้กรรมมาอีก ท่านพากันเป็นตัวกรรมแทนปลาฆ่าพวกศากยะแล้ว คราวนี้กรรมอะไรไม่ทราบ จำไม่ได้ ตามมาเล่นงานเจ้ากรรมเสียเองอีกต่อหนึ่ง

คือ เมื่อขณะที่ท่านสั่งพัก หาดทรายสวยมาก เพราะน้ำทะเลลงจัด คนบางพวกก็นอนบนฝั่ง บางพวกก็นอนที่หาดทราย เมื่อกรรมมาถึง คนที่จะต้องถูกกรรมเข่นฆ่า ที่นอนบนฝั่งไม่สบายใจ ไปนอนที่หาดทราย คนที่นอนที่หาดทรายไม่สบายใจ มานอนบนฝั่ง

พวกที่นอนบนฝั่งตอนดึกนี้ ท่านว่า ไม่มีกรรมที่จะต้องตายในวันนั้น พวกที่ดิ้นรนไปนอนที่หาดทราย ท่านว่ากรรมบังคับให้นอน เพราะต้องตายในวันนั้น เสียดายที่จำไม่ไดว่า ทำกรรมอะไรไว้

พอดึกสงัด ทหารทั้งหมดหลับสนิท น้ำก็ขึ้นมา คลื่นลมแรง ซัดเอานักรบที่นอนชายหาดลงทะเลตายหมด ส่วนพวกที่นอนบนบกปลอดภัย เรื่องของความตายเป็นกฎของกรรม ไปรบก็ตาย ไม่รบก็ตาย อย่างพวกศากยะ นอนอยู่แท้ ๆ ความตายตามผลาญถึงในมุ้ง

ที่เอาเรื่องความตายมาเล่าใหัฟัง ก็เห็นว่า ขณะนี้เรื่องของกรรมจ่อประตูบ้านมาแล้ว ยืนอยู่หน้าประตูเรือนนั่นเอง จะก้าวเข้าประตูเรือนเมื่อไรก็ได้ สงครามจะเกิดหรือไม่เกิด ใครก็พยากรณ์ยาก ถ้าไม่เกิดก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์เท่านั้นเอง

เมื่อสงครามมายืนคุยด้วยหน้าประตูบ้าน ญาติโยมก็คงจะประสงค์จะหาของกันตาย และกันภัยไปพร้อม ๆ กัน ท่านจะไปหาที่ไหนนั้น ตามแต่ใจท่าน ขอให้ท่านคิดว่า ของที่ท่านได้มานั้นมีพระติดมาด้วย จะเป็นตะกรุด ผ้ายันต์ หรืออะไรก็ตาม คิดว่ามีพระ ถ้าไม่เห็นรูปพระ ก็คิดว่าเป็นของที่เกิดจากบารมีพระ คิดไว้เสมอ ทั้งยามปกติและประจันบาน ผลที่ได้ก็คือ

"ยิงไม่ออก ถึงออกก็ไม่ถูก ยิงถูกก็ไม่เข้า ถึงยิงเข้าก็ไม่ตาย"

ถ้าท่านตายท่านก็จะได้ไปสวรรค์ ตามที่ ท่านพระครู สุวรรณพิทักษ์บรรพต วัดสระเกศ สมัย พ.ศ. ๒๔๘๒ ท่านว่านั่นเอง..สวัสดี..."
((((( โปรดติดตามตอนต่อไป เรื่องที่ 8 )))))



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1765
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved