ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 10/5/08 at 06:47 Reply With Quote

"ตายแล้วฟื้น" เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันนี้ (เรื่องที่ 8) พระนิกร ไทยรักษ์


เรื่องที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันนี้ เรื่องที่ 8

เมื่อพระไปพบพระยายม


บรรยายโดย พระนิกร ปุญญลาโภ
บันทึกเสียงที่ลานธรรม ณ วัดท่าซุง โดย พระชัยวัฒน์ อชิโต
คลิกเพื่อฟังเสียง
http://tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=100

"...เจริญสุขแด่ท่านสาธุชนและพุทธบริษัททั้งหลาย อันดับต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะได้เล่าเรื่องประสบเหตุการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตที่ได้ประสบมา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับนรกสวรรค์และยมบาลขึ้นมาเยี่ยมในเมืองมนุษย์โลก

แต่ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะได้รับทราบในเรื่องนี้แล้ว จะเชื่อหรือไม่นั้นข้าพเจ้ามิได้บังคับ แต่ใคร่จะขอให้ท่านทั้งหลายจงใช้ปัญญาพิจารณาวิจารณ์ดูว่า พอจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะธรรมดา ปัญญาชนไม่เชื่ออะไรอย่างงมงาย และไม่ปฏิเสธอะไรว่าไม่จริงไม่มีโดยไร้เหตุผลเช่นกัน

และข้าพเจ้าจำเป็นต้องพาท่านทั้งหลายไปสู่อดีตในชีวิตฆราวาสของข้าพเจ้าเสียก่อนเพื่อจะได้เป็นเครื่องประกอบเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าจะเล่าในตอนหลัง เพราะการประสบครั้งนี้เป็นการประสบทางวิญญาณที่ข้าพเจ้าได้กินยานอนหลับเข้าไป 20 เม็ด กินยานอนหลับเพราะเหตุไร มีความคับแค้นอย่างไรจึงตัดสินใจลาตาย ขอเชิญติดตามเหตุการณ์ตอนต้นได้ ณ บัดนี้ :-

ทางใต้ลงไปของประเทศไทย จะมีจังหวัดเล็ก ๆ อยู่จังหวัดหนึ่งชื่อว่า พังงา ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาอันใหญ่น้อยและป่าไม้ที่เขียวชอุ่ม เป็นภาคพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ผู้คนพื้นเมืองโดยมากทำสวน เหมืองแร่และทำท่าเป็นอาชีพ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 11-12 กม.

จะมีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้เชิงเขา เป็นหมู่ที่ 1ตำบลปากกอ อำเภอเมือง จังหวัดพังงา และที่บ้านเลขที่ 53 ของหมู่บ้านนี้เอง วันนั้นเป็นวันที่ 13 ตรงกับวันพฤหัสฯ พ.ศ. 2487 ซึ่งชีวิตของข้าพเจ้าได้อุบัติขึ้นในโลกนี้ ที่บ้านมีอยู่ด้วยกัน 8 คน คือเป็นพี่สาว 3 คน เป็นพี่ชาย 2 คน แต่ พี่ทั้ง 5 เป็นคนละบิดากับข้าพเจ้า

นางซ้วน นายทอง นามสกุลไทยรักษ์ นี้คือมารดาและบิดาของข้าพเจ้า เมื่อชีวิตของข้าพเจ้าผ่านไปได้พอสมควร บิดามารดารวมตั้งชื่อให้ว่า นิกร นามสกุล ไทยรักษ์ ชีวิตของข้าพเจ้าได้รับความอบอุ่นอยู่กับผู้บิดาไม่นาน อายุของข้าพเจ้าได้เพียง 6 ขวบ บิดาท่านก็มาจากไปโดยไม่มีวันจะได้กลับ ทิ้งให้ข้าพเจ้าอยู่ด้วยความอาลัยตลอดมา

ส่วนผู้เป็นแม่เล่าเมื่อผู้เป็นหัวหน้า ครอบครัวมาจากไป ต้องทำงานหนักเอาเบาสู้เพื่อเลี้ยงชีวิตของลูกทั้ง 6 ชีวิต ชีวิตของข้าพเจ้าเมื่อบิดามาจากไป เสมือนร่มโพธิ์ที่เคยให้ความร่มเย็นมาหักขาดสะบั้นลง ต้องถูกรังแกจากพี่ ๆ อยู่เสมอ เมื่ออายุข้าพเจ้าครบ 8 ขวบ แม่ก็ได้พาไปฝากโรงเรียนและศึกษาเล่าเรียนจนจบประถม 4

และด้วยความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ พร้อมด้วยความเมตตาสงสารของพี่สาวคนหนึ่ง ได้ช่วยให้ข้าพเจ้าได้ไปศึกษาที่ในเมือง ข้าพเจ้าเรียนไปได้ 2 ปี เหตุการณ์อันน่าสลดใจก็ได้เกิดขึ้นที่บ้านของข้าพเจ้า แม่ต้องร้องไห้ พี่สาวที่เคย อุปการะช่วยเหลือต้องหมดเนื้อประดาตัวในที่สุด

แม่ พี่ ข้าพเจ้า ทั้ง 3 ชีวิต ต้องนั่งร้องไห้เพราะพวกใจดำอำมหิตได้เอาไฟไปเผาบ้านเสียจนพินาศ ไม่มีอะไรเหลือและข้าพเจ้าก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะขาดผู้ที่จะอุปการะช่วยเหลือแม้แต่ผ้านุ่งห่มตำรับตำราก็ถูกไฟเผาจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

พี่ทั้ง 5 พี่คนโตเป็นชาย เมื่อโตแล้วก็ออกไปทำงานนอกบ้านนานๆ จึงจะกลับบ้าน บางครั้งก็เป็นปีจึงกลับ พี่คนที่ 2 เป็นชาย ด้วยความมุ่งมานะและความพยายามเรียนจนจบมัธยม และในที่สุดได้ไปรับราชการเป็นครูอยู่ที่ อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา

พี่สาวคนที่ 3 เมื่ออายุพอสมควรก็แต่งงานมีครอบครัวไป พี่สาวคนที่ 4 เมื่อตอนยังเล็กได้มีคนมาขอพาไปเลี้ยง เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ เพราะฉะนั้นเวลานี้จึงเหลืออยู่ที่บ้านเพียง 3 คน คือ แม่ พี่สาวคนที่ 5 และข้าพเจ้า โดยเฉพาะพี่ชายคนโต แกเป็นคนดุร้ายไม่เคยเกรงกลัวใคร หากใครมาข่มเหงรังแกหรือพูดไม่ถูกใจ แกจะชกให้บ้าง โดยที่พวกตรงกันข้ามไม่สามารถจะทำอะไรแกได้

ด้วยความซุกซนและดุร้ายของพี่ชายคนโตนี้เอง ทำให้พวกตรงกันข้ามผูกความคับแค้นพยาบาทมากขึ้นแต่ก็ทำอะไรแกไม่ได้ ในที่สุดจึงได้มาเผาบ้านทิ้งเป็นการ แก้แค้นโดยที่ทำให้แม่ พี่ และข้าพเจ้า 3 ชีวิต ซึ่งไม่เคยก่อกรรมทำเวรกับใคร แต่กลับมาเป็นผู้รับบาป

พี่ชายคนโตเมื่อรู้เรื่องไฟไหม้บ้านก็รีบกลับมา และพร้อมกันนั้นก็ได้กลับไปหาพรรคพวกมาสร้างบ้านขึ้นใหม่ พอเป็นที่พักกายได้เรียบร้อยแล้ว แม่ก็พยายามอ้อนวอนตักเตือนพร่ำสอนให้พี่ชายเลิกประพฤติตัวอย่างเก่า ทำตนให้เป็นคนดีตามที่ชาติศาสนาและบ้านเมืองเขาต้องการ ไม่ให้คิดอาฆาตผูกพยาบาทจองล้างจองผลาญกับใคร และขอร้องให้บวชสัก 1พรรษา ในที่สุดพี่ชายก็ยอมรับคำกับแม่ เเล้วบวชให้ตามสัญญา

แม่ พี่ และข้าพเจ้า ต่างก็ช่วยกันทำมาหากินด้วยการทำสวนบ้าง ปลูกผัก ทำขนมขายบ้าง เพื่อจะได้ประทังชีวิตไปแต่ละวัน วันและเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว บัดนี้อายุของข้าพเจ้าย่างเข้า 15 ปีแล้ว ชีวิตของข้าพเจ้ามีความสุขอยู่กับแม่และพี่ที่บ้านได้ไม่นาน

พี่ชายคนโตเมื่อลาสิกขาจากพระแล้วก็ไปสร้างสวนแห่งหนึ่งที่ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ซึ่งอยู่ในป่าดงพงดิบเต็มไปด้วยสิงห์สาราสัตว์ เป็นเวลาเดือนๆ จึงได้เห็นหน้ามนุษย์ผ่านเข้าไปสักครั้ง (เดี๋ยวนี้มีบ้านคนอยู่ 2-3 หลังแล้ว) อยู่มาวันหนึ่ง แกได้กลับมาบ้านบอกกับแม่ พี่ และข้าพเจ้าว่าจะพาข้าพเจ้าไปอยู่ที่สวนเพื่อจะได้ช่วยกันทำงาน

มารดาและพี่ก็มิได้ว่าอะไร ส่วนข้าพเจ้าแม้จะไม่เต็มใจไป แต่ก็ไม่สามารถจะขัดขืนความต้องการ ของพี่ชายได้ ความเป็นห่วงแม่ก็เป็นห่วง ความกลัวพี่ชายก็แสนจะกลัว เพราะเคยโดนแต่ละทีแทบจะขาดใจ ในที่สุดก็ไปเก็บผ้าเก็บผ่อน เสร็จแล้วก็เข้าไปกราบลาแม่และพี่ที่เคยอยู่ร่วมกัน จำใจจากไปอยู่กับพี่ชายที่ในสวน อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ด้วยความอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างยิ่ง

หนีจากพี่

1 ปีผ่านไปด้วยความทุกข์ทรมาน แม้นจะเหนื่อยแสนเหนื่อยหรือจะหนักแสนหนักก็ต้องจำใจทน บางครั้งเมื่อกลับมาจากทำงานหิวจนแสบไส้แต่ก็ไม่มีอะไรจะกิน เมื่อกลับทำงานแล้ว ไหนจะต้องหุงหาอาหาร ตักน้ำผ่าฟืน ต้องทำสารพัดอย่าง แต่พี่ชายจะเห็นใจบ้างหรือ เปล่าเลย ถ้าไม่ดีก็โดนดุ ทำช้าไปก็โดนด่า มือแต่ละข้างต้องฟกช้ำพุพอง เต็มไปด้วยน้ำเหลือง เพราะต้องสัมผัสอยู่กับด้ามมีด และด้ามขวานแทบตลอดทั้งวัน

แม้เราจะอยู่กันร่วมปี แต่บางครั้งวันวันไม่เคยพูดกันเลย บางครั้งเมื่อข้าพเจ้าไปถึงที่ทำงานแล้ว หวนคิดไปถึงบิดามารดาน้ำตาก็ไหลมาโดยไม่รู้สึกตัว หากอยู่กับท่านไหนเลยจะต้องระกำลำบากอย่างนี้บางครั้งถึงแม้จะต้องทำงานหนักแสนเหนื่อย แต่ก็ยังมีความสุขใจ แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ มีพี่ก็เหมือนไม่มี มิหนำซ้ำต้องได้รับแต่ความระกำช้ำใจ

ข้าพเจ้ายิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ คับที่ พออยู่ได้แต่คับใจเหลือจะทน ในที่สุดข้าพเจ้าก็ตัดสินใจว่าจะต้องหนีจากพี่ชายเสียให้พ้น เพราะยิ่งอยู่ไปยิ่งมองหน้ากันไม่ได้ ครั้นจะกลับไปบ้านหรือก็ไม่มีทางจะพ้นไปได้ คิดว่าขอตายเอาดาบหน้าดีกว่า

เมื่อได้โอกาสข้าพเจ้าก็จากไปด้วยการเดินไปบ้าง วิ่งไปบ้าง ขออาศัยรถบรรทุกไปบ้างโดยที่ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่สักสตางค์แดงเดียว บางวันก็ต้องอดข้าว บางวันก็ได้อาศัยข้าววัด ถึงแม้จะอดอยากยากแค้นเพียงไรก็ช่าง แต่ขอให้พ้นไปจากพี่ชาย

10 วันผ่านไป ที่ข้าพเจ้าต้องหนีกระเซอะกระเซิงจนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยความหิวผสมด้วยความอ่อนเพลียในที่สุดหมดแรงที่จะเดินต่อ เลยนั่งพิงต้นยางพาราใกล้ทางเดินนั่นเอง ข้าพเจ้าหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่มารู้เอาเมื่อเจ้าของสวนยางมากรีดยาง เขาเห็นมีคนนอนหลับอยู่เลยเรียกให้ลุกขึ้น แล้วถามความเป็นมา

ข้าพเจ้าก็เล่าให้ฟังจนตลอด และแล้วเจ้าของสวนยางคือ นางพิม เป็นภรรยา ของ นายเมียน อยู่ที่บ้านคลองจัง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้พาข้าพเจ้าไปเลี้ยงไว้โดยให้ช่วยเลี้ยงน้องบ้าง และช่วยเก็บน้ำยางบ้าง แม้บางครั้งจะต้องทำงานหนักบ้าง ข้าพเจ้าก็สบายใจ เพราะคุณพี่ทั้งสองไม่ค่อยจะดุด่าว่ากล่าวนัก และข้าพเจ้าก็มีความรักเคารพแกเสมือนพี่ที่แท้จริง แกก็เมตตาสงสารข้าพเจ้าไม่น้อยไปกว่าน้องเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของข้าพเจ้าเป็นอันสงบอยู่พักหนึ่ง

พี่ชายเมื่อรู้ว่าข้าพเจ้าหนีไป ก็ให้มีความโกรธมากแล้วกลับไปที่บ้านป่ากอ จังหวัดพังงา เมื่อไปถามและรู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้กลับบ้านแล้ว ก็เที่ยวสืบเสาะตามหาอยู่พักหนึ่งเมื่อไม่อาจจะรู้ได้ว่าข้าพเจ้าไปอยู่ทางไหน ทุกคนก็ตกลงใจกันว่าช่างมันเถอะเป็นผู้ชายไม่ต้องห่วงหรอก ในเมื่อรู้แน่ว่ามันไม่ตาย โตขึ้นสักวันหนึ่งฉันจะกลับมาเอง เสร็จแล้วทุกคนก็กลับไปทำงานของตนตามเดิม

จริงเหมือนว่า 1 ปีเศษ ผ่านไปที่ข้าพเจ้าต้องจากทุก ๆ คนไป เรื่องความกลัวพี่ชายและเรื่องต่าง ๆ ทำให้เลือนลางและเบาบางลงไปบ้าง แต่กลับมีสิ่งอื่นมาแทนที่ 15 ปีที่ข้าพเจ้ามีความสุขอยู่กับผู้บังเกิดเกล้าแต่เวลานี้เกือบจะ 2 ปีเข้าไปแล้วที่ไม่ได้พบแม่เลย และอยู่ไกลเสียจนสุดที่จะตะโกนกู่เรียกหาได้ ยิ่งนึกมาก็ยิ่งมีความ คิดถึงมาก

ในที่สุดก็เข้าไปหาคุณพี่ทั้งสอง แล้วแจ้งความประสงค์ให้ทราบ แม้ว่าคุณพี่ทั้งสองจะไม่ยอมยินดีให้ข้าพเจ้าไป แต่ก็ไม่อาจจะหวงห้ามข้าพเจ้าได้ เสร็จแล้วก็เอาเงินให้เป็นค่าพาหนะและใช้สอยพอสมควร ข้าพเจ้ากราบลาแล้วจากคุณพี่ทั้งสองไปนั่งรถมาเพียงครึ่งวันก็ถึงจังหวัดพังงา เมื่อลงจากรถแล้วก็ต้องเดินเข้าไปประมาณ 4-5 กม. จึงจะถึงบ้าน

ขณะนี้เย็นมากแล้ว หมู่วิหคนกกาต่างก็พากันบิน กลับสู่รวงรัง เด็กเลี้ยงวัวเลี้ยงควายกำลังต้อนฝูงควายเข้าไปสู่คอก ข้าพเจ้าเดินไปด้วยหัวใจกระวนกระวาย ใครจะอยู่บ้างที่บ้าน แม่จะเกลียดเอาไหมที่เราหนี เมื่อข้าพเจ้าเข้าใกล้จะถึงบ้าน แม่เหลือบมาเห็นแต่ไกล แล้วอุทานออกมาว่า
“ลูก... ลูกมาแล้ว”

ในที่สุด แม่ พี่ และข้าพเจ้า แสนจะปลื้มปีติดจน้ำตาแทบจะไหลที่ได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง หลังที่จากกันไปเป็นเวลาเกือบ 2 ปี เดี๋ยวนี้อายุของข้าพเจ้าย่างเข้าไป 19 ปีแล้ว แม่เคยพูดบ่อยครั้งว่า ยังอีกปีเดียวก็จะครบบวช แม่อยากจะเห็นลูกชายทุก ๆ คนได้ห่มผ้าเหลือง และพี่ของลูกทั้ง 2 ก็ได้บวชหมดแล้ว เหลือแต่ลูกคนเดียว ลูกอย่าเพิ่งไปมีอะไรและอย่าจากแม่ไปไหนอีกนะ จงบวชให้แม่สักหนึ่งพรรษาก่อน เมื่อแม่ได้บวชลูกทุกคน เวลาตายแม่ก็จะได้นอนตาหลับ

ข้าพเจ้าก็รับคำว่าลูกจะทำงานอยู่กับแม่ ต่อแต่นี้จะไม่จากแม่ไปไหน เมื่อลูกอายุครบ 20 ปีเมื่อไหร่จะบวชให้แม่ทันทีและเรื่องที่ลูกจะไปมีผู้หญิงอะไรนั้น ขอให้แม่อย่าได้เป็นห่วงเลย ตราบใดที่ชีวิตของลูกยังมีความลำบากยากจน หรือไม่ สามารถจะรับเลี้ยงให้ผู้อื่นมีความสุขได้แล้ว ลูกจะไม่ไปทำให้ผู้อื่นต้องมารับทุกข์ทรมานกับลูกอย่างเด็ดขาด นี้คือครั้งหนึ่งหลังจากได้กลับมาอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอน และได้นั่งคุยตามประสาลูก ๆ แม่ ๆ

แต่ท่านทั้งหลายจงติดตามชีวิตอันแสนจะระทมขมขื่นของข้าพเจ้าต่อไปเถิด ว่าเด็กน้อยผู้น่าสงสาร คนนั้นจะได้บวชหรือเปล่า แนวทางชีวิตของเขาตั้งแต่วินาทีนี้ไป จะต้องประสบกับชะตากรรมอย่างไรบ้าง อะไรเป็นผู้ทำอนาคตอันแจ่มใสของเขาให้พังพินาศ หากท่านติดตามไปด้วยดี บางทีอาจจะนำมาเป็นข้อคิดคติเตือนใจแก่ตนเองและลูกหลานได้บ้างพอสมควร

พี่ชายคนที่ 2 ที่ไปรับราชการเป็นครู อยู่ที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เป็นเวลา 6 ปีเศษแล้ว เวลานี้สามารถเก็บเงินเอาไว้ได้จำนวนหนึ่ง และคิดจะเปิดร้านเฟอร์นิเจอร์ขึ้นในตลาดนี้ เพราะเวลานี้เมื่อโรงเรียนปิดหรือวันเสาร์-อาทิตย์ก็ทำตู้โต๊ะขายได้กำไรดี ในที่สุดก็มาที่บ้านบอกความจำนงให้แม่ พี่ และข้าพเจ้าฟัง เป็นอันว่าข้าพเจ้าต้องจากบ้านจากแม่และพี่ไปอยู่ที่อำเภอท้ายเหมืองอีกครั้ง

ครั้งแรก ๆ ก็มีการฝึกหัดทำตู้โต๊ะไปตามที่ทำได้ และมีลูกจ้างอยู่คนหนึ่ง ชั่วระยะปีเดียวข้าพเจ้าก็สามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนพี่ชายเมื่อเห็นว่าการค้าขายได้กำไรดีกว่าก็ลาออกจากราชการ มาร่วมทำด้วยกันแล้วตั้งอัตราเงินเดือนให้ข้าพเจ้าตามสมควร

เวลาผ่านไป 3 ปีเศษ เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าโตเป็นหนุ่มแล้วสิ่งที่เพื่อน ๆ ชายเขามี ข้าพเจ้าก็มีทุกอย่าง เพราะข้าพเจ้าอุตส่าห์ทำงานโดยไม่เกียจคร้าน แต่พอเริ่มเข้าปลายปีนี้เองข้าพเจ้ารู้จักเพื่อนๆ ขึ้นเยอะ บุหรี่ข้าพเจ้าไม่สูบ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มหัดสูบ สุราที่ข้าพเจ้าเคยเกลียดเคยกลัว แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ารู้สึกชักจะชอบ การพนันที่ข้าพเจ้าเล่นไม่เป็น แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าชำนาญ

เมื่อก่อนไปไหนกับเพื่อน ๆ หรือเจอกัน เพื่อนมักจะเรียกอ้ายกะเทยบ้าง อ้ายหน้าตัวเมียบ้าง แต่เดี๋ยวนี้เมื่อออกจากร้านไปเจอเพื่อน ๆ เมื่อไหร่ เพื่อนก็จะทักว่า เฮ้ย ! วันนี้เราไปก๊งกันที่ไหนดีวะ ! เอากรุงทองมาเผากันบ้าง เหล่านี้เป็นต้น ข้าพเจ้าประพฤติชั่วช้าสารเลวหลงเห่อเหิมไปตามอารมณ์ ยอมเป็นทาสของสุราและการพนัน โดยมิได้คำนึงถึงความหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาสู่ชีวิต

ข้าพเจ้าหลงผิดคิดชั่ว เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แม่ผู้บังเกิดเกล้าที่ข้าพเจ้าเคยรัก พี่สาวที่เคยอุปการะอุดหนุนข้าพเจ้าลืมหมด เพราะถูกผีสุราและการพนันเข้าครอบงำ ข้าพเจ้ากลับไปบ้าน แม่ขอร้องอ้อนวอนให้บวชสักหนึ่งพรรษาแต่ข้าพเจ้ากลับคอยปฏิเสธ ข้าพเจ้าเกลียดการบวช ข้าพเจ้าเบื่อเรื่องการทำบุญทำทานรักษาศีล

ข้าพเจ้ากลับเห็นศาสนาเป็นเรื่องสมมุติ เป็นของทำเล่น เห็นพระสงฆ์เป็นเครื่องถ่วงความเจริญ แม่พยายามซี้แจงบาปบุญคุณโทษ ข้าพเจ้าหลบ ไปเสียบ้าง ไปเปิดวิทยุให้ดังกลบเสียบ้าง ข้าพเจ้าผิดคิดประพฤติชั่วบัดซบ ก็เพราะโดนคราบปีศาจอสุรกายจากเมืองนรกเข้าลงสู่ในจิตใจ ทำให้ข้าพเจ้าเห็นผิดเป็นชอบ เพียงชั่วระยะไม่นานกรรมอันน่าบัดซบที่ข้าพเจ้าได้ก่อไว้ เริ่มลุกลามเผาไหม้ให้ข้าพเจ้ามีอันเป็นไป

ในตอนเย็นวันหนึ่ง พี่ชายได้เรียกข้าพเจ้าไปพบในห้องเพราะทนดูการประพฤติของข้าพเจ้าไม่ไหว ต่อจากนั้นมีการดุด่าอย่างหนักจนข้าพเจ้าสำนึกในความผิด และรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่า เรานี้มันชั่วช้าสารเลวเสยเหลือเกิน ประพฤติไปในทางแต่ฉิบหาย เมื่อรู้สึกเช่นนั้นก็ทำให้เสียใจเป็นอันมากแล้วตัดสินใจไปเอามีดอันคมกริบแล้วเชือดลงบนข้อมือ 4 แผล แทบจะถึงกระดูก แล้วก้มลงสาบานต่อหน้าพี่ชาย ว่าน้องเคยประพฤติผิดประพฤติชั่ว

แต่ต่อจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เรื่องการประพฤติชั่วต่าง ๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา และเล่นการพนัน เป็นต้น น้องจะไม่ประพฤติอย่างเด็ดขาด หากว่าน้องประพฤติหรือไปทำอย่างนั้นเข้าอีก ขอให้ชีวิตของน้องมีอันเป็นไปด้วยรอยคมที่ปรากฏอยู่นี้ด้วยเถิด (แผลเป็น ยังมีอยู่)

ต่อจากนั้นข้าพเจ้าคิดว่าเรานี้มันชั่วช้าสารเลวเหลือเกิน ไม่ควรจะอยู่ร่วมกับพี่ชายต่อไป จะขอไปตามยถากรรมของเราดีกว่า เสร็จแล้วเข้าไปกราบลาพี่ชาย และเก็บผ้านุ่งผ้าห่มเครื่องมือเครื่องใช้ที่เคยทำมาหากิน แล้วจากพี่ชายไปของานก่อสร้างทำอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ในวันต่อมา

สาเหตุของก่อนกินยาตาย

เพียง 3 เดือนผ่านไป เกณฑ์ชะตาชีวิตของข้าพเจ้าก็เริ่มพบกับความวิปโยค และความปวดร้าวขมขื่นที่ชีวิตนี้ไม่อาจลืมได้ลง ตามธรรมดาเมื่อเสร็จจากงานแล้ว ข้าพเจ้าไม่ค่อยจะไปไหน แต่วันนั้นรู้สึกว่าอยากจะออกไปเดินเล่นในตลาด และหาอะไรกินเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะตลาดก็ไม่ไกลเท่าไรและนึกว่านาน ๆ ออกไปตลาดสักครั้งก็สนุกดีเหมือนกัน

ข้าพเจ้าเดินไปซื้อผลไม้บ้างกลับมาเอาเมื่อ 2 ทุ่มกว่า ๆ เมื่อมาถึงที่พัก ใจของข้าพเจ้าต้องเต้นแรงเมื่อปรากฏหีบใส่ผ้ากุญแจเดาะเปิดอ้า เสื้อกางเกง 3-4 ชุด และแม้แต่ผ้าเช็ดหน้าก็ยังหายหมด ไม่มีอะไรเหลือ ข้าพเจ้าต้องนั่งลงด้วยความอ่อนใจ แต่ในที่สุดก็นึกว่ามันเป็นกรรมของเราเอง มิได้ไปบ่นหากับใครเพราะไปถามใคร เพื่อนก็บอกว่าไม่รู้ไม่เห็น

เสร็จแล้วก็ก้มหน้าอาบเหงื่อต่างน้ำทำงาน แม้แดดจะร้อนฝนจะตก ก็มิเคยปริปากบ่น คิดว่าชาตินี้เราเกิดมามีกรรม 10 กว่าวัน ผ่านไปโดยที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น และแล้วในวันที่ 13 นั่นเอง เมื่อหลังจากเลิกงานเก็บเครื่องไม้เครื่องมือ แล้ว อาบน้ำกินข้าวเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกมึนศีรษะและรูสึกง่วงนอนผิดปกติแล้วเข้าไปนอนก่อนเพื่อนๆ

ข้าพเจ้าหลับไปตั้งแต่กี่ทุ่มไม่รู้ แต่มาตื่นเอาเมื่อแสงแดดสว่างจ้าไปหมด แล้วรีบลุกล้างหน้าล้างตาหาอาหารรองท้องพอเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็จะได้รีบไปทำงาน ครั้นพอเหลียวไปดูที่เก็บเครื่องมือริมฝาผนังข้างห้องนอน เอ๊ะ ! เมื่อวานเราลืมเก็บเครื่องมือไว้หรือ

เมื่อทบทวนความจำอีกครั้งก็จำได้ว่าเราเก็บมาเรียบร้อยแล้ว แล้วถ้าอย่างนั้นหายไปไหน แม้แต่หีบใส่ก็ไม่มี เที่ยวเดินถามเพื่อนจนทั่วแต่ก็ไม่มีใครทราบ อนิจจาเครื่องมือหายไปอีกแล้วหรือนี่ โธ่...เราจะเอาอะไร มาทำงานละคราวนี้

เหงื่อข้าพเจ้าออกโทรมกายเมื่อรู้แน่ว่ามันหาย เสื้อผ้ากางเกงเพิ่งหายไปไม่เท่าไหร่ แต่นี่เครื่องมือที่เคยทำมาหากินต้องมาหายไปเสียอีก น้ำตาของข้าพเจ้าแทบจะร่วง และเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็รู้ไปถึงพวกพี่ ๆบางคน หาว่าข้าพเจ้ามีนิสัยเดิมเกิดขึ้นอีก ใครจะไปเอาของอย่างนั้น นอกจากมันพาไปขายเล่นการพนัน

ในที่สุดข้าพเจ้าต้องขอยืมของเพื่อน ๆ ทำ คนที่เขามีจิตใจเมตตาสงสารบ้างก็ให้ แต่บางคนกลับแสดงความไม่พอใจ บางครั้งโดนเพื่อนด่าเพื่อนว่า แต่ก็ต้องจำใจทนให้เพื่อนว่าด้านชีวิตของข้าพเจ้ามีสมบัติติดตัวที่พอจะพึ่งได้อยู่เพียงอย่างเดียว คือรถมอเตอร์ไซค์ ที่พอจะได้ขี่ไปทำงานบางแห่ง

แต่กรรมของข้าพเจ้าหาได้สิ้นสุดลงเพียงแค่นี้ไม่เพียง 10 กว่าวันผ่านไป วันนั้นข้าพเจ้าจำได้ว่าตอนเช้าตรู่มีเพื่อนคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าเคยได้ซื้อข้าวให้เขากิน เคยหางานให้เขาทำยามเมื่อเขาตกงาน ข้าพเจ้าเคยหาเงินให้เขาใช้ แต่ผลที่ได้รับตอบแทนจากเพื่อนคนนั้น เขาได้หอบผ้าพะรุงพะรังมาหาข้าพเจ้าแต่เช้ามืด แล้วบอกกับข้าพเจ้าว่ายืมมอเตอรซค์สักทีเถอะ เอาผ้านี้ไปซักในตลาด

ข้าพเจ้าก็หยิบกุญแจและมอบให้เขาไปโดยที่ข้าพเจ้ามิได้นึกระแวงหรือสงสัยเลยว่า เพื่อนนี้จะมีใจเนรคุณกับข้าพเจ้าได้ จาก1 เป็น 2 เป็น 3 นี่ก็เกือบ 4 โมงเช้าเข้าไปแล้ว แต่ยังไม่เห็นเพื่อนกลับมาเลย จนในที่สุดอีกไม่ช้ามีคนอยู่ใกล้ๆ แถวนั้น คนหนึ่งเดินผ่านมา แล้วบอกกับข้าพเจ้าว่าเห็นเพื่อนของคุณคนนั้นไม่รู้ไปไหน มีกระเป๋าสะพายอยู่ข้างหลัง แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ของคุณไปเร็วจี๋ เสมือนท่อนเหล็กขนาดใหญ่ฟาดลงศีรษะหน้ามืดใจสั่น

เมื่อได้ยินคำบอกเล่าดังนั้น เมื่อหายจากความมึนงงก็รีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และคิดจะติดตาม แต่เวลานี้ เงิน...เงินไม่มีเลย ตัดสินใจถอดนาฬิกาข้อมือและแหวนรวมราคาประมาณ 600 กว่าบาท ขายได้ เงินมาเพียง 200 บาท แล้วว่าจ้างรถรับจ้างออกตาม แต่มันสายเสียแล้ว

ในที่สุดกลับมาที่พักพร้อมกับความหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง จะมองไปทางไหนพบแต่ความว่างเปล่า จิตใจของข้าพเจ้าแทบจะกลายเป็นบ้าเที่ยวเดินใจลอย ผมเผ้ารุงรังตาหมองคล้ำ พบแต่ความเศร้าหมอง ตี 2 ตี 3 เพื่อนเขา กำลังหลับกันอย่างสนิท แต่ข้าพเจ้ายังเที่ยวเดินอยู่บนถนนและข้อดีในระหว่างนั้นได้มีพวกโจรผู้ร้ายขึ้นปล้นบ้านแถวนั้นกวาดเอาทรัพย์สินของชาวบ้านไปหลายร้อย

พอรุ่งขึ้นบางคนมีความสงสัยและตั้งข้อพิสูจน์ว่า ข้าพเจ้านี้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอยู่ด้วย เพราะตอนดึกได้มีคนไปพบข้าพเจ้าเดินใกล้ ๆแถวนั้น เวลาล่วงไปได้ 3วัน หลังจากรถมอเตอร์ไซค์หาย พวกพี่น้องทางบ้านรู้กันหมดพี่บางคนหาว่า ข้าพเจ้านี้สาบานโกหกขี้เท็จตอแหลทั้งนั้น นิสัยเดิมมันจะทิ้งได้เสียเมื่อไหร่ คนสันดานเลวระยำบัดซบ มันคงจะติดตัวไปจนตาย

ครั้งแรก ๆ มันก็ขายผ้าเสื้อกางเกง พาไปกินเหล้าพาไปเล่นการพนันก่อน อีกหน่อยก็ขายเครื่องมือ พอหนักเข้ารถอเตอร์ไซค์ราคาเป็นพันมันก็ขายสมบัติเท่าปีกลิ้นก็ไม่เหลือเมื่อมันหมดทุกสิ่งทุกอย่างเข้า ลักปล้นขโมยมันก็เอา เพราะจิตใจมันแสนเลวระยำ นี่คือคำครหานินทาจากญาติพี่น้อง

และตอนบ่ายของวันนั้นเอง พี่ชายคนโตที่ไปทำสวนอยู่ทางอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เมื่อคราวก่อน พอรู้เข้าอย่างนี้ก็ให้มีความโกรธเป็นยิ่งนัก จึงรีบไปหาข้าพเจ้าที่จังหวัดกระบี่ ตามหาอยู่พักหนึ่งก็เจอข้าพเจ้า พอพบหน้าพี่ชายเข้าเท่านั้นหัวใจแทบจะหยุดเต้น หน้าซีดหมดแรงคล้ายจะเป็นลม

เมื่อพบข้าพเจ้าแล้วพี่ชายก็เข้าไปด่าว่า และจะฆ่าข้าพเจ้าเสียให้ตาย แม้ข้าพเจ้าจะบอกแกสักเท่าไหร่ ว่าน้องนี้ไมได้ชั่ว เขาใส่ร้ายน้อง น้องไม่ได้เอาไปขาย เพื่อนขโมยของจริง ๆ เมื่อก่อนน้องเคยประพฤติไม่ดี แต่นี่น้องไม่ได้ทำอย่างนั้น ขอให้พี่จงเห็นใจและเชื่อน้องสักครั้งเถอะ อย่าดุด่าว่าอ้ายโกหก อ้ายชาติชั่ว ทำผิดมึงไม่ยอมรับผิด น่าจะตายเสียดีกว่าอยู่ คนอย่างมึง

เพียงเท่านี้เอง น้ำตา... น้ำตาของข้าพเจ้าต้องไหลพราก ข้าพเจ้าร้องไห้โฮอยู่ข้างถนน โดยหมดความละอายอะไรทั้งสิ้น โอ้...ชีวิตของข้าพเจ้า ทำไมจึงมีกรรมแสนสาหัสอย่างนี้ ทำไมข้าพเจ้าไม่ตายเสียตั้งแต่เล็ก ๆ จะให้ชีวิตของข้าพเจ้าอยู่รับความทุกข์ทรมานไปทำไม

ในเมื่อข้าพเจ้าทำผิดประพฤติไม่ดีจริงดังว่าก็พอประทัง แต่นี่ข้าผิดอย่างไร ข้าชั่วแบบไหน ถ้าไม่รู้ ถ้าไม่เห็น ข้าพเจ้าหมดปัญญาที่จะบอกให้พี่และใครๆ เชื่อได้ ในที่สุดพี่ชายก็ได้บังคับให้กลับไปบ้านที่จังหวัดพังงา เมื่อไปถึงบ้านแทนที่จะได้พบจะได้เห็นพี่น้องเพื่อนฝูงต้อนรับยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเมื่อก่อน

เปล่าเลยมีแต่กลับตรงกันข้าม ใคร ๆ ก็ไม่อยากจะมองหน้า มีแต่ความขยะแขยงเกลียดชัง ยามเมื่อเรามั่งมีเงิน พี่น้องรักใคร่ เพื่อนฝูงมากมาย จะมองไปทางไหนพบแต่ความเพลิดเพลิน ยามเมื่อเราอับจน พี่น้องก็ห่างเหินเพื่อนรักกลับชัง จะเหลียวมองไปทางไหน แว่วแต่เสียงครหานินทา ทำถูกก็ว่าผิด พูดดีก็ว่าร้าย อยากจะไปบอกกับพี่ว่าน้องนี้ไม่ได้ผิด น้องนี้ไม่ได้ชั่ว แต่ไม่มีใครเขาต้องการจะฟังเขากลับปิดประตูไล่ไสส่ง ไม่มีใครอยากให้เข้าบ้าน

เมื่อหวนกลับไปหาแม่เพียงแค่เห็นข้าพเจ้าเท่านั้น แม่ต้องร้องไห้ชีวิตของข้าพเจ้ามันหมดล้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ทั้งทางวัตถุและจิตใจ เหลือแต่เพียงน้ำตาเท่านั้น ที่ยังคอยมาปลอบประโลมใจ และมาเป็นเพื่อนในยามเศร้า ในชีวิตของข้าพเจ้าตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยพบกับความสุขอันแท้จริง ในบางครั้งแม้จะมีบ้างแต่เป็นความสุขที่หลอกลวง ความสุขที่เจือปนด้วยยาพิษ

ข้าพเจ้าเคยมีบิดาอันรักยิ่งเสมือนแก้วตา แต่เพียง6 ปีเท่านั้น ท่านก็มาจากไปโดยไม่มีวันกลับ เคยมีพี่หญิงพี่ชายเหมือนเพื่อน แต่แล้วเหมือนไม่มี เคยมีเพื่อนรักยิ่งแต่เพื่อนรักกลับเนรคุณ ในชาติปางก่อนข้าพเจ้าสร้างกรรมทำอะไรเอาไว้มากมายนักหรือ ชาตินี้จึงต้องทนทุกข์ทรมานและเฝ้ากินแต่น้ำตาอยู่ร่ำไป

เมื่อพี่ ๆ มาพร้อมกันแล้ว พี่ชายคนโตได้พูดขึ้นว่าต่อจากนี้ไปชีวิตของข้าพเจ้า (นิกร) แกจะจัดการเอง หากขืนปล่อยเอาไว้อย่างนี้ คงจะนำความเสื่อมเสียมาสู่ญาติพี่น้องและตระกูล จะพามันไปดัดสันดานที่ในป่าเสียบ้างจะได้หายจากความเลวระยำสักที พี่ ๆ ทุกคนมีความยินดีและลงความเห็นด้วย ในการที่พี่ชายคนโตพาไปทำอย่างนั้นความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของข้าพเจ้า

เวลานี้ใครเล่าจะรู้ใครเล่าจะเห็น นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทวดาฟ้าดินเท่านั้นที่พอจะรับรู้ได้บ้าง แต่ใครล่ะที่จะมาช่วยข้าพเจ้าได้ ขณะที่ข้าพเจ้านั่งฟังอยู่นั้น หัวอกแทบจะพังทลายด้วยความอัดอั้นตันใจ หมดหนทางที่จะโต้เถียง และหลักฐานพยานมาอ้างให้เขาเชื่อฟังและเข้าใจได้ มีแต่น้ำตาที่หลั่งไหลนองหน้า ถ้าเราผิดจริงชั่วจริง จะไม่เสียใจเลย

แต่ข้าพเจ้าไม่รู้ไม่เห็นกลับถูกเขาใส่ร้ายใครเล่าจะไม่เสียใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งมีแต่ความทุกข์เสมือนตกนรกทั้งเป็น ทรัพย์สมบัติทั้งหมดสิ้นทุกอย่าง พี่น้องขับไล่ไม่คบหน้า ซ้ำถูกกล่าวหาใส่ร้ายและถูกพี่พาไปทรมานจะมองไปทางไหนมืดมิดหนทางชีวิตมืดมนจะอยู่ไปทำไมเล่าชีวิตนี้ ในเมื่อมามีแต่ความเศร้าตรม จะขอตายไปเสียให้พ้นยังดีกว่า ถึงขืนอยู่ก็หาความสุขไม่ได้แล้วในชีวิตนี้

ในทันทีนั้นข้าพเจ้าได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าขอลาจากโลกนี้ไป แต่มีปัญหาอยู่ว่าการตายนี้เราจะตายแบบไหนดี คิดไปคิดมาก็นึกได้ว่า “กินยานอนหลับ” สิตายสงบดี โดยมิต้องทำความวุ่นวายให้กับใคร และเวลานี้เงินข้าพเจ้ายังเหลืออยู่ 300 บาท เพราะเมื่อวันกลับมาบ้านออกจากงาน เงินที่เหลืออยู่เขาก็คิดให้

คืนนั้นข้าพเจ้านอนไม่หลับทั้งคืน พอรุ่งเช้าก็รีบออกไปตลาดหาซื้อยานอนหลับได้ทั้งหมด 15 เม็ด ทางร้านเขาบอกว่าหมดแล้วมีเพียงแค่นี้ ข้าพเจ้ายังไม่สมกับความเสียใจ จึงซื้อยาแอสโปรเพิ่มขึ้นอีก 10 เม็ด รวมเป็น 25 เม็ด ทีนี้คิดว่าคงจะตายสมความตั้งใจเราล่ะ แต่ส่วนเงินที่เหลือนี้เราจะเก็บไว้ทำไม เมื่อเราตายไปแล้ว ก็ไม่สามารถจะเอาไปได้เราเอาไปซื้อของฝากพี่ฝากแม่และซื้อของไปทำบุญให้หมดเถอะ

ทำบุญเป็นครั้งสุดท้าย

วันนั้นข้าพเจ้านึกอยากจะทำบุญทำทาน ความจริงแล้วข้าพเจ้าไม่เคยจะสนใจในเรื่องทำบุญทำทาน ก่อนๆ ถ้าจะไปวัดกับเขาบ้างก็ไปอย่างว่านั่นแหละ คือไปเที่ยวแบบคนหนุ่ม ๆ บางคน ไม่ได้ตั้งใจรับศีลฟังเทศน์กะเขาหรอกแต่ไปเพื่อจะมองหาผู้หญิงสวย ๆ ใครมาบ้าง คงจะได้บาปมากกว่าบุญ แต่พอใกล้จะตายเข้าสินึกจะทำบุญ

เมื่อตอนยังสบายไม่เจ็บไม่ไข้ไม่เคยนึก มัวแต่หลงเพลิดเพลินหาความสุขสบายแต่ในทางกามารมณ์ ไม่คิดว่าสักวันจะต้องตายพบพระพบเจ้าไม่อยากจะเข้าใกล้ เมื่อใกล้จะตายจึงคิดหาพระแต่พระองค์ไหนจะช่วยข้าพเจ้าได้ ในเมื่อยามสบายข้าพเจ้าไม่เคยได้ไปทำบุญกับพระ แม้แต่สวดนะโมก็ยังว่าไม่ค่อยถูก

เมื่อข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้าน ก็นำของที่ซื้อมาทั้งหมดพาไปให้พี่ แม้ว่าเขาจะไม่ยินดีต้อนรับ แต่ข้าพเจ้าก็เอาไปไว้แล้วบอกว่า พี่นี่ของน้องซื้อมาฝาก จงรับไปเถิดแล้วจากไปแล้วเอาไปให้แม่และพาขึ้นไปถวายพระที่วัด ของที่ซื้อมาทุกอย่าง เช่น ร่ม รองเท้า ผ้าถุง ปิ่นโต น้ำปลา กะปิ ธูป เทียนใบชา จนกระทั่งปลาสดและเนื้อหมู เมื่อแบ่งไปให้กันทั่วหมดทุกคนพากันประหลาดใจ ที่ข้าพเจ้ามีใจบุญเป็นพิเศษในวันนั้น

แต่ทุกคนหาได้เฉลียวใจไม่ว่า ข้าพเจ้าเตรียมตัวจะจากเขาไปเสียแล้ว วันนั้นเป็นวันเสาร์ เดือนมีนาคม พ.ศ.2510 เวลาประมาณ 18.00 น. หรือ 6 โมงเย็น ข้าพเจ้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะขอลาตาย แล้วไปหยิบเอายาทั้งหมดพร้อมด้วยน้ำหนึ่งแก้ว แล้วรีบออกไปหลังบ้านเมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมาแล้ว

ข้าพเจ้าก็รีบกินทันที เม็ดที่ 1ลงไป และเม็ดที่ 2-3 ติดตามไปตามลำดับ น้ำตาของข้าพเจ้าไหลพรากแทบจะเป็นสายเลือดแต่กัดฟันกินต่อไป กินไปพลางร้องไห้พลาง จนยานอนหลับ 15 เม็ดหมดไป ยังเหลือยาแอสโปร 10 เม็ด

ข้าพเจ้าอุตส่าห์กินเข้าไปจนหมด 5 เม็ดยังเหลืออีก 5 เม็ด ไม่สามารถจะกลืนลงไปได้ เพราะมันรู้สึกคล้าย ๆ จะอาเจียนออกมาให้ได้ และข้าพเจ้าคิดว่ายา20 เม็ดนี้มันคงสามารถนำดวงวิญญาณออกไปจากร่างได้แล้วล่ะ เพราะเคยปรากฏว่าเขากินเพียง 12 เม็ด ยังถึงแก่ความตาย

เขียนจดหมายลาตาย

เมื่อกินยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดนึกอยากจะเข้าไปกราบเท้าแม่ เพื่ออำลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เราจะตายเพราะชีวิตของข้าพเจ้าในเวลานี้ มีแต่แม่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่พอจะเห็นใจข้าพเจ้าอยู่บ้าง แม้ว่าลูกนี้จะสิ้นเนื้อประดาตัวชั่วช้าสารเลวไม่มีใครคบหน้า ทุกคนพากันขยะแขยง แต่แม่....แม่ไม่เคยจะรังเกียจลูก ยามเมื่อลูกทุกข์ แม่พลอยเป็นทุกข์ไปกับลูกด้วย ยามเมื่อลูกสุข แม่ก็พลอยยิ้มแย้มแจ่มใสยามเมื่อลูกเจ็บไข้แม่เฝ้ารักษาพยาบาล

พระคุณความดีของแม่มีต่อลูกมากเหลือเกิน สุดที่ลูกจะนำมากล่าวพรรณนาให้จบได้ เมื่อคิดเช่นนี้แล้วข้าพเจ้าเอาผ้าเช็ดน้ำตาจนแห้งแล้วเดินออกไป แต่ในเมื่อเข้าไปใกล้ กลับมีความคิดใหม่ขึ้นมาทันทีว่า

หากเราไปบอกกับแม่อย่างนี้ ไหนเลยแม่จะปล่อยให้ลูกนี้ตายไปต่อหน้าต่อตา แม่คงจะต้องช่วยเราเป็นแน่ในที่สุดข้าพเจ้ากลับเข้าไปในห้อง แล้วไปหยิบกระดาษมาเขียนจดหมายไว้หนึ่งฉบับ ในจดหมายนั้นมีใจความว่า

ที่ห้องนอนของลูกในวันสุดท้าย
กราบเท้าลามายังคุณแม่ผู้บังเกิดเกล้า


แม่จ๋า...ชาตินี้ลูกขอลาแม่ไปก่อน แม่คงไม่รู้หรอกว่าขณะนี้ลูกคนหนึ่งของแม่ ต้องทนทุกข์ทรมานดวงใจแทบจะขาด อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้ลูกจะต้องจากแม่ไปแล้วไปอย่างไม่มีวันจะได้กลับมาหาแม่อีก ลูกอยากจะเข้าไปหาแม่แล้วกราบอำลาแทบเท้าของแม่ และลูกอยากจะเห็นหน้าแม่ก่อนที่ลูกจะสิ้นใจตาย แต่ลูกทำอย่างนั้นไม่ได้

แม่จ๋า...ชาตินี้บุญลูกน้อยเหลือเกินที่จะได้เห็นหน้าแม่ต่อไป ลูกขอกราบลาแม่จนแทบเท้าแนบมากับจดหมายฉบับนี้ด้วย ชาตินี้ลูกมิทันได้ตอบแทนบุญคุณของแม่ ลูกขอตั้งสัตย์อธิษฐานไว้ว่าหากลูกไปเกิดชาติหนึ่งชาติใด ก็ขอให้เป็นลูกของแม่ผู้มีพระคุณ และขอให้ได้รับใช้อยู่กับแม่ผู้มีพระคุณทุกๆ ชาติไปด้วยเถิด

ขอให้คุณแม่และคุณพี่ที่อยู่หลัง จงมีแต่ความสุขตลอดไป ส่วนลูกนั้นสุดแล้วแต่บุญและกรรมจะนำพา ลูกอยากจะเขียนให้แม่อีกมากมาย แต่เวลานี้มือของลูกสั่นดวงตาฝ้าฟางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา สุดที่จะเขียนต่อไปได้อีกจึงขอลาแม่แต่เพียงเท่านี้

ขอลาแม่ชั่วชีวิต
จากลูกผู้อาภัพ นิกร ไทยรักษ์

เมื่อเขียนจดหมายแล้ว ก็เก็บจดหมายพร้อมด้วยกล่องยานอนหลับใส่ไว้ในเสื้อยืดชั้นใน คิดว่าเมื่อข้าพเจ้าตายแล้ว ตอนที่เขาเอาศพไปอาบน้ำ เขาคงจะเห็นและรู้เองว่าข้าพเจ้าตายเพราะเหตุไร ตามธรรมดาแต่ก่อนมาไม่เคยไหว้พระที่บ้านเลย แต่วันนี้ข้าพเจ้าไปหาดอกไม้ธูปเทียน แล้วไหว้พระ

เมื่อแม่เห็นอย่างนั้นก็แปลกใจ แต่ไม่ได้ไต่ถามประการใด ตอนนี้ยาที่กินเข้าไปเริ่มแสดงอาการออกบ้างข้าพเจ้ารู้สึกภายในจิตใจสั่น สติฟั่นเฟือนจำอะไรก็ไม่ค่อยได้ไหว้พระก็ไม่ค่อยถูก ตั้งนะโม 3 จบ ผิดบ้างถูกบ้าง เป็นอันว่าเสร็จพิธี

เมื่อไหว้พระแล้วก็เอาดอกไม้ที่หาเอาไว้แล้ว 3 ดอก ผูกติดร่วมกันทั้งธูปเทียนแล้วเอามือถือไว้ เพราะเคยเห็นคนใกล้จะตายหรือคนเจ็บหนักๆ เขาทำกันอย่างนั้น ตอนเอายาไปกินประมาณ 18 นาฬิกา

เมื่อเสร็จทุกอย่างแล้วเข้าไปนอนประมาณ 20 นาฬิกา ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนได้ระลึกขึ้นว่า ขอเดชะ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณบิดามารดา และคุณครูบาอาจารย์ ตลอดทั้งผู้เป็นใหญ่ มีพระอินทร์ พระพรหม พระยายม พระกาฬอีกทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และอีกทั้งผู้ที่เคยมีพระคุณทั้งหลาย

เมื่อข้าพเจ้าสิ้นชีวิตไปแล้ว ขอพระคุณของท่านจงมาช่วยนำดวงวิญญาณของข้าพเจ้าไปสู่สุคติด้วยเถิด ชาตินี้ข้าพเจ้ามีกรรม ขอเดชะบารมีของท่านทั้งหลายที่พรรณนามานี้ จงรับรู้ความดีที่ข้าพเจ้าได้สร้างสมอบรมไว้ในชาตินี้ แล้วจงมาเป็นกุศลผลบุญให้ข้าพเจ้าได้ไปเกิดในที่อันพึงปรารถนาที่ชอบ ดังที่ได้พรรณนามานี้

เมื่ออธิษฐานเสร็จก็ก้มตัวลงนอนและคิดว่าต่อไปนี้ไม่มีอะไรที่จะช่วยเราได้แล้วนอกจากพระ เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วก็ภาวนาขึ้นว่า "พุทโธ พุทโธ พุทโธ" อย่างนี้ตลอดไป ดอกไม้ธูปเทียนก็ตั้งไว้บนอกถือแบบประนมมือไหว้พระแล้วก็ค่อยๆลืมตัว และหลับไปในที่สุด

นี้แหละท่านทั้งหลาย ในโลกมนุษย์เรานี้จะเอาอะไรแน่นอนกันได้ วันนี้เรามีความสุขสมหวังสดชื่นรื่นรมย์ แต่วันพรุ่งนี้ใครเล่าจะเห็น บางทีเราอาจจะต้องร้องไห้ หรือบางทีเราอาจจะต้องจากโลกนี้ไปก็ได้

เพราะชีวิตมนุษย์เราทุกๆ คนย่อมเป็นไปตามกรรมที่เราเคยสร้างเอาไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ทั้งที่เป็นกรรมดีและชั่ว เมื่อได้กระทำลงไปแล้ว เราก็ต้องได้รับผลอย่างแน่นอน แล้วแต่วิบากกรรมนั้นจะตามมาทันเข้าเมื่อไร

ดูแต่แนวทางชีวิตของข้าพเจ้าเถิดไม่เคยนึกว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่แล้วก็เป็นเอาจนได้ ชาติปางก่อนข้าพเจ้าคงจะสร้างกรรมชั่วเอาไว้มาก เมื่อเกิดมาชาตินี้จึงต้องชดใช้กรรมเวรอันนั้นอย่างปวดแสบ

เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลาย เมื่อเรามีโชควาสนาได้ ชีวิตเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เราไม่ควรจะประมาท จงรีบทำความดีมีการรักษาศีลให้ทาน ฟังธรรมเสียแต่วันนี้เถิด ใครเล่าจะรู้ว่าความตายมาในวันพรุ่งนี้แล้ว

ชีวิตทุก ๆ ชีวิตเมื่อเกิดขึ้นมาในโลกนี้แล้ว ไม่มีใครที่จะอายุยืนค้ำฟ้า จะต้องตายลงด้วยกันทุกคน ต่างแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น จะยากดีมีจนหรือร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี เมื่อถึงคราวสิ้นชีวิต พระยามัจจุราชไม่เคยจะเมตตาปรานีใคร และไม่เคยจะเลือกชั้นวรรณะ

ต่อให้มีเงินทองกองล้นฟ้าก็ไม่สามารถจะป้องกันชีวิตไว้ได้ ยามเมื่อเราตายไปแล้ว แม้แต่โลหิตก็ไม่มีติดตัวนอกจากกรรมดีและกรรมชั่วเท่านั้นที่จะเป็นเงาติดตามตัวเราไป

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย เราจงหันหน้าเข้ามาน้อมเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาประดับจิตใจและเป็นที่พึ่งกันเถิด เพราะสิ่งอื่น ๆ ในโลกนี้ไม่ใช่สรณะเป็นที่พึ่งอันประเสริฐเลย

ในเมื่อเรามีคุณธรรมความดีประจำใจแล้ว เราจะไปกลัวอะไรกับความตาย พระยามัจจุราชไม่สามารถจะย่ำยีจิตใจเราได้แม้จะทำไปได้ก็แต่เพียงร่างกายเท่านั้น และด้วยอำนาจความดีเท่านั้นที่จะทำให้เรามีความสุขได้ในโลกนี้และในโลกหน้า

ท่านทั้งหลายเพราะเหตุไรที่ข้าพเจ้าไม่ตาย ข้าพเจ้ามีฤทธิ์หรือ เปล่าเลย ข้าพเจ้ายังเป็นปุถุชนสามัญที่ยังหนาแน่นไปด้วยกิเลสอาสวะ แต่ที่ไม่ตายนั้นก็เพราะอำนาจบารมีของคำว่า "พุทโธ” ได้แสดงอภินิหารช่วยชีวิตของข้าพเจ้ารอดมาได้อย่างมหัศจรรย์
จะช่วยแบบไหนและดวงวิญญาณของข้าพเจ้าไปประสบอะไร ขอเชิญติดตามในตอน ประสบเหตุการณ์ทางวิญญาณ ต่อไป..."


webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1765
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 10/5/08 at 06:51 Reply With Quote


"ปรโลก" คือสิ่งที่พบ.. เมื่อตายแล้ว

หลังจากข้าพเจ้าได้หลับไป สักครู่ใหญ่ ๆ ก็มารู้สึกตัว ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ข้าพเจ้า จะสิ้นลมหายใจ ( ธรรมดาผู้ที่ใกล้จะตาย จะต้องสะท้อนขึ้น หายใจอีกอย่างน้อย 3 - 4 ครั้ง ) เวลานั้นประมาณ 21 นาฬิกา ภายในหัวอก เสมือนว่า เอาหินขนาดใหญ่ มาตั้งทับไว้ รู้สึกว่าหนักไปทั้งตัว กรามสองข้างขบกันแน่น น้ำลายสองข้างปาก ไหลเป็นฟอง และ เหงื่อแตกไหลโทรมไปทั้งตัว ที่จมูกเหมือนมีใคร เอามืออันแข็งมาบีบ แต่คำว่า "พุทโธ พุทโธ พุทโธ" ยังจำไม่ลืม

ข้าพเจ้าพยายามจะหายใจอย่างแรง แต่ไม่สามารถจะทำได้ ฝืนหายใจได้เพียง 3 ครั้งนี้แล้ว ก็หยุดไปทันที คล้าย ๆ กับว่าเราหลับไป อย่างนั้นแหละ แต่ถ้าหากว่าเราหลับจริง ๆ แล้วฝัน ร่างของเราเองที่นอนอยู่ เราเองมองไม่เห็น แต่ทว่าข้าพเจ้าเอง พอสิ้นลมหายใจ ประมาณสัก 2 นาที ก็เป็นวิญญาณมายืนอยู่ทันที ตอนที่วิญญาณออกจากร่าง ไม่ทราบว่าออกตอนไหน และออกมาอย่างไร คล้าย ๆ กับว่านอนหลับ แล้วฝันไปอย่างนั้น

สภาพของวิญญาณที่ออกจากร่าง มายืนอยู่นั้น ตามเนื้อตัว แตกต่างจากร่างจริงมาก เสื้อผ้ากางเกงไม่มีจะนุ่งจะใส่เลย มีแต่ผ้าพันเอว ประมาณสักหนึ่งคืบ สกปรกเต็มที ดูร่างกายล่อนจ้อน ผมเผ้ารุงรัง แต่ในมือของวิญญาณนั้น ยังถือดอกไม้ธูปเทียนอยู่ เหมือนกับที่ร่าง ปากก็ยังภาวนาว่า "พุทโธ..พุทโธ..พุทโธ" อยู่ไม่ขาดระยะ ก่อนที่จะกินยายังเป็นห่วงแม่ เป็นห่วงพี่ แต่พอเป็นวิญญาณ ไม่เป็นห่วงอะไรเลย

วิญญาณของข้าพเจ้า ยืนดูร่างอย่างพินิจพิเคราะห์ อยู่พักหนึ่ง และความรู้สึกในวิญญาณว่า ที่นี้เราอยู่ไม่ได้แล้ว เราจะต้องออกไปหาที่อยู่ใหม่ แล้วจึงเดินออกไป พอมาถึงประตู ตามธรรมดาเมื่อเวลาเข้านอน เขาปิดประตูเรียบร้อย และคืนนั้นเดือนมืด เพราะเป็นคืนข้างแรม แต่ในวิญญาณ รู้ดีกว่าไม่มืด และไม่กว้างเท่าไร แต่พอถึงประตู ก็ไม่ต้องเอามือไปเปิด แต่รู้สึกว่าออกไป อยู่ด้านนอกแล้ว พอเดินพ้นจากห้อง มาถึงหน้าบ้าน ก็หันหน้าเดินไปทางทิศใต้

แรกออกจากบ้าน จำได้ทุกอย่างว่า ตรงนั้นเป็นสวนของคนนั้น ตรงโน้นเป็นสวนของคนโน้น และพอนานไปก็จำไม่ได้ คล้ายกับว่าเป็นที่ที่ไม่เคยมาก่อน และ อาการของวิญญาณที่เดินไปนั้น ดูเหมือนว่าเท้าทั้งสอง ไม่ถึงพื้นดิน แต่ไม่ใช่เหาะเหินเดินอากาศ เป็นอย่างไรบอกไม่ค่อยถูก คำว่า "พุทโธ" ก็ยังภาวนาเรื่อยไป โดยที่ไม่ลืมเลย ในที่สุดจำได้ว่ามายืนอยู่ในป่าไม้แห่งหนึ่ง

ในป่าไม้นี้ รู้สึกว่าร่มเย็นสบาย เดินสะดวกเพราะไม่รก เดินพักหนึ่งก็มาถึงที่เตียน พบสระบัวที่สวยงามที่สุด มีทั้งดอกตูม และดอกบาน สวยสล้างไปด้วย สีสันวรรณะแปลก ๆ มีทั้งสีขาวอมชมพู สลับกันอยู่อย่างสวยงามยิ่ง กลางสระนี้เป็นภูเขาแล้วอยู่ลูกหนึ่ง ไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก

ในขณะที่วิญญาณของข้าพเจ้า กำลังเพลิดเพลินอยู่กับสระประหลาดนั้น มี จระเข้ทอง ตัวหนึ่ง ออกมาจากถ้ำในภูเขานั้น บนหลังจระเข้ทองนั้น มีผู้หญิงยืนอยู่คนหนึ่ง รูปร่างสะคราญตา และมีเครื่องประดับร่างกายอันสวยงาม แพรวพราวไปทั้งตัว มีผมผูกเป็นมวยยาวถึงสะเอว มือจับอยู่ที่มวยผมนั้น คล้ายกับ นางธรณีบีบมวยผม จระเข้ทองตัวนั้น ว่ายน้ำรี่ตรงมาหน้าวิญญาณของข้าพเจ้า ห่างจากข้าพเจ้าประมาณสัก 8 ศอก แล้วก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้แสดงอาการแต่อย่างใด ผู้หญิงนั้นก็มิได้พูดจาว่ากระไร สักครู่หนึ่งจระเข้ตัวนั้น ก็ว่ายน้ำกลับเข้าสู่ถ้ำ พร้อมทั้งนางธรณีที่อยู่บนหลัง

ต่อจากนั้น.. วิญญาณก็เดินทางต่อไป สักครู่หนึ่ง ก็เข้าป่าอีกแห่งหนึ่งไม่สู้ใหญ่นัก เมื่อพ้นจากป่านั้นแล้วก็พบถนนสายหนึ่ง แล้วก็เดินไปตามถนนสายนั้น อีกไม่ไกลนัก ก็ถึงตลาดแห่งหนึ่ง ในตลาดนี้มีคนมากมาย ขายของนานาชนิด แต่ทว่ารถเรือไม่มีเลย คนโดยมาก จะแต่งตัวคล้ายแขก มีผ้าโพกศีรษะ ผู้หญิงก็มีผ้าคลุมและผ้าห่ม

ตอนนี้วิญญาณของข้าพเจ้า รู้สึกละอาย เป็นอย่างมาก ที่ต้องเปลือยเปล่า ในเมื่อเขาเหล่านั้น ประดับประดาด้วยอาภรณ์อันสวยงาม จึงเดินก้มหน้าไม่พูดจา และมองใคร พอใกล้จะพ้นตลาดนั้น ก็พบแม่ค้าแก่ ๆ นั่งอยู่ 2-3 คน ขายอะไรดูไม่ถนัด วิญญาณข้าพเจ้าจึงถามขึ้นว่า “ แม่ค้าครับ ทำไมผมนุ่งกางเกงมาอย่างนี้”

แม้ว่าคนหนึ่งตอบว่า.. คุณไม่ต้องแปลกใจเลย ถึงจะนุ่งห่มมาให้ดีอย่างไร เมื่อมาสู่ที่นี้ เอามาไม่ได้ดอก บางคนที่เคยเดินผ่านไป ไม่มีอะไรติดตัวเลยก็มี ” และแกยังพูดเสริมขึ้นอีกว่า “ถ้าหากว่าอยากจะได้แต่งดี ๆ งาม ๆ แล้ว ก็จงทำบุญทำทานกับผ้าบ้างสิ” วิญญาณของข้าพเจ้าก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่า เป็นความจริงเมื่อข้าพเจ้าอยู่เมืองมนุษย์ ไม่เคยทำบุญทำทานด้วยผ้าเลย เมื่อก่อนที่เราจะมานี้ ได้ทำเอาไว้นิดหนึ่ง ก็ทำด้วยจิตใจอันเศร้าหมอง จึงได้มาอย่างนี้

เมื่อหายสงสัยแล้ว ก็เดินทางต่อไป อีกไม่นานนักก็เข้าป่าอีก ในป่ารู้สึกว่าสวยงามกว่าป่าที่ผ่านมาแล้ว มีนกนานาชนิด พร้อมด้วย ลิงค่าง บ่างชะนี ห้อยโหนโยนตัวตามประสาสัตว์ ภายใต้โคนไม้มีสระน้ำอยู่อีกสระหนึ่ง ไม่ใหญ่เท่าไรนักมีหนุ่มสาวอาบน้ำอยู่หลายคู่ บางคู่ก็นั่งเรือเล่น บางคู่นั่งชิงช้า สรวลเสเฮฮาไปตามจังหวะ บางคู่ก็ว่ายน้ำอย่างสบายอารมณ์ ผู้คนเหล่านั้นดูแล้วคล้าย ๆ พวกอินเดียรอบ ๆ ขอบสระมีดอกไม้นานาชนิด บานอยู่สะพรั่ง ส่งกลิ่นขจรหอมหวนไปทั่วบริเวณ พ้นจากสระนั้นไปมีสวนดอกไม้ ดูสวยงามไม่มีที่จะเปรียบ

วิญญาณของข้าพเจ้า ยืนดูอยู่นานพอสมควร ก็เดินต่อไปจนถึงป่าไม้ใหญ่ ๆ อีกแห่งหนึ่ง ในป่านี้รู้สึกรกสักหน่อย แต่ไม่ถึงกับเดินลำบาก และในป่านี้มีสัตว์ร้ายหลายชนิด แต่พอเห็นวิญญาณของข้าพเจ้า ก็พากันหนีไปหมด เพราะว่าวิญญาณของข้าพเจ้า ภาวนาด้วยคำว่า พุทโธ อยู่ตลอดเวลาไม่เคยลืมเลย

เดินไปอีกไม่นาน ก็มีกวางตัวหนึ่ง วิ่งตัดหน้าในวิญญาณของข้าพเจ้าไป พอกวางนั้นพ้นไปสักประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ก็มีพรานป่าคนหนึ่งถือธนูหน้าไม้ ไล่ตามมา พอเหลือบเห็นวิญญาณของข้าพเจ้าเท่านั้น ทำท่าจะยิงพร้อมด้วยขู่สำทับด้วยเสียงอันดังว่า อย่าหนี อย่าหนี ให้เราจับเสียดี ๆ ถ้าขืนหนีเราจะยิงทันที ข้าพเจ้าในสภาพวิญญาณต้องหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ด้วยความกลัว

นายพรานก็ตรงรี่ เข้ามาหาวิญญาณ แล้วจับรวบมือทั้งสองข้าง และทันใดนั้น ก็โบยตีด้วยไม้ขนาดข้อมือ ลงบนหลังวิญญาณข้าพเจ้า 3 - 4 ครั้งเมื่อนายพรานเห็นว่า วิญญาณของข้าพเจ้าหนีไปไหนไม่ได้แล้ว ก็หยุดตี แล้วไปหาเชือกมาเส้นหนึ่ง โตขนาดนิ้วก้อย ผูกที่คอของวิญญาณ เสร็จแล้วลากพาไปไหนไม่ทราบ

วิญญาณได้พบพระพุทธเจ้า

ตอนนี้ข้าพเจ้า ในสภาพของวิญญาณ รู้สึกกลัวตายขึ้นมาอีก ทั้ง ๆ ที่เป็นวิญญาณอยู่แล้ว ความรู้สึกในวิญญาณเช่น ความเจ็บปวด ละอาย กลัว อะไรเหล่านี้ มีอยู่พร้อมเหมือนเป็นมนุษย์เราดี ๆนี่แหละ จึงพยายามดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด ในที่สุดก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่า ไม่มีที่พึ่งอันใดที่ดีไปกว่า พระพุทธเจ้า และ คำว่า "พุทโธ" จึงภาวนาขึ้นดัง ๆ ว่า

พุทโธ พุทโธ ๆ ๆ ขอบารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงมาช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด นายพรานมาตีข้าพเจ้าเปล่า ๆ ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดคิดร้ายต่อเขาเลย ข้าพเจ้าเจ็บปวดเหลือกำลัง ข้าพเจ้าหมดที่พึ่งแล้ว ขอเดชะบารมีของพระองค์เจ้าจงมาช่วยด้วยเถิด พุทโธ ๆ ๆ

วิญญขาณข้าพเจ้าภาวนา และ ระลึกอยู่อย่างนี้ ไม่นานก็ปรากฏว่า มีภาพของพระพุทธองค์ เสด็จลอยมาทันที ภาพนั้นลอยอยู่ในอากาศ และเสด็จประทับยืนอยู่บนดอกบัว พระหัตถ์เบื้องขวาทรงยกขึ้น พระหัตถ์เบื้องซ้ายปล่อยลงมาเฉย ๆ มีแสงรัศมีออกจาก พระวรกายสว่างจ้า แล้วลอยไปขวางหน้านายพรานไว้

เมื่อนายพรานเห็นดังนั้น ก็รีบปล่อยวิญญาณของข้าพเจ้าทันที แล้ววิ่งหนีเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว วิญญาณข้าพเจ้าเมื่อได้เห็นพุทธปาฏิหาริย์ ปานฉะนี้ ก็ยกมือประนมไหว้ และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างไม่ลืม และแล้วภาพของพุทธองค์ ก็ลอยหายไปจนลับตา

เมื่อนายพรานไปแล้ว วิญญาณข้าพเจ้าก็แก้เชือกที่ผูกคอออก แล้วพยายามจะเดินต่อไป ( ความรู้สึกในวิญญาณตั้งแต่ออกจากบ้าน หวังจะไปหาที่อยู่ใหม่ ) แต่เดินไปได้สองสามก้าว ก็ต้องนั่งลงพักด้วยความเจ็บปวด ที่ถูกนายพรานตี วิญญาณข้าพเจ้านั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ตาก็มองเหม่อไปรอบ ๆ อย่างคนที่สิ้นคิด เพราะจะมองไปทางไหน ก็ไม่มีที่จะพออยู่ได้

ท่องเที่ยวขึ้นสู่สรวงสรรค์

ในทันใดนั้นเอง ในดวงตาของวิญญาณ ก็ได้เหลือบเห็นอะไร อย่างหนึ่ง มี แสงเขียว เหมือนสายรุ้งรัศมีสีโชติช่วง กำลังลอยอยู่ในอากาศอันสูง แล้วค่อย ๆ ลอยต่ำลงมา ๆ จนถึงที่วิญญาณของข้าพเจ้านั่งอยู่ พอมาถึงจึงมองได้ถนัดตาว่า เป็นเรือยาวประมาณ วากว่า ๆ รอบลำเรือประดับด้วยเพชรนิลจินดา มีแสงทอตาเป็นประกาย พรายแพรวแสนสวยสุด ดุจเทพเจ้าเสกสรร ยากที่จะอธิบายได้ ทางท้ายเรือมีคนนั่งอยู่คนหนึ่ง แต่งตัวคล้าย ๆ ภาพของ พันท้ายนรสิงห์

พอเรือนั้นหยุดนิ่ง คนที่นั่งอยู่นั้น ได้พูดขึ้นว่า“ เทวดาเชิญคุณให้ขึ้นไปเที่ยวบนสวรรค์ เราเอาเรือมารับแล้ว” เมื่อวิญญาณข้าพเจ้าได้ยินดังนั้น ก็แสนจะดีใจ รีบลุกขึ้นนั่งบนเรือทันที พอขึ้นไปนั่งแล้ว ความเจ็บปวดที่ถูกนายพรานตี หายไปหมดเหมือนปลิดทิ้ง รู้สึกกว่ามีความสุขอย่างที่สุด นี่เพียงได้นั่งเรือเท่านั้น หากเราได้อยู่บนสวรรค์จริง ๆ จะมีความสุขสักเพียงแค่ไหน

เมื่อนั่งเรือเรียบร้อยแล้ว เรือนั้นก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นไปทีละนิด ๆ จนพ้นยอดไม้แล้ว ก็ผ่านมาในอากาศอันเวิ้งว้างว่างเปล่า แล้วผ่านเข้ามา ในหมู่เมฆหมอกสีขาวนวล ชวนให้มองอย่างสุขใจ แล้วค่อย ๆ ลอยขึ้นไปจนพ้นเมฆหมอกนั้น พอพ้นเมฆหมอกขึ้นไปข้างบนเท่านั้น จะมองไป ทางซ้ายทางขวา ข้างหน้าข้างหลัง จะพบแต่ปราสาท มีแสงเป็นประกายพรายแพรว เดียรดาษเกลื่อนกลาด ไปทั่ววิมาน

เมฆหมอกบาง ๆ ที่ล่องลอยอยู่นั้น มีสีขาวนวลดุจสำลี วิญญาณข้าพเจ้าเกิดความพิศวงหลงใหล และเพลิดเพลินใจอย่างสุดซึ้ง ยากที่จะหาแดนใดมาเปรียบได้ วิญญาณข้าพเจ้านึกอยู่ในใจว่า ดินแดนอันสวยงามอย่างที่สุดในเมืองมนุษย์ ถ้าจะเพิ่มความสวยงามขึ้นอีก ให้วิจิตรพิสดารสักร้อยเท่าพันเท่า ก็ยังหาเปรียบปานกับวิมาน ที่วิญญาณข้าพเจ้าไปประสบการณ์ มายังไม่ได้

เมื่อเรือที่วิญญาณข้าพเจ้านั่งมา ถึงจุดหมายปลายทางคือ ปราสาทหลังที่สวยที่สุด ในจำนวนปราสาทในแดนวิมานแล้ว วิญญาณข้าพเจ้าก็ทราบได้ทันทีว่า เป็นปราสาทของเทวดา เทวดาที่เห็นนั้นนอนเอกเขนกอยู่บนเตียง ห้องที่เทวดาประทับอยู่นั้น ยื่นออกมาข้างนอก มีกระจกสามด้าน ด้านหลังเป็นฝาผนัง องค์ของเทวดานั้น ตั้งแต่คอถึงศีรษะมีรัศมีบาง ๆ พุ่งออกมาประมาณคืบกว่า และเครื่องแต่งตัวสวยงามมาก

เมื่อเทวดาเห็นเรือ มาลอยอยู่ตรงหน้าแล้ว ก็ดึงเชือก เคาะระฆังสามครั้ง ระฆังนั้นเป็นระฆังทอง โตขนาดปี๊บน้ำมันก๊าดใบใหญ่ พอสิ้นเสียงระฆัง เหล่านางสาวชาวสวรรค์อันแสนสวย ประมาณร้อยกว่านาง ออกจากปราสาทต่าง ๆ ลอยมาทั้งนั้นคล้าย ๆ กับว่าเดินในอากาศ นางฟ้าแต่ละนาง วิญญาณของข้าพเจ้ามองเห็นเสมือนเดินบนพื้น แต่พื้นนั้นมองไม่เห็น เพราะมีคล้าย ๆ สำลี มาลอยอยู่ข้างบนเต็มไปหมด และใต้นั้นไม่ทราบว่าจะเป็นพื้นหรือเป็นอากาศ แต่เรือที่ลอยขึ้นมา เมื่อเดี๋ยวนั้นไม่เห็นมีอะไร

นางฟ้าเหล่านั้น วิญญาณข้าพเจ้ามองไป ไม่เห็นว่าจะใส่เสื้อ แต่มีผ้าคาดอกปิดถัน แล้วพาไปผูกไว้ที่ข้างหลัง และมีผ้าบาง ๆ สีสวยสด เป็นประกายพาดเฉียงบ่า ส่วนผ้านุ่งนั้น ไม่ทราบว่าทำด้วยอะไร ดูแล้วแวววาวงามระยับ ไปทั้งผืน รูปร่างหน้าตาเนื้อหนัง ก็สุดสวยจนข้าพเจ้า ไม่สามารถที่จะบรรยายได้ถูก ยิ่งกว่าภาพอันวิจิตรศิลป์ ที่จิตรกรเอก เขาได้วาดไว้ด้วยฝีมืออันเลิศ เนื้อหนังเปล่งปลั่ง ดังดอกปทุมชาติสีชมพูอ่อน เมื่อมาพร้อมกันแล้ว ก็กระทำอภิวันทนาการ แล้วร่ายรำทำเพลง แบบนาฏศิลป์ไทย ดูนุ่มนวลอ่อนช้อย น่าชมยิ่งนัก

ส่วนเรือที่วิญญาณข้าพเจ้า นั่งอยู่นั้น นายทหารก็จัดการวาดหางเรือ ลอยไปรอบ ๆ บางครั้งก็ลอยเข้าไปใกล้ เหล่านางฟ้าที่กำลังร่ายรำ ระยะห่างจากวิญญาณของข้าพเจ้าราว ๆ แค่ศอก แค่คืบก็มี ตอนนั้นวิญญาณข้าพเจ้า อายจนบอกไม่ถูก เมื่อมองดูนางฟ้าแล้ว กลับมองดูตัวเอง ที่นั่งอยู่ในเรือ มีแต่ผ้าขี้ริ้ว พันกายอยู่ผืนเดียว ข้าพเจ้าในสภาพของวิญญาณ รู้สึกว่าความสุขอันใดในเมืองมนุษย์ ที่ใคร ๆ ได้ประสบพบมา จะมีความสุขเท่าที่วิญญาณข้าพเจ้า กำลังประสบอยู่นี้หาไม่ได้

ขณะที่นั่งมองอยู่นั้น ในจิตใจรู้สึกว่า อยากจะลงจากเรือ ไปเดินร่ายรำ กับเหล่านางฟ้าแต่ กลัวตกสวรรค์ อยากจะชวนนางฟ้ามาพูดมาคุยด้วย แต่ไม่กล้าเผยปากสักที เพราะบุญญาธิการ แห่งดวงวิญญาณข้าพเจ้ามีน้อย จึงได้แต่นั่งมองดูอยู่ในเรือ ไม่สามารถจะลงเดิน ในดินแดนแห่งสวรรค์ อันแสนสุขนี้ได้ และชักชวนเหล่านางฟ้ามาคุย ให้เหมือนใจนึกได้

เมื่อหันหน้าไปมองดูเทวดา ท่านก็เอกเขนก อมยิ้มพริ้มพรายอย่างสบายอารมณ์ เหล่านางฟ้าก็ยิ้มแย้มแจ่มใส อย่างชม้อยชม้ายชายเนตร สังเกตองค์เทวดา อย่างผาสุกใจ ดุจเดียวกัน ถ้าจะคำนวณเวลาที่วิญญาณข้าพเจ้า ชมการร่ายรำของเหล่านางเทพอัปสรสวรรค์ เหล่านั้นแล้ว ประมาณสักครึ่งชั่วโมง เห็นจะได้ ต่อจากนั้นนางฟ้าก็ค่อย ๆ ทยอยกันกลับหลังไปยังปราสาทของตน ทีละนางสองนางจนหมดสิ้น โดยมิได้เหลียวมามอง วิญญาณข้าพเจ้าสักนางเดียว วิญญาณข้าพเจ้ามองตามไปจนสุดสายตา อย่างอาลัยยิ่ง

เมื่อเหล่านางฟ้า กลับสู่สถานพิมานทิพย์ของแต่ละนางแล้ว เรือที่วิญญาณข้าพเจ้านั่งอยู่นั้น ก็ลอยตรงมาอยู่หน้าพระพักตรงของเทวดา อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเทวดาเห็นดังนั้น ก็สั่งคนที่นั่งอยู่ตอนท้ายว่า พาเขาไปส่งได้แล้ว เมื่อวิญญาณข้าพเจ้าได้ยินดังนั้น สุดแสนเสียดายไม่อยากจะกลับ แต่นึกในใจว่าวาสนาเรายังน้อย เพียงแต่ได้เห็นเท่านั้นก็เป็นบุญตาแล้ว

วิญญาณข้าพเจ้า นั่งถอนใจครู่ใหญ่ และดูโน่น ดูนี่ไปรอบ ๆ เพื่อจดจำไว้เป็นขวัญตาขวัญใจ ประเดี๋ยวหนึ่งเรือนั้นก็ค่อย ๆ ลอยต่ำลงมา ๆ จนถึงยอดต้นไม้ต้นเดิม แล้วหยุดนิ่งอยู่ที่โคนต้นไม้นั้น เมื่อวิญญาณข้าพเจ้า ลงมาจากเรือแล้ว เรือลำนั้น ก็ลอยกลับขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า วิญญาณข้าพเจ้ามองตาม จนสุดสายตาด้วยความอาลัย ดังดวงใจจะขาดดิ้น

เมื่อเรือจากไป จนลับตาแล้ว วิญญาณข้าพเจ้าก็ออกเดินทาง แสวงหาที่อยู่ต่อไป คราวนี้รู้สึกว่า เดินสบายไม่เจ็บปวดตรงไหนเลย ไม่นานนักก็เดินไปเจอเอาวัดแห่งหนึ่ง ไม่สู้จะรกนัก ไม่มีพระสงฆ์หรือผู้ใดอยู่เลยนอกจาก พระพุทธรูปโต ๆ ขนาดช้าง และ มีภาพแกะสลักอย่างสวยงาม เมื่อเดินชมจนทั่วบริเวณนั้นแล้ว ก็ออกจากวัดนั้น

พบผู้ที่ตกอยู่ในขุมนรก

แล้วเดินทางต่อไปอีกไม่นาน ก็มาถึงป่าไม้อีกแห่งหนึ่ง ในป่านี้แปลกกว่าที่อื่น เพราะมีแต่ ต้นโพธิเงินโพธิทอง เท่านั้น คือบางต้นก็มีสีแดง ๆ และขาว ๆ ลำต้นโต ๆ แผ่สาขาร่มเย็นสบาย ภายใต้โคนต้น ก็สะอาดเหมือนมีใครมาเก็บกวาด เมื่อพ้นจากป่าโพธิไปอีกหน่อย ก็มีวัดอีกวัดหนึ่ง มีโรงธรรมวิหารศาลา ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม รอบ ๆ วัดนี้มีต้นไม้เขียวไปทั่ว

พอวิญญาณข้าพเจ้า เดินมาใกล้วิหาร เห็นพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง เดินออกมาจากป่าไม้ หลังวิหารนั้น ประมาณ 500 รูปเศษ เมื่อวิญญาณข้าพเจ้าเห็นดังนั้น ก็พลันยกมือขึ้นไหว้ และนั่งลงกราบที่พื้น 3 ครั้ง พระภิกษุรูปหนึ่ง ที่เดินนำหน้าพระภิกษุทั้งหลาย ตรงเข้ามาพยุงที่แขนวิญญาณของข้าพเจ้า ให้ลุกขึ้นยืน แล้วนำเข้าไปในวิหาร จัดการจุดธูปเทียนบูชาพระ เมื่อเสร็จแล้ว พระที่อยู่ข้างหลังก็ออกไปทีละองค์จนหมด เหลืออยู่แต่วิญญาณข้าพเจ้า และพระรูปที่นำเข้ามา แล้วพระภิกษุรูปนั้นก็ได้พูดขึ้นว่า

“ ต่อไปนี้ ท่านจะได้บวชแล้ว และจะหมดเคราะห์หมดโศกเสียที จะได้บวชภายในไม่กี่วันนี้แหละ ”พอพูดจบ ก็เดินออกจากวิหารนั้น เข้าไปในป่าหลังวิหารเช่นเดิม ส่วนวิญญาณข้าพเจ้าก็เดินออก ภายในป่านี้ วิญญาณข้าพเจ้าเดินอยู่นาน แต่ร่มเย็นสบายดี เมื่อจวนจะพ้นป่าไม้นี้ วิญญาณข้าพเจ้ามองเห็นเป็นกลุ่มควันไฟลอยขึ้นมา อยู่เบื้องหน้าเต็มไปหมด

วิญญาณข้าพเจ้ารีบเดินไปดู เพื่อจะได้รู้ว่ามันเป็นควันอะไรกัน พอเข้าไปใกล้ ก็แลเห็นเป็นเหวลึก ภายในเหวนั้น มองเห็นเป็นกองไฟอยู่ หลายแห่งใกล้ๆ กองไฟนั้นมองเห็นสิ่งมีชีวิตเดินอยู่ เป็นฝูง ๆ คล้าย ๆ ฝูงวัวฝูงควาย แต่ตัวเล็กกว่า มองดูไม่ถนัด เพราะวิญญาณข้าพเจ้าอยู่สูง และเป็นหมอกเป็นควัน วิญญาณข้าพเจ้ามีความสงสัยเป็นอย่างมาก ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ จึงค่อย ๆ เดินลงไปในเหวนั้น คล้าย ๆ กับเดินลงจากควันสูง ๆ พอลงไปถึงก็เห็นว่า เป็นที่ราบมีอาณาเขตกว้างขวาง คล้ายทะเลทราย

สิ่งแรกที่วิญญาณข้าพเจ้า มองเห็นคือเป็นฝูงมาแต่ไกล กำลังจะเดินผ่านมาทาง ที่วิญญาณข้าพเจ้ายืนอยู่ พอมาใกล้จึงรู้ และเห็นได้ถนัดว่า มีรูปร่างอย่างมนุษย์ หน้าตาน่าเกลียดอย่างที่สุด ศีรษะโล้น ร่างกายซูบผอม เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มีจำนวนเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ เมื่อพวกนี้เดินเลยไปแล้ว ก็มีผู้คุมเดินตามหลังมาสองคน ถือสมุดบัญชีเปิดดูอยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้คุมเดินมาใกล้วิญญาณ ข้าพเจ้ากำลังสงสัยอยู่แล้ว จึงได้ถามไปว่า

“ ท่านครับ พวกนี้คือพวกอะไร กระผมอยู่ในเมืองมนุษย์ ก็ไม่เคยเห็น และที่เดินมาก็ไม่เคยเห็น ขอท่านจงบอกให้ทีเถอะ”
ผู้คุมตอบว่า “ ที่นี่คือ พวกพระที่บวช ตัวอยู่ในเมืองมนุษย์ จิตใจไม่อยู่ในศีลในธรรม ฉ้อโกงหลอกลวงชาวบ้าน เอาทรัพย์เงินทอง มาสร้างประโยชน์ส่วนตัว ทะเลาะวิวาทชกต่อย ในหมู่สงฆ์ด้วยกัน และคอยรังควานหาเรื่องกับเพื่อนอยู่เสมอ เมื่อสิ้นชีวิตจากเมืองมนุษย์แล้ว ก็มาตกนรกทรมานอยู่ที่นี่ จนกว่าจะสิ้นเวร ที่ได้กระทำไว้ ”

เมื่อพวกนี้พ้นไปแล้ว ก็มีอีกพวกหนึ่ง เดินตามหลังกันมา ร่างกายเหมือนมนุษย์ ซูบผอมผมเผ้ารุงรัง มีเลือดย้อยลามไหลไปทั้งตัว บางคนตีนด้วนมือด้วน หน้าฉีกขาดมองเห็นกระดูก น่าเกลียดน่ากลัวมาก มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย มี นายนิรยบาล ถือหอกถือดาบ ตีฟันแทงมาไม่หยุด ต่างก็ล้มลุกคลุกคลาน มองดูแล้วน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก และมีผู้คุมเดินถือบัญชีตามหลังมาสองคน พอผู้คุมมาใกล้วิญญาณข้าพเจ้าจึงถาม ว่า “ ท่านครับ พวกนี้สร้างกรรมอะไรไว้"

ผู้คุมตอบว่า “ นี้คือพวกที่อยู่ในเมืองมนุษย์ ได้ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ทารุณโหดร้ายต่อผู้มีพระคุณ ฆ่าพระสงฆ์ทำลายศาสนา ขณะนี้ทุก ๆ คน พวกเรากำลังนำเข้าไปในเครื่องทรมาน"

ต่อจากนั้น ก็ยังมีอีกพวกหนึ่ง ร่างกายเหมือนมนุษย์ ส่วนหน้าตาดูไม่ได้ และบอกไม่ถูกว่า เหมือนกับอะไร น่าเกลียดน่ากลัว ยิ่งกว่าซากศพในโลงเสียอีก ตามเนื้อตัวพุพอง เปื่อยเน่าเลือดไหลแดงฉาน ไปทั่วทั้งตัว นายนิรยบาล ถือไม้กระบองใหญ่ขนาดแขน ตีคนละทีสองทีไม่หยุดยั้ง ต่างก็ร้องไห้ส่งเสียงครวญคราง อย่างน่าสมเพชเวทนา มีผู้คุมถือบัญชีเดินตามหลังมา 2 คน วิญญาณข้าพเจ้าก็ถามว่า พวกนี้ทำชั่วอย่างใดไว้

ผู้คุมตอบว่า " นี่คือพวกฉกชิงวิ่งราว ปล้นจี้ ขโมยข้าวของเงินทองผู้อื่น และทำร้ายเจ้าทรัพย์ ฉ้อโกงเขากิน ไม่ได้บวชเรียนในพุทธศาสนา เมื่อสิ้นชีวิตจากเมืองมนุษย์ จึงมาทรมานใช้กรรมอยู่ที่นี่ ”

เมื่อพวกนี้พ้นไปแล้ว ก็ยังมีอีกพวกหนึ่ง ร่างกายเหมือนมนุษย์ ส่วนหน้าตาเป็นสัตว์ คือจากคอขึ้นไปเป็นสัตว์ เป็นวัวบ้าง เป็นควายบ้าง หมู หมา ม้า เป็ด ไก่ บางตัวดูไม่ออกว่าเป็นสัตว์อะไร เลือดไหลแดงไปทั้งตัว นายนิรยบาล ใช้แส้และไม้เรียว ฟาดไปไม่หยุด มีผู้คุมถือบัญชีเดินตามหลังมาสองคน วิญญาณข้าพเจ้าก็ถามไปว่า “ท่านครับ พวกนี้ทำกรรมอะไรไว้”

ผู้คุมตอบว่า " นี่คือพวกที่ฆ่าสัตว์มีพระคุณ เช่น ฆ่าวัว ฆ่าควายช้าง ม้า และผู้ที่ทรมานสัตว์ เช่น ชนวัว ชนควาย ชนไก่กัดปลา และทรมานโดยวิธีต่าง ๆ อย่างโหดร้ายทารุณใจบาปหยาบช้า ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ขาดความเมตตาปรานี แล้วแต่ใครจะทำกับสัตว์อะไร เมื่อสิ้นชีวิตจากเมืองมนุษย์ ก็มาตกนรกที่นี่ จะมีหน้าตาเหมือนสัตว์เหล่านั้น ”

ต่อแต่นั้น ก็ยังมีพวกหนึ่ง เป็นผู้หญิงทั้งนั้น รูปร่างหน้าตาดำ เกรียมไปทั้งตัวเ หมือนถูกเผาไฟทั้งเป็น ผมยาวถึงสะเอว รูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่หน้าตาน่าเกลียดมาก เล็บยาวปากฉีกขาด บางคนก็ข่วนขบกัด ตบตีกันอย่างวุ่นวายไม่อยู่นิ่ง นายนิรยบาล ถือเหล็กแดงยาวประมาณสองศอก ถ้าหากว่าใครเดินเฉย ๆ ไม่ตบตีขวนกับเพื่อน ก็ใช้เหล็กแดงแทงเข้าไปทันที แล้วไล่ให้ไปตบตีตบต่อยกับเพื่อน แล้วมีผู้คุมเดินตามหลังมาสองคน พอมาใกล้วิญญาณข้าพเจ้า ก็ถามขึ้นว่า “ท่านครับ พวกนี้ทำกรรมอย่างไรไว้”

ผู้คุมตอบว่า “ หญิงพวกนี้ เมื่ออยู่ในเมืองมนุษย์ เป็นคนที่คบชู้นอกใจสามี ทำเสน่ห์ยาแฝด ให้ผัวรักผัวหลง ริษยาอาฆาต เบียดเบียนเพื่อนบ้าน หาเรื่องทะเลาะวิวาท กับเพื่อนบ้านอยู่เสมอ ไม่ทำบุญทำทาน ไม่เข้าวัดไหว้พระ เมื่อสิ้นชีวิตจากโลกมนุษย์แล้ว ก็มาตกนรกอย่างนี้ และผลกรรมที่จิตใจชั่วช้าอธรรม จึงทำให้เนื้อตัวไหม้เกรียมอย่างที่เห็นอยู่นี้

และทุกพวกมีจำนวนเป็นพันเป็นหมื่นทั้งนั้น นอกจากนี้แล้ว ยังมีผู้ที่เดินตามหลังมาอีกหลายพวก แต่ในวิญญาณข้าพเจ้ารู้สึกว่า ถ้าเรามัวยืนดูอยู่อย่างนี้ เมื่อไรจะได้มีที่อยู่ เพราะความตั้งใจในวิญญาณตั้งแต่แรก ออกมาจากบ้าน หวังจะไปหาที่อยู่ใหม่ เมื่อคิดดังนั้น จึงเดินต่อไปโดยที่มิได้ เหลียวไปถามอีก

ระยะที่เดินผ่านไปนั้น มองเห็นเป็นกองไฟอยู่หลายแห่ง แต่มิได้เดินเข้าไป และพวกที่อยู่ใน ๆ เข้าไปก็ยังอีกมากมาย วิญญาณข้าพเจ้าเดินไปได้ สักพักใหญ่ ก็มองเห็นเป็นทางขึ้นไปสู่ข้างบน คล้าย ๆ กับเป็นทางขึ้นจากเหว และรีบเดินขึ้นไปทันที เมื่อพ้นจากขุมนรก ขึ้นมาข้างบน ก็เริ่มมองเห็นของแปลก ๆ อีก

เป็นห้องสี่เหลี่ยมห้องหนึ่ง ที่หน้าห้องนั้นมีโต๊ะตัวใหญ่ และมีสมุดบัญชีวางอยู่บนโต๊ะหลายเล่ม ด้านหน้าโต๊ะมีคนนั่งอยู่คนหนึ่ง ลักษณะหน้าตาเหมือนมนุษย์คล้าย ๆ กับมนุษย์คือมี หู จมูก เท้า แข้งขาเหมือนกัน แต่มีขนขึ้นไปทั้งตัว ส่วนหน้าตา จะว่าเหมือนมนุษย์ก็ไม่ใช่ ดูดุร้ายคล้ายกับหน้ายักษ์ แต่ไม่ใช่ เขี้ยวงอก ส่วนผ้าที่นุ่ง ดูคลับคล้ายคลับคลา คือดูไม่ค่อยถนัด เป็นคล้ายกับหนังควาย ท่าทางน่ากลัวมาก เปิดบัญชีดูอยู่ตลอดเวลา ด้านข้างโต๊ะก็มีอีกคนหนึ่ง รูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกัน นั่งอยู่เฉย ๆ

( มาทราบเมื่อตอนหลังว่า คนที่นั่งโต๊ะคือ พระยายมบาล คนที่นั่งข้างโต๊ะคือ พระยายมราช และเขาทั้งสองนี้เป็นใหญ่คนละหน้าที่ พระยายมบาลเป็นใหญ่ในการจดบัญชี พระยายมราชเป็นใหญ่ในการตรวจบัญชี “พระยายมราชบอกตอนเข้ามาสิงร่าง” )

เมื่อพ้นจากห้องนั้นไป ประมาณ 3 วา มีต้นโพธิต้นหนึ่ง โตมาก ภายใต้ต้นโพธินี้ มี พระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่ง เป็นรูปปั้นนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ และไกลมาก เมื่อวิญญาณข้าพเจ้าเห็นดังนั้น อยากไปดูให้รู้แน่ว่าเป็นอย่างไร แต่ไม่กล้าไปทางตรง เพราะกลัวคนที่นั่งทำงานอยู่ จะจับเอาจึงเดินด้อม ๆ มอง ๆ ไปทางข้างนอก ไม่ให้พวกนั้นเขาเห็น

พอมาใกล้จงทราบได้ว่าเป็น สะพานแก้ว โตขนาดต้นมะพร้าว ราวและเสาไม่มีเลย เบื้องล่างของสะพาน มองดูเป็นหมอกเป็นควันไปทั้งนั้น ทอดข้ามจากทางขุมนรกไป และดูสูงเป็นเนินขึ้นไป หัวสุดของสะพาน มีภูเขาอยู่ลูกหนึ่งใหญ่โตมาก และทอดแอบไปทางหลังของภูเขา และที่หลังภูเขานั้น มีแสงสว่างพุ่งขึ้น ดูนวลใยเป็นประกาย เสมือนแสงบนสวรรค์ ที่เห็นเมื่อก่อน ดูแล้วเพลิดเพลินเจริญตา เป็นสุขยิ่งนัก และในวิญญาณนึกว่า ที่นั้นคงจะมีที่อยู่เป็นแน่

เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว ก็อยากจะเดินไป แต่กลัวจะตก ครั้งแรกทดลองเอาเท้าไปจรดดูเบา ๆ ว่าจะร้อนจะอุ่น จะแข็งลื่นหรือไม่ พอเข้าถึงสะพานเท่านั้น ในวิญญาณรู้สึกสบาย และเป็นสุขอย่างแปลกประหลาด เมื่อเห็นว่าสบายอย่างนี้ก็รีบเดินไปทันที

และขณะนี้กำลังเดินไปได้ประมาณครึ่งสะพานเท่านั้น ทันใดนั้นเอง เหตุการณ์ที่ไม่นึกอันน่ากลัวก็บังเกิดขึ้น มีเสียงประหลาดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ดังก้องมาข้างหลัง วิญญาณข้าพเจ้าเมื่อได้ยินดังนั้น ก็หันไปดู พอแลเห็นเท่านั้น แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เขาเหล่านั้นคือ ยมทูต 4 คนที่จับผู้หญิงไปเมื่อสักครู่

ขณะที่วิญญาณข้าพเจ้ากำลังยืนดู สิ่งต่าง ๆ อยู่นั้น ก็มีเหตุการณ์อันน่าสนใจ ปรากฏขึ้นทันที ภาพที่เห็นนั้นคือ พวกยมทูต 4 คน ท่าทางดูดุร้ายที่สุด ถือเหล็กสามง่ามเป็นอาวุธ กำลังลากผู้หญิงมาคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นอายุประมาณ 30 ปีหน้าตามอมแมม แต่งตัวด้วยผ้าเก่า ๆ

พอมาถึง ก็ให้นั่งลงหน้าโต๊ะ แล้วมีเสียงถามออกมาจากคนที่นั่งหน้าโต๊ะ ว่าชื่ออะไร ตอนนั้นวิญญาณข้าพเจ้า ฟังไม่ถนัดเพราะห่าง และในวิญญาณนึกว่าเสร็จแล้ว เขาจะต้องมาจับเราเป็นแน่ เลยรีบเดินไปหลบอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ แถวนั้น เมื่อคนที่นั่งหน้าโต๊ะถามชื่อแล้ว คนที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะ ก็ดึงบัญชีออกเล่มหนึ่ง แล้วเปิดดู ถาม ๆ ตอบ ๆ อยู่พักหนึ่ง

เมื่อเสร็จแล้ว คนทั้งสี่นั้น ก็ตรงเข้าไปฉุดกระชาก ร่างหญิงคนนั้น แล้วพาไปทางที่วิญญาณข้าพเจ้าเดินเข้ามา แล้วผลักผู้หญิงคนนั้นจมหายไป วิญญาณข้าพเจ้ามองดูอยู่ ด้วยความหวาดกลัว เมื่อผู้หญิงคนนั้นถูกคราไปแล้ว พวกทั้ง 4 ก็กลับมาที่โต๊ะอีก คนที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะพูดอะไร สองสามคำ พวกทั้ง 4 นั้นก็หายวับไปทันที แล้วพวกนี้ดูว่องไวรวดเร็วมาก ไม่ว่าจะทำอะไร

ถูกพระยายมราชสอบสวสวน

ขณะที่วิญญาณข้าพเจ้า กำลังตื่นเต้นต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรอย่างหนึ่ง อยู่ใกล้กับต้นโพธิมีสีเขียว เป็นแสงพุ่งยาวสว่างโชติช่วง อยู่ตลอดเวลายาวนั้นเอง พอมาถึง มันจับมัดมือมัดเท้าวิญญาณข้าพเจ้าอย่างแข็งแรง แล้วผูกติดกับไม้กระดานหาม พามายังห้องที่มองเห็นเมื่อครั้งแรก ซึ่งเป็นห้องของพระยายมบาล ที่ทำการตรวจกรรม

พอมาถึงหน้าห้องพัก พวกทั้ง 4 นั้น ก็วางวิญญาณข้าพเจ้าลงกับพื้น แล้วออกไปยืนอยู่ทางศีรษะ ทางเท้าคนหนึ่ง และยืนอยู่ข้างสองคน ในมือถือเหล็กสามง่ามไม่พูดจาว่าการไร เมื่อพระยายมบาลคนที่นั่งหน้าโต๊ะ เห็นดังนั้น ก็ถามว่าใคร วิญญาณข้าพเจ้าก็ตอบไปว่า ผมชื่อ นิกร นามสกุล ไทยรักษ์

แล้วพระยายมบาลก็หันไปสั่งคนที่นั่งข้างโต๊ะ คือ พระยายมราช เอาบัญชีมันมาดูเดี๋ยวนี้ เมื่อมันอยู่ในเมืองมนุษย์ มันสร้างกรรมทำเวรอะไรไว้บ้าง บอกมาให้หมด ต่อจากนั้นพระยายมราช ก็ค้นหาอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง ก็ชักบัญชีออกมาเล่มหนึ่ง หนาประมาณหนึ่งนิ้วฟุต ยาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง เมื่อเปิดไปถึงชื่อข้าพเจ้า ก็บอกขึ้นทันทีว่า

1. มันเบียดเบียนพ่อแม่
2. มันฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่ไม่ถึงกับฆ่าวัวฆ่าควาย หรือสัตว์มีพระคุณ
3. ไม่ได้บวชเรียนในพุทธศาสนา
4. มีกรรมเก่าติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน ผลกรรมมันมีแต่เพียง เท่านี้


วิญญาณของข้าพเจ้าที่นอนฟังอยู่นั้น รู้สึกว่ากลัวจนตัวสั่น ไม่ทราบว่าเขาจะทำอะไรกับเราต่อไปอีก เมื่อพระยายมราชผู้ถือบัญชี บอกหมดลงแล้ว เสียงพระยายมบาลถามว่า อยู่เมืองมนุษย์เคยทำบุญทำทานอะไรบ้าง จงบอกมาให้หมดอย่าชักช้า เสียงยมบาลที่ถามนั้น คำรามน่าหวาดกลัวยิ่งนัก เสมือนโกรธกันมาหลาย 10 ปี

พอพบเข้าคล้ายกับว่า จะกินเลือดกินเนื้อ วิญญาณข้าพเจ้า ในเวลานั้นกลัวจนบอกไม่ถูก พระยายมบาลก็ถามรุกมาเรื่อยว่า ทำไมไม่ตอบ หรือไม่เคยทำบุญทำทานอะไร วิญญขาณข้าพเจ้าที่กำลังคิดอยู่นั้น เห็นว่าไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่านี้ จึงตอบไปตามที่ได้เคยกระทำเอาไว้ว่า

1. ได้ทำบุญทำทาน ในงานฝังลูกนิมิตมาแล้วถึง 3 วัด
2. ได้ไปไหว้พระบรมธาตุ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมาแล้ว
3. ได้ทำบุญทำทานมาแล้วเล็ก ๆ น้อย ๆ
4. ได้นับถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสมอ แหละเป็นที่พึ่ง

พระยายมบาลเข้าไปสิงร่าง

เมื่อวิญญาณข้าพเจ้าได้พูดตอบไปเช่นนั้นแล้ว พระยายมบาลก็ได้พูดขึ้นว่า เออดี..มึงยังไม่ถึงที่ตาย สร้างกรรมทำเวรยังไม่มาก จะต้องกลับไปเข้าร่างเดิม ในเมืองมนุษย์อีก แล้วชี้มือออกไปว่า “ พวกท่านทั้งสี่จงพามันไปส่งให้เข้าร่างเดิม ในเมืองมนุษย์เดี๋ยวนี้ ”

พอวิญญาณข้าพเจ้าได้ยินดังนั้น แทนที่จะดีใจ กลับเสียใจลงไปอีก เพราะตั้งใจเอาไว้แล้วว่า จะขอกินยาตายไปให้พ้น แต่นี่พระยายมบาลจะให้เรากลับเข้าไปอีก เราจะไม่ขอกลับเป็นแน่ วิญญาณข้าพเจ้าจึงพูดขึ้นว่า

“ ขอความปรานีแก่ยมบาลผู้ยิ่งใหญ่ อย่าให้ข้าพเจ้าต้องไปทนทุกข์ทรมาน อยู่ในเมืองมนุษย์อีกเลย จงปล่อยข้าพเจ้าไปทางสะพานแก้วนั้น ตลอดไปเถิด”

ยมบาลพูดขึ้นว่า “ ไม่ได้ เราไม่เคยมีความปรานีแก่ใครทั้งนั้น ในเมื่อเราว่าให้ไปแล้วต้องไป”

พวกยมทูตทั้งสี่คนนั้น ก็จัดการแก้เชือกที่มัดมือ และมัดเท้าออกจนหมด เมื่อวิญญาณข้าพเจ้าเห็นว่า ไม่มีทางไหนแล้วที่พอจักพึ่งได้ นอกจากบารมีของพระพุทธองค์ จึงภาวนาขึ้นดัง ๆ ว่า "พุทโธ พุทโธ พุทโธ" สามครั้ง เมื่อพวกทั้งสี่นั้น ได้ยินคำว่า "พุทโธ" คำเดียว ก็หยุดลงทันที เสมือนเสียงประกาศิต ต่อจากนั้นวิญญาณข้าพเจ้า ก็ระลึกขึ้นว่า

" ขอเดชะ บารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีความเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ขอบารมีแห่งพระองค์ท่านโปรดมาช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด ในเมื่อพระยายมบาลจะให้ข้าพเจ้านี้ ไปเข้าร่างเดิมในเมืองมนุษย์ก็ได้ แต่ขอบารมีของพระองค์ท่าน ไปดลบันดาลให้ยมบาล เข้าไปสิงร่างของข้าพเจ้าในเมืองมนุษย์ แล้วบอกกับพี่และทุก ๆ คนด้วยว่า

อานุภาพของคำว่า "พุทโธ"

ข้าพเจ้านี้มิได้คิดอะไรทั้งหมด ถ้าข้าพเจ้าไปพูดเองเขาไม่เชื่อ และให้บอกด้วยว่านรกนั้น มีจริงทุกอย่าง ขอให้ยมบาลไปบอกเขาอย่างนี้แหละ ถ้าทำได้ดังว่านี้ วิญญาณข้าพเจ้าจะยอมไปเข้าร่างเดิม ถ้าไม่ได้อย่างนี้ จะไม่ยอมเข้าไปสู่ร่างเดิม ในเมืองมนุษย์อย่างเด็ดขาด แม้จะทุกข์ทรมานอย่างไร ขอให้บารมีของพระองค์ท่าน จงช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด "พุทโธ พุทโธ พุทโธ"

วิญญาณข้าพเจ้าภาวนาอยู่อย่างนั้น ไปเรื่อย ๆ อีกไม่นาน ภาพของพระพุทธองค์ที่อยู่ใต้ต้นโพธินั้น ก็แสดงอภินิหารขึ้นทันที ครั้งแรกวิญญาณข้าพเจ้าเห็นพระพุทธรูปนั้น เป็นภาพปั้นแต่อีกไม่นาน ภาพนั้นก็ค่อยเป็นจริงขึ้น คือเป็นคล้ายกับเนื้อหนังจริง ๆ และผ้าจีวร ก็เหมือนผ้าจริง ต่อมาก็มีแสงรัศมี ออกมาจากดวงเนตรของพระองค์ เป็นสีเขียวพุ่งไปยังร่างของยมบาล

เมื่อยมบาลเห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้นจากโต๊ะทันที แต่แล้วก็นั่งลงอีก วิญญาณข้าพเจ้าก็ภาวนาว่า "พุทโธๆ ๆ" และระลึกเหมือนเมื่อแรกอีก คราวนี้เป็นแสงรัศมีใหญ่กว่าคราวก่อน พุ่งไปที่ยมบาลอีก เมื่อ ยมบาลถูกเข้าครั้งที่สอง ก็ไม่สามารถทนนั่งอยู่ได้ แล้วลุกขึ้นยืนทันที และออกไปยังเมืองมนุษย์

ส่วนวิญญาณข้าพเจ้า เมื่อเห็นดังนั้นก็ออกติดตามไปด้วย เพราะว่าตอนนี้เชือกอะไรเขาแก้ออกหมดแล้ว เมืองนรก กับ เมืองมนุษย์ ตามความรู้สึกในวิญญาณ อยู่ไม่ไกลกันเลย แต่เมื่อเป็นวิญญาณ ออกจากเมืองมนุษย์แล้ว จะเห็นว่าข้างหลัง เป็นหมอกไปทั้งนั้น เมื่อออกไปแล้ว ไม่สามารถจะกลับมาเมืองมนุษย์ที่เดิมได้ถูก ถ้าหากว่าใครไม่เรียก หรือไม่นำเข้ามา

แต่ตอนนี้วิญญาณข้าพเจ้า ได้ติดตามยมบาลเข้าไป เมื่อวิญญาณข้าพเจ้าติดตามถึงเมืองมนุษย์ แล้วก็หยุดอยู่ที่หน้าบ้าน ยืนอยู่ข้างเสา ส่วน ยมบาลก็เข้าไปในบ้าน และหายเข้าไปในร่างข้าพเจ้าทันที ตามธรรมดาเมื่อเราเป็นมนุษย์ เราไม่สามารถจะมองทะลุฝาผนัง หรือมองทะลุกำแพงออกไปได้ เพราะเป็นตาเนื้อที่ยังหยาบอยู่ แต่เมื่อเราเป็นวิญญาณไป จะมองทะลุปรุโปร่งได้ทั้งหมด แม้แต่ในก้อนหิน และแท่งเหล็ก

ทันใดนั้นเอง ร่างของข้าพเจ้า ที่นอนไม่มีความรู้สึกอันใด อยู่บนเตียงนานแล้วโดยที่ไม่มีใครรู้ เพราะเป็นเวลากลางคืน ได้ลุกขึ้นกระโดดบนเตียง สามสี่ครั้ง ส่งเสียงคำรามสะเทือนไปทั่วทั้งบ้าน ทุกคนที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่นั้น ก็พากันตกใจตื่น คิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ต่างก็จุดตะเกียงออกมาดู แม่ของข้าพเจ้า คิดว่าข้าพเจ้า เป็นบ้าหรือเสียสติ ส่วนพี่ชายนึกว่า ผีเข้า ต่างเข้ามาจะจับมัด เพราะกลัวจะวิ่งหนีเข้าป่า แต่ถูกยมบาลผลักกระเด็นออกไปหมด

เมื่อทำอะไรกันไม่ได้ ต่างก็บนบานศาลกล่าว กันเป็นการใหญ่ ว่าจะกินอะไรเอาอะไร ก็บอกมาดี ๆ เถอะ อย่าทำฤทธิ์ให้มากไปเลย
ยมบาลพูดขึ้นว่า “ เราไม่ใช่ผี เราคือ ยมบาลผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองนรก”แล้วส่งเสียงคำรามฮึ่ม ๆ ๆ อยู่เรื่อย พี่ชายข้าพเจ้าสงสัยมาก ว่า ยมบาลอะไรดันขึ้นมาในเมืองมนุษย์ พี่ชายจึงพูดขู่ออกไปว่า “ ยมบาลอะไร พูดมาดี ๆ นะ อย่ามาพูดโกหกกับเรา เดี๋ยวยมบาลจะเจ็บตัว ” พี่ชายคนโตข้าพเจ้า นับถือทางไสยศาสตร์ คือ นับถือ ปู่เจ้าสมิงพราย แกไม่เคยกลัวเรื่องผี ๆ

เมื่อยมบาลได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งเพิ่มความโกรธมากขึ้น ทำท่าจะกระโดดถีบพี่ชายข้าพเจ้า แต่ยมบาลกลับนึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าหากเราขืนอยู่ในเมืองมนุษย์ต่อไปอีก เราจะต้องเอาชีวิตมันเสียแน่ เมื่อยมบาลคิดดังนั้น เลยตัดความรำคาญ ออกจากร่างของข้าพเจ้าไปทันที ทิ้งให้ร่างของข้าพเจ้า ที่กำลังเต้นอยู่นั้น ล้มลงหยุดนิ่งอยู่ทันที
เมื่อแม่และพี่ ๆ เห็นดังนั้นก็เข้ามาเรียก แต่เรียกและปลุกเท่าไร ก็ไม่ยอมฟื้นและตื่นขึ้นสักที จะตื่นขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อวิญญาณข้าพเจ้า ยืนมองอยู่ข้างนอก และในร่างนั้นปราศจากวิญญาณ และความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อยมบาลไม่ยอมเข้ามาสิงแล้ว ก็ร้อนถึง พระยายมราชที่นั่งข้างโต๊ะ ในที่สุดก็เข้ามาสิงแทนเสียเอง แล้วพูดขึ้นว่า "เราคือพระยายม คนที่เข้ามาสิงเมื่อกี้นั้นคือ ยมบาลแต่ท่านออกไปเสียแล้ว และจะไม่ยอมเข้ามาอีก เพราะท่านเป็นคนที่ขี้โกรธ พูดกับใครไม่ค่อยได้ เราจึงเข้าลงแทน ”
พระยายมพูดต่อไปว่า “ พระพุทธเจ้า ได้มีรัศมี ให้เรามาช่วยชีวิตน้องชายของพวกแกไว้ เพราะมันยังไม่ถึงที่ตาย"

พี่ชายข้าพเจ้า ถามพระยายมต่อไปว่า มาช่วยมันเรื่องอะไร เพราะมันไม่ได้เจ็บไข้อะไร พระยายมไม่ได้ตอบว่าอะไร แต่ทันใดนั้นเอง เอามือจับที่อกเสื้อทั้งสองข้างฉีกออกอย่างแรง แล้วหยิบเอาจดหมายพร้อมด้วยกล่องยานอนหลับ ปาเข้าไปที่ร่างพี่ชาย พร้อมกับบอกว่า “จงอ่านมันดู”

ทุกๆ คนที่คอยดูอยู่ นั่นตกตะลึงไปตาม ๆ กัน เพราะไม่มีใครนึกเลย ว่าข้าพเจ้าจะคิดอย่างนั้น แล้วพระยายมพูดต่อไปพร้อมกับ ชี้มือไปยังแม่ของข้าพเจ้าว่า
" จงไปตามลูก ๆ หลาน ๆ มาให้หมด พร้อมด้วยคนที่อยู่ข้างเคียงแถวนี้ คืนนี้เราได้เยือนมาเมืองมนุษย์แล้ว เราจะบอกการทรมานในเมืองนรกให้ฟัง พวกมนุษย์เดี๋ยวนี้ มันสร้างแต่กรรมชั่ว ตกนรกกันมากมายเหลือเกิน ร้อยวันพันปีเราไม่ได้ขึ้นมา วันนี้เมื่อเราขึ้นมาแล้ว เราจะบอกให้ฟัง และได้รู้กันไว้"

ต่อจากนั้นแม่ของข้าพเจ้า ก็ไปตามมาหลายคนที่ข้าพเจ้าพอจำได้อยู่ เวลานี้คือ นายลบ นายอ๋วน นางเขียด ( ชื่อเรียกตามบ้าน ) น.ส. ขวัญใจ - ขวัญจิต เชาพาศ พร้อมด้วยคนในบ้านคือ นางนารถ นางแช่ม นายสวาท และหลาน ๆ อีกหลายคน พร้อมด้วยคนที่มาประสบเอง โดยไม่ต้องไปตามเมื่อตอนใกล้สว่างอีกหลายคน (ที่ข้าพเจ้าจำได้นี้ ตอนนั้นวิญญาณของข้าพเจ้ายืนพิงเสาอยู่ที่หน้าบ้าน)

เพื่อให้ท่านทั้งหลาย เข้าใจอีกครั้ง “ นับตั้งแต่พระยายมราชเข้ามาสิงร่าง อันปราศจากความรู้สึกนั้น ไม่ใช่ไปประสบมาแต่วิญญาณข้าพเจ้าผู้เดียว แต่พวกที่ข้าพเจ้าอ้างชื่อมาในข้างต้นนั้น เป็นผู้ที่ซักถาม.. พระยายมราชเอง และเป็นผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ในปัจจุบันนี้ มิใช่เอาคนที่ตายไปแล้ว มาอ้างให้ท่านฟัง และที่ข้าพเจ้าเอามาเล่าถูกนี้ เพราะวิญญาณข้าพเจ้ายืนมองการกระทำของพระยายมราช และการซักถามของคนเหล่านั้น แต่เขาเหล่านั้นมองไม่เห็นวิญญาณข้าพเจ้า ”

เดี๋ยวนี้ท่านผู้อ่านทั้งหลายคิดว่า วิญญาณของข้าพเจ้าไปเห็นมาคนเดียวทั้งหมด เพราะข้าพเจ้าเคยถูกนิมนต์ให้เล่าหลายครั้ง หลังจากบวชมาแล้ว แต่เขาเหล่านั้นเมื่อได้ฟังแล้ว มักจะเข้าใจว่าเป็นการนิมิต หรือเป็นการหลับแล้วฝันไปต่างหาก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้แต่ข้าพเจ้าเอง ก็ไม่สามารถจะอธิบายให้ท่านทั้งหลาย ทราบกันอย่างละเอียดได้ เพราะเป็นสภาวะที่ ต่างภพ ต่างภูมิกัน กับในโลกมนุษย์เรานี้ เอาไว้ต่อเมื่อท่านทั้งหลายตายไปเอง แล้วท่านทั้งหลายจะทราบได้ดีเองว่า มันมิใช่ความฝัน แต่มีจริงทุกอย่างที่วิญญาณเราสามารถเห็นได้ เหมือนในโลกมนุษย์เรานี้

แต่ในเวลานี้ ขอให้ท่านทั้งหลาย ทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ตั้งแต่สลบลงไปนั้น เป็นตอนหนึ่งที่วิญญาณพเนจรไป และตั้งแต่ยมบาลเข้ามาสิงร่างของข้าพเจ้า ซึ่งนอนสลบอยู่บนเตียงนั้น ตอนหนึ่งที่พี่แม่ และผู้คนที่รวมอยู่ สามารถเห็นเหตุการณ์นั้นได้ด้วย และถ้าท่านผู้อ่านทั้งหลายเกิดความสนใจ อยากจะพิสูจน์ให้ได้ความชัดเจนขึ้น โปรดไปสอบถามคนจำพวกนั้นได้ ที่ข้าพเจ้าได้ระบุชื่อเอาไว้ หรือใครก็ได้ที่ประสบเหตุการณ์ ในคืนนั้นด้วย

เมื่อทุกคนมาพร้อมแล้ว พระยายมราชก็เริ่มอธิบาย ถึงเรื่องของข้าพเจ้าก่อนว่า เพราะเหตุไรจึงกินยาตาย และเรื่องเหล่านั้น เป็นมาอย่างไร เมื่อจบแล้ว ก็อธิบายถึงขุมนรก ว่ามีอะไรบ้าง และยังบอกด้วยว่า คนที่เมืองไทยนับถือพุทธศาสนา อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป มีบัญชีอยู่ในเมืองนรกทั้งนั้น เว้นแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่มีบัญชี ใครจะสร้างกรรมอะไร สร้างบุญอะไร สามารถรู้ได้ทุกอย่าง ด้วย หูทิพย์ตาทิพย์ ถ้าใครไม่เชื่อว่าตาทิพย์ ให้เอาเข็มไปทิ้งในน้ำที่ไหลเซี่ยว หรือไปทำอะไรที่ไหน พระยายมก็สามารถไปเอามาได้ และบอกถูกทุกอย่าง เมื่อทดลอง

ตอนนี้พี่ชายชักสนใจ ในเรื่องบัญชี เพราะเขาเคยพูดกันบ่อยว่า ผู้ทำดีลงบัญชีแผ่นทอง ผู้ทำชั่วลงบัญชีหนังหมาถ้ามีแล้วต้องบอกเราถูก เลยถามพระยายมว่า “ ในบัญชีของกระผมมีอะไรบ้าง พระยายมก็ใช้พวกทั้ง 4 ไปเอาบัญชีพี่ชายมาให้ดู (ตอนนี้เมื่อพวกทั้ง 4 นั้นเอาบัญชีขึ้นมา แล้วยื่นไปให้พระยายม ในร่างของข้าพเจ้านั้น วิญญาณข้าพเจ้าเห็นทุกอย่าง ตั้งแต่เอามือไปรับ แล้วเปิดออกอ่าน ผู้ที่นั่งอยู่นั้นเสมือนพระยายม ยื่นมือไปจับลม แล้วตอนที่เปิดบัญชีก็เห็นแต่ทำมือจับแล้วยก ไม่สามารถเห็นบัญชีได้)

พระยายมบอกบัญชีของพี่ชาย ตั้งแต่อายุ 10 ปี จนถึง 35 ปีว่ามีอะไรบ้าง แม้แต่พี่ชายข้าพเจ้าจะไปยิงลิง ค่าง และหมูที่อยู่ในป่า ก็ปรากฏอยู่ในบัญชีทั้งหมด ได้ทำบุญอะไรกี่อย่าง ก็จดไว้ทั้งหมดเช่นกัน ตั้งแต่อายุ 10 ปีถึง 34 ปีไม่คลาดเคลื่อนอะไรเลย แม้แต่นิดเดียว เมื่อพี่ชายของข้าพเจ้า ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกกลัวมาก ถึงกับก้มลงไปหาพระยายมเลยและเชื่อทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะดังที่ปรากฏอยู่ในบัญชี ตนเคยทำมาแล้วทั้งนั้น

ต่อจากนั้นก็ถามกันไปทุก ๆ คน และไม่มีใครเลยที่สร้างกรรมทำชั่วแล้ว ไม่ปรากฏอยู่ในบัญชี บางคนก็บอกตั้งแต่อายุ 7 ปีบ้าง 6 ปีบ้าง แล้วแต่ใครสร้างกรรม เมื่ออายุ เท่าไร พี่ชายข้าพเจ้าถามว่า " เพราะเหตุไร พระยายมบอกตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไป และบางคนบอกอายุ 7 ปีบ้าง 8 ปีบ้าง”

พระยายมตอบว่า “ที่เราบอกอย่างนั้น เพราะว่าเด็กอายุ 1-5 ปี เรายังไม่จดบัญชี คือเด็กในระหว่างนี้ยังไม่มีเจตนาจะกระทำกรรมอันใดจริงจัง และบางคนที่เราจดเอาเมื่ออายุ 7 ปีบ้าง 8 ปีบ้าง 10 ปีบ้างนั้น เพราะการสร้างกรรมนั้น ไม่แน่นอน บางคนสร้างตั้งแต่อายุ 6 ปี แต่กรรมนั้น ไม่ถึงกับตกนรก และไม่ถึงกับพาขึ้นสวรรค์เราก็ไม่จด หากใครทำถึงกับไปสู่ที่ทั้งสองนี้แล้ว เราก็จดทำดีในแผ่นสีแดง ทำชั่วจดในแผ่นสีดำ”

พี่ชายถามว่า " พระยายมจะจดอย่างไรไหว เมื่อคนเป็นร้อย ๆ ล้านที่อยู่ในโลก”
พระยายมตอบว่า เราจดเอาแต่ที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นคนไทย ส่วนชาติอื่นเขาก็มีพวกเขา และศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดูหรือศาสนาอื่น เขาก็มีนรกสวรรค์ของเขาเราไม่เกี่ยว”
พี่ชายถามว่า แม้แต่เป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธก็เถอะ มีจำนวนเป็นล้าน ๆ ถ้าเขาเหล่านั้นกระทำกรรมอันหนักพร้อมกัน และเร็วในทันที จะจดบัญชีอย่างไรทัน
พระยายมตอบว่า แม้ใครจะทำเร็วอย่างไรก็ตาม พวกเรารู้เห็นและทำทันทีนั้น เพราะในโลกมนุษย์ 1 ปี เท่ากับในเมืองนรก 1 วัน
พี่ชายถามว่า “ พระยายมช่วยบอกให้สักทีเถิด ว่าปู่ย่าที่ตายไปแล้วนั้น ตกนรกอยู่หรือไปเกิดแล้ว ”
พระยายมตอบว่า คนนั้นชื่อนั้นยังตกนรกอยู่ คนนั้นไปเกิดแล้ว คนนั้นตกอยู่ คนนั้นยังตกอยู่อีกนาน คนนั้นใกล้จะพ้นแล้ว เหล่านี้เป็นต้น
พี่ชายถามว่า “ พระยายมรู้อย่างไรว่าไปเกิดแล้วหรือยัง และยังอีกนานไม่นาน”
พระยายมตอบว่า รู้ได้ด้วยการดูบัญชีในเมืองนรก ถ้าใครยังตกอยู่ เรายังมีบัญชีจดไว้ ถ้าใครไปเกิดแล้ว เราก็ลบบัญชีออก หมดโคตรหนึ่งเรามีบัญชีเล่มหนึ่ง”
พี่ชายถามว่า เมื่อวันก่อนแม่ไปทอดผ้าป่า และทำบุญอุทิศไปให้ผู้ตาย ได้รับกันหรือเปล่า”
พระยายมตอบว่า “ พวกที่ยังตกอยู่ในนรก ไม่ได้รับอะไรเลย เพราะกรรมเขายังมาก พวกที่ได้รับส่วนบุญคือ พวกที่เป็นเปรตพ้นจากขุมนรก แล้ว ”
พี่ชาย ถาม ว่า “ การที่ทรมานสัตว์นรกนั้น เขารู้ได้อย่างไรว่าสิ้นเมื่อไร ?”


webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1765
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 15/10/09 at 09:48 Reply With Quote


ตอนจบ

พระยายมตอบว่า การที่พวกมนุษย์สร้างกรรมดีหรือชั่ว เราได้ลงไว้เป็นขีด และมีไว้สองใบ ถ้าทำกรรมดีขีดลงใน ใบสีทอง ทำกรรมชั่วขีดลงใน ใบสีดำ เราลงไว้เป็นขีดใหญ่ และขีดเล็ก แล้วแต่กรรมจะหนักหรือเบา ถ้าหนักก็ขีดเส้นใหญ่ เบาก็ขีดเส้นเล็ก เมื่อไปทรมานมีผู้คุมถือบัญชีอยู่ ครั้นเห็นว่านานพอสมควรแล้วลบออกขีดหนึ่ง ทรมานไปจนหมดขีดนั้น เมื่อพ้นจากกรรมที่ตกนรกแล้วก็ปล่อยให้ไปเป็นเปรตบ้าง อสุรกายบ้างให้ไปเกิดเป็นคนขอทาน หรือง่อยเปลี้ยเสียขา ใบ้บ้าวิกลจริตเสื่อมทรามไปตามเศษกรรมที่ยังเหลือมาจากเมืองนรก”

พี่ชาย ถาม ว่า "แล้วคนมีบุญเขาส่งขึ้นไปสวรรค์อย่างไร"
พระยายมตอบว่า เมื่อผู้ที่ทำบุญหรือทำบาปก็ตาม สิ้นชีวิตจากเมืองมนุษย์แล้วก็ไปตรวจบัญชี หากผู้ที่มีบาปมากก็ให้พวกทั้ง 4 จับไปปล่อยในขุมนรก แล้วพวกผู้คุมในนรกก็จัดการทรมานไปตามกรรม ส่วนพวกที่ตรวจบัญชีดูแล้วมีบุญมากกว่ากรรมก็ปล่อยไปทางสะพานแก้ว แล้วมีเทวดาตรวจบัญชีว่าผู้นั้นสร้างกรรมดีอะไร ทำบุญทำทานอะไร

เมื่อตรวจดูเรียบร้อยแล้วก็ส่งให้ไปเสวยทิพย์วิมานนานตามส่วนแห่งบุญที่ได้บำเพ็ญมา ส่วนผู้ที่สำเร็จอรหันต์ ไม่ต้องไปหาใครทั้งสิ้นด้วยอำนาจบารมีอันแก่กล้าจะไม่ต้องเป็นวิญญาณหรืออะไรทั้งหมด เพราะผู้ที่ได้อรหันต์นั้นหมดสิ้นจากอาสวกิเลสทั้งปวงไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร เมื่อดับก็ปรินิพพานเลย ส่วนพระอริยะนั้นก็แล้วแต่กรรมที่ยังเหลือ เมื่อหมดกรรมก็ปรินิพพาน จำพวกที่ยังเป็นปุถุชน ขณะที่เสวยสุขอยู่ผลบุญก็ค่อยหมดไปเรื่อย

เมื่อสิ้นผลบุญที่อยู่ในสวรรค์แล้วก็จุติมาเกิดในเมืองมนุษย์อีก เกิดในสกุลผู้ดีเป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก ไม่เป็นคนจน หรือเป็นใหญ่เป็นโตในสังคมคนนิยมทั่วไป มีผิวพรรณผุดผ่อง ไม่มีโรคาพยาธิ จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ย่อมอยู่ที่การกระทำไว้ในชาติปางก่อน เขาทำบุญไว้อย่างไรเขาก็จะได้รับสุขอย่างนั้น เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ก็จะมีอายุยืน ไม่ลักทรัพย์ก็หาทรัพย์ได้มาก ไม่ผิดถูกผิดเมียใคร ก็จะอยู่กันอย่างฉันภรรยาสามีที่ดียิ่ง ไม่ทะเลาะวิวาทกันจนถึงวันแก่เฒ่าเข้าโลง ไม่พูดเท็จก็จะไม่ถูกใส่ความมีคนใส่ร้าย ไม่ดื่มสุราก็จะมีสติเฉลียวฉลาดปัญญาเฉียบแหลมใครทำบุญให้ทาน ก็จะมีทรัพย์มากไม่ลำบากยากจน มีความเมตตาปรานีแก่ผู้อื่น เขาก็มีความปรานีตอบ”

พี่ชาย ถาม ว่า "เพราะเหตุอะไรจึงเป็นเปรต อสุรกาย หรือเป็นวิญญาณเพียงหลอกหลอน”
พระยายมตอบว่า “ คือพวกที่พ้นจากการทรมานในเมืองนรก แต่จะมาเกิดในเมืองมนุษย์ก็ยังไม่ได้เพราะยังไม่สิ้นเวร แต่กรรมที่ถึงกับทรมานในเมืองนรกนั้นหมดแล้ว จึงต้องทรมานไปจนกว่าจะสิ้นกรรมจึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่ลำบากยากแค้นพวกที่เป็นเปรตคือพวกที่ตระหนี่ขี้เหนียวไม่ทำบุญให้ทานเมื่อพ้นจากขุมนรกก็มาเป็นอสุ รกาย”

พี่ชาย ถาม ว่า "ทำบุญอะไรที่ได้บุญมากที่สุด”
พระยายมตอบว่า “ถ้าเป็นผู้ชาย ให้บวชเป็นพระสงฆ์ แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อบวชแล้วจะได้บุญ คือเมื่อบวชแล้วต้องรักษาศีลปฏิบัติในกิจของพระ และช่วยสั่งสอนให้ผู้ที่ได้รับทุกข์ทรมานพ้นจากทุกข์ คือสอนให้ประพฤติดีละชั่ว มีศีลธรรมประจำใจแต่ถ้าผู้ใดเข้าไปบวชแล้วยังทำความชั่วต่างๆ หรือบวชแล้วแต่สึกออกไปกระทำกรรมชั่ว ผลกรรมจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่งเพราะรู้แล้วยังขืนทำ ถ้าเป็นผู้หญิงทำบุญที่ได้บุญมากที่สุดคือปฏิบัติรักษาบิดามารดาไม่ให้ลำบาก”

พี่ชายถามว่า “สร้างกรรมอะไรที่มาเป็นพระยายม”
พระยายมตอบว่า “เมื่อชาติก่อนเป็นทนายความอยู่ที่จังหวัดสุโขทัย ที่ได้มาเป็นพระยายมก็เพราะว่า เราว่าความไม่ยุติธรรม เห็นแก่สินจ้างรางวัล แต่ไม่ต้องเป็นพระยายมไปตลอดหรอกเมื่อสิ้นกรรมแล้วจะไปบังเกิดเป็นเทพบุตร เพราะเคยทำบุญไว้มาก พระยายมองค์อื่นเขาจะมาทำแทน”

ขณะที่พี่ชายกำลังถามและพระยายมตอบอยู่พักใหญ่แล้วนั้น พระยายมบอกว่า “คอแห้งแล้ว เดี๋ยวก่อนหยุดกินน้ำสักหน่อย” ต่อจากนั้นก็ใช้ให้พวกทั้ง 4ไปเอาน้ำทิพย์ที่เมืองนรกมา

พี่ชาย ถาม ว่า "น้ำทิพย์เขาเอามาจากไหน”
พระยายมตอบว่า “น้ำทิพย์เราเอง มาจากเมืองสวรรค์”

พี่ชาย ถาม ว่า "นรกและสวรรค์นั้นเขากินอาหารกันอย่างไร หลับนอนกัน อย่างไร ”
พระยายมตอบว่า “นรกสวรรค์ไม่มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ไม่มืดไม่สว่าง เมื่อนึกว่ามืดก็มืด นึกสว่างก็สว่าง อาหารที่พวกเราและเทวดากินเป็นอาหารทิพย์ น้ำทิพย์ สัตว์ในขุมนรกกินเลือดกินเนื้อและน้ำทองแดง 1 ปีมนุษย์เท่ากับหนึ่งวันในเมืองนรก ”

พี่ชาย พูด ว่า “พระยายมนี่เก่งมาก จะถามอะไรรู้ทั้งนั้น ขอให้พระยายมจงช่วยข้าพเจ้าสักที คือรางวัลที่ 1 ของงวดนี้ออกเลขอะไร ”
พระยายมบอกว่า “ไม่ว่าเป็นพระอะไร ถ้าบอกเบอร์ให้ตรง ๆ อย่ายกมือไหว้ เพราะเขากำลังโกหกเรา ใครจะไปบอกหรือรู้ได้เพราะรางวัลเขายังไม่ออก เขายังไม่ได้หมุนสักที ถ้าให้เราทายแทงโปหรือของอะไรหาย เราจะทายให้ถูก ถ้าเราทายผิดท่านฆ่าเราได้เลย ส่วนผู้ที่เขาถูกเบอร์หรือล็อตเตอรี่นั้นเพราะโชควาสนาเข้ามาประจบกันพอดีกับความฝัน หรือเหตุการณ์ที่ได้เห็นมานั้น”

พี่ชาย ถาม ว่า “ส่วนน้องชายเรา (หมายถึงข้าพเจ้า) เมื่อพระยายมออกไปแล้ว จะต้องทำอย่างไรหรือเปล่า หรือต้องพาไป”
พระยายมตอบว่า “ไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด เมื่อเราจากร่างมันไปแล้ววิญญาณของมันก็เข้าร่างเดิมได้ทันที เพราะพิษยาเราเอาออกให้หมดแล้ว"

ตอนนี้ทุกคนที่กำลังนั่งฟังอยู่นั้น เห็นร่างของข้าพเจ้าที่พระยายมกำลังเข้าสิงอยู่นั้นผิดปกติ คือหน้าซีดเผือด ไม่มีสีเลือด แต่พวกที่นั่งอยู่บอกให้พี่ชายข้าพเจ้าถามอยู่เรื่อย ๆพระยายมก็ตอบอยู่ไม่ได้หยุด จนไม่ได้สังเกตว่าร่างของข้าพเจ้าจะเป็นอย่างไร พอสังเกตเขาก็ทำให้ตกใจ แล้วพี่ชายก็ถามพระยายมขึ้นทันทีว่า

"เพราะเหตุไร ร่างของข้าพเจ้าเป็นอย่างนั้น”
พระยายมตอบว่า “หัวใจมันหยุดเต้น เลือดไม่สูบฉีด จึงทำให้เย็นและแข็ง”ทุกคนตกใจกันมาก พี่ชายข้าพเจ้าบอกว่า

“ให้พระยายมเข้าสิงในร่างของแก คือเปลี่ยนร่างทรงเพราะเวลานี้ทุกคนเป็นห่วงร่างของข้าพเจ้า กลัวจะลำบากในภายหลัง พระยายมบอกว่าไม่ต้องห่วงมันไม่ตาย และร่างของท่านเราสิงไม่ได้”

พี่ชาย ถาม ว่า "วันหน้าเมื่อเราคิดถึงพระยายม จะเรียกมาอีกให้เข้าทรงอย่างนี้จะได้หรือเปล่า”
พระยายมตอบว่า “ไม่มีวันจะได้ขึ้นมาอีกแล้ว เพราะยุ่งอยู่กับพวกสัตว์นรก ขณะที่เรามาคุยอยู่กับพวกท่านนี้ วิญญาณของผู้ที่เพิ่งตายใหม่ ๆ คงจะยุ่งอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครชำระกรรมในการที่เราได้ขึ้นมาวันนี้ ก็เพราะอำนาจบารมีของพุทโธที่น้องชายท่านเองนี่แหละ ท่านจะถามอะไรก็ถามเสีย เวลาเรามีน้อย ”

ต่อจากนั้นพี่ชายก็ถามอะไรอีกไม่มากเพราะจะรุ่งแล้วและรู้สึกขอบพระคุณพระยายมที่ได้มาโปรดให้รู้แจ้ง และเชื่ออย่างสนิทว่านรกสวรรค์มีจริงทุกอย่าง และก่อนที่พระยายมจะออกจากร่างข้าพเจ้าไปนั้น ได้พูดขึ้นอีกว่า

“ที่เราพูดมานี้ บางคนยังไม่เชื่อว่านรกมีจริง เราจะพาไปดูเดี๋ยวนี้ก็ได้ (พอพระยายมพูดอย่างนี้จะไปกันทุกคน)เมื่อพอไปดูมาแล้วเราจะมาส่ง เพื่อจะเป็นพยานกันว่านรกมีจริง แต่ก่อนที่เราจะพาไปนี้ เราต้องทำให้ตายเสียก่อนเพราะเมืองนรกนั้นจะไปกันด้วยกายเนื้ออย่างนี้ไม่ได้ จำเป็นต้องเอาวิญญาณไป”

พอพระยายมบอกว่าเอาวิญญนาณไปเท่านั้น ทุกคนต่างก็มองกันแล้วสั่นหัว คนโน้นก็บอกว่าไม่ไปแล้ว คนนี้ก็บอกว่าไม่ไปแล้ว ในที่สุดไม่มีใครกล้าไปกันเลย (น่าเสียดายถ้าหากว่ามีคนกล้ากันแล้ว คงจะได้เห็นนรกกันหลายคน)

(ขณะที่พระยายมเข้าสิงร่างข้าพเจ้าที่นอนสลบอยู่บนเตียงนั้น ตั้งแต่ 24.00 น. คือเที่ยงคืนไปจนใกล้สว่าง ที่พระยายมพูดมีอีกมากมาย ที่ข้าพเจ้าจำได้บ้างไม่ได้บ้างนี้ก็เพราะวิญญาณยืนฟังอยู่ด้วย ส่วนตอนที่วิญญาณพเนจรไปบางตอนก็ลืมไปบ้างเหมือนกัน ที่จำได้แม่นยำก็เท่าที่ได้เล่ามาให้ท่านทั้งหลายได้ทราบกันนี้แหละ)

ข้อสรุปหลังความตาย

นี่แหละท่านทั้งหลาย ตามที่ข้าพเจ้ารอดชีวิตมาได้ก็เพราะอำนาจบารมีของพระพุทธองค์แท้ ๆ ถ้าหากว่าข้าพเจ้าสร้างกรรมทำชั่วเอาไว้มาก ๆ จนลืมคำว่า “พุทโธ” เสียแล้วป่านฉะนี้ดวงวิญญาณจะไปทุกข์ทรมานหรือไปตกอยู่นรกขุมไหนก็ไม่ทราบได้ ทุกวันนี้ข้าพเจ้าเดินผ่านไปทางไหนหากไปเจอพวกที่เขาสร้างกรรมทำชั่ว นึกสงสารน้ำตาแทบจะไหล

เพราะเขาเหล่านั้นเมื่อสิ้นชีวิตจากเมืองมนุษย์เราแล้วจะต้องไปทนทุกข์อยู่ในนรกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และเป็นเวลานานแสนนาน เพราะฉะนั้น ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะกระทำกรรมอันใดลง ที่นำความทุกข์ทรมานมาให้ โปรดคิดเสียให้ดี และขอให้ท่านทั้งหลายคิดดูเถิดว่า อำนาจของคุณความดีและอานุภาพของพระพุทธเจ้าจะมีสักแค่ไหนบารมีของพระองค์สามารถช่วยเราได้ทั้งโลกนี้และปรโลกเบื้องหน้า

ข้าพเจ้าขอสรุปเสียเลยว่า เมื่อพระยายมออกจากร่างข้าพเจ้าไปแล้ว วิญญาณของข้าพเจ้าที่ยืนมองดูอยู่หน้าบ้านนั้นก็รู้สึกว่าหมดห่วงแล้วในเรื่องต่าง ๆ พอพระยายมออกจากร่างไป ร่างของข้าพเจ้าที่นั่งอยู่ก็ล้มฟุบลงกับพื้นทันทีวิญญาณข้าพเจ้าก็เดินเข้ามาที่ร่าง ขณะนี้ทุกคนกำลังมองไปที่ร่างของข้าพเจ้า รอเวลาที่จะฟื้นขึ้นมา

เมื่อวิญญาณมาถึงร่างก็รู้สึกว่าหายวับไปทันที แล้วร่างของข้าพเจ้าก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นเมื่อข้าพเจ้าฟื้นขึ้นมาแล้ว ความรู้สึกก็เป็นปรกติ ต่อจากนั้นเลือดลมหน้าตาก็ค่อย ๆ แดงขึ้น ภายในท้องก็สบายดีเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่ชายคนโตที่เคยเกลียดกลับดีเป็นพิเศษเห็นอกเห็นใจทุกอย่าง พี่น้องเพื่อนฝูงทุก ๆ คนเข้าใจกันดีและขออภัยทุกอย่าง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นข้าพเจ้ามิเคยกระทำผิด แต่ประการใด

พี่ชายข้าพเจ้ากลับไปที่สวนจังหวัดกระบี่ จัดการเอาปืนสั้นยาวและอาวุธต่าง ๆ พร้อมด้วยเครื่องทำลายสัตว์ทุกชนิดมากองเข้าแล้วราดน้ำมันจุดไฟเผาไม่มีอะไรเหลือแม้แต่กระบอกปืนยาว ถึงเผาแล้วแต่กระบอกมันยังใช้ได้จึงเอาไปฟาดกับหินจนให้การไม่ได้ สมาทานศีล 5 แล้วตั้งหน้าทำมาหากินในทางที่ชอบ

สำหรับตัวข้าพเจ้าเองก็รู้สึกเหมือนหนึ่งว่า พระพุทธองค์มาทรงโปรดให้เห็นสิ่งที่ผิดกลับถูก ในสิ่งที่ชั่วมาเป็นดี ทำให้ข้าพเจ้านี้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องระแวงสงสัยต่อไป

ต่อจากนั้น 1 วัน ข้าพเจ้าก็เข้าวัดถือศีล 8 แล้วกลับมาบอกกับแม่พี่และพร้อมด้วยเพื่อน ๆ ทุกคนว่า จะบวชภายในไม่ช้านี้ ทุกคนเมื่อได้ยินข้าพเจ้าบอกอย่างนั้นมีความดีใจมาก นัดกันว่าจะจัดงานบวชนี้ให้ใหญ่เป็นพิเศษ ต่อจากนั้นทางบ้านก็จัดรายการยกโรงยกร้าน ปะรำพิธีแล้วจัดการพิมพ์บัตรแจกให้รู้กันทั่ว ๆ

ส่วนข้าพเจ้าเมื่อมาบอกแล้ว ก็กลับไปอยู่ที่วัดตามเดิมก่อนที่จะถึงวันบวช ท่านอาจารย์ที่อยู่ในวัดนั้นต้องการพาข้าพเจ้านี้ไปทำบุญกับญาติโยมที่บรมธาตุ จังหวัดนครศรี-ธรรมราชให้ได้ ข้าพเจ้าเองก็เห็นว่ายังอีกตั้งหลายวันจึงจะถึงวันบวชไปก็ได้ ในที่สุดก็ไปกับท่านอาจารย์ เมื่อไปถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว ก็ไปพักอยู่ที่วัดท้าวโคตร สำนักวิปัสสนากัมมัฏฐาน ขณะที่พระอาจารย์เข้าอบรมธรรมอยู่นั้นทำให้เกิดปีติอยากจะบวชในวันนี้เสียเลย

และเมื่อคณะของญาติโยมที่ไปกันนั้น ได้ทำบุญเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีคุณป้าคนหนึ่งชื่อว่า นางอ๋วย ภู่ทอง อยู่ตำบลบ้านสองแพรก อำเภอเมืองพังงา เป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่นในการทำบุญให้ทานเคยสร้างกุฏิ ทำถนน สร้างบ่อน้ำเอาไว้หลายแห่ง และทั้งเคยเป็นเจ้าภาพทอดกฐินทอดผ้าป่ามาแล้วหลายวัด และรู้จักกับท่านอาจารย์เป็นอย่างดี ได้เข้าไปพูดกับท่านอาจารย์ว่า

“ชีวิตของดิฉันเคยทำบุญทำทานมากแล้ว แต่ยังสิ่งเดียวคือบวชลูกชาย ดิฉันมีลูก 3 คน ก็เป็นผู้หญิงทั้งนั้นไม่เคยมีลูกชายเหมือนเขาอยากจะมีลูกชายได้บวชเหลือเกิน

ท่านอาจารย์บอกว่า อาตมาจะหาให้สักคนเอาไหมล่ะโยมแกรีบยอมรับด้วยความดีใจ ต่อจากนั้นท่านอาจารย์ก็ใช้เด็กคนหนึ่งให้ไปตามข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้ากำลังเดินเล่นอยู่ตามบริเวณวัด เมื่อมาถึงท่านอาจารย์ก็บอกความประสงค์ให้ฟัง ข้าพเจ้าใจหนึ่งอยากจะบวช แต่ใจหนึ่งเป็นห่วงทางบ้านกลัวเขาเตรียมการแล้ว เมื่อกลับไปถึงทำให้เขาผิดหวัง พวกที่อยู่ทางบ้านจะเสียใจ เลยบอกให้อาจารย์ทราบ ในที่สุดท่านอาจารย์บอกว่าให้บวชเป็นสามเณร

เมื่อไปถึงพังงาแล้วจึงให้อุปสมบทเป็นพระ เพื่อจะไม่ให้เสียใจกันทั้งสองฝ่ายข้าพเจ้าก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นสุดแล้วแต่ท่านอาจารย์ ต่อจากนั้นท่านอาจารย์ก็แนะนำให้รู้จักกับคุณป้า คือนางอ๋วย ภู่ทองเสร็จแล้วข้าพเจ้าเข้าไปหาพร้อมกับก้มลงกราบบนตัก และเรียกขึ้นเบาๆ ว่า“ คุณแม่” ท่านยกมือขึ้นจบที่ต้นแขนข้าพเจ้าเบา ๆ พร้อมด้วยหยดน้ำตาอุ่นๆ ลงบนมือข้าพเจ้าด้วยความปี ติ ปราโมทย์

ตอนเย็นวันนั้นเอง ที่วัดสระเรียง หน้าพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้เริ่มพิธีปลงผม โดยที่ข้าพเจ้าหันหน้าไปทางพระบรมธาตุ ประนมมือนั่งภาวนาและระลึกอยู่ในใจว่า

เมื่อข้าพเจ้าบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ได้มีส่วนทำประโยชน์ในพระพุทธศาสนา และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังสร้างกรรมชั่วให้เบาบางไปบ้างเถิด และชีวิตนี้ขออุทิศยอมเป็นทาสของพระพุทธศาสนา ด้วยความสัตย์จริงนี้ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าจงเจริญอยู่ในบวรพระพุทธศาสนานี้โดยปราศจากอุปสรรคใด ๆ มาขัดขวางทั้งสิ้นเทอญ”

เมื่อปลงผมเสร็จแล้ว ก็ไปอาบน้ำชำระร่างกายเรียบร้อยก็ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นนุ่งขาวห่มขาว แล้วเดินประนมมือถือดอกไม้เข้าโบสถ์ ซึ่งมีพระสงฆ์นั่งอยู่ก่อนเรียบร้อยแล้วจากนั้นเมื่อไหว้พระประธานและอุปัชฌาย์เสร็จอีกไม่กี่นาทีร่างของข้าพเจ้าก็ถูกห่มด้วยผ้ากาสาวพัสตร์“ เป็นสามเณรนิกรตามบรมพุทธานุญาต” ภายใต้การอุปถัมภ์ของ“โยมแม่อ๋วย ภู่ทอง” 25 หมู่ 2 ตำบลสองแพรก จังหวัดพังงาที่วัดสระเรียง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2510

พอรุ่งเช้า ท่านอาจารย์ อาตมา พร้อมด้วยญาติโยมก็ได้จากจังหวัดนครศรีธรรมราช เดินทางกลับจังหวัดพังงาท่านอาจารย์อาตมา พร้อมด้วยโยมแม่อ๋วย กลับไปวัด ส่วนญาติโยมก็แยกย้ายกันกลับไปบ้าน เมื่อไปถึงวัดหยุดพักผ่อนพอหายเหนื่อยแล้วก็เข้าไปในบ้าน เมื่อไปถึงบ้านทุกคนเห็นเข้าก็แปลกใจว่า ทำไมอาตมาไปบวชเสียก่อน เพราะที่บ้านนี้ก็เตรียมการจะพร้อมอยู่แล้ว อาตมาก็บอกให้ญาติโยมทั้งหลายหายสงสัยและหายเสียใจ ด้วยเหตุ 3 ประการ คือ

1. สัตว์ทุกๆ ชนิดที่เกิดมาในโลกนี้ ย่อมจะรับความสุขเกลียดความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น และรักชีวิตของตนยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด โดยเฉพาะสัตว์เดรัจฉานที่มีปัญญาน้อยกว่าพวกมนุษย์ ถูกพวกมนุษย์ทุบตีฆ่าฟัน และเอามาเป็นอาหารเสมอถ้าหากว่าสัตว์มันพูดได้ มันจะร้องขอชีวิตเหมือนมนุษย์เราแต่นี่มันร้องขอไม่ได้ พวกมนุษย์ผู้ใจโหดร้ายบางคนจึงไม่มีความปรานี จะขึ้นบ้านใหม่ก็ฆ่าสัตว์เลี้ยง จะไหว้เจ้าไหว้ผีก็ฆ่าสัตว์ จะบวชลูกบวชหลานก็ฆ่าสัตว์ สารพัดอย่าง

ขอให้ญาติโยมคิดดูเถอะว่า การหาความสุขใส่ตัวเอง แต่เอาชีวิตเพื่อนมาแลก หรือเอาความทุกข์ใส่เพื่อนเช่นนี้จะสมควรหรือไม่ โดยเฉพาะการทำบุญ ถ้าฆ่าสัตว์เลี้ยงมาทำแล้ว อาตมาคิดว่าบุญนั้นถึงได้ก็ไม่บริสุทธิ์ แต่การที่อาตมาไปบวชเสียก่อนนี้ แม้แต่ไข่สักฟองหนึ่งก็มิได้แตก และมดสักตัวก็มิได้ตาย เพราะการบวชของอาตมา

2. ในเมื่อมีงานมีการอย่างนี้ แม้พวกญาติโยมและพี่น้องทั้งหลายที่นั่งอยู่นี้ไม่ได้ดื่มสุรา แต่คนอื่นที่เขามาอาจจะเอามาดื่มก็ได้ เมื่อเมาเข้าแล้วทำให้เกิดทะเลาะวิวาทชกต่อย และบางทีอาจจะถึงฆ่าฟันกันได้ และถ้าหากมันเกิดขึ้นอย่างนี้ การบวชอาตมาที่คิดจะทำบุญให้ได้รับความสุขใจกลับเดือดร้อนวุ่นวาย กลายเป็นความทุกข์ใจ แต่ที่อาตมาไปบวชก่อนที่โน่น เหตุการณ์เหล่านั้นไม่มีเกิดขึ้น

3. การที่อาตมาบวชอยู่ในเวลานี้ ก็เป็นเพียงสามเณรเท่านั้นที่ยังไม่บวชเป็นพระก็เพราะเห็นใจพี่น้อง และญาติโยมทั้งหลายในศรัทธาที่จะร่วมกันบวชอาตมา เมื่อถึงกำหนดวันบวชก็ขอให้ไปพร้อมกันที่วัด และโยมแม่ซ้วนก็ไม่ต้องเสียใจ บางทีโยมแม่ทั้งสองเคยเป็นแม่อาตมามาแล้วในชาติปางก่อน หรือบางทีทางโยมแม่ซ้วนและโยมแม่อ๋วยได้สร้างบุญร่วมกัน ชาตินี้จึงได้มาสร้างร่วมกันอีก และขอให้พี่น้องและญาติโยมทั้งหลาย จงรับเอาส่วนบุญกุศลในการบวชของอาตมาครั้งนี้ด้วย

จากนั้นทุกคนก็สาธุขึ้นพร้อมกัน โดยมิได้คิดเสียใจแต่ประการใด ต่อมาเมื่อครบตามกำหนดวันบวช พี่น้องญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาก็พากันไปที่วัด พร้อมด้วยถือปิ่นโตไปคนละเถาตามที่นัดหมาย เมื่อได้เวลาคณะพระสงฆ์ อุปัชฌาย์อาตมาก็พากันเข้าไปในโบสถ์กระทำศาสนกิจเสร็จแล้ว โยมแม่ทั้งสองก็พร้อมกันจับผ้าไตรคนละข้าง นำไปถวายอาตมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออาตมาผลัดเปลี่ยนจีวรใหม่เสร็จแล้วก็กระทำพิธีอุปสมบทอาตมา

โดยที่พระอุปัชฌาย์เปลี่ยนชื่อจากสามเณรนิกร ไทยรักษ์ เป็น “ปุญญลาโภภิกขุ” แล้วสวดญัตติจตุตถกรรมตามพุทธานุญาต เสร็จเรียบร้อยแล้วอาตมาก็เป็นสมมุติสงฆ์ไทยองค์หนึ่งในพุทธศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยถูกต้อง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2510ที่วัดชนาธิการาม อำเภอเมือง จังหวัดพังงา โดยท่านเจ้าคุณพิสารสาธุกิจ (เจ้าคณะจังหวัด) เป็นอุปัชฌาย์

เมื่ออาตมาบวชแล้ว เรื่องประสบเหตุการณ์ก็รู้กันทั่วไป บางคนให้เล่นเอาเทปมาอัดไปบ้าง บางคนก็จดใส่สมุดไปบ้าง บางคนก็ไปถามโยมแม่และคนที่บ้าน ในที่สุดเขาก็นิมนต์อาตมาไปเล่าในวัดประชุมโยคี เป็นรายการพิเศษมีคนสนใจมาก เมื่อกลับไปวัดก็ถูกซักถามต่างๆ ในระหว่างนั้นอย่างน้อย ๆ ตี 1 ตี 2 อาตมาจึงได้จำวัด และถูกนิมนต์ไปเล่าในเรือนจำ ในโรงเรียนที่พุทธสมาคม และที่วัดอีกหลายแห่ง ต่อจากนี้นมีคนจัดพิมพ์เป็นเล่มหนังสือแจก และอาตมาถูกนิมนต์ไปเล่าต่างจังหวัดหลายจังหวัดด้วยกัน เมื่อสรุปผลที่ออกไปเล่าประสบเหตุการณ์ที่ต่างๆ มีดังนี้

ในเรือนจำมี 5 แห่ง คือที่ จ. พังงา จ. ภูเก็ต จ. ตรัง จ. สตูล และ จ. พัทลุง
ที่พุทธสมาคม มี 5 แห่ง ที่ จ. พังงา จ. ตรัง จ. สงขลา จ. สตูล จ. พระนครศรีอยุธยา และที่พุทธสมาคม ตามอำเภออีกหลายแห่ง
ที่โรงเรียนมีทั้งชั้นประถม และชั้นมัธยมหลายสิบแห่ง และในงานศพก็หลายสิบแห่ง
รายการพิเศษตามตลาด หมู่บ้าน ตำบล ประมาณสิบกว่าแห่ง

ประสบการณ์ในขณะที่ไปเล่าที่ต่างๆ ที่หมู่บ้านป่าแก้วจังหวัดตรัง“ โดยเฉพาะในหมู่บ้านนี้มีเจ้าแม่ที่ศักดิ์สิทธิ์ คนในหมู่บ้านนี้นับถือกันมาก เมื่ออาตมาเล่าจบ ญาติโยมบางคนไม่เชื่ออย่างทดลอง จึงเชิญเจ้าเข้าทรงแล้วถามว่า ตั้งแต่ต้นจนจบว่าจริงเท็จแค่ไหน เสร็จแล้วเจ้าแม่ก็รับรองด้วยว่าเป็นความจริง”

และในหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ชื่อบ้านบางขวน อยู่ที่อำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุง เป็นหมู่บ้านแห่งดงเสือ เมื่อลงจากรถแล้วต้องข้ามทะเล และเดินข้ามทุ่งนาไปอีกไกล เมื่ออาตมาได้ไปถึงและในวันต่อมาอาตมาได้เล่าให้เขาฟัง เมื่อจบลงมีผู้ชาย 2 คน อายุ 32 ปี 1 คน และอายุ 40 ปีเศษ 1 คนได้เดินเข้ามาหาอาตมา แล้วกราบลงบนเท้า และสารภาพขึ้นว่า

"เมื่อผมได้ฟังพระคุณเจ้าเล่าจบลง ทำให้รู้สึกกลัวผมเคยบุกปล้นและเคยฆ่าคนมาแล้วหลายคน แต่ต่อไปนี้ผมจะไม่ทำอีกเด็ดขาด เพราะผมกลัวจริงๆ"

และในหมู่บ้านพิปูน อำเภอฉวาง จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยเฉพาะมีผู้ใหญ่บ้านไปนิมนต์ให้อาตมาไปช่วยโปรด เมื่ออาตมาไปถึงคืนแรก มีคนประมาณ 200 เศษ คืนที่ 2 ประมาณ500 เศษ และเมื่ออาตมาเล่าจบแล้ว "มีคนเข้ามาสารภาพความชั่วในอดีตหลายคน และได้สาบานต่อหน้าอาตมาว่าต่อไปจะไม่ประพฤติอีกเด็ดขาด เพราะเชื่อแล้วกลัวจริง ๆและยังมีแปลก ๆ อีกหลายอย่าง แต่อาตมามิได้บันทึกเอาไว้เพราะฉะนั้นเหตุการณ์บางอย่างจึงลืม ๆ เลือนๆ ไปบ้าง พรรษาที่ 2 และที่ 3-4 ในปัจจุบัน

อาตมาเที่ยวเล่าประสบเหตุการณ์ตามคำเรียกร้องและนิมนต์ของญาติโยมทั้งในเมือง ชนบท และที่กันดาร ทั้งในเรือนจำและตามวัดต่าง ๆ อยู่ประมาณ 1 ปีเศษ อาตมาคิดว่าในชีวิตเรานี้บวชเข้ามาเกือบ 2 ปีแล้ว ธรรมคำสอนของพระพุทธองค์สักตัวก็ไม่รู้ ต่อไปในเมื่อเราจะช่วยทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาและจะช่วยเหลือญาติโยมได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่รู้อะไรเลย

และอีกประการหนึ่ง สิ่งที่อาตมาไปประสบมานั้น แม้แต่อาตมาเองก็ยังไม่เข้าใจอย่างเช่นวิญญาณออกจากร่างอย่างไร เข้าอย่างไร” เหล่านี้เป็นต้น ในที่สุดอาตมาก็เข้าศึกษาพระอภิธรรม ในพรรษาก็เรียนนักธรรมและสอบได้ทั้ง 2 พรรษา 3 ก็เรียนอภิธรรมชั้นจูลฬโทและนักธรรมโท ก็สอบได้อีก พรรษา 4 สอบนักธรรมเอกและเข้ามาอบรมที่จิตตภาวันวิทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่ออบรมเสร็จท่านอาจารย์กิตติวุฑโฒก็เปิดให้อบรมสมัครสอบเข้าเรียนพระไตรปิฎก ปรากฏว่าอาตมาสอบได้ด้วย

ในปัจจุบันนี้อาตมาประจำอยู่ที่นี้ก็มีจดหมายมานิมนต์ให้อาตมาไปเล่าประสบเหตุการณ์อยู่เสมอหากว่าท่านทั้งหลายทราบเรื่องนี้แล้ว พิจารณาเห็นว่าพอจะให้เยาวชนและสาธุชนทั่วไปได้ทราบกันไว้บ้าง ต้องการให้อาตมานี้ไปเล่าเพื่อเป็นประโยชน์เพียงสักนิดหนึ่งก็ตามอาตมายินดีเสมอพร้อมไม่ต้องมีอะไรตอบแทนทั้งหมดนอกจากส่งรถให้ถึงที่พักแค่นี้พอ

เป็นอันว่าชีวิตประวัติของอาตมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ ในที่สุดนี้อาตมาขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงปกป้องรักษาท่านด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ เทอญ.


webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1765
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved