ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 10/5/08 at 09:59 Reply With Quote

ด.ญ.ระลึกชาติได้สองชาติ จ.สุราษฎร์ธานี ได้ "มโนมยิทธิ" เองด้วย


ก่อนที่จะนำเรื่องการระลึกชาติของผู้ที่ระลึกชาติได้ถึง 2 ชาติ คือ ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล จ.สุราษฎร์ธานี จะขอนำเรื่องของ ด.ญ. จุฑารัตน์ ผิวขำ จ.มุกดาหาร และ ด.ช. ชนัย ชูมาลัยวงศ์ จ.พิจิตร ก่อน ดังนี้

ด.ญ. จุฑารัตน์ ผิวขำ ระลึกชาติ


เด็กหญิงระลึกชาติคนนี้เป็นเด็กอายุ 5 ขวบ อยู่ที่บ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ชื่อในชาติปัจจุบัน คือ ด.ญ. จุฑารัตน์ ผิวขำ (แพ็ช) บิดาชื่อ กงเพชร มารดาชื่อ พรรณงาม

เด็กหญิงคนนี้ระลึกชาติได้ว่าเธอเคยชื่อว่า เวียงจันทร์ เสียงล้ำ บิดาชื่อ ยนต์ มารดาชื่อ เว อยู่มุกดาหารเช่นกัน และเธอมีพี่น้อง 5 คน แต่เมื่ออายุ 12 ปี เธอได้เสียชีวิตลงด้วยโรคตับอักเสบ

พ่อแม่ในอดีตชาติเธอเสียใจมาก จึงได้แต่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ลูกสาว และตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้ได้กับมาเกิดเป็นลูกอีก

คำอธิษฐานจะว่าเกือบสัมฤทธิ์ผล ก็ได้ เพราะเด็กหญิงได้มาเกิดในครอบครัวอีกครอบครัวนึง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน

เมื่อน้องแพ็ช 5 ขวบ ได้เข้าโรงเรียนประจำหมู่บ้าน แต่เธอมักมีอาการแปลกจากเด็กคนอื่นๆ เพราะลักษณะการพูดของเธอ เหมือนผู้ใหญ่พูดกัน ไม่ค่อยเล่นหัวกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน และมักจะพูดว่าเธอชื่อเวียงจันทร์ เสียงล้ำ จดจำเรื่องราวต่างๆในอดีตชาติได้ดี เช่นจำต้นมะพร้าว มะม่วงที่เธอปลูกได้ และขอร้องให้พาไปหาพ่อแม่เดิมของเธอ

เมื่อพ่อแม่ชาตินี้ของเธอพาไปพบพ่อแม่อดีตชาติ ต่างดีใจ เข้าหากอดจูบกัน เป็นที่น่าอัศจรรย์ต่อผู้พบเห็น

" อย่าลืมว่าคนเราตายแล้วต้องได้เกิดใหม่ ใครที่คิดว่าบุญ-กรรมไม่มี เป็นคนที่คิดผิด และเป็นคนที่ประมาณ " เป็นคำที่เด็กหญิงคนนี้พูดเสมอ

ชาวบ้านบางคนที่ประพฤตินักเลง ไม่เข้าวัด ฆ่าสัตว์ เมื่อได้ยินเด็กหญิงพูดบ่อยๆก็ เปลี่ยนนิสัยจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างไม่น่าเชื่อ

ที่มา : จากหนังสือภควา (ช่วงเรื่องเล่าจากชาวบ้าน)



ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล ระลึกชาติได้ถึง 2 ชาติ

รวบรวมโดย...พระชัยวัฒน์ อชิโต


.......เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ผู้เขียนได้อ่านข่าวจาก "ไทยรัฐ" บอกว่ามีเด็ก "ระลึกชาติ" ได้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้เดินทางไปเยี่ยมโยมที่บ้าน ต.ปากน้ำ อ.หลังสวน จ.ชุมพร แล้วชักชวน "ชาวบ้านปากน้ำ" ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อสัมภาษณ์ "เด็กระลึกชาติ" คือ ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล ขณะนั้นมีอายุได้ ๖ ขวบ เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๒๙ ณ บ้านเลขที่ ๑ ต.บางเดือน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ได้เชิญพ่อแม่ชาติก่อนมาซักถามกันที่บ้านพ่อแม่ชาตินี้

........เรื่องนี้เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว จนกระทั่งเป็นที่สนใจของคนไทยทั่วไป ต่างก็เดินทางไปสอบถามกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะ "คุณสุนิสา วงศ์ราม" นักเขียนชื่อดังในหนังสือ "โลกทิพย์" ก็ได้ติดต่อกับผู้เขียน เพื่อร่วมเดินทางไปกับ คุณประสิทธิ การุณยวนิช จนกระทั่งเรื่องนี้เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง ก่อนอื่นขอนำเรื่องที่เล่าไว้ในเว็บไซด์ต่างๆ ดังนี้
จาก พระมหา ดร. สุเทพ อกิญฺจโน ....................................... ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล ถ่ายภาพร่วมกับ
เรียบเรียง โดย ส. ทับทิมเทศ
................................................พ่อชำนาญ และ แม่แอ๊ว ศรีนิล

ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า สรรพสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด กระนั้นก็ยังเกิดความลังเล สงสัยไม่ได้ว่าตายแล้วเกิดจริงหรือ ? ตายแล้วจะเกิดใหม่เป็นอะไร ? การเกิดใหม่ในภพชาติใหม่เป็นไปตามกรรมจริงหรือไม่? ตราบใดที่คิดลังเลสงสัยอยู่เช่นนี้ ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดไปไม่มีที่สิ้นสุด

ปรากฏการณ์ของบุคคลจำนวนที่ระลึกชาติได้จดจำได้ ว่าชาติก่อนตนเป็นใคร เป็นลูกของใคร ตายแล้วมาเกิดใหม่กับพ่อแม่ใหม่ในชาตินี้ ซึ่งมิได้เป็นญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลเดียวกับกับพ่อแม่ในชาติก่อน จึงเป็นข้อยืนยันอย่างชัดเจนได้ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีตริง ๆ มิใช่ตายแล้วสูญอย่างที่ลังเลสงสัยกันอยู่

“ โลกหน้ามีจริง ” ขอนำเรื่องของ เด็กหญิงอุรารัตน์ ศรีนิล ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ระลึกชาติในอดีตได้ มาให้ท่านได้รับรู้ถึงความเป็นจริงของวิถีแห่งการเกิดการตายอันไม่มีที่สิ้นสุด ดังต่อไปนี้


ด.ญ.อุรารัตน์ ถ่ายภาพกับพ่อแม่และพี่น้องตระกูล "ศรีนิล" ในชาติปัจจุบันนี้


และถ่ายภาพร่วมกับพ่อแม่และน้องๆ ตระกูล "ลิ้มสวัสดิ์" ในชาติที่แล้ว เมื่อมีคนถามถึงคนเหล่านี้ เธอบอกว่านี่เป็นน้องของเธอทั้งนั้น



เรื่องจริงที่พิสูจน์กันได้กับคำว่า "โลกนี้โลกหน้ามีจริง"

"...ที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี เป็นที่อยู่ของ นายชำนาญ และ นางแอ๊ว ศรีนิล นางแอ๊วได้ตั้งครรภ์ลูกอีกคน และคลอดเป็นลูกผู้หญิง เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ตั้งชื่อว่า “ อุรารัตน์ ” (ชาวบ้านเรียกกันว่า "น้องอุ๊)

เด็กหญิงอุรารัตน์ เจริญวัยจนมีอายุได้ ๓ ขวบกว่า สัญญาณของการระลึกชาติได้ก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เธอจำได้ว่าชาติก่อนเธอคือ เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ พ่อชื่อ นายซี แม่ชื่อ นางเนือง ลิ้มสวัสดิ์ บ้านของพ่อแม่ชาติก่อน อยู่ห่างจากบ้านพ่อแม่ปัจจุบันประมาณ ๑ กิโลเมตรเท่านั้น

ชาติก่อนที่เกิดเป็น เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ นั้น เธอเกิด ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ และตายเมื่อมีอายุได้ ๘ ขวบ

สาเหตุของการเสียชีวิตในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๔ เนื่องจากวันนั้น "เด็กหญิงยุวดี" ไปอาบน้ำที่ลำห้วย ไม่ห่างจากบ้านเท่าไหร่นัก ครั้นขึ้นจากน้ำอาการอ่อนเพลีย ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม แต่ก็เดินมาถึงบ้านจนได้ ถึงบ้านแล้วได้เรียกแม่ให้ช่วยอุ้มไปนอน เพราะไม่มีแรง แม่ตกใจรีบอุ้มเด็กหญิงยุวดีไปนอนพักใต้ถุนบ้าน จากนั้นเด็กหญิงยุวดีก็หมดสติ หมดลมหายใจเนื่องจากหัวใจวาย เสียชีวิตอย่างกระทันหัน โดยไม่มีทางช่วยเหลือแก้ไขได้เลย

หลังจากตายแล้ว จิตวิญญาณของเด็กหญิงยุวดีได้ไปสวรรค์ เธอเล่าว่าได้ไปอยู่กับท่านแม่และพี่ ๆ อีก ๔ คน สภาพบนสวรรค์นั้นมีอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่มีฝน อากาศสว่างไสวตลอดเวลา เป็นความสว่างไสวแบบเย็นตาทั้งวันทั้งคืน และไม่ใช่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ไม่มีดวงอาทิตย์เหมือนในโลกนี้ บ้านที่อยู่กับท่านแม่และพี่ ๆ บนสวรรค์ กว้างขวางใหญ่โต สวยงามเป็นสีชมพูสดใสทั้งหลัง

หลังจากอยู่บนสวรรค์เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ( เวลาในโลกมนุษย์นาน ๙ ปี ) เด็กหญิงยุวดี ก็มาเกิดใหม่เป็น เด็กหญิงอุรารัตน์ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ และเมื่ออายุได้ ๓ ขวบกว่า เธอก็รำลึกชาติได้

เด็กหญิงอุรารัตน์ เริ่มบอกให่พ่อแม่ปัจจุบันฟังว่า ชาติก่อนเธอเป็นใคร พ่อแม่ชื่ออะไร แต่พ่อชำนาญและแม่แอ๊วไม่เชื่อว่าเป็นความจริง คิดว่าเป็นคำพูดเพ้อเจ้อมากกว่า


ด.ญ.อุรารัตน์ถ่ายภาพกับ พ่อซี - แม่เนือง ที่หน้าบ้านชาติก่อน จึงถามว่าห้องนอนเดิมอยู่ไหน เธอก็นำขึ้นไปที่ห้องบนบ้านนี้

กระทั่งวันหนึ่งนายซี พ่อในชาติก่อนเดินผ่านบ้าน เด็กหญิงอุรารัตน์ได้วิ่งเข้าไปหา เรียก “ พ่อซี” อย่างดีอกดีใจ นายซีเองก็แปลกใจ จึงพูดคุยกับเด็กหญิงอายุ ๓ ขวบกว่า ปรากฏว่าเด็กหญิงอุรารัตน์พูดถึงอดีตชาติของเธอ ตอนเกิดเป็นเด็กหญิงยุวดี ได้ถูกต้องทุกอย่าง
ต่อมานายซีให้นางเนืองมาพิสูจน์อีก โดยแกล้งเดินผ่านบ้านเด็กหญิงอุรารัตน์ ก็จำได้แม่นยำ รีบเข้าไปหา กอดขาแม่ชาติก่อนแล้วเรียก “ แม่เนือง” ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเลย

คราวก่อนนี้พ่อแม่ในชาติก่อนและพ่อแม่ในชาติปัจจุบันต้องพูดจากันเรื่องการระลึกชาติได้ของเด็กหญิงอุรารัตน์ ขณะเดียวกันเด็กหญิงอายุ ๓ ขวบกว่า ได้รบเร้าให้พ่อซีพากลับบ้านเดิม พ่อแม่ทั้งสี่คนจึงตกลงใจที่จะพิสูจน์ความจริง

เมื่อทุกคนพาเด็กหญิงอุรารัตน์ไปยังบ้าน นายซี - นางเนือง เด็กหญิงอุรารัตน์ก็จำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่บ้างหลังเก่าแบบเรือนไทยโบราณใต้ถุนสูง ที่เธอเคยอยู่สมัยเป็นเด็กหญิงยุวดี นอกจากนี้เธอยังจำของใช้ส่วนตัว เช่นเสื้อผ้า ของเล่น ปิ่นโตใส่อาหารไปโรงเรียน และเมื่อพบญาติพี่น้อง เธอก็จำได้ทุกคน ยกเว้นน้องที่เกิดมาภายหลังเธอเสียชีวิตแล้ว

มีการพิสูจน์ขั้นสุดท้ายด้วยการนำรูปถ่ายของเด็กหญิงยุวดีเอามาปนเปกับรูปถ่ายเด็กวัยเดียวกัน แล้วให้เด็กหญิงอุรารัตน์เลือก ปรากฏว่าเธอหยิบรูปถ่ายของเด็กหญิงยุวดีขึ้นมาทันที และบอกว่านี่คือตัวเธอในชาติก่อน พ่อซีแม่เนืองถึงกับน้ำตาร่วงด้วยความตื้นตันใจ ที่ได้พบลูกในอดีตอีกครั้ง

เพราะในครั้งนั้น รู้สึกว่าตัวเองผิดไปมาก คิดว่าลูกคงไม่เป็นไรมาก จึงไม่ได้สนใจลูกเท่าที่ควร จึงได้นึกตำหนิตัวเองอยู่เสมอ ในตอนนี้ ด.ญ. อุรารัตน์เล่าเสริมว่า ความจริงวันนั้น อากาศร้อนจึงลงไปอาบน้ำในห้วยกับน้อง รู้สึกอ่อนเพลีย แล้วขึ้นมาถึงบ้านก็เป็นลม
ยังไม่ถึงกับตายทันที

เรื่องนี้คิดว่าคงเป็นการกลับชาติมาเกิด เพื่อเป็นการปลุกปลอบใจแม่ชาติก่อนด้วย จึงเกิดมาใหม่ภายในหมู่บ้านเดียวกัน และบ้านก็ไม่ห่างไกลกันเท่าใดนัก (ประมาณ ๑ กิโลเมตร) เธอตายตอนอายุได้ ๘ ขวบ ตอนนั้นเธอมีกระเป๋านักเรียนสีแดง และปิ่นโตใส่อาหารไปกินที่โรงเรียน ขณะนั้นเธอสอบได้ขึ้นชั้น ป.๒ แล้ว


ด.ญ.อุรารัตน์ ชี้ไปที่ภาพถ่ายของตนเองเมื่อชาติก่อน...รูปภาพเด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ ยังวางอยู่บนโต๊ะนี้

เด็กหญิงอุรารัตน์ผู้ซึ่งรำลึกชาติได้ จำสถานที่ลำห้วยที่เธอไปอาบน้ำก่อนเสียชีวิตอย่างกระทันหันได้อย่างแม่นยำ และยังนำไปดูที่ฝังศพของเธอในสวนยางไ ม่ห่างจากบ้านเดิมเท่าไหร่นัก ณ ที่ฝังศพมีฝาคอนกรีตปิดหลุมศพ มีชื่อ เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ อยู่บนฝาคอนกรีตชัดเจน ( ศพได้ถูกนำขึ้นมาเผาหลายปีแล้ว )

เหตุการณ์หลังความตาย
ตอนนี้เธอเล่าว่า เมื่อตายแล้วก็กลับบ้านบนสวรรค์ แต่ก็ยังกลับมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์อีก ในขณะที่เป็นนางฟ้าอยู่นั้น เธอได้ผ่านหน้าบ้านแม่แอ๊ว (แม่ชาติปัจจุบัน) เห็นว่าบ้านน่าอยู่ดี จึงตัดสินใจแวะเที่ยวบ้านแม่แอ๊วก่อน (หมายถึงกลับมาเกิดอีกนั่นเอง)

เธอได้เล่าต่อไปอีกว่า อีกไม่นานเธอจะกลับบ้านอีกแล้ว เพราะว่าบ้านแม่แอ๊วไม่สบาย ไม่น่าอยู่ บ้านของเธอข้างบนสวรรค์สวยกว่า สบายกว่ามาก เมื่อถึงอายุ ๘ ขวบ เธอก็จะกลับไปแล้ว (หมายถึงจะตายตอนอายุ ๘ ขวบ เหมือนชาติก่อนๆ)

ที่น่าอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เด็กหญิงอุรารัตน์ยังรำลึกชาติได้อีกชาติหนึ่ง คือก่อนที่เธอจะมาเกิดเป็นเด็กหญิงยุวดี เธอได้เกิดเป็นเด็กหญิงเช่นกัน แต่จำชื่อตัวเองและพ่อแม่ในอดีตชาตินั้นไม่ได้ เนื่องจากเป็นเวลานานมาก เธอจำได้ว่าพ่อแม่ในชาตินั้น มีฐานะค่อนข้างยากจน เธอมีอายุ ๘ ขวบ เท่านั้นเอง

เด็กหญิงอุรารัตน์จำได้แม่นยำอีกอย่าง คือ หลุมฝังศพของเธอในชาตินั้น และเธอได้พาไปดู เป็นหลุมศพเก่าแก่รกร้างอยู่ด้านหลัง โรงเรียนบ้านท่าม่วง อยู่ห่างจากบ้านในชาติปัจจุบันในชาติปัจจุบันกว่า ๕ กิโลเมตร ต้องเดินฝ่าป่าละเมาะเข้าไปสถานที่ฝังศพพงรก ๆ เช่นนี้ หากรำลึกไม่ได้จริงย่อมไม่ทางรู้ และพาเข้าไปดูได้อย่างเด็ดชาด


ด.ญ.อุรารัตน์ นำ "คณะชาวปากน้ำหลังสวน" ไปในป่าด้านหลัง "โรงเรียนบ้านท่าม่วง" เพื่อพิสูจน์ความจริงกัน


ด.ญ.อุรารัตน์ ชี้มือลงไปที่เนินดิน พร้อมกับบอกว่าเป็นหลุมฝังศพของตนเอง ก่อนที่จะมาเกิดเป็น ด.ญ.ยุวดี ลิ้มสวัสดิ์

เด็กหญิงอุรารัตน์เล่าว่า หลังจากที่เธอตายในชาตินั้นแล้ว เธอก็มาเกิดเป็น เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวสดิ์ เมื่อตายอีกจึงได้เกิดมาเป็น เด็กหญิงอุรารัตน์ ศรีนิล ในชาติปัจจุบัน ส่วน "แม่เนือง" (แม่ชาติก่อนของ ด.ญ.ยุวดี) ได้เล่าว่า ลูกสาวได้ตายไปเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๔

ตอนลูกอาบน้ำเสร็จบอกว่าอ่อนเพลีย อึดอัด ใจหวิวๆ ไม่มีแรง แต่เธอไม่ได้สนใจ คิดว่าลูกคงไม่เป็นอะไรมาก พอเข้าไปดูอาการ ลูกก็จากไปเสียแล้ว รู้สึกเสียใจมาก เวลานี้ก็รัก ด.ญ. อุรารัตน์ เหมือนลูก เด็กก็เรียก "แม่" ทุกคำ แล้วนั่งลงบนตักอย่างสนิทสนม นับว่าเป็นที่แปลกใจแก่ผู้พบเห็นทุกคน

สามารถได้ "มโนมยิทธิ์" ด้วยตนเอง

สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งก็คือ เด็กหญิงอุรารัตน์มีญาณพิเศษติดตัวมาแต่กำเนิด สามารถติดต่อพูดคุยกับท่านแม่ เพื่อน ๆ และพี่ ๆ ในภพสวรรค์ได้โดยไม่ต้องหลับตาเข้าสมาธิ ดังนั้นเธอจึงขอให้พ่อแม่ในชาติปัจจุบันทำบ้านหลังเล็ก ๆ ทรงไทย ซึ่งเธอออกแบบเองตั้งไว้บนชั้น ๒ ของบ้าน เธอบอกว่าใช้เป็นสถานที่รับรองท่านแม่ พี่และเพื่อนเวลาลงมาจากสวรรค์มาเยี่ยมเธอ


บนบ้านเรือนไม้ชั้นสอง จะมองเห็น "ศาลเพียงตา" เล็กๆ อยู่ชั้นบน เพื่อเป็นที่รับรองของ "ท่านแม่" และ เพื่อนๆ เธอได้บอกให้แม่หามาทำได้ถูกต้องตาม "พิธีกรรม" ทุกอย่าง

เวลาใดที่ท่านแม่ เพื่อและพี่ ๆ ต่างภพต่างภูมิมาหา เธอจะขอให้แม่แอ๊วจัดอาหาร ขนม น้ำ และดอกไม้มาต้อนรับ และเธอจะนั้งพูดคุยด้วย แต่ไม่มีใครเห็นตัวท่านและผู้อื่น ซึ่งมาจากภพสวรรค์ นอกจากเธอคนเดียวเท่านั้นที่เห็น

เด็กหญิงอุรารัตน์บอกว่าเธอมักจะไปเยี่ยมท่านแม่และพี่ ๆ ตลอดจนเพื่อน ๆ บนสวรรค์ด้วยการนั่งสมาธิ ( ถอดกายทิพย์ไป ) ซึ่งเธอจะนั่งสมาธิตอนหัวค่ำ คราวละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ขณะนั่งสมาธิเธอขอร้องไม่ให้ใครรบกวน เพราะจะทำให้ต้องรีบกลับจากภพสวรรค์ทันที

นอกจากนี้เด็กหญิงอุรารัตน์ ยังบอกอีกว่าที่จริงแล้วเธอถึงกำหนดกลับคืนไปสู่สวรรค์ คือตายไปจากโลกมนุษย์ตั้งแต่ อายุ ๘ ขวบแล้ว แต่พ่อชำนาญ - แม่เเอ๊ว ขอร้องไม่ให้เธอจากไปเร็วอย่างนั้น เธอจึงไปขอร้องท่านแม่ขออยู่ในโลกมนุษย์อีกระยะหนึ่ง ท่านแม่สงสารพ่อแม่ชาติปัจจุบันที่จะต้องเศร้าโศกเสียใจ เมื่อเธอตายจึงยินยอมอนุญาตให้อยู่เป็นมนุษย์ต่อไปในระยะเวลาที่ขอ

น่าสังเกตอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ตั้งแต่เด็กหญิงอุรารัตน์ตัวเล็ก ๆ จำความได้ เธอเป็นคนจิตใจเมตตา กรุณาต่อสัตว์ทุกชนิด ไม่เคยฆ่าหรือทำร้าย แม้แต่ครั้งเดียว เห็นใครฆ่าสัตว์ จะเข้าไปขอร้องไม่ให้เขาฆ่า และบอกว่าจะเป็นปาบกรรมติดตัว เพราะทุกคนตายไปแล้วก็ต้องมาเกิดใหม่อีก ทำกรรมดี กรรมเลวอย่างไร ก็ต้องรับกรรมนั้น

เธอยังสอนต่อไปอีกว่า ให้พยายามสร้างแต่กรรมดี ความดีเอาไว้มาก ๆ หมดอายุขัย ตายไปเมื่อไหร่ก็จะได้ไปอยู่ในสวรรค์ แต่ถ้าสร้างแต่กรรมเลว กรรมชั่วมากมาย ตายเมื่อใดก็ต้องไปรับกรรมในนรก ได้รับแต่ความทุกข์ ทรมานจนกว่าจะใช้กรรมหมด

สำหรับเรื่อง “ ความตาย ” นั้น เด็กกหญิงอุรารัตน์กล่าวว่าเธอไม่กลัวตาย เพราะการตาย คือการเดินทางกลับบ้านเดิมนั้นเอง เธอเคยเกิดในโลกนี้และกลับไปสวรรค์หลายครั้งหลายหนแล้ว การมาเกิดแต่ละชาติเหมือนการเดินทางมาเที่ยวมาหาความรู้แปลก ๆ พอได้เวลากำหนดไว้ก็ต้องกลับบ้านเดิมเสียที ไม่มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับความตาย อันที่จริงเธออยากกลับไปสวรรค์มากกว่าอยู่ในโลกมนุษย์

นอกจากนี้เธอบอกว่า ใครที่ฝึกสมาธิจนสำเร็จเข้าขั้นมีตาทิพย์ หูทิพย์ รำลึกชาติได้ก็สามารถติดต่อกับเทวดาชั้นต่าง ๆ ได้ อยากไปเห็นสวรรค์ก็ไปได้ สำหรับผู้ที่ปรารถนาภพสวรรค์เป็นที่อยู่อาศัยหลังจากตายแล้ว จะต้องประกอบแต่กรรมดี ไม่ทำชั่ว ถือศีล ๕ ให้เคร่งครัด มีเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย ปฏิบัติได้เช่นนี้ก็จะพ้นจากนรกภูมิ และได้อยู่ในสวรรค์ซึ่งดีประเสริฐกว่าอยู่ในโลกมนุษย์มากมายนัก

นี่คือเรื่องราวของ เด็กหญิงอุรารัตน์ ศรีนิล ผู้รำลึกชาติได้ ได้ยืนยันให้เห็นว่าคนทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อมาใช้หนี้กรรมจนกว่าจะหมดกรรม ผู้ใดปรารถนาภพ ภูมิสวรรค์หลังจากตายไปแล้ว ยังมีโอกาสที่จะกระทำความดีสะสมเอาไว้ตั้งแต่วันนี้ที่มีลมหายใจอยู่ สำหรับผู้ไม่เชื่อในกรรมดี กรรมชั่ว ย่อมสายเกินไปที่จะสำนึกได้หากไปทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกอเวจี..

***********************



“ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล”ผู้ระลึกชาติได้

โดย...คุณทองทิว สุวรรณทัต

วันนี้..จะขอเล่าเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวแก่เด็กระลึกชาติได้ผู้หนึ่งที่ คุณประสิทธิ์ การุณยวนิช ซึ่งผู้เขียนรักนับถือ เสมือนพี่ชายได้ติดตามไปสัมภาษณ์มาด้วยตนเองถึง อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี

พี่ประสิทธิ์ บอกผู้เขียนว่า เหตุที่มีความสนใจในเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิด ก็เพราะมีความเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม และการระลึกชาติได้ของเด็กบางคน ที่เคยไปพิสูจน์ด้วยตนเองมาแล้ว และท่านเชื่อเหลือเกินว่า การที่คนเราต้องมาเกิด ก็เพราะยังมีกรรมเก่าในอดีตชาติ ที่ยังใช้หนี้ไม่หมด จึงต้องเกิดมาใช้กรรมจนกว่าจะหมดกรรม.......

เมื่อท่านทราบข่าวว่า ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล ระลึกชาติได้ จึงมีความสนใจที่จะเดินทางไปพบเพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริง เป็น
รายที่สาม (พี่ประสิทธิ์เป็นผู้สัมภาษณ์ ด.ญ.รัตนา วงษ์สมบัติ และ ด.ช.ชนัย ชูมาลัยวงศ์ ในสมัยที่ท่านร่วมงานกับ คุณ ท.เลียงพิบูลย์ ผู้เขียนหนังสือ “กฎแห่งกรรม” มาแล้วทั้งสองราย) และได้เดินทางไปพบ สมความตั้งใจ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2533

ท่านเล่าว่า ด.ญ.อุรารัตน์ นั้น ชาติก่อนเกิดเป็น ด.ญ.ยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ บ้านเกิดชาติก่อน อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับชาตินี้ ปรากฏว่า เธอยังจำเรื่องราวต่างๆในอดีตชาติที่ยังเป็น ด.ญ.ยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ ได้แม่นยำ แม้ว่าจะตายมานานถึง 9 ปี แล้วก็ตาม(ตายเมื่ออายุ 8 ขวบ)และ ปัจจุบันเธอมีอายุได้ 9 ขวบเศษ……


พระชัยวัฒน์ อชิโต พร้อมด้วย คณะชาวปากน้ำหลังสวน จ.ชุมพร ได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ในการพิสูจน์...ตายแล้วไม่สูญ...อย่างแน่นอน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2529

ต่อไปนี้ เป็นคำสัมภาษณ์ระหว่าง พี่ประสิทธิ์ (ป.) กับ ด.ญ.อุรารัตน์ (อ.)

ป - หนูรำลึกชาติได้ตอนอายุเท่าใด?

อ - หนูระลึกชาติได้ เมื่ออายุประมาณ 3 ขวบกว่า จำพ่อแม่ในชาติก่อนที่หนูชื่อ ด.ญ.ยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ ได้ พ่อหนูชื่อ ซี แม่ชื่อ เนือง ลิ้มสวัสดิ์ ส่วนในชาตินี้ พ่อชื่อ ชำนาญ แม่ชื่อ แอ๊ว ศรีนิล

ป - พ่อแม่ชาติก่อน เชื่อหรือไม่ ว่าหนูเคยเป็นลูกของท่าน?

อ - ครั้งแรก "พ่อซี" ของหนู เดินผ่านมาที่บ้าน หนูจำท่านได้ แล้วต่อมาก็ได้พบ "แม่เนือง" หนูก็จำได้ และเล่าเรื่องต่างๆที่ผ่านมาได้ถูกหมดทุกอย่าง จึงทำให้ท่านทั้งสองเชื่อว่า หนูเป็นลูกของท่าน ที่ระลึกชาติได้จริงๆ

ป - หนูเกิดเป็น ด.ญ.ยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ เมื่อใด? และตายเมื่อใด?จำได้ไหม?

อ - หนูเกิดเป็น ด.ญ.ยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ เมื่อ พ.ศ.2506 ตายเมื่ออายุ 8 ขวบ เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2514 หนูตายหลังจากไปอาบน้ำในลำห้วย หลังจากขึ้นมา ก็รู้สึกอ่อนเพลีย ใจสั่น คล้ายจะเป็นลม ไม่มีแรง จึงเรียกแม่ให้อุ้มไปนอนบนบ้าน แล้วก็หมดสติ หมดลมหายใจ หัวใจวายตาย แก้ไขไม่ทัน

ป - เมื่อหนูตายแล้ว วิญญาณของหนูไปอยู่ที่ไหน?

อ - วิญญาณออกจากร่างของหนูกลับไปสวรรค์ ไปอยู่กับท่านแม่ และพี่ๆสี่คนบนสวรรค์ เมื่อหมดบุญ ก็ต้องกลับลงมาเกิดใหม่ หนูเคยเกิด เคยตายมาหลายครั้งหลายหน จนจำไม่ได้หมด จำได้แม่นเพียง 2 ชาติ คือ ชาติที่เป็น ด.ญ.ยุวดี

และก่อนหน้านั้นอีก 1 ชาติ ซึ่งก็เกิดเป็นเด็กหญิงเช่นกัน ยังจำหลุมฝังศพเก่าแก่รกร้างได้ อยู่หลังโรงเรียนบ้านท่าม่วง อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ห่างจากบ้านเกิดชาตินี้ประมาณเกือบ 4 กิโลเมตร ต้องเดินเข้าไปในป่าละเมาะ
พ่อแม่ชาตินั้น ค่อนข้างยากจน แต่หนูจำชื่อหนู และพ่อแม่ชาตินั้นไม่ได้แล้ว เพราะนานมากเกินไป หนูเพียงจำได้ว่า ตายตอนมีอายุได้ 10 ขวบ ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน
หลังจากชาตินั้น หนูจึงมาเกิดเป็น ด.ญ.ยุวดี ซึ่งบ้านหนูอยู่ไม่ไกลจากบ้านของหนูในชาตินี้ ห่างกันกิโลเมตรเศษเท่านั้น

ป - หนูเกิดเป็น ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล เมื่อปีไหน? จำได้หรือไม่? และมีเหตุการณ์อะไรที่หนูจำได้บ้าง?

อ - หนูเกิดเป็น ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2523 พอหนูอายุได้ประมาณ 3 ขวบกว่า หนูก็เริ่มจำได้ว่า เคยเกิดมาก่อนชาตินี้ เป็นผู้หญิง เป็นลูกของพ่อซี แม่เนือง หนูขอให้พ่อซีพาหนูกลับไปบ้านเดิมเมื่อครั้งเป็น ด.ญ.ยุวดี ลิ้มสวัสดิ์

เมื่อหนูไปบ้านเดิม หนูจำสิ่งของทุกอย่างได้ เช่น บ้านหลังเก่า เรือนโบราณ ใต้ถุนสูง(ปัจจุบันรื้อไปแล้ว) ปิ่นโตเก่า ที่เคยใส่อาหารไปโรงเรียน ของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า และของเล่น นอกจากนั้น หนูยังจำญาติพี่น้องได้หมดทุกคน ยกเว้นน้องที่เกิดหลังจากหนูตายไปแล้ว และหนูยังจำรูปถ่าย ดญ.ยุวดี คือ ตัวหนูเอง เมื่อชาติก่อนได้อีกด้วย


ขณะที่กำลังสัมภาษณ์ แม่แอ๊ว ด.ญ.อุรารัตน์จะนั่งห่างแม่ในชาตินี้ แต่พอสัมภาษณ์ แม่เนือง เธอจะลุกขึ้นมานั่งตักแม่ในชาติก่อนอย่างสนิทสนม

ป - หนูอยากจะอยู่บ้านปัจจุบัน หรืออยากจะไปอยู่ที่อื่น?

อ - หนูไม่อยากอยู่บ้านปัจจุบัน อยากจะกลับไปอยู่กับ ”ท่านแม่” และพี่ๆ ทั้งได้พบเพื่อนๆของหนูบนสวรรค์ หนูเคยมาเกิดในโลกนี้ และกลับไปสวรรค์ก็หลายครั้งหลายหนแล้ว หนูไม่กลัวตาย เพราะว่าการตาย ก็คือ การเดินทางกลับบ้านเดิมนั่นเอง
หนูมาเกิดแต่ละชาติ ก็เหมือนมาเที่ยวหาความรู้แปลกๆ พอได้เวลาที่กำหนดไว้ ก็ต้องกลับบ้านเสียที ไม่มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับความตายเลย

ป - บ้านของหนูบนสวรรค์ กับบ้านของหนูในทุกวันนี้ ของใครสวยงามกว่ากัน?

อ - บ้านของหนูบนสวรรค์สวยงามมาก สีสันสดสวย เป็นสีชมพูทั้งหลัง ใหญ่โตมาก มีอากาศบริสุทธิ์ ร่มเย็น ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่มีฝน สว่างไสวตลอดเวลา ไม่มีพระอาทิตย์ส่องแสงอย่างในโลกนี้ แต่ก็ไม่มืด สว่างเย็นตาอยู่ตลอดวันตลอดคืน

ป - หนูกลับไปเยี่ยม ”ท่านแม่” กับพี่ๆ และเพื่อนๆ บนสวรรค์บ้างหรือเปล่า?

อ - หนูไปหาได้ทุกเวลาที่ต้องการไปเยี่ยม ด้วยการนั่งสมาธิ หนูชอบนั่งทำสมาธิในตอนหัวค่ำ ครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมง ระหว่างนั่งสมาธิ หนูจะห้ามไม่ให้ใครรบกวนหนู เพราะจะทำให้หนูต้องรีบกลับทันที ทั้งๆ ที่ยังอยากอยู่บนสวรรค์

ป - หนูจะกลับไป (ตาย) อีกครั้งเมื่อไหร่?

อ - ความจริง หนูถึงกำหนดกลับไปเมื่ออายุ 8 ขวบ แต่แม่แอ๊ว และพ่อชำนาญ ขอร้องหนู อย่าเพิ่งกลับไปสวรรค์ หนูจึงขอร้อง ”ท่านแม่” ขออนุญาตอยู่ต่อสักระยะหนึ่ง ท่านแม่ก็อนุญาต เพราะเห็นใจสงสารแม่แอ๊วกับพ่อชำนาญมาก ที่ไม่อยากให้หนูกลับไปเร็ว แต่ใจหนูอยากกลับที่บ้านหนูบนสวรรค์สวยงามน่าอยู่มาก

ป - ทำอย่างไร จึงจะทำให้ทุกคนเชื่อว่าสวรรค์มีจริง? และจะไปอยู่บนสวรรค์ได้อย่างไร?

อ - ผู้ที่จะเชื่อ และอยากจะได้เห็นสวรรค์ จะต้องฝึกสมาธิ จนสำเร็จได้ตาทิพย์ หูทิพย์ ระลึกชาติได้ ก็จะสามารถติดต่อกับเทวดาชั้นต่างๆได้ตามต้องการ สามารถไปเที่ยวสวรรค์ได้ทุกเวลา

พี่ประสิทธิ์ การุณยวนิช ได้สอบถามพ่อ - แม่ของ ด.ญ.อุรารัตน์ คือ คุณชำนาญ และคุณแอ๊ว ศรีนิล กับ พ่อ - แม่ในอดีตชาติ คือ คุณซี และ คุณเนือง ลิ้มสวัสดิ์ ทุกคนรับรองว่า เป็นความจริงทุกอย่างตามที่ ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล พูด......

นอกจากนี้ ด.ญ.อุรารัตน์ ยังได้พาพี่ประสิทธิ์ ไปชมที่ฝังศพของเธอสมัยเมื่อเป็น ด.ญ.ยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ ซึ่งอยู่ในสวนยาง ไม่ไกลจากบ้านพ่อ-แม่ในชาติก่อน พี่ประสิทธิ์บอกแก่ผู้เขียนว่า “ยังมีชื่อที่เขียนไว้บนหลุมฝังศพ ที่ก่อปูนไว้ว่า ด.ญ.ยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ อยู่เลย”



คุณทองทิว สนทนากับ คุณประสิทธิ์

ผู้เขียน ยังอยากทราบรายละเอียดต่ออีกเล็กน้อย จึงได้เรียนถามพี่ประสิทธิ์ดังต่อไปนี้.-

ผู้เขียน - “ท่านแม่”ที่เด็กพูดถึง นี่คือใครครับ?

พี่ประสิทธิ์- “ท่านแม่” นี่ ด.ญ.อุรารัตน์ เรียก “แม่ศรี” ชื่อเต็มไม่ได้บอก เธอบอกว่า เบื้องบนนี่ มีครอบครัวอย่างเรา มีแม่กับพี่สาวสี่คน แล้วก็เพื่อนๆ เธอบอกว่า ที่เธอมานี่ เธอมาชั่วคราว และจะต้องกลับไปเมื่ออายุ 8 ขวบ พ่อแม่ร้องไห้กันใหญ่ ที่จริงเธอต้องไปเมื่อปี 2532 แล้ว พ่อ-แม่ก็อ้อนวอน ขอให้ไปบอกแม่เบื้องบน ขอให้อยู่ต่อ อย่าเพิ่งกลับ คือ ชาติก่อนอายุ 8 ขวบก็ตาย

ฉะนั้น มาในชาตินี้ เธอมาเที่ยว พออายุ 5 ขวบ ก็ต้องกลับไป เด็กคนนี้ ไม่ใช้คำพูดว่า ”ตาย” เธอพูดว่า “กลับไป” เธอบอกว่า การมาการไปนี่ ก็เหมือนการมาเที่ยว ฉะนั้น เธอจึงไม่มีความเสียใจในเรื่องตาย เธอไม่มีความรู้สึกว่า น่าเสียดาย หรือเสียใจ เหมือนอย่างที่พวกเราเสียใจกันนะ เธอกลับยินดีที่จะได้กลับบ้าน คล้ายๆกับได้มาเที่ยวโลกมนุษย์ แล้วมีกำหนดกลับ

เพราะฉะนั้น แม่ของเธอจึงไปบนบานศาลกล่าว ไปปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเต่า ทำทุกวิถีทางที่จะยืดอายุเด็ก ทีนี้เด็กก็บอกให้แม่สร้างศาลเพียงตา เป็นทรงเรือนไทยหลังเล็กๆ บนชั้นสองของบ้าน เธออกแบบเอง แล้วเธอก็ทำสมาธิติดต่อเบื้องบน แล้วบอกว่า ท่านแม่เห็นใจพ่อ-แม่ในชาตินี้ ก็เลยอนุญาตให้อยู่ต่ออีกระยะหนึ่ง ที่น่าแปลกก็คือ เธอจะขอให้แม่จัดขนม อาหาร ดอกไม้ และน้ำ ไว้ต้อนรับเมื่อท่านแม่ พี่ๆ กับเพื่อนๆบนสวรรค์มาหา ซึ่งพ่อแม่ และคนอื่นมองไม่เห็น

(หมายเหตุ - ต่อมาทางพ่อแม่ของเด็กได้นำมาเข้าพิธีต่ออายุกับ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ที่วัดท่าซุงแล้ว เด็กจึงมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบันนี้)


ภาพนี้กำลังสัมภาษณ์ นายซี - นางเนือง พ่อแม่จากชาติก่อน...จากนั้นก็สัมภาษณ์ ด.ญ.เบญจมาศ (กบ) ศฤงคาร ซึ่งเป็นญาติกัน กบเพิ่งฝึก "มโนมยิทธิ" สามารถไปเที่ยวสวรรค์ และพิสูจน์คำพูดของ ด.ญ.อุรารัตน์ ได้เป็นอย่างดี

ผู้เขียน-เวลานี้ เด็กเรียนหนังสือหรือเปล่า?

พี่ประสิทธิ์ - เรียน'...เวลานี้ อยู่ประถม 3 เธอบอก..ที่เธอเบื่อไม่อยากจะอยู่ ก็เพราะต้องเรียนหนังสือ แล้วครูให้การบ้านเยอะ เธอบอกไม่รู้จะทำไปทำไม ? เบื้องบนไม่จำเป็นต้องเรียน เธออยากรู้อะไร ก็ถามพี่สาว เดี๋ยวก็รู้

ผู้เขียน - เด็กเบื่อทำการบ้าน?

พี่ประสิทธิ์ - นี่แหละ..ผมถึงรู้สาเหตุที่เด็กเบื่อ แล้วครูก็เคี่ยวเข็ญให้การบ้านมาทำเยอะ เด็กไม่อยากทำ คือ แบบนิสัยเด็กแหละครับ อยากเล่นเหมือนเด็กทั่วไป แต่มีนิสัยแปลกอยู่อย่างหนึ่งว่า มีอายุได้สามขวบเท่านั้น ก็นั่งสมาธิแล้ว โดยในหมู่บ้าน ไม่มีใครทำ แล้วก็ไม่มีใครสอน แม่เขายังแปลกใจเอ๊ะ ทำไมหนูต้องนั่ง ?

เธอบอกว่า หนูต้องนั่ง เพื่อจะได้ติดต่อกับเบื้องบน ทีแรกแม่คิดว่า เด็กเป็นโรคประสาท พาไปให้หมอที่โรงพยาบาลเช็คดู หมดเขาเช็คแล้ว บอกว่า ไม่เห็นเป็นอะไร เพียงแต่ว่าขาดอาหาร เป็นโรคขาดอาหาร คือ เธอจะเลือกรับประทาน พวกเนื้อสัตว์ไม่นิยม นอกจากจำเป็น เธอจะรับประทานผักและผลไม้มากกว่าอย่างอื่น

ผู้เขียน - เด็กทำสมาธิใช้คำภาวนาอะไร?

พี่ประสิทธิ์ - เด็กบอก ไม่ต้องภาวนาหรอก คือเธอนึกขึ้นมาก็ไปเลย เธอชำนาญแล้ว เวลานั่งสมาธิ เธอห้ามไม่ให้ใครมากระทบตัว แม่ของเธอถาม ทำไมถูกตัวไม่ได้ ? เธอบอก มันจะดึงเธอกลับมาเร็วไป ฉะนั้น จึงตรงกับที่พระเคยบอก เวลาท่านนั่งสมาธิ อย่าให้ใครรบกวน ท่านถึงต้องปิดกุฏิ ปิดประตู แบบเดียวกัน แล้วผมยังถามว่า เบื้องบนดีอย่างไร? ถึงอยากกลับ......

เด็กบอกว่า มันสวยงามบอกไม่ถูก เทียบกันไม่ได้ บ้านของเธอเป็นสีชมพูทั้งหลัง ไม่ใช่ทำด้วยอิฐอย่างบ้านที่เธออยู่ทุกวันนี้ แล้วเด็กคนนี้ จะชอบทุกอย่างที่เป็นสีชมพูหมด สีอื่นไม่ชอบ

นอกจากนี้ ผมยังถามว่า มีกลางคืน-กลางวันเหมือนกับโลกเราไหม? เธอบอกว่า ไม่เหมือน ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ไม่มีพระอาทิตย์ แต่ก็สว่าง ไม่มีมืด ไม่มีค่ำ อากาศไม่ร้อน เย็นสบาย ผมถามอีกว่า อยู่กินอย่างเราไหม? เธอบอกว่า ไม่ต้องหรอก มันไม่หิว คือ มันผิดกับโลกมนุษย์เรา อยู่อย่างลำบาก ต้องหุง ต้องต้ม เสียเวลา

แล้วเรื่องติดต่อกับเบื้องบนนั้น เธอต้องไปทุกวัน พอได้เวลาทุ่มกว่าๆ ต้องขึ้นไปข้างบนชั้นสอง ไปนั่งสมาธิติดต่อ แล้วเธอรู้ล่วงหน้านะ อย่างผมจะไป หรือใครจะไปหา เธอบอกว่า จะมีแขกมาหา เด็กคนนี้มีญาณพิเศษ เธอรู้ล่วงหน้าว่า จะมีใครไปหา รู้ถึงขนาดนี้

นิสัยที่แปลกอีกอย่าง ก็คือเที่ยวไปแนะนำให้ผู้ใหญ่เขาทำความดี เจอใครทำไม่ดี ก็ไปแนะนำเขา ซึ่งเด็กธรรมดา อายุแค่นี้ ก็คงวิ่งเล่นไป อะไรไป จะมาคิดเรื่องนั่งสมาธิ หรือมาคอยแนะนำคนอื่น ให้เขาทำความดี มันยาก.....

ผู้เขียน - พี่ประสิทธิ์ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กบ้างหรือเปล่า?

พี่ประสิทธิ์ - ให้ครับ...ผมเคยให้ทุนการศึกษา แต่เด็กไม่รับ ต้องเรียกแม่เข้ามา จึงจะรับ หนูคนนี้บอกว่า แม่เอาอย่างนี้นะ เงินก้อนนี้ แบ่งเอาไว้ให้หนูใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่ง แม่ต้องเอาทำบุญนะ ให้แม่เอาไปทำบุญต่อหน้าผม ผมมอบซองให้เธอ เธอก็มอบให้แม่ ไม่เก็บไว้เอง

แต่เขามีคำพูดประทับใจผม คือ ที่ว่า..ต้องเอาไปทำบุญครึ่งหนึ่งนะ อันนี้ ผมสะดุดใจมาก เด็กอายุ 8 - 9 ขวบเช่นนี้ ถ้าเป็นเด็กคนอื่นน่ะหรือ เราให้แกทั้งซอง แกก็ต้องเก็บไว้ทั้งซอง จะคิดเรื่องทำบุญคงไม่มี ผมจึงคิดว่า คนนี้เป็นบุคคลพิเศษ ซึ่งมีการเชื่อมโยงกับเบื้องบน เธอจึงมีความคิดเช่นนี้ แล้วก็มีมาแต่เด็ก อายุ 3 ขวบนั่งสมาธิเอง โดยไม่มีใครสอน เดี๋ยวนี้เขากลับมาสอนพ่อ-แม่ ให้มานั่งสมาธิกันแล้ว

พ่อแม่เขาก็หัดนั่งสมาธิตามเด็กในทุกวันนี้ เธอบอกว่า ถ้าพ่อแม่นั่งได้ จะได้ติดต่อกับท่านแม่เบื้องบนได้เอง จะได้พูด ได้ขอร้องกันโดยตรง พ่อแม่เขา ก็เลยสนใจ หัดนั่งสมาธิ เพื่ออยากให้ลูกเขามีอายุยืนยาว ส่วนที่เขาบอกว่า จะอยู่ไปอีกระยะหนึ่งนั้น ไม่ได้บอกว่ากี่เดือนกี่ปี ซึ่งเรื่องนี้เราจะต้องติดตามต่อไป

ผู้เขียน ขอขอบคุณ คุณพี่ประสิทธิ์ การุณยวนิช ที่กรุณาให้ความกระจ่าง เกี่ยวแก่ ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล และถ้าท่านผู้ใดสนใจ จะพบเธอได้ที่ หมู่บ้าน 1 บ้านบางเดือน ต.บางเดือน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี.........



บันทึกเพิ่มเติม
โดย วิจิตร สมบัติบริบูรณ์


จากเรื่องดังกล่าวข้างต้นนี้ เมื่อวันพฤหัสที่ 19 กรกฎาคม 2533 เวลาประมาณ 10.30 น. ข้าพเจ้า พร้อมด้วยท่าน พระครูศรีกาญจนาภิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดท่าไทร รองเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี คุณพงษ์พันธ์ อุ่นอารีย์ ช่างภาพของธนาคาร และ พ.อ.อ.จิระศักดิ์ เปี่ยมสาคร เจ้าหน้าที่ยานพาหนะของธนาคาร

ได้เดินทางไปยังบ้านหมู่ที่ 1 กิโลเมตรที่ 28 บ้านบางเดือน อ.พุนพิน เพื่อพบกับบิดามารดา และด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล แต่เจ้าของบ้านไม่อยู่ ทราบจากบ้านใกล้เคียงว่า คุณชำนาญ กับคุณจาลีจี (แอ๋ว) บิดามารดาของเด็ก ไปเก็บเงาะในสวน ส่วนลูกๆทุกคนไปโรงเรียนที่ตลาดพุนพิน ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 30 กิโลเมตร

โดยเฉพาะ ด.ญ.อุรารัตน์ ศรีนิล กับน้องชายคนเล็ก ไปเรียนที่ โรงเรียนธีราศรมวิทยา ที่ ต.ท่าข้าม ในตัว อ.พุนพิน คณะของเรา จึงเดินทางย้อนกลับไปยังโรงเรียนดังกล่าว
หลังจากท่านพระครูได้ฉันภัตตาหารเพลที่บ้านโยมใกล้โรงเรียน และคณะได้รับประทานอาหารกลางวันแล้ว ได้เวลาพักเที่ยง จึงได้เข้าไปพบ อาจารย์จรรยา บุญชูช่วย อาจารย์ใหญ่โรงเรียนธีราศรมวิทยา แจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบ อาจารย์จรรยา ผู้มีอัธยาศัยไมตรี ได้บอกให้ครูประจำชั้น นำตัว ด.ญ.อุรารัตน์ มาพบตามความประสงค์.......

***********************



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1764
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved