ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 26/8/08 at 10:25 Reply With Quote

ความรู้เรื่อง "โรคริดสีดวงทวารหนัก" จะรักษาเยียวยากันอย่างไร..?


"ยารักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก"

คำถาม เป็นริดสีดวงทวารหนัก ควรใช้ยาอะไร ?

โรคริดสีดวงทวารหนัก มาจากคำสองคำประสมกัน คือคำว่า “ริดสีดวง” + “ทวารหนัก” คำว่า “ริดสีดวง” จะหมายถึง สิ่งผิดปกติที่เป็นติ่งหรือเนื้อยื่นออกมาจากร่างกาย นิยมใช้เรียกโรคริดสีดวงที่เกิดขึ้นที่ทวารหนักเสียเป็นส่วนใหญ่ จนบางครั้งจะเรียกสั้นๆ ว่า “ริดสีดวง” ก็เข้าใจว่าเป็นโรคริดสีดวงของทวารหนัก

ในอดีตมีอีกโรคหนึ่งที่ใช้คำว่าริดสีดวงเหมือนกันแต่ไม่ใช่โรคริดสีดวงทวารหนัก ก็คือโรคริดสีดวงของจมูกซึ่งหมายถึง เนื้องอกผิดปกติในโพรงจมูก มักพบในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ชนิดเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันไม่นิยมเรียกว่าริดสีดวงจมูกแล้ว แต่จะเรียกเนื้องอกในโพรงจมูกแทน

โรคริดสีดวงทวารหนัก จึงหมายถึง โรคที่เกิดความผิดปกติเป็นติ่งเนื้อของทวารหนักเกิดการยื่นออกมาซึ่งพบได้บ่อยและเป็นปัญหาสำหรับประชาชนทั่วไป ที่สหรัฐอเมริกามีการศึกษาและประมาณว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรชาวอเมริกันเคยเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก และคาดว่าประเทศไทยก็พบโรคนี้ได้บ่อยเช่นกัน

โรคริดสีดวงทวารหนักเกิดได้อย่างไร

ติ่งเนื้อผิดปกตินี้ เกิดจากหลอดเลือดดำที่ผนังของลำไส้ใหญ่ส่วนปลายและทวารหนัก มีการบวมและอักเสบขึ้น มักมีอาการคัน ปวด และอาจมีเลือดออกจากทวารหนักร่วมด้วย การที่ผนังหลอดเลือดดำมีการอักเสบบวม ทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อนุ่มๆ ยื่นออกมาที่บริเวณทวารหนัก บางรายอาจมีของเหลวลื่นๆ เหนียวๆ ไหลออกจากทวารหนัก

สาเหตุของริดสีดวงทวารหนัก

ส่วนใหญ่เกิดจากการเบ่งถ่ายอุจจาระบ่อยๆ นานๆ ซึ่งเป็นผลของท้องผูก การตั้งครรภ์พฤติกรรมการดำรงชีวิตและลักษณะของการถ่ายอุจจาระ เช่น ชอบอ่านหนังสือในห้องสุขา การถ่ายอุจจาระบนส้วมชักโครก การยกของหนักๆ การนั่งหรือยืนท่าใดท่าหนึ่งติดต่อกันนานๆ การกลั้นอุจจาระ เป็นต้น



การเบ่งอุจจาระบ่อยๆ นานๆ จะส่งผลเพิ่มระดับแรงดันในช่องท้อง ทำให้การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักไม่สะดวก เกิดการยืด ย่น คด งอ พอง และโตขึ้นเป็นติ่งเนื้อ เหมือนกับการเป่าเติมลมเข้าไปในลูกโป่ง เมื่อลูกโป่งโตขึ้น ก็จะมีความหนาของผนังลดน้อยลง เมื่อใดก็ตามที่มีของแข็งๆ มาเสียดสี เช่น อุจจาระแข็งๆ หรือเพิ่มระดับแรงดันขึ้นอีกก็จะทำให้เกิดการปริแตกหรือฉีกขาดของหลอดเลือดดำทำให้เกิดเลือดออกมาเป็นเลือดสดๆ ได้

นอกจากการเบ่งถ่ายอุจจาระนานๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักแล้ว ยังพบว่าระดับความดันเลือดในตับที่สูง (ซึ่งเกิดได้จากความอ้วน หรือโรคตับ) อายุที่มากขึ้น อาการท้องเสียเรื้อรัง หรือการร่วมเพศทางทวารหนัก ล้วนเป็นปัจจัยเสริมทำให้เกิดริดสีดวงทวารหนักได้เช่นกัน

ชนิดของริดสีดวงทวารหนัก

แบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่คือ ริดสีดวงทวารหนักภายใน และริดสีดวงทวารหนักภายนอก


ริดสีดวงทวารหนักภายใน เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดติ่งเนื้อบวมขึ้นอยู่ภายในทวารหนัก ไม่สามารถสัมผัสได้ โดยมากมักไม่มีอาการเจ็บปวด แต่สังเกตได้จากอาการเลือดสดๆ ไหลออกพร้อมๆ กับอุจจาระ

ริดสีดวงทวารหนักภายนอก เป็นชนิดที่มีติ่งเนื้อนุ่มๆ ยื่นออกมาจากทวารหนัก มักมีอาการเจ็บปวด และอาจมีเลือดออกได้เมื่อมีการเบ่งอุจจาระ


ความรุนแรงของริดสีดวงทวารหนัก

ความรุนแรงของโรคริดสีดวงทวารหนักแบ่งได้เป็น 4 ระยะคือ

1. ระยะที่ยังไม่มีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมานอกทวารหนัก

2. ระยะที่เริ่มมีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และจะหดกลับเข้าไปได้เอง โดยไม่ต้องใช้มือช่วยดันเข้าไป

3. ระยะที่มีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ แต่ไม่หดกลับเข้าไปได้เอง จะต้องใช้มือช่วยดันเข้าไป จึงจะกลับเข้าไปในทวารหนัก

4. ระยะที่มีติ่งเนื้อหรือก้อนยื่นออกมาแล้ว ไม่สามารถใช้มือดันติ่งเนื้อนี้เข้าไปในทวารหนักได้เลย

การรักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก

เนื่องจากโรคริดสีดวงทวารหนักส่วนใหญ่มักไม่มีอันตรายถึงชีวิต และถ้ามีการดูแลรักษาปฏิบัติตนเองได้ดีอาการเลือดออกและการเจ็บปวดก็จะทุเลาลง หรือหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์

กรณีที่ระดับความรุนแรงของโรคอยู่ในระยะที่ 1 ไม่ว่าจะเลือดออกหรือไม่ จะเน้นการใช้ยาและการดูแลปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นสำคัญ และถ้าโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 2 หรือเริ่มเข้าสู่ระยะที่ 3 (แต่ยังมีขนาดเล็กอยู่) แนะนำให้การดูแลรักษาปฏิบัติตนเองควบคู่กับการใช้ยา

แต่ถ้าความรุนแรงของโรคเข้าสู่ระยะที่ 3 (ร่วมกับมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่) หรือเป็นระยะที่ 4 หรือรายที่เป็นรุนแรง เช่น มีเลือดไหลอยู่ตลอดเวลา ก็ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

การปฏิบัติดูแลตนเอง

อาการและความรุนแรงของโรคจะทุเลา บรรเทาได้อย่างมาก ด้วยการดูแลปฏิบัติตนเองที่ดีดังนี้

1. ควรนั่งแช่น้ำอุ่น 10-15 นาที วันละ 3 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการปวด การอักเสบ และช่วยทำความสะอาดบริเวณที่เป็นโรค

2. ควรหลีกเลี่ยงอาการท้องผูก เพราะท้องผูกเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของริดสีดวงทวารหนักทั้งเป็นสาเหตุของการเบ่ง และทำให้อุจจาระแข็ง ซึ่งมีวิธีแก้ไขอาการท้องผูกดังนี้

  • กินอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และเมล็ดธัญพืช เพื่อช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น
  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรอย่าสม่ำเสมอ
  • ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกาเฟอีน เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ กาแฟ ชา น้ำโคล่า เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ อุจจาระแข็ง และถ่ายลำบาก
  • ควรหลีกเลี่ยงกลั้นอุจจาระ
  • ไม่ควรนั่งหรือเบ่งอุจจาระโดยไม่รู้สึกปวดจะถ่าย



3. ควรหลีกเลี่ยงการขัดถูบริเวณทวารหนักอย่างรุนแรง เพราะจะยิ่งระคายเคืองริดสีดวงทวารหนัก

4. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยเพิ่มกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย


นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรสำรวจและสังเกตตนเองว่าตนเองมีพฤติกรรมที่เสี่ยงในการส่งเสริมทำให้ท้องผูกหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคริดสีดวงทวารหนัก เช่น ชอบอ่านหนังสือในห้องสุขา การถ่ายอุจจาระบนส้วมชักโครก การยกของหนักๆ การนั่งหรือยืนท่าใดท่าหนึ่งติดต่อกันนานๆ การกลั้นอุจจาระ เป็นต้น ซึ่งถ้าพบและแก้ไขสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างมาก

ยารักษาโรคริดสีดวงทวาร

ขณะที่มีอาการเลือดออกและ/หรือเจ็บปวด ควรแนะนำการปฏิบัติควบคู่กับการใช้ยาเหน็บทางทวารหนักซึ่งเป็นยาใช้ภายนอก มีทั้งชนิดแท่งและชนิดขี้ผึ้ง มักจะประกอบด้วย ยาชา (บรรเทาอาการปวด) ยาลดการอักเสบ ยาหดตัวของหลอดเลือด และยาปฏิชีวนะ ซึ่งผู้ผลิตมักผลิตยาของตนเองทั้ง 2 ทั้งชนิดแท่งและชนิดขี้ผึ้ง ซึ่งมีส่วนประกอบของตัวยาและความเข้มข้นเท่ากัน



การใช้ยาชนิดแท่ง (suppository) ควรแช่ในตู้เย็น น้ำแข็ง หรือน้ำเย็น เพื่อให้ยาแข็งตัว ก่อนนำออกมาใช้เพราะที่อุณหภูมิห้อง ยานี้จะเป็นของเหลว แต่ถ้าแช่เย็นยานี้จะแข็ง เมื่อเห็บเข้าไปในร่างกายแล้ว อุณหภูมิของร่างกายที่ร้อนกว่า จะช่วยละลายยาให้กระจายไปทั่วบริเวณ เมื่อแข็งตัวดีแล้ว ก็นำแท่งยาสอดเข้าทางรูทวารหนักให้สุด วันละ 1-2 ครั้ง หลังการถ่ายอุจจาระและอีกเวลาหนึ่ง อาจเป็นเวลาเช้า หรือก่อนนอนก็ได้แล้วแต่สะดวก ให้ห่างกันประมาณ 12 ชั่วโมง

กรณีที่เป็นขี้ผึ้ง ผู้ผลิตมักแนบหลอดต่อกับปากของหลอดยา เพื่อใช้สวนเข้าในทางช่องทวารหนัก แล้วบีบยาขี้ผึ้งเข้าไป ซึ่งมีความถี่และระยะเวลาการใช้ยาเช่นเดียวกับยาแท่งคือ วันละ 1-2 ครั้ง ให้ห่างกันประมาณ 12 ชั่วโมง

นอกจากนี้ อาจมียาหดตัวของหลอดเลือด ยาฝาดสมาน มาใช้ในการบรรเทาอากากรของริดสีดวงทวาร

สรุป

โรคริดสีดวงทวารมีหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการเบ่งอุจจาระนานๆ ซึ่งมักเกิดจากท้องผูก มีหลายระดับความรุนแรง

การดูแลปฏิบัติตนเองที่ดีในการดำเนินชีวิต อาหาร และการถ่ายอุจจาระมีผลต่อโรคนี้ ถ้าลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยป้องกันการเกิดโรค หรือถ้าเป็นแล้ว ก็จะช่วยลดความรุนแรงและบรรเทาอาการได้อย่างดี ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นใหม่ได้โดยง่าย

การใช้ยาส่วนใหญ่เป็นการบรรเทาอาการเท่านั้นซึ่งควรใช้ให้ถูกวิธี

ถ้าดูแลรักษาตนเองมาสัก 1-2 สัปดาห์ แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือกลับรุนแรงมากขึ้น ก็ควรไปขอคำปรึกษากับแพทย์ หรือเภสัชกรที่ประจำอยู่ที่ร้านยา ซึ่งพร้อมให้ความกระจ่าง และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

(update 18 กรกฎาคม 2007) ที่มา - นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 337 พฤษภาคม 2550



รวมความว่า "โรงริดสีดวงทวารหนัก" มีวิธีการรักษา 2 แบบ คือแผนปัจจุบันหรือแผนโบราณก็ได้ คุณปิยพร พยัฆพรม ผู้วิจัยมาตรฐานสมุนไพรให้ความเห็นไว้ว่า

จากสภาวะสังคมในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความแก่งแย่งแข่งขันกัน ทั้งในด้านอาชีพการงานและด้านอื่นๆ ทำให้ ทุกคนต้องตื่นตัวและกระตือรือร้นกันตลอดเวลา เพื่อให้ชีวิตของตนเองนั้นอยู่รอดได้ในสังคม ทำให้บางครั้งมีการปฏิบัติตนไม่ถูกต้องอยู่เสมอ เช่น นั่งทำงานบนเก้าอี้ทำงานตลอดทั้งวัน
รีบเร่งในการรับประทานอาหาร ทำให้ไม่มีเวลาเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนถนน และอยู่บนรถทำให้ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ทำให้เกิดอาการท้องผูกอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดโรคริดสีดวงทวารเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นควรทำความรู้จักกันก่อนว่า โรคริดสีดวงทวารคืออะไร เกิดจาก
อะไร มีทั้งหมดกี่ชนิด สามารถป้องกันและรักษาได้อย่างไรบ้าง

โรคริดสีดวงทวาร หรือ Hemorrhoids เป็นโรคที่พบว่ามีคนไข้เป็นจำนวนมาก พบได้ในเพศหญิงและเพศชาย โดยปกติอาการในระยะแรกจะไม่รุนแรง มักเป็นๆ หายๆ กล่าวคือ เป็นโรคที่สามารถหายได้เองในระยะแรก แต่บางคนอาจมีการดำเนินของโรคมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโดยปกติแล้วคนที่มีการดำเนินของโรคมากขึ้นจะมีจำนวนไม่มากนักและมักกินเวลานานหลายปี ก่อนจะถึงระดับที่รุนแรงจนกระทั่งต้องทำการรักษาโดยการผ่าตัด

โรคริดสีดวงทวาร คือ โรคที่มีลักษณะหลอดเลือดดำที่ไส้ตรง (Rectal or Hemorrhoidal Veins) โป่งพองหรือขอด ทำให้มีอาการเจ็บๆ คันๆ ในระยะแรกและจะเพิ่มเป็นอาการเจ็บปวดในระยะหลัง โรคนี้มีอาการที่สำคัญ คือ เลือดออกขณะหรือหลังอุจจาระ เนื่องจากเมื่อหลอดเลือดโป่งพองมากขึ้น การโป่งพองนี้จะทำให้การเสียดสีระหว่างอุจจาระกับเส้นเลือดที่โป่งพองมีมากขึ้นทำให้เกิดการแตกแยกเป็นแผลและเลือด ออกขณะและหลังถ่ายอุจจาระได้

โรคริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ริดสีดวงภายในและริดสีดวงภายนอก

1. โรคริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids) เกิดจากการที่ผนังตอนบนของช่องทวารหนักมี Internal Hemorrhoids Plexus ต่อกับ Superior Hemorrhoidal Vein เกิดการโป่งพองซึ่งโรคริดสีดวงทวารชนิดนี้มีความเจ็บปวดไม่มาก เนื่องจากบริเวณที่เกิดเป็นชั้นใต้เยื่อเมือก ไม่ มีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด

2. โรคริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids) เกิดจากช่องทวารหนักส่วนใกล้ปากทวารหนัก ซึ่งมี External Hemorrhoids Plexus ผิวหนังรอบทวารหนักเกิดการโป่งพอง ซึ่งผิวหนังรอบทวารหนักมีเส้นประสาทรับความความรู้สึกปวด ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารภายนอกนี้ จะรู้สึกเจ็บปวดมาก

โรคริดสีดวงทวารสามารถแบ่งความรุนแรงของอาการและการโผล่ออกของริดสีดวงทวารได้ดังนี้

1. First degree hemorrhoids เกิดเฉพาะที่บริเวณทวารหนัก มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนักเวลาเบ่งถ่ายอุจจาระจะปรากฏว่ามีเลือดไหลออกมาด้วย ถ้ายิ่งท้องผูกเลือดจะไหลออกมามากขึ้นเพราะเกิดจากการเบ่งมากขึ้น ทำให้มีการเสียดสีกับหลอดเลือดที่มีการโป่งพองมากขึ้น

2. Second degree hemorrhoids เมื่อถ่ายอุจจาระ ก้อนริดสีดวงทวารจะโผล่ยื่นออกมา แต่สามารถหดกลับเข้าไปข้างในเองได้เมื่อถ่ายอุจจาระเสร็จ

3. Third degree hemorrhoids ก้อนริดสีดวงจะโผล่ออกมาตลอดเวลา และไม่สามารถกลับเข้าไปข้างในเองได้ ต้องอาศัยนิ้วช่วยดัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร
1. ท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้มากกว่าสาเหตุอื่นๆ

2. ท้องเสียเรื้อรัง

3. ภาวะตั้งครรภ์ ซึ่งสาเหตุนี้โรคริดสีดวงทวารสามารถหายเองได้หลังจากที่คลอดบุตรแล้ว

4. พันธุกรรม

5. ความชรา

การรักษาโรคริดสีดวงทวาร มีหลายวิธีด้วยกัน ดังนั้นควรพิจารณาจากชนิด และความรุนแรงของโรคเป็นหลักในการรักษา

1. การใช้ยาระงับอาการ ยาเหล่านี้ควรใช้เมื่อมีอาการเท่านั้น เช่น อาการปวด การอักเสบ และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ยาที่ใช้ได้แก่ ยาทา ยารับประทาน ยาเหน็บ ยาฉีด

2. การใช้ยางรัด (rubber band ligation)

3. การจี้ริดสีดวงทวารด้วยอินฟราเรด (infrared photocoagulation)

4. การจี้ริดสีดวงทวารด้วย bipolar coagulation

5. การผ่าตัดริดสีดวงทวาร

ปัจจุบันโครงการการใช้สมุนไพรกับการสาธารณสุขและตำรายาแผนโบราณหลายเล่มได้ กล่าวถึงสมุนไพรชนิดหนึ่งที่สามารถรับประทานเพื่อรักษาโรคริดสีดวงทวารซึ่งเป็นการดีมากทีเดียว ถ้ามีสมุนไพรไทยที่มีประสิทธิภาพการรักษาใช้เองได้ในประเทศ เพื่อลดการนำเข้ายาที่รักษาโรคดังกล่าวจากต่างประเทศ

จึงทำให้หน่วยงานราชการหลายแห่งและนักวิจัยหลายท่านได้ให้ความสนใจ และศึกษาสมุนไพรชนิดนี้มากขึ้น ทั้งด้านประสิทธิภาพในการรักษาโรคริดสีดวงทวารและความเป็นพิษของสมุนไพรดังกล่าวทั้งในระยะเฉียบพลันและในระยะเรื้อรัง พบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีความน่าสนใจมากทีเดียว ในการใช้รักษาโรคริดสีดวงทวาร

เนื่องจากประสิทธิภาพในการรักษาใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคดังกล่าว และในการศึกษาพิษแบบเฉียบพลัน พบว่าเป็นสมุนไพรที่มีความเป็นพิษเฉียบพลันเพียงเล็กน้อย จนถึงไม่มีความเป็นพิษเลย แต่ยังต้องศึกษาต่อถึงพิษของสมุนไพรในระยะเรื้อรังต่อไป ซึ่งสมุนไพรที่กล่าวถึงนี้คือ "เพชรสังฆาต" นั่นเอง

เพชรสังฆาต
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cissus quadrangularis Linn.
วงศ์ : Vitaceae
ชื่ออื่น : สันชะคอด, สามร้อยต่อ, สามร้อยข้อ, ขั่นข้อ, สันชะฆาต

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้เลื้อย ลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมอวบน้ำ มีรอยคอดบริเวณข้อแต่ละข้อจะมีใบเดี่ยว 1 ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ ขนาดกว้าง 3-8 ซม. ยาว 4-10 ซม. ขอบใบหยักมน เนื้อใบค่อนข้างหนา ตรงข้ามใบมีมือเกาะ ดอกย่อยมีขนาดเล็กเป็นช่อออกตรงข้างใบ กลีบดอกด้านนอกสีเขียวแกมเหลือง กลีบด้านในสีทองแกมเขียว ผลสดมีลักษณะกลมขนาด 6 มม.

ส่วนที่ใช้ประโยชน์ ได้แก่
เถา : รักษากระดูกแตก ซ้น โรคริดสีดวงทวาร ยาระบายขับพยาธิ แก้ปวด ขับลมในลำไส้
ใบและยอดอ่อน : รักษาโรคลำไส้ที่เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย แน่นท้อง
น้ำคั้นจากลำต้น : รักษาโรคลักปิดลักเปิด ความผิดปกติของประจำเดือน หูน้ำหนวก และเลือดกำเดาไหล

สารเคมีที่พบ : quadrangularins A, B, C, pallidol, -amyrone, b-sitosterol, quercetin, keto- steroid, oxo-steroid, calcium oxalate crystal, carotene, vitamin C

โรคริดสีดวงทวารสามารถรักษาได้โดยหลายวิธี สามารถรักษาได้ทั้งจากยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพร แต่ทางที่ดีที่สุดก็คือ พยายามป้องกันการเกิด โรคริดสีดวงทวารจะดีกว่า เพื่อลดความทรมานจากการเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเจริญของโรคริดสีดวงทวารไปในทางที่รุนแรง จนถึงขั้นต้องผ่าตัดหรือจี้หัวริดสีดวงทวาร

แต่ถ้าไม่สามารถป้องกันการเกิดได้ กล่าวคือมีการดำเนินของโรคผ่านไปจนถึงขั้นรุนแรงแล้ว และมีความจำเป็นต้องมีการรักษาโดยการผ่าตัดหรือจี้หัวริดสีดวงทวารออก ก็ควรจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถและเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานผ่านการรับรอง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการรักษาพยาบาลแก่ ผู้ป่วยอย่างสูงสุด

เอกสารอ้างอิง
1. พญ.ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์ และคณะ. โรงพยาบาลบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก. รายงานผลการวิจัยเพชรสังฆาตกับการรักษาโรคริดสีดวงทวาร.
2. สรศักดิ์ เหลี่ยวไชยพันธ์ และพักตร์พริ้ง แสงดี. การทดสอบความเป็นพิษแบบ
เฉียบพลันของต้นเพชรสังฆาต.
3. L.D Kapoor. CRC Handbook of Ayurvedic Medical Plants, 121.
4. http://www.webspawner.com/user/iztex/
5. http://www.shopinprivate.com/inandtiponho.htm



สำหรับตำรายา นายแพทย์กระแส วัสนะ มีตำรายาแผนโบราณอีกหลายขนาน ดังนี้

ตำรับยาแก้โรคกระเพาะ ประกอบด้วย
1.รากเปล้าน้อย
2.รากเปล้าใหญ่
3.รากยอป่า
วิธีใช้ นำรากทั้งหมดมาดองเหล้าขาว

ตำรับยาถ่ายน้ำเหลืองและถ่ายรักษาโรคลำไส้ ประกอบด้วย
1.สมอไทย 4 บาท
วิธีใช้ ต้มน้ำดื่ม

ตำรับยารักษาโรคริดสีดวงทวาร ประกอบด้วย
1.ใบมะกา 3 กำมือ
2.ฝักคูน 3 ฝัก
3.ไพล 1 กำมือ
4.แก่นขี้เหล็ก 5บาท
5.แก่นแสมสาร 5บาท
6.แก่นแสมทะเล 5 บาท
7.เทียมทั้ง 5 อย่างละ 1 บาท
8.โกฏิทั้ง 5 5 บาท
9.เถาวัลย์เปรียง 5 บาท
10.ดีเกลือ
วิธีใช้ ต้มน้ำดื่ม

ตำรับยารักษาโรคเหน็บชา ประกอบด้วย
1.ขี้เหล็กทั้ง 5
2.ต้นชาแท้
3.ต้นชุมเห็ดเทศ (ใบขี้กลาก)
4.ขี้เหล็กสาร
5.แก่นสน
วิธีใช้ ให้ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น

ตำรับยารักษาโรคอหิวาตกโรคขนานเอก ประกอบด้วย
1.รากสะแบง
2.รากชาด
3.ข้าวสาร 1 กำมือ
4.เกลือ 1 ช้อนแกง
วิธีใช้ ต้มน้ำดื่ม

ยารักษาโรคตับ ตับบวม ตับอักเสบ ตับโต ตับเขียว ตัวเหลือง ดีซ่าน ประกอบด้วย
1.หญ้าลูกใต้ใบ
2.บอระเพ็ด
3.แก่นขี้เหล็ก
4.ยาหัวใหญ่ – น้อย
5.รากตองแตก หรือรากหมากแตก
6.ต้มไมยราพหรือต้นกระทืบยอบ
7.แก่นแสมสารหรือใบขี้กลาก
8.ชุมเห็ดเทศ

วิธีใช้ ให้เอายาทั้งหมดนี้อย่างละเท่าๆกัน ต้มกินพออุ่นๆ เช้า-เย็น



เมื่อครั้งทรงเป็นหมอพร


ขณะที่เสด็จในกรมฯ ได้ทรงออกจากประจำการชั่วคราว ระหว่างปี พ.ศ.2454 - 2459 เป็นระยะเวลา 6 ปี พระองค์จึงทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ เพื่อช่วยชีวิตคนยากจน โดยได้เสด็จไปหา พระยาพิษณุประสาทเวช หัวหน้าหมอหลวงฝ่ายยาไทย เพื่อขอเป็นลูกศิษย์

นอกจากนั้นยังมีพระอาจารย์อื่น ๆ อีกหลายคน เช่น หมอฝรั่งชาวอิตาเลียน และชาวญี่ปุ่น หม่อมเจ้าหญิง เริงจิตแจรง อาภากร พระธิดาเสด็จในกรมฯ ได้ทรงเล่าว่าพระองค์ทรงศึกษาอย่างจริงจัง ได้ทรงสั่งกล้องจุลทัศน์มาสำหรับตรวจโรค มีห้องพิเศษเรียกห้องเคมีวิทยาศาสตร์

พระองค์ทรงชอบทดลองมีการค้นคว้ายาแก้โรคต่าง ๆ ได้ทรงนำเอาสัตว์ต่าง ๆ ตั้งแต่สัตว์เล็ก ๆ จนถึงสัตว์ใหญ่มาทดลองยาที่ทรงปรุง ทรงชำระคัมภีร์อติสาระวรรคโบราณกรรม และปัจจุบันกรรม ซึ่งเป็นตำรายาแผนโบราณจนเสร็จบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ.2458

เมื่อทรงทดลองยาที่ทรงปรุงจนได้ผลดี จึงทรงรับเป็น หมอรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้คนทั่วไป ไม่ว่าคนมี คนจน ใครมาหาก็ทรงตรวจรักษาให้ทั้งนั้น เสด็จในกรมฯ ทรงตั้งชื่อพระองค์ว่า "หมอพร" คนป่วยมาหาเองไม่ได้ ถ้ามารับไปตรวจและรักษาที่บ้าน ต้องเอารถมารับส่ง เวลานั้นนายทหารเรือป่วยกันมากไม่ค่อยไปโรงพยาบาล ใครป่วยก็มาหาหมอพร หมอพรจะตรวจ และจ่ายยาให้โดยไม่คิดค่ายา ที่หายก็มี และที่ป่วยหนักตายก็มี

สำหรับการรักษาประชาชนทั่วไปนั้น มีเรื่องเล่ากันว่า มีครอบครัวจีนในสำเพ็งรายหนึ่ง สามีคือพ่อบ้าน ซึ่งกำลังเจ็บหนักดูเหมือนจะเป็นวัณโรค ซึ่งเรียกกันในสมัยนั้นว่า ฝีในท้องและใกล้จะตายอยู่แล้ว ก็ไม่มีทางจะกระเตื้องขึ้นเลย อาการมีแต่ทรงกับทรุด

ครั้นบ่ายวันหนึ่งเสด็จในกรมฯ ซึ่งปลอมพระองค์เป็น "หมอพร" เดินถือย่ามยานุ่งผ้าม่วงไว้หนวดไว้เครา เสด็จเข้าไปในสำเพ็ง เด็กเล็กเดินหนีกันเกรียวกราว รู้ไปถึงหูภรรยาของคนเจ็บ เมื่อรู้ว่าหมอพรก็วิ่งกระหืดกระหอบ เข้าไปกราบที่พระบาท ร้องไห้ร้องห่ม ขอให้ไปช่วยชีวิตสามี จะเสียเงินเสียทองเท่าไรก็ยอม

หมอพรจึงเดินตามอาซิ้ม เข้าไปในบ้านหลังใหญ่ และจะไปพินิจพิเคราะห์ตัวเถ้าแก่ใหญ่ ที่กำลังหายใจ ครอก ๆ อยู่ หลังจากพิจารณาด้วยความถี่ถ้วนแล้ว ก็ทำพิธีเป่ามนต์และท่องบ่นคาถาอยู่พักหนึ่ง แล้วได้อัญเชิญคุณพระมาทำน้ำมนต์และรดคนไข้

พร้อมกับมอบหมายยาไทยขนานหนึ่งไว้ให้ แล้วหมอพรก็อำลาไป ต่อมาชั่วเวลาไม่นานนัก พระองค์ก็เสด็จไปฟังผล ปรากฏว่าอาการของคนไข้กระเตื้องขึ้น อย่างทันตาเห็น เถ้าแก่ที่มีเงินทองมากมายได้ลุกขึ้นกราบ เรียกภรรยาให้เอาเงินมาถุงหนึ่ง เพื่อจะถวายให้พระองค์ เป็นค่ารักษา

แทนที่เสด็จในกรมฯ หรือหมอพรจะรับไว้ กลับโบกพระหัตถ์ว่า พระองค์ไม่ใช่หมอประเภทเห็นแก่เงิน เสด็จในกรมฯ ขอให้คนไข้นำเงินนั้นไปทำสาธารณประโยชน์ อย่างอื่นต่อไป เศรษฐีจีนคนนั้นได้มอบเงินจำนวนนั้น ไปใช้ในการสร้างศาลาการเปรียญที่วัดแห่งหนึ่ง

ตำรายาหมอพร


พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวง ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงออกจากประจำการชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ.2454 เมื่อครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่น ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระองค์ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ แผนโบราณจากตำราไทย ทรงเขียนตำรายาแผนโบราณ จากตำราไทย ทรงเขียนตำรายาแผนโบราณ ลงในสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง โดยทรงค้นคว้าตรวจหาตามคัมภีร์เก่า ที่เกือบจะสูญสิ้นอยู่แล้ว

เขียนเสร็จในปี พ.ศ.2458 พระองค์ทรงตั้งชื่อ ตำราไทยสมุดข่อยเล่มนี้ว่า "พระคัมภีร์ อติสาระวรรคโบราณะกรรมและปัจจุบันนะกรรม" เป็นสมุดข่อยที่มีเนื้อหาทั้งตำรายาแผนโบราณ กล่าวถึงการผสมยาแก้โรคต่าง ๆ ซึ่งในตำรา กล่าวว่าเคยใช้ได้ผลมามากแล้วและบันทึกไว้ ด้วยศิลปภาพเขียน

นับตั้งแต่หน้าปกที่เป็นลายไทย ปิดทองที่สวยงามมาก หน้าต่อไปเป็นภาพเขียนด้วยหมึกสี ภาพพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิ ด้านซ้ายและด้านขวา เป็นภาพฤาษี 2 องค์ นั่งพนมมือ ถัดมาด้านขวามือสุด เป็นตราประจำราชสกุลอาภากร รูปพระอาทิตย์ ทรงราชรถประทับยืน ทรงพระขรรค์ด้วยพระหัตถ์ขวา มีอักษรเขียนเป็นภาษาบาลีว่า

"กยิราเจ กยิราเถนํ" แปลว่า "จะทำสิ่งไร ควรทำจริง"

ขอบสมุดด้านซ้ายและขวาเขียนลายไทย ด้วยสีสันที่สดใสสวยงาม ตัวอักษรบางตัวเป็นอักษรประดิษฐ์ประกอบกับลายไทย

นอกจากเสด็จในกรมฯ ทรงศึกษาค้นคว้าตำรายาต่าง ๆ แล้วพระองค์ยังไม่ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บ แก่คนทั่วไปโดยไม่เลือกคนจนหรือคนมี และมิได้คิดค่ารักษาหรือค่ายา แต่อย่างใด ทุกคนที่มีความเดือดร้อน จะต้องได้รับความเมตตาอารีจากพระองค์ไปทั้งสิ้น จนเป็นที่นับถือของคนทั่วไปในนามของพระองค์ว่า "หมอพร" ข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ในพระอัธยาศัย ของพระองค์อีกด้านหนึ่งว่า ทรงเมตตาอารี ต่อคนทุกชั้น แม้ผู้ที่มิใช่ทหารเรือ ก็เคารพนับถือ พระองค์เป็นที่สุดเช่นกัน


ตำรายา "พระคัมภีร์ อติสาระวรรค" นี้มีอยู่ 2 เล่ม เล่ม 1 นั้นอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ สมุทรปราการ ส่วนเล่ม 2 นั้น ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ถึงแม้ว่า จะมีร่องรอยของการถูกทำลายจากแมลงตัวเล็ก ๆ อยู่บ้าง แต่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือก็ยังคงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี อยู่ในสภาพที่ดี สามารถอ่านข้อความได้ชัดเจน เคยมีผู้คัดลอกตำรายา พิมพ์เผยแพร่ลงหนังสือไปบ้างแล้ว 4 - 5 ขนาน คือ ยาเขื่อนกำบัง ยาเบญจขันธ์ ยาประสะพุงเม่น และ ยาแก้ผิดสำแดง แก้เสมหะ แก้ธาตุทั้งปวง อีก 2 ขนาน

ที่มา - http://www.navy.mi.th



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1760
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 30/8/08 at 22:44 Reply With Quote


ตำรายาแผนโบราณ




โดยหมอพร

(กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์)



ยาแก้โรคริดสีดวงทวารหนัก


ขนานที่ ๑


ท่านให้เอา ลูกจันทน์ ๑
ดอกจันทน์ ๑ กานพลู ๑
ดีปลี ๑ เลือดแรด ๑
เลือดเลียง

ผา ๑ เกลือสินเธาว์ ๑
ตัวยาทั้ง ๗ อย่างนี้ เอาหนักอย่างละเท่าๆกัน นำมาบดเป็น ผงเก็บไว้ใช้รับประทาน เวลารับประทานใช้ผงยาผสมกับน้ำต้มสุก รับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา เวลาก่อนอาหาร เช้า-เย็น


สรรพคุณ : แก้โรคริดสีดวงทวารหนัก คือ แก้ปวด แก้คัน แก้เลือดออก แก้ดากออก ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล เจ้าของยาขนานนี้ใช้รักษาตัวเองได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล

ขนานที่ ๒


ท่านให้เอา หัวกระชายหนัก ๔ บาท
เกลือทะเล (เกลือใส่แกง) หนัก ๖ บาท
เนื้อมะขามเปียกหนัก ๔ บาท
ตัวยาทั้ง ๓ อย่างนี้
นำมาผสมกัน แล้วใส่หม้อดินต้มกับน้ำ ๓ ส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลือน้ำ ๑ ส่วน
รินน้ำยาใส่ขวดเก็บไว้ ใช้รับประทานก่อนนอนทุกคืน ภายในเวลา ๑ เดือน
โรคริดสีดวงทวารหนักจะหายไปแล


ขนานที่ ๓

ท่านให้เอา ต้นยาสูบทั้งห้า กับต้นงวงช้างทั้งห้า (ถอนเอาทั้งต้นตลอดถึงราก) ตัวยาทั้ง ๒ อย่างนี้เอาอย่างละเท่าๆกัน นำมาล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ต้มเคี่ยวให้เดือดสักครู่หนึ่ง แล้วยกลงเทน้ำยาใส่ภาชนะ รอให้น้ำยาอุ่นๆ นั่งแช่ในน้ำยาวันละ ๕ นาที ต้องอุ่นยาก่อนใช้ยานี้ทุกครั้ง โรคริดสีดวงทวารหนักจะค่อยๆ หายไปแล

ขนานที่ ๔


ท่านให้เอา แก่นหญ้ามือเหล็ก จำนวนมากพอสมควร นำมาสับเป็นชื้นเล็กๆ ใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ใช้น้ำยารับประทานเป็นประจำ


สรรพคุณ : แก้โรคริดสีดวงทวารหนักได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล เคยใช้รักษาได้ผลดีมามากแล้ว

ขนานที่ ๕


ท่านให้เอา บอระเพ็ด นำมาหั่นเป็นท่อนๆ จำนวน ๓
ถ้วยชา เกลือทะเล (เกลือใส่แกง) ๑ ถ้วยชา น้ำสะอาด ๓ ถ้วยชา
นำมาใส่หม้อดินต้มเคี่ยวให้เหลือน้ำ ๑ ถ้วยชา ใช้น้ำยารับประทานครั้งเดียวให้หมด


สรรพคุณ : แก้โรคริดสีดวงทวารหนักได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล

ขนานที่ ๖


ท่านให้เอาใบว่านเปราะหอม ๕ ใบ นำมาตำให้ละเอียด ผสมกับสุราพอสมควร ห่อผ้ขาวบางใช้สอดเข้าทางทวารหนักก็ได้ หรือคั้นเอาเฉพาะน้ำยาใช้รับประทานก็ได้


สรรพคุณ : แก้โรคริดสีดวงทวารหนักได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล

ขนานที่ ๗


ท่านให้เอา หัวไพล ๑ ยาดำ ๑ ดินปะสิว ๑ ดีเกลือ ๑ เกลือทะเล (เกลือใส่แกง) ๑ ส้ม มะขามเปียก ๑

ตัวยาทั้ง ๖ อย่างนี้ เอาหนักอย่างละ ๑ บาทเท่ากัน ผลมะกรูด (ต้มให้สุกเสียก่อน) ๑ ลูก ตัวยาทั้ง ๗ อย่างนี้ นำมาตำผสมกันให้ละเอียด ปั้นเป็นลูกกลอนใช้รับประทาน เวลาก่อนรับประทาน พึงเสกด้วยพระเจ้า ๕ พระองค์ (คือ
นะ โม พุท ธา ยะ)

สรรพคุณ : แก้โรคริดสีดวงทวารหนักได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล

ขนานที่ ๘


ท่านให้เอา ใบสาบเสือ นำมาขยี้ผสมกับปูนแดง (ปูนแดงกินกับหมาก)
ใช้อุดทวารหนัก หลังจากอาบน้ำแล้ว และเวลาก่อนเข้านอน เพียง ๓ คืนเท่านั้น

สรรพคุณ : แก้โรคริดสีดวงทวารหนัก (ริดสีดวงลำไส้) ซึ่งมีอาการปวดท้อง
ท้องร้องโครกคราก และถ่ายอุจจาระออกมาเป็นฟองเหลวให้หายไปได้อย่างชะงัดนักแล


ขนานที่ ๙


ท่านให้เอา จันทน์แดง ๑ จันทน์ขาว ๑ แก่นจำปา ๑ เครือส้มกุ้ง ๑
หัวยาข้าวเย็นเหนือ ๑ หัวยาข้าวเย็นใต้ ๑ เง่าสับปะรดขาว ๑ รากลำเจียก ๑ สารส้ม ๑ พริกไทยร่อน ๑ หัวจุกกระเทียม ๑ หัวจุกหอม ๑

ตัวยาทั้ง ๑๒ อย่างนี้เอาหนักอย่างละเท่าๆกัน นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา เวลา เช้า- กลางวัน-เย็น วันละ ๓ เวลา โรคริดสีดวงทวารหนักชนิดเลือดออก จะพลันหายไปภายใน ๗ วัน

สรรพคุณ : ชะงัดนักแล

ขนานที่ ๑๐


ท่านให้เอา เปลือกต้นกระตุ่ม ๓ เปลือก นำมาแช่ในภาชนะที่ใส่น้ำเกลือทะเล (เกลือใส่แกง) ที่มีรสเค็มจัดๆ นั่งแช่ในภาชนะที่ใส่น้ำยานั้น ครั้งละประมาณ ๑๕ นาทีทุกวัน ประมาณ ๓ วัน หัวริดสีดวงทวารหนักจะหลุดออก
และปรุงยานี้รักษาอีก ๑๐-๑๕ วัน โรคริดสีดวงทวารหนักจะหายขาด


สรรพคุณ : ชะงัดนักแล

ขนานที่ ๑๑


ท่านให้เอาต้นและรากไม้รวกจำนวนมากพอสมควร นำมาล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ใส่เกลือทะเล (เกลือใส่แกง) เล็กน้อยประมาณให้มีรสเค็มนิดหน่อย ใช้น้ำยารับประทานแทนน้ำดื่มทุกวัน ประมาณ ๑๕ วัน


สรรพคุณ : แก้โรคริดสีดวงทวารหนักที่เริ่มเป็น หรือเป็นมานานแล้วได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล เคยใช้รักษาตัวเองหายขาดมาแล้ว

ขนานที่ ๑๒


ท่านให้เอากฤษณาไม้ตาตุ่ม (คือแก่นไม้ตาตุ่มที่ลงสีดำคล้ายๆไม้จันทน์แดง) นำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ดองกับสุรา ๑ ขวดใหญ่ ดองไว้ ๓-๗ วัน ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา เวลาก่อนเข้านอน เมื่อรับประทานยานี้หมดแล้ว
หัวริดสีดวงจะหลุดออก


สรรพคุณ : โรคริดสีดวงทวารหนักจะหายขาด ชะงัดนักแล

ขนานที่ ๑๓


ท่านให้เอาน้ำมะเกลือ (คั้นออกจากลูกมะเกลือ) ๑ น้ำมันยาง ๑
น้ำต้นบอระเพ็ด (คั้นออกจากเถาบอระเพ็ด) ๑ น้ำผึ้งแท้ ๑ ตัวยาทั้ง ๔
อย่างนี้ เอาอย่างละ ๑ ถ้วยกาแฟ

นำมาผสมกัน ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา เวลาก่อนอาหารเช้า และก่อนนอน วันละ ๒ เวลา ระยะเวลาประมาณ ๑๕ วัน

สรรพคุณ : โรคริดสีดวงทวารหนักทุกชนิด และโรคริดสีดวงจมูกจะหายไป ชะงัดนักแล

ขนานที่ ๑๔


ท่านให้เอา ยาดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ การบูร ๑ ลูกกระวาน ๑ ลูกจันทน์ ๑
ตัวยาทั้ง ๕ อย่างนี้ เอาหนักอย่างละ ๑ บาทเท่ากัน พริกไทยร่อน หนัก ๖ บาท

ตัวยาทั้ง ๖ อย่างนี้ นำมาตำเป็นผง ผสมกับน้ำผลมะกรูด หรือผสมกับน้ำผึ้งแท้ก็ได้ ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด ใช้รับประทานครั้งละ ๑-๒
เม็ด ทุกวัน

สรรพคุณ : แก้โรคริดสีดวงลำไส้ แก้ปวดท้องได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล

ขนานที่ ๑๕


ท่านให้เอา ดอกคำฝอย ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ สะค้าน ๑ ผลมะตูมแห้ง ๑ รากอังกาบเหลือง ๑


ตัวยาทั้ง ๖ อย่างนี้ เอาหนักอย่างละ ๑ บาทเท่ากัน นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา เวลา เช้า-เย็น วันละ ๒ เวลา

สรรพคุณ : แก้โรคริดสีดวงลำไส้ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล

ขนานที่ ๑๖


ท่านให้เอาเปลือกกล้วยน้ำหว้า ๓ กำมือ เกลือทะเล (เกลือใส่แกง) ๑ กำมือ ตัวยาทั้ง ๒ อย่างนี้ นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอท้วมยา ต้มเคี่ยวประมาณ ๒๐ นาที ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชาจีน เวลาก่อนอาหาร เช้า-เย็น


สรรพคุณ : แก้โรคริดสีดวงลำไส้ ซึ่งมีอาการปวดท้องเป็นประจำได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล เคยใช้รักษามามากรายแล้ว

ขนานที่ ๑๗


ท่านให้เอา หัวผักกาดขาว (หัวไชเท้า) สด ๑-๒ หัว นำมาล้างน้ำให้สะอาด ตัดหัวจุกทิ้งเสีย ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำ ๑ ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำผึ้งแท้ ๑ ช้อนโต๊ะ กวนให้เข้ากัน ใช้รับประทาน เวลาก่อนนอน (เวลากลางคืน) ถ้าเริ่มเป็นใหม่ๆ ปรุงยานี้รับประทานเพียง ๓ ครั้งเท่านั้น และดากออกจะหายเป็นปลิดทิ้งทันที

ถ้าเป็นมานานแล้ว ให้ปรุงยานี้รับประทาน วันละ ๑ ครั้ง ทุกวันติดต่อกันประมาณ ๑๕ วัน

สรรพคุณ : โรคริดสีดวงทวารหนักชนิดเลือดออก และดากออกจะหายขาด ชะงัดนักแล ฯ


webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1760
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved