ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 2/12/09 at 08:10 Reply With Quote

'หมู่บ้านตะคร้อ' อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ คนระลึกชาติมากที่สุด


สารบัญ

ตอนที่ 1
"หมู่บ้านระลึกชาติ แห่ง เดียวในโลก" (Update 02/12/52)
ตอนที่ 2 "ระลึกชาติ - ลืมชาติ - เรื่องจริงคนจริง ที่บ้านตะคร้อ" (Update 11/12/52)
ตอนที่ 3 ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน ผู้ยิ่งใหญ่ในการศึกษาเรื่อง "ระลึกชาติ" (Update 21/12/52)
ตอนที่ 4 การระลึกชาติแบบ "ฟิสิกส์ใหม่" (Update 30/12/52)
ตอนที่ 5 นายธวัชชัย ขำชะยันจะ พิสูจน์ "คนระลึกชาติ" (Update 14/09/54 ชมคลิปวีดีโอ)
ตอนที่ 6 นิทานชาดก : คนระลึกชาติได้ (Update 14/03/53)




รายการ "มูไนท์" เสนอ..หมู่บ้านคนระลึกชาติ" (ออกอากาศ 17 มี.ค. 58)
แห่งเดียวในโลก ที่ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์



คมชัดลึก : พบเรื่องราวราวสุดพิสดาร หมู่บ้านตะคร้อ ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ หมู่บ้านเดียวระลึกชาติได้กว่าครึ่งร้อย ยิ่งสาวยิ่งต้องตะลึง บางคนตายไปกว่าพันปี กลับชาติมาเกิด บางคนตายไปแล้ว กลับมาเกิดใหม่ จำได้แม้กระทั่งชื่อวัว ควาย สุนัข ที่เลี้ยงไว้ บางรายชาติที่แล้วเป็นผัวเมียกัน ชาตินี้เกิดเป็นแฝด(ชายหญิง) รายล่าสุดเด็กหญิงวัย ๔ ขวบเศษ คนวัย ๕๐ ปี ยอมเรียกแม่อย่างสนิทใจ

......"คม ชัด ลึก" ได้รับการเปิดเผยจาก นายธวัชชัย ขำชะยันจะ ผู้ศึกษากรณีการจำอดีตชาติ หรือ ระลึกชาติ ว่า จากการสำรวจศึกษา และเก็บข้อมูล การระลึกชาติได้ของคนในหมู่บ้านตะคร้อ ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ พบว่า มีผู้จำอดีตชาติได้ที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่า ๕๐ ราย บางรายยังสามารถจำอดีตชาติได้ บางรายมีพยานรู้เห็นจำนวนมาก บางรายมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมสามารถพิสูจน์ได้

นายธวัชชัย ขำชะยันจะ

......อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้เท่าที่ทราบมีผู้ที่จำอดีตชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรายล่าสุด คือ ยายเพียร แย้มประดับ ตายไปเมื่อปี ๒๕๓๕ กลับมาเกิดเป็น เด็กหญิงญาณินท์ ศิริมงคล วัย ๔ ขวบ ถึงกับทำให้ลูกหลานของยายเพียร ดีใจ ลูกหลานยายเพียรบางคนถึงกับเรียกเด็กหญิงญาณินท์ว่า "แม่" หรือ "ยาย" โดยทุกวันนี้ลูกหลานยายเพียรรับเด็กหญิงญาณินท์มาเลี้ยงเหมือนญาติคนหนึ่งในครอบครัว

รายชื่อผู้ที่ระลึกชาติได้

นายธวัชชัย บอกว่า ในจำนวนผู้ที่ระลึกชาติได้กว่า ๕๐ ราย นายธวัชชัยได้ศึกษาข้อมูลในเชิงลึก ๑๔ ราย มีเรื่องราวในอดีตชาติอันเป็นที่สนใจอย่างยิ่ง และเป็นที่ยอมรับของญาติพี่น้องในอดีตชาติอย่างสนิทใจ ได้แก่..

๑. นายเทเวศน์ เรียบสัมพันธ์
๒. นายนพพร ใจเร็ว
๓. นายเจษฎา เต็มหัตถ์
๔. เด็กชายอดิศร สุขโภชน์
๕. เด็กชายพงศธร ศรชัย
๖. เด็กชายฤทธิไกร โนนน้อย
๗. นางเสงี่ยม นันกลาง
๘. นางสาวส้มลิ้ม คงสะโต
๙. นายธีระพันธ์ วงษ์คำภา
๑๐. เด็กชายวรวัฒน์ เจริญพร้อม
๑๑. นางสุรางคนา มาลา
๑๒. เด็กชายพลวัฒน์ จุลโพธิ์
๑๓. เด็กชายไพโรจน์ นาดง
๑๔. เด็กชายวัชระ ใจเร็ว
๑๕. เด็กชายโสภณ ขำพาลี และ
๑๖. นายอำนาจ อะวิสุ


นอกจากนี้แล้ว ยังมีเบาะแสและข้อมูลเบื้องต้นของผู้จำอดีตชาติรายอื่นๆ ในหมู่บ้านตะคร้อที่ระลึกชาติได้ คือ..

๑. เด็กชายจักรพงษ์ ภู่ชื่น
๒. เด็กชายวรวุฒิ แย้มสัจจา
๓. นายชาญชัย มั่นสติ
๔.เด็กหญิงเกศสุดา กล้าดี
๕. นายเสวก คุ้มตระกูล (คู่แฝดชาย)
๖. นายสุวิทย์ คุ้มตระกูล(คู่แฝดชาย)
๗. นายหนอง นาคตระกูล(คู่แฝดชายหญิง)
๘. นางอำนวย นาคตระกูล(คู่แฝดชายหญิง)
๙. นายจักรกริช(เตี๋ยว) กล้าดี
๑๐. นายจำรัส ศรีบัวแก้ว

๑๑. นายแอ๊ด สวัสดี
๑๒. นายสมบัติ บัวทอง
๑๓. เด็กชายบรรจบ(โจ) สร้อยอาภรณ์
๑๔. นายวิชัย ใจดี(คู่แฝดชาย)
๑๕.นายวิเชียร ใจดี(คู่แฝดชาย)
๑๖.นายโกมินทร์ พัตตาสิงห์
๑๗. น.ส.กลอย อวิสุ
๑๘. เด็กชายพรชัย ปัญโญใหญ่
๑๙. นายสุรศักดิ์ เต็มหัตถ์
๒๐. น.ส.นงนุช สุขเทพ

๒๑. นายดำเนิน ใจเกื้อ
๒๒. น.ส..จันทร์จิรา(ดำมี่) ไผ่ประการ
๒๓. เด็กชายคิง แซ่เตียว
๒๔. นางแสตมป์ มหิดุลย์
๒๕. เด็กชายแดง คุ้มตระกูล
๒๖. ลูกสาว นางเนี๊ยะ หงษ์ทอง
๒๗. เด็กชายศักดิ์ดา พุทธรักษา
๒๘. นางน้ำผึ้ง แซ่อ๊วง และ
๒๙. นายของ กล้าดี เป็นต้น



ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน

......อย่างไรก็ตาม ในการเก็บรวบรวมคนระลึกชาตินั้น ไม่เฉพาะนายธวัชชัยเท่านั้น ในระดับโลก ก็มี ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน แต่ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้ว ทั้งนี้ท่านทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “การจำอดีตชาติได้” และ “การกลับชาติมาเกิด” มากว่า ๔๗ ปี ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๓

.......ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ท่านได้พบผู้ที่จำอดีตชาติได้ หรือผู้ที่สืบชาติมาเกิดใหม่ จากชาติและศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ทั้งใน ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา และทวีปเอเชีย (รวมทั้งประเทศไทย) มากกว่า ๓,๐๐๐ ราย ด้วยการสนับสนุนทุนในการศึกษาวิจัยเด็กที่จำอดีตชาติได้จำนวนมหาศาล ถึง ๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก เชสเตอร์ คาร์ลสัน (Chester Carlson) ผู้คิดประดิษฐ์เครื่องถ่ายเอกสารให้พวกเราได้ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสืบหากรณีศึกษา สัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลหลักฐานในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัย

คณะนี้ ได้เข้ามาสืบหา สัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลหลักฐานกรณีศึกษาผู้ที่จำอดีตชาติได้ในประเทศไทยหลายครั้ง ตั้งแต่เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๐๙ จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๔๐ ปีแล้ว โดยจะเดินทางเข้ามาติดตามกรณีศึกษาที่เคยเก็บข้อมูลหลักฐานไปแล้ว และมาสืบหา สัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลหลักฐานกรณีศึกษาผู้ที่จำอดีตชาติได้รายใหม่ๆ ในประเทศไทย ปีละ ๒-๓ ครั้ง

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ดร.เจอร์เกน ไคล์ (นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน เคยเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย) ได้เดินทางมาศึกษาค้นคว้าเรื่องเด็กที่จำอดีตชาติได้ในประเทศไทยแทน ศ.นพ.เอียน โดยมี นายสุตทยา วัชราภัย นักวิชาการอิสระสาขาพุทธศาสตร์ และจิตศาสตร์ เป็นผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า

บุคคลทั้งสองได้เดินทางไปยังภาคอีสานตอนบน เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่จำอดีตชาติได้ โดยสืบถามข้อมูลจากญาติพี่น้อง พยานที่รู้เห็น หรือตัวเด็กที่จำอดีตชาติได้ (บางคนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว) ข้อมูลที่ค้นคว้ามาได้มีมาก (ระหว่างปี ๒๕๓๕-๒๕๔๑) ค้นคว้ามาได้รวม ๕๐ ราย เฉพาะปี ๒๕๕๐ มี ๘ ราย และมีอีก ๗๐-๘๐ ราย ที่ยังไม่ได้ไปสัมภาษณ์


ในประเทศไทยนั้น ท่านและคณะศึกษาวิจัยได้เคยมาสืบหา สัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลหลักฐานกรณีศึกษาผู้ที่จำอดีตชาติได้หลายครั้ง โดยความร่วมมือจากคณะคนไทยที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วหลายท่าน ได้แก่ นายแพทย์เชียร สิริยานนท์, อาจารย์นาซิบ สิโรรส, อาจารย์เต็ม สุวิกรม, ศ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล เป็นต้น ซึ่งท่านได้เขียนไว้ใน กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgments) ในหนังสือ Reincarnation and Biology ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี ๒๕๒๐

และยังมีอีกหลายท่าน เช่น คุณประสิทธิ์ การุณยวณิชย์, ดร.บุญย์ นิลเกษ, อาจารย์สุตทยา วัชราภัย ดร.วิเชียร สิทธิประภาพร อาจารย์ประจำ แขนงวิชาดนตรีบำบัด วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี ผู้อำนวยการโครงการวิจัยชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม สถาบันวิจัยและพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล(ศาลายา)

สำหรับผู้ที่สนใจเรื่อง คนระลึกชาติ หน้าพระเครื่อง "คม ชัด ลึก" มีให้อ่านอีก ๓ ตอน โดยวันที่พุธที่ ๙ เสนอเรื่อง ระลึกชาติ!...ลืมชาติ! เรื่องจริงคนจริงที่..."บ้านตะคร้อ" วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายน เสนอเรื่อง ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน ผู้ยิ่งใหญ่ในการศึกษาเรื่อง "ระลึกชาติ!" และวันศุกร์ที่ ๑๑ กันยายน เสนอเรื่อง นายธวัชชัย ขำชะยันจะ ผู้ไล่ล่าหาข้อพิสูจน์..."คนระลึกชาติ"



บ้านตะคร้ออยู่หนใด..?


ปัจจุบัน “หมู่บ้านตะคร้อ” เป็นหมู่บ้านหนึ่งใน ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ประกอบด้วยหมู่บ้านทั้งหมด ๑๘ หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ ๑๓,๐๐๐ คน จากจำนวนครัวเรือนประมาณ ๓,๐๐๐ ครัวเรือน สำหรับชื่อของหมู่บ้าน สันนิษฐานว่า ในสมัยก่อนบริเวณนี้ มีต้นตะคร้อซึ่งผลมีรสเปรี้ยว ขึ้นอยู่มาก คนโบราณจึงเรียกบริเวณนี้ว่า “โคกตะคร้อ” ต่อมาจึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านตะคร้อ”

ส่วนประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านตะคร้อนั้น มีหลักฐานทางด้านโบราณวัตถุหลายอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นมาของหมู่บ้านรอยต่อสามจังหวัดแห่งนี้ มีชาวบ้านพบโครงกระดูกของคนโบราณ ภาชนะดินเผา อาวุธ เคียว กะพรวนม้าโบราณ สุสานโบราณ และสิ่งของอื่นๆ อีกจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วหมู่บ้านและรอบๆ หมู่บ้าน โดยเฉพาะบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า “โคกพักทัพ” “โคกพญาสั่ง” และ “หนองแร้ง หนองกา” ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน เคยมีชาวบ้านขุดพบโครงกระดูก ภาชนะดินเผา และอาวุธโบราณจำนวนมาก



โบราณสถาน "เมืองเก่าเวสาลี"

จากการสืบค้นหลักฐานต่างๆ ทั้งจากทางด้านภูมิศาสตร์ โบราณคดี โบราณวัตถุ สันนิษฐานว่า น่าจะเคยมีการเคลื่อนทัพใหญ่มาพักทัพที่บริเวณหมู่บ้านตะคร้อแห่งนี้ แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่า เป็นช่วงใดสมัยใด และบริเวณนี้น่าจะเคยถูกใช้เป็นเส้นทางติดต่อกัน ทั้งทางน้ำและทางบก ระหว่างเมืองเก่า “ศรีเทพ” ที่ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และเมืองเก่า “ไพศาลี” ที่บ้านหนองไผ่ ต.สำโรงชัย อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ (อยู่ห่างจากหมู่บ้านตะคร้อไปทางทิศตะวันตก ประมาณ ๑๓ กิโลเมตร)

ซึ่งทั้งสองเมืองเคยเป็นเมืองหน้าด่านทางตอนเหนือของ อาณาจักรละโว้ เมื่อครั้งที่ขอมยังเรืองอำนาจ ตั้งแต่เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ทางด้านภูมิศาสตร์ หมู่บ้านตะคร้อตั้งอยู่บริเวณรอยต่อของ ๓ จังหวัด คือ
- ทางทิศตะวันออกมีเขตติดต่อกับ ต.ภูน้ำหยด อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์
- ทางทิศใต้มีเขตติดต่อกับ อ.หนองม่วง และ อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี และ
- ทางด้านทิศตะวันตกเป็นเขต อ.ไพศาลี ซึ่งติดต่อกับ อ.ตากฟ้า และ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์
- ส่วนทางด้านทิศเหนือติดกับเทือกเขา "สอยดาว" ซึ่งทอดตัวยาวเป็นระยะทางกว่า ๒๐ กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่บ้านหนองไผ่และบ้านพระบาท ต.สำโรงชัย อ.ไพศาลี ไปจนถึง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์

ขอขอบคุณเรื่อง - ภาพจาก.. "ไตรเทพ ไกรงู"

ll กลับสู่ด้านบน

((( โปรดติดตาม "ตอนที่ 2" ต่อไป )))



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1764
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 11/12/09 at 05:48 Reply With Quote



ตอนที่ 2

"ระลึกชาติ - ลืมชาติ - เรื่องจริงคนจริง"

ที่บ้านตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์




ด.ญ.ญานินท์ (น้องหมูหวาน) ระลึกชาติได้เป็นรายล่าสุด

ในจำนวนผู้ที่ระลึกชาติได้กว่า ๕๐ ราย ของบ้านตะคร้อ ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ บางรายยังสามารถจำอดีตชาติได้ บางรายมีพยานรู้เห็นจำนวนมาก บางรายมีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมสามารถพิสูจน์ได้



น้องหมูหวาน ชาติก่อน คือ ยายเพียร

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ เท่าที่ทราบมีผู้ที่จำอดีตชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรายล่าสุด คือ ยายเพียร แย้มประดับ ตายไปเมื่อปี ๒๕๓๕ กลับมาเกิดเป็น เด็กหญิงญาณินท์ ศิริมงคล วัย ๔ ขวบ ถึงกับทำให้ลูกหลานของยายเพียรสุดดีใจ ลูกหลานยายเพียรบางคนถึงกับเรียกเด็กหญิงญาณินท์ว่า "แม่" หรือ "ยาย" รวมทั้งรับเด็กหญิงญาณินท์เหมือนญาติคนหนึ่ง



ครอบครัวใหม่ และครอบครัวเก่า ของ ด.ญ.ญานินท์ (หมูหวาน)

ส่วนการเก็บข้อมูลในเชิงลึก ๑๔ ราย ของ นายธวัชชัย ขำชะยันจะ ผู้ไล่ล่าหาข้อพิสูจน์ของคนระลึก โดยแต่มีเรื่องราวในอดีตชาติอันเป็นที่สนใจอย่างยิ่ง และเป็นที่ยอมรับของญาติพี่น้องในอดีตชาติอย่างสนิทใจ ทั้งนี้ "คม ชัด ลึก" ขอยกตัวอย่างคนระลึกชาติ ที่โดดเด่น ๓ ท่าน



รายที่ ๑
นายเทเวศน์ (เท่) เรียบสัมพันธ์ (ชาติก่อน : นายศิริ ใจเร็ว)

รายแรก คือ เรื่องของ นายเทเวศน์ (เท่) เรียบสัมพันธ์ ชื่อเล่น “เอ็ด” วันเดือนปีเกิด ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๑ มีรอยแผลเป็นตั้งแต่กำเนิด ซึ่งมีแผลเป็นคล้ายรูกระสุนปืนที่ศีรษะด้านหลัง และใต้ราวนมด้านขวา ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน : ๑๔๒/๒ หมู่ ๓ ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์

ส่วนในอดีตชาติ ชื่อ-นามสกุล คือ นายศิริ ใจเร็ว ชื่อเล่น “ริ” วันเดือนปีเกิด ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๓ ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ๕/๒ หมู่ ๕ ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์

สาเหตุที่เสียชีวิต - ถูกฆาตกรรม บาดแผลที่ทำให้เสียชีวิต มีบาดแผลกระสุนปืนที่ศีรษะด้านหลัง และใต้ราวนมด้านขวา สถานที่เสียชีวิต ริมถนน ระหว่างหมู่บ้านตะคร้อ กับหมู่บ้านวังกระโดนน้อย

การระลึกชาติของนายเทเวศน์นั้น นอกจากจำเพื่อนสนิทได้ จำป้าในอดีตชาติได้ จำต้นกระถินที่ทุ่งนาในอดีตชาติได้ รวมทั้งแสดงความคุ้นเคยกับสถานที่ในอดีต ที่สำคัญคือ เขายังจำชื่อควายที่เคยเลี้ยงได้

มีครั้งหนึ่ง ญาติในอดีตชาติเคยถามเด็กชายเท่ว่า
“จำได้ไหม ว่าควายเรามีชื่ออะไรบ้าง” เด็กชายเท่ตอบว่า
“ชื่อไอ้เหลือง ไอ้ม่วง แล้วก็ไอ้สมชาย” เด็กชายเท่สามารถบอกชื่อควายทั้ง ๓ ตัว ทั้งๆ ได้ขายควายทั้ง ๓ ตัวนั้นไปนานแล้ว

ในขณะที่ความผูกพันกับพ่อแม่ในอดีตชาติของเขา มีมาตั้งแต่ที่ได้พบกันครั้งแรก จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งความผูกพันที่เขามีให้กับพ่อแม่ในอดีตชาตินั้น บางครั้งก็ทำให้พ่อแม่ในปัจจุบันชาติรู้สึกน้อยใจอยู่เหมือนกัน

เมื่อก่อน เวลาที่นายเทเวศน์คิดถึงเรื่องราวในอดีตชาติ ภาพความทรงจำจะผุดขึ้นมาเหมือนกับว่าเหตุการณ์นั้นเพิ่งผ่านมาไม่นาน แต่ปัจจุบันนี้ ภาพความทรงจำในอดีตชาติของเขา ได้ลบเลือนไปเกือบหมดแล้ว ยังเหลือก็แต่รอยแผลเป็นที่บริเวณศีรษะด้านหลัง และใต้ราวนมด้านขวา ที่ติดตัวของเขามาตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน



รายที่ ๒
นางสุรางคนา วันที (ชาติก่อน : ฟ้าแตง)

รายที่ ๒ คือ นางสุรางคนา วันที ชื่อเล่น “ส้ม” วันเดือนปีเกิด ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๔ ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ๗๐/๑๔ หมู่ ๑ ต.โคกเดื่อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ อดีตชาติ ชื่อ-นามสกุล “ฟ้าแตง” ไม่มีที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน พี่น้องร่วมบิดามารดา (เธอบอกว่าเธอมีน้องชายอีก ๑ คน ไม่ทราบชื่อ) วันเดือนปีที่เสียชีวิต เมื่อประมาณกว่า ๑,๐๐๐ ปีที่แล้ว

สาเหตุที่เสียชีวิต - ประสบอุบัติเหตุเรือล่มกลางลำน้ำใหญ่ บริเวณสำนักสงฆ์คลองมะม่วงเตี้ย ในปัจจุบัน

เรื่องราวการจำอดีตชาติของนางสุรางคนา เกี่ยวข้องกับสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในหมู่บ้านตะคร้อ เธอจำอดีตชาติได้ว่า เคยมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐ ปีที่แล้ว พอประมวลความได้ว่า ชาติก่อนเธอมีชื่อว่า “ฟ้าแตง” พ่อของเธอชื่อ “โกสีย์” แม่ของเธอชื่อ “นวลจันทร์” เธอมีน้องชายด้วย ๑ คน (ไม่บอกชื่อ)

ในอดีตชาติ ครอบครัวของเธอพร้อมทั้งข้าทาสบริวาร กำลังจะล่องเรือไปยังเมืองศรีเทพ ระหว่างทาง เรือได้ชนกับโขดหินที่อยู่ใต้น้ำ ทำให้เรือล่ม ทุกคนที่อยู่บนเรือเสียชีวิตทั้งหมด เรือได้จมลงก้นแม่น้ำ พร้อมทรัพย์สมบัติที่บรรทุกมาในเรือด้วย

เธอบอกว่า แต่ก่อนบริเวณต้นมะม่วงต้นนั้น เป็นลำน้ำกว้างใหญ่ มีน้ำไหลเชี่ยว หลังจากที่เธอและครอบครัวเสียชีวิต วิญญาณของพวกเธอก็ได้สิงสถิตอยู่ที่ซากเรือนั้น มานานหลายร้อยปี



ศาลและต้นมะม่วงอายุหลายร้อยปี ที่วัดคลองมะม่วงเตี้ย

ต่อมาลำน้ำบริเวณนั้นตื้นเขินขึ้น ก็ได้มีต้นมะม่วงเกิดขึ้นมา ซึ่งเกิดจากลูกมะม่วงที่พวกเธอเคยใช้เป็นเสบียงอาหารระหว่างเดินทางในครั้งนั้นนั่นเอง ตอนนั้นวิญญาณของเธอ และครอบครัวได้สิงสถิตอยู่ที่ต้นมะม่วงต้นนั้น ต่อมาอีกหลายร้อยปี ต่อมาพ่อของเธอได้จุติไปเกิดก่อน จึงเหลือแต่เธอน้องชายและแม่ของเธอ ที่ยังเป็นวิญญาณสิงสถิตอยู่ที่ต้นมะม่วงต้นนั้น

ในช่วงเวลา ๕๐ ปี ที่ผ่านมา มีผู้คนหลายกลุ่มพยายามจะขุดหาสมบัติ ที่เล่าขานกันมานานว่า เป็นสมบัติที่บรรทุกมากับเรือของฟ้าแตง และครอบครัว บริเวณรอบๆ ต้นมะม่วงต้นนี้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องมีอันเป็นไป

แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ต้นมะม่วงต้นนั้นได้ยืนต้นตายไปเสียแล้ว เมื่อต้นปี ๒๕๔๘ เนื่องจากมีคนนำรถแม็คโครมาขุดดินบริเวณโคนต้นมะม่วงต้นนั้น ทำให้ต้นมะม่วงพันปีต้นนั้น ยืนต้นตายไปอย่างน่าเสียดาย

ชาวบ้านลือกันว่า ผู้ที่มีส่วนรู้เห็น คือ คนที่นำรถแม็คโครไปขุดนั้น ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และเจ้าสำนักสงฆ์คลองมะม่วงเตี้ย ก็มรณภาพ หลังจากต้นมะม่วงต้นนั้นตายได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตาม นางบุญนาค แสนดี ซึ่งเป็นแม่ของนางสุรางคนา เมื่อเริ่มแน่ใจว่า เด็กหญิงสุรางคนาน่าจะจำอดีตชาติได้ นางบุญนาค ก็เกิดความกลัวว่า บุตรสาวจะอายุสั้น กลัวว่าแม่ในอดีตชาติจะมาเอาชีวิตลูกคืน และไม่อยากให้บุตรสาวพูดถึงเรื่องราวในอดีตชาติอีก จึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เด็กหญิงสุรางคนา ลืมเรื่องราวในอดีตชาติ โดยให้กินไข่บ้าง ทำให้ผวาตกใจบ้าง

แต่เด็กหญิงสุรางคนาในขณะนั้น ยังคงพูดถึงเรื่องราวในอดีตชาติของเธออีกหลายครั้ง ข่าวการจำอดีตชาติได้ของเด็กหญิงสุรางคนา ได้แพร่ออกไป และมีนักข่าวหนังสือพิมพ์มาติดต่อขอสัมภาษณ์ แต่นางบุญนาคไม่ยอมให้สัมภาษณ์ และพาบุตรสาวหนีนักข่าว ไม่ยอมให้นักข่าวได้พบ

รายที่ ๓
นายหนอง-นางอำนวย นาคตระกูล (ชาติก่อน : นายเหม็ง-นางขำ)

ส่วนรายที่ ๓ เป็นกรณีคู่ผัวเมียในอดีตชาติ เกิดมาเป็นแฝดชายหญิงในชาติปัจจุบัน คือ นายหนอง-นางอำนวย นาคตระกูล (คู่แฝดชายหญิง) นายหนอง (จอน)-นางอำนวย (คู่แฝดชายหญิง) บุตรของ นายอ้น-นางหนู นาคตระกูล (อ้างว่าในชาติก่อนเคยเป็นสามีภรรยากัน) นางหนู นาคตระกูล (แม่) เล่าให้ฟังว่า นายจอน นาคตระกูล ก็จำอดีตชาติได้เช่นเดียวกัน

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อครั้งที่ทั้งสองยังเป็นเด็ก เธอแอบได้ยินทั้งสองคนพูดคุยกันถึงเรื่องราวในอดีตชาติ โดยใช้คำเรียกกันและกันว่า “แก..ข้า” เหมือนกับที่สามีภรรยาใช้เรียกกัน "นางหนู" ถามนายจอนว่า

“หนูเป็นใครมาเกิดลูก” นายจอนตอบว่า
“ผมชื่อ "เหม็ง" อีนาง (นางอำนวย) ชื่อ "ขำ" เป็นผัวเมียกัน อยู่ที่หมู่บ้านโคกมะขวิด ชาติก่อนผมขี่ม้าเลี้ยงวัว ผมมีวัวฝูงใหญ่ แต่ถูกโจรปล้น พวกมันยิงผมกับอีนางตาย ผมก็จูงมืออีนางวิ่งหนีมาทางนี้ พอดีมาเจอแม่ เลยมาเกิดกับแม่นี่แหละ”

ตอนนั้นเธอกับนายอ้นสามี เคยไปสอบถามชาวบ้านที่หมู่บ้านโคกมะขวิด แถวสี่แยกไดตาล ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านตะคร้อประมาณ ๓๐ กิโลเมตร คนในหมู่บ้านบอกว่า เมื่อก่อนเคยมีคนชื่อ "นายเหม็ง" และ "นางขำ" อยู่จริง ทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากัน เป็นคนที่มีฐานะดี มีวัวอยู่หลายตัว แต่ไม่มีลูกหลาน ต่อมาพวกเขาถูกโจรปล้น และถูกฆ่าตายอย่างอนาถ

ขณะเดียวกัน นายอ้นผู้เป็นพ่อของฝาแฝดทั้งสอง เล่าให้ฟังว่า นายจอนมีความชำนาญเรื่องวัวมากเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ตนไม่เคยสอน ตนเองก็ไม่ค่อยชำนาญในเรื่องนี้นัก

มีครั้งหนึ่ง ตนถูกวัวขวิดจนปางตาย ยังดีที่นายจอนมาช่วยไว้ทัน นายจอนกับนางอำนวยเป็นพี่น้องที่ไม่เคยทะเลาะกันเลย นายจอนจะเป็นห่วงนางอำนวยมาก เวลาที่ต้องอยู่ห่างไกลกันก็จะพกภาพถ่ายของนางอำนวยไปด้วย ปัจจุบันนายจอนมีภรรยาแล้วและมีบุตรด้วยกัน ๑ คน

หลากวิธีทำให้เด็กลืมอดีตชาติ

จากความเชื่อเกี่ยวกับการเสียชีวิตก่อนสิ้นอายุขัย หรือ สิ้นกรรมนี้เอง ที่ทำให้ผู้เป็นพ่อแม่ของผู้ที่จำอดีตชาติได้ ชาวพุทธส่วนใหญ่กลัวว่า เด็กที่จำอดีตชาติได้จะอายุสั้น จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้พวกเขาลืมอดีตชาติให้ได้โดยเร็ว

ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของครอบครัวพ่อแม่ของผู้ที่ เสียชีวิตไปแล้ว ที่รู้สึกดีใจ ที่บุคคลซึ่งพวกเขาเคยคิดว่าได้พลัดพรากจากกันไปอย่างไม่มีวันกลับ ได้สืบชาติมาเกิดอีกครั้ง เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจจะบรรยายได้

อย่างไรก็ตาม แต่ก็มีบางรายที่พ่อแม่ในปัจจุบันชาติ และครอบครัวพ่อแม่ของผู้ที่เสียชีวิตในอดีตชาติ ร่วมใจกันพยายามทำให้เด็กลืมอดีตชาติ เพราะเด็กพูดถึงความทรงจำในอดีตชาติที่เกี่ยวกับการฆาตกรรม การที่เคยกระทำผิดศีลธรรม หรือเคยกระทำผิดกฎหมายในอดีตชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เด็กพูดถึงมันอีก

ในหมู่บ้านตะคร้อ มีวิธีการที่จะทำให้เด็กลืมอดีตชาติได้อยู่หลายวิธี เช่น วิธีการโยนกระด้ง การให้เด็กกินไข่ พาลอดไต้บันไดบ้าน จับหมุนทำให้เวียนศีรษะ ทำให้ตกใจ ให้คนทรงทำพิธีให้ เป็นต้น

แต่จากข้อมูลที่ได้ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลนัก ส่วนใหญ่เด็กจะเริ่มหยุดพูด และหยุดแสดงออกถึงอดีตชาติไปเองเสียมากกว่า แต่ก็ใช่ว่า จะไม่มีเหตุมีผลเสียเลยทีเดียว เพราะมีบางกรณีที่คนที่เสียชีวิตไปแล้วมาเข้าฝัน และเป็นฝ่ายบอกเองว่า อย่าเพิ่งให้เด็กคือตัวเขาที่จะเกิดมากินไข่ เพราะจะทำให้ตัวเขาลืมความทรงจำในอดีตชาติ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความเชื่อว่า การให้เด็กกินไข่มากๆ จะทำเด็กลืมความทรงจำในอดีตชาติ

สำหรับวิธีการ "โยนกระด้ง" ในหมู่บ้านตะคร้อนั้น เป็นวิธีการที่ใช้ในสมัยก่อน เมื่อครั้งที่ยังต้องใช้หมอตำแยในการทำคลอดอยู่ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะทำให้เด็กตกใจ และลืมอดีตชาติเสียตั้งแต่ยังเป็นทารก จะกระทำกันเมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว ได้ตัดสายสะดือ และทำความสะอาดร่างกายของเด็กเรียบร้อยแล้ว

หมอตำแย หรือญาติๆ จะยกเด็กขึ้นด้วยสองมือ และยื่นออกจากตัวไปในแนวนอน ลักษณะตั้งฉากกับหน้าอก แล้วให้ญาติๆ นำกระด้งขนาดใหญ่มาคอยรองรับเด็กที่ด้านล่าง โดยจะยกเด็กให้สูงกว่ากระด้งที่รองรับพอสมควร แล้วก็จะโยกมือที่อุ้มเด็กวนไปรอบๆ กระด้งที่รองอยู่สามรอบพร้อมกับพูดไปด้วยว่า “สามวันลูกผี...สี่วันลูกคนนะ” ก่อนที่จะปล่อยมือให้เด็กตกลงมายังกระด้งที่รองรับอยู่ด้านล่าง

เมื่อเด็กตกลงมาในสภาพไร้น้ำหนัก ก็จะมีอาการผวาตกใจ และร้องไห้ เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีการ แต่ในปัจจุบันนี้ แม่ของเด็กส่วนใหญ่จะไปฝากท้อง และไปคลอดบุตรที่สถานีอนามัย หรือที่โรงพยาบาล ทำให้วิธีการโยนกระด้ง เพื่อทำให้เด็กลืมอดีตชาติ กำลังจะเลือนหายไป..!

fwdder.com อ้างที่มา : คมชัดลึก

◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตาม "ตอนที่ 3" ต่อไป )))



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1764
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 21/12/09 at 10:20 Reply With Quote



ตอนที่ 3

ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน
ผู้ยิ่งใหญ่ในการศึกษาเรื่อง "ระลึกชาติ"




คมชัดลึก : "ชีวิตภายหลังความตาย มีอยู่จริงหรือไม่ ชีวิตสิ้นสุดที่ความตายจริงหรือ" เป็นปริศนาที่อยู่ในความสนใจของมนุษย์ทุกชาติ ทุกศาสนามาโดยตลอด นับตั้งแต่ครั้งโบราณกาล จนกระทั่งถึงทุกวันนี้


ในช่วงเวลาสามถึงสี่พันปีที่ผ่านมา มีผู้ที่ให้คำตอบเกี่ยวกับปริศนาเหล่านี้ได้อย่างน่าเชื่อถือหลายท่าน เช่น "พระพุทธเจ้า" ศาสดาของศาสนาพุทธ "โมเสส" ศาสดาของศาสนาฮีบรู (ยิว) "พระเยซูคริสต์" ศาสดาของศาสนาคริสต์ และ"ท่านนบีมุฮัมมัด" ศาสดาของศาสนาอิสลาม เป็นต้น

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ผู้ที่สามารถให้คำตอบและคำอธิบายในปริศนาเหล่านี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และมีเหตุมีผลน่าเชื่อถือ ก็จะมีผู้คนให้ความเคารพและยอมรับนับถืออย่างสูง

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คงไม่มีใครปฏิเสธว่า คำตอบของปริศนาเหล่านี้มีอิทธิพลต่อวิถีความเชื่อ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์เราเป็นอย่างมาก ทั้งทางด้าน คุณธรรม จริยธรรม การใช้ชีวิตประจำวัน ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณี และอื่นๆ อีกมาก

ดังนั้น การศึกษาค้นคว้าและพิสูจน์ความจริงในปริศนาเหล่านี้ จึงนับได้ว่า มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นความต้องการของมวลมนุษยชาติ สมควรจะได้รับการพิสูจน์ให้ได้มาซึ่งความจริง ที่ชัดเจนและถูกต้องเสียที ถึงแม้ว่า ความจริงที่ได้ จะทำให้วิถีความเชื่อและความศรัทธาทางศาสนาสั่นคลอนก็ตาม

ความจริงก็คือความจริง ถ้าหากเราไม่เชื่อ และไม่ศรัทธาในความเป็นจริงแล้ว เราจะเชื่อถือสิ่งใดได้อีก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ คณะศึกษาวิจัยในหลายประเทศ พบผู้จำอดีตชาติได้จากทั่วโลกแล้ว มากกว่า ๕,๐๐๐ ราย คำสอนของพระพุทธเจ้ากำลังได้รับการพิสูจน์แล้ว โดยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ศาสนาพุทธกำลังได้รับการรับรอง โดยวิทยาศาสตร์ เหมือนดังคำกล่าวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ที่ว่า

"If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism."

หมายถึง "ถ้าจะมีศาสนาใด ที่รับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบันได้ ศาสนานั้นก็น่าจะเป็นศาสนาพุทธ"



ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน (Ian Stevenson, M.D.) นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “การจำอดีตชาติได้” และ “การกลับชาติมาเกิด” มานานกว่า ๔๗ ปี

เมื่อท่านได้เสียชีวิตลงแล้ว นสพ.วอชิงตันโพสต์ ของสหรัฐอเมริกา ได้สดุดีว่า “ท่านเป็นบุคคลที่ทำการค้นคว้าหาหลักฐาน เกี่ยวกับการจำอดีตชาติได้อย่างมีหลักการ ยากที่จะปฏิเสธได้”

นสพ.เทเลกราฟ ของอังกฤษ กล่าวว่า “ท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในการศึกษาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ในยุค ๒๐๐๐”

การศึกษาวิจัยของ ศ.นพ.เอียน ได้ดำเนินการมากว่า ๔๗ ปี ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๐๓ ซึ่งท่านได้พบผู้ที่จำอดีตชาติได้ หรือผู้ที่สืบชาติมาเกิดใหม่ จากชาติและศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ทั้งใน ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา และทวีปเอเชีย (รวมทั้งประเทศไทย) มากกว่า ๓,๐๐๐ ราย

ด้วยการสนับสนุนทุนในการศึกษาวิจัยเด็ก ที่จำอดีตชาติได้ จำนวนมหาศาล ถึง ๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก เชสเตอร์ คาร์ลสัน (Chester Carlson) ผู้คิดประดิษฐ์เครื่องถ่ายเอกสารให้พวกเราได้ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสืบหากรณีศึกษา สัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลหลักฐานในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัย

ผลงานการศึกษาวิจัยของ ศ.นพ.เอียน ได้ตีพิมพ์ออกมาเป็นรายงานทางวิชาการ ในนิตยสารชั้นนำทางวิทยาศาสตร์ หนังสือ และตำรับตำราออกมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ ถึงปัจจุบัน มากกว่า ๒๐๐ เล่ม จนเป็นที่ยอมรับจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

แต่ผลงานการศึกษาวิจัยของท่าน เป็นการนำเสนอเรื่องราวความจริงที่ขัดกันกับคำสอน และความเชื่อทางศาสนา ฮีบรู (ยิว) คริสต์ และอิสลาม

แต่ถึงแม้ว่า ดร.เอียน สตีเวนสัน จะถูกตราหน้าจากศาสนิกชนที่นับถือ ศาสนาฮีบรู (ยิว) ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ว่า ความคิดของเขาเป็นความคิดนอกรีต (Heresy) หรือเป็นพวกนอกรีต (Heresies) ก็ตาม แต่ความจริงที่ท่านได้พิสูจน์ และยืนยันในวันนี้ จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในวงการวิทยาศาสตร์ และจากผู้คนทั่วโลก

การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “การจำอดีตชาติได้” และ “การกลับชาติมาเกิด” ของ ศ.นพ.เอียน ท่านก็ไม่ได้โน้มเอียงไปกับความเชื่อทางศาสนา ท่านยังคงเป็นนักศึกษาค้นคว้าวิจัยที่เป็นกลาง เชื่อในความเป็นจริง และเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกตลอดไป

สุดท้าย เมื่อท่านเสียชีวิต ท่านก็คงจะได้พบความจริง และได้ประจักษ์ชัดเกี่ยวกับ ชีวิตหลังความตาย ด้วยตัวของท่านเองแล้ว ไม่ต้องท่องเที่ยวสืบหาศึกษาวิจัยกรณีศึกษาใดๆ อีกต่อไป

การศึกษาวิจัยของ ศ.นพ.เอียน สามารถบอกกับโลกว่า "ความจริงเกี่ยวกับวงจรชีวิตของคนเรา ตั้งแต่เกิดจนตาย และตั้งแต่ตายจนกระทั่งเกิดใหม่นั้น อาจจะไม่เป็นไปตามความเชื่อของศาสนาต่างๆ เหล่านี้"

ด้วยเหตุที่ว่า "การศึกษาวิจัยชี้ไปที่ ความมีอยู่ของชีวิตหลังความตาย คนเราสามารถกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ คนเราสามารถจำอดีตชาติได้ และเวรกรรมมีจริง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ตัวท่านเองก็เกิดในครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์ ท่านไม่เคยมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดมาก่อน

แต่เมื่อท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านก็ไม่ได้เอาความเชื่อทางศาสนามากีดกั้นความจริงที่พิสูจน์ได้ ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพราะท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่า ท่านจะทราบถึงธรรมชาติที่แท้จริง เกี่ยวกับวงจรชีวิตของคนเราว่า ชีวิตหลังความตายมีอยู่จริง คนเราสามารถกลับชาติมาเกิดใหม่ได้จริง คนเราสามารถจำอดีตชาติได้จริง และเวรกรรมมีจริง"

ระลึกชาติรักษาโรค

จากการศึกษาวิจัยผู้ที่จำอดีตชาติได้ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทั่วโลกของคณะศึกษาวิจัยคณะนี้ พวกเขาได้พบผู้ที่จำอดีตชาติได้มากกว่า ๓,๐๐๐ ราย และพบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากหลายประเทศ หลายศาสนา และหลายความเชื่อทั่วโลก

ซึ่งพวกเขาได้นำผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางการแพทย์บ้างแล้ว เช่น ใช้ในการวิเคราะห์ และรักษาอาการทางจิตของเด็ก หรือของคนไข้ที่เป็นโรคกลัว (Phobias) เช่น กลัวน้ำ กลัวการนั่งเรือ กลัวที่จะอยู่ในที่แคบๆ เป็นต้น

ซึ่งผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า บางกรณีเกิดจากความทรงจำที่เลวร้ายในอดีตชาติ ที่ยังฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก เช่น ในอดีตชาติเคยตกน้ำตาย หรือตายเพราะเรือล่ม เมื่อเกิดมาในชาตินี้ จึงกลัวน้ำกลัวการนั่งเรือ เป็นต้น

ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน ท่านได้ใช้ความจริงที่ได้จากการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับผู้ที่จำอดีตชาติได้ของท่าน ไปใช้ในการพยายามเปลี่ยนทัศนคติของนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการตรวจหาสมุฏฐานของโรค รอยตำหนิ แผลเป็น อาการความผิดปกติ และความผิดปกติพิการ ตั้งแต่กำเนิด ว่ามีบางกรณีไม่สามารถใช้สมุฏฐานเกี่ยวกับการใช้ยาของมารดา โรคของมารดา ความผิดปกติระหว่างการตั้งครรภ์ หรือการสืบทอดทางพันธุกรรมมาอธิบายได้เพียงพอ

รวมทั้งการวิเคราะห์เกี่ยวกับพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็ก ว่าบางกรณีอาจไม่ได้เป็นผลมาจากสภาวะแวดล้อมจากครอบครัวพ่อแม่ การเรียนรู้รับรู้ หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ นับตั้งแต่แรกเกิด

สำหรับในประเทศไทย เราก็มีผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากพอสมควร แต่ยังไม่มีใครทำการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังในเชิงวิชาการ อาจเป็นเพราะไม่มีผู้สนับสนุนทุนให้ทำการศึกษาวิจัย เนื่องจากยังมองไม่เห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมก็เป็นได้

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราชอบเป็นผู้ตามมากกว่าที่จะเป็นผู้นำอยู่แล้ว เมื่อก่อนพวกฝรั่งเขาไม่เชื่อเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลย ไม่มีแม้แต่คำศัพท์ที่จะใช้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ให้เข้าใจได้อย่างชัดเจน

แต่ในปัจจุบันนี้ ฝรั่งเขาสนใจเรื่องนี้มาก เขามีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวของจิตที่นอกเหนือจากจิตปกติกันมานาน เช่น โทรจิต (Telepathy), สัมผัสที่หก (Six Sense), การรับรู้พิเศษ (Extra Sensory Perception), การใช้พลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของ (Psycho Kinetic), การกลับชาติมาเกิด(Reincanation) เป็นต้น ซึ่งอยู่ในสาขาวิชาปรจิตวิทยา (Parapsychology)

ในบ้านเรากลับตรงกันข้าม เมื่อก่อนนี้ เรามีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก เพราะพวกเราส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ และเราเชื่อถือในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

แต่ในปัจจุบันนี้ เรากลับมองเรื่องเหล่านี้ว่า เป็นเรื่องงมงาย ทุกครั้งที่มีการนำเสนอถึงเรื่องเหล่านี้ ตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ก็จะได้เห็นคำว่า

...เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการชม...


"ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบันได้ ศาสนานั้นก็น่าจะเป็น..ศาสนาพุทธ"

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"

◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตาม "ตอนที่ 4" ต่อไป )))



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1764
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 30/12/09 at 06:34 Reply With Quote



ตอนที่ 4

การระลึกชาติแบบ "ฟิสิกส์ใหม่"




ดร. มนัส โกมลฑา
อาจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา


บทนำ

การระลึกชาติ เป็นองค์ความรู้หรือวิชาที่สำคัญมากของศาสนาพุทธ "เถรวาท" หลักฐานก็คือ วิชชา 3 ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงระลึกชาติของพระองค์ได้ก่อนเป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นก็ระลึกชาติของบุคคลอื่นๆ เมื่อทรงผ่านวิชชา 2 วิชชานี้ไปแล้ว

พระองค์ก็จะทรงเบื่อหน่ายการเกิดเป็นอย่างยิ่ง เพราะ “รู้” และ “เห็น” ได้อย่างชัดเจนแล้วว่า มีแต่ความทุกข์เป็นส่วนใหญ่ ความสุขที่มีอยู่บ้างของการเกิดในแต่ละชาตินั้น ก็เป็นความสุขที่ไม่คงที่ ไม่แน่นอน จึงสามารถทำวิชชาที่ 3 คือ "อาสวักขยญาณ" ได้ และบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ ซึ่งทำให้พระองค์บรรลุถึงความสุขที่แท้จริงในนิพพาน

วิชชา 3 ของพระพุทธเจ้าถูกละเลยไป แทบจะไม่ได้รับการกล่าวถึงโดยพุทธวิชาการในระยะ 150 ปีที่ผ่านมา นอกจาพุทธวิชาการละเลย และไม่อยากที่จะกล่าวถึงแล้ว กระบวนการทางวิชาการอื่นๆ ก็ทำให้วิชชา 3 เป็นเรื่องเหลวไหลในทางวิชาการไปอีกด้วย

พุทธวิชาการที่มีจิตใจสยบยอมต่อศาสตร์ตะวันตกเหล่านั้น จึงหันไปชูหัวข้อธรรมะอื่นๆ เช่น "อนัตตา" หรือ "กาลามสูตร" เป็นต้น เพื่ออธิบายให้เป็นคำสอนสำคัญของพุทธศาสนาขึ้นมาแทน

สาเหตุก็เพราะพุทธวิชาการเหล่านั้น หันไปสมาทานวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/ แยกส่วน/ ลดทอนว่าเป็นความจริง (truth) มากกว่าศาสนาพุทธ

วิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/ แยกส่วน/ ลดทอนเชื่อว่า มนุษย์เกิดมาเพียงชาติเดียวเท่านั้น ใจ/ จิต/ วิญญาณไม่มี สิ่งที่ศาสนาพุทธยืนยันว่าเป็นใจ/ จิต/ วิญญาณนั้น นักวิทยาศาสตร์เก่าเห็นว่าเป็นปฏิกิริยาทางเคมีของสมองเท่านั้น

พุทธวิชาการก็เชื่อตาม จึงไม่เต็มใจหรือไม่กล้าที่จะเขียนถึง "หัวใจหลัก" หรือวิชชา 3 ซึ่งอธิบายถึงการระลึกชาติของศาสนาพุทธ

แต่ในปัจจุบันนี้ นักฟิสิกส์ใหม่เชื่อว่า ถ้าสามารถสร้างยานพาหนะที่มีความเร็วใกล้ๆ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งก็คือ ความเร็วของแสง มนุษย์สามารถจะเข้าไปในอดีตได้โดยกายเนื้อของเราทีเดียว

แนวความคิดดังกล่าวนั้น นักวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอนเห็นว่า "เป็นไปไม่ได้" ซึ่งในประเด็นนี้ ผมเองก็เห็นด้วยกับนักวิทยาศาสตร์เก่า เพราะ การที่จะกลับไปในอดีตด้วยกายเนื้อนี่ มันขัดกับหลักของศาสนาพุทธ

อย่างไรก็ดี การคิดทบทวนไปมาในประเด็นที่ขัดแย้งกันระหว่างวิทยาศาสตร์เก่ากับฟิสิกส์ใหม่ในประเด็นการเข้าไปในอดีต ทำให้ผมเห็นว่า ถ้าสามารถสร้างยานพาหนะที่มีความเร็วใกล้แสงได้จริงๆ นักฟิสิกส์ใหม่ก็สามารถจะเห็นอดีตได้หรือระลึกชาติได้นั่นเอง

ถ้าเราทำให้ปู่ตายโดยบังเอิญ เราจะได้เกิดหรือไม่

ข้อความที่ว่า "ถ้าเราทำให้ปู่ตายโดยบังเอิญ เราจะได้เกิดหรือไม่" เป็นความกังวลของนักฟิสิกส์ใหม่ ในกรณีที่สามารถเข้าไปในอดีตได้ และในกรณีใดๆ ก็ตาม ไปทำให้ปู่ของตนเองตาย มันก็จะเกิดข้อขัดแย้ง (Paradox) กับสภาพความเป็นจริงที่ว่า ตนเองเกิดมาแล้ว มีตัวมีตนแล้ว แต่ดันทะลึ่งไปเที่ยวในอดีต แล้วทำให้ปู่ตาย

เมื่อปู่ตาย พ่อก็จะเกิดมาไม่ได้ เมื่อพ่อไม่ได้เกิด ตัวเราเองจะเกิดมาได้อย่างไร

ความคิดในย่อหน้าที่ผ่านมานั้น น่าจะเป็นความคิดของคนที่สติแตกไปแล้ว ในมุมมองของคนหลายๆ คน แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นความคิดของนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลกในปัจจุบัน ที่เห็นสอดคล้องกันด้วย และมีเป็นจำนวนมากด้วย ไม่ใช่เพียงคนสองคน

มีนักข่าวไปสัมภาษณ์ ดร. มิชิโอะ คากุ ว่า "มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่คนเราจะสามารถเข้าไปในอดีตได้" เจ้าของคำถามนั้น หมายถึงว่า เข้าไปในอดีตได้ด้วยกายเนื้อ โดยใช้ยานพาหนะเข้าไป ไม่ใช่ใช้วิธีระลึกชาติแบบศาสนาพุทธ

ดร. มิชิโอะ คากุ เป็นชาวญี่ปุ่น เป็นนักฟิสิกส์ใหม่ เชี่ยวชาญมากในเรื่องกลศาสตร์ควอนตัม ทฤษฎีสตริง (String theory) จากคำถามดังกล่าว ดร. มิชิโอะ คากุ ตอบว่า

"ด้วยความรู้ของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ไม่สามารถบอกได้ว่า ความคิดเช่นนั้นผิด" อธิบายให้ง่ายๆ หน่อยก็ว่า การเข้าไปในอดีตทั้งกายเนื้อนั้น เป็นไปได้ ในมุมมองของนักฟิสิกส์ใหม่

จูเลียส ซีซาร์ต้องตายอีกแบบนับครั้งไม่ถ้วน

ประเด็นที่ว่า เราสามารถเข้าไปในอดีตได้ ด้วยกายเนื้อนี่ ถ้ามียานพาหนะที่มีความเร็วสูงๆ ใกล้กับความเร็วแสง และนักฟิสิกส์เห็นว่าเป็นไปได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีนักฟิสิกส์ใหม่พยายามสร้างเครื่องที่ว่าอยู่นั้น นักวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอน ยืนยันแบบหัวชนฝาเลยว่า "เป็นไปไม่ได้"

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอนไม่มีข้อโต้แย้งอย่างเป็นวิชาการ เพราะ องค์ความรู้ส่วนใหญ่ของตนเอง ถูกฟิสิกส์ "อัด" ซะเดี้ยงไปหมดทุกอย่าง ก็เลยเถียงแบบข้างๆ คูๆ ว่า "ถ้าอย่างนั้น ถ้ามีคนต้องการดูบรูตัสแทงจูเลียส ซีซาร์ จูเลียส ซีซาร์ก็ต้องมาตายอีกหลายครั้งหลายหน ตามความต้องการของคนดู อย่างนั้นซิ"

จะเห็นว่า ข้อโต้แย้งของนักวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอนไม่ได้เป็นไปตามหลักวิชาการเลย

อันที่จริงก็น่าสงสารนักวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอนเหมือนกัน เพราะ ไม่รู้ว่าจะเอาหลักวิชาการอันไหนไปโต้แย้ง เนื่องจาก วิชาการของนักฟิสิกส์ใหม่มันก้าวหน้าไปกว่าวิชาการของนักวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไก/แยกส่วน/ลดทอนอย่างไม่เห็นหน้าเห็นหลัง

วิชชา 3 เครื่องมือเข้าไปในอดีตของพุทธศาสนา

หลักการในของศาสนาพุทธเรา เราสามารถเข้าไปรู้ไปเห็นในอดีตที่ผ่านมาได้ และเป็นหลักการสำคัญเสียด้วย เพราะ ถ้าระลึกชาติไม่ได้ ก็ไม่สามารถจะบรรลุพระอรหันต์ได้
การระลึกชาตินั้น ต้องทำตามวิชชา 3 คือ

1) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ การระลึกชาติของตนเอง การระลึกชาตินี้ ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูก็สามารถทำได้ แต่มีข้อจำกัดคือ ระลึกไปได้ไม่กี่ชาติ ถ้าเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธองค์ทรงสามารถระลึกชาติได้ไม่จำกัด

2) จุตูปปาตญาณ
จุตูปปาตญาณ คือการระลึกชาติของคนอื่น

3) อาสวักขยญาณ
พอผ่าน 2 วิชชาแรกไปแล้ว จึงสามารถทำวิชชาที่ 3 ได้ ผลก็ทำให้กิเลสหมดสิ้นไป จึงบรรลุพระอรหันต์ได้

ตรงนี้ขอย้ำอีกสักหน่อยว่า การโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริงของสายพอง-ยุบกับสายนาม-รูปที่ว่า การปฏิบัติธรรมแบบของตนเองเป็นวิปัสสนา และเป็นหนทางเดียวที่จะบรรลุพระอรหันต์ได้นั้น "ไม่จริง"

ทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ต่างก็เป็นพื้นฐานของให้วิชชา 3 ทั้งสิ้น และการปฏิบัติธรรมสายพอง-ยุบกับสายนาม-รูปก็ไม่ได้เป็นวิปัสสนา/เห็นแจ้ง เพราะ ทั้ง 2 สายนั้นปฏิบัติได้เพียงบางส่วนของสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นอนุปัสสนา/ตามเห็นเท่านั้น

จะเห็นได้ว่า ในขณะที่นักฟิสิกส์พยายามสร้างเครื่องมือกันขนานใหญ่ แล้วก็ไม่รู้ว่าอีกกี่พันปีจะสร้างสำเร็จ หรืออาจจะไม่สำเร็จเลยก็เป็นได้ ศาสนาพุทธสามารถทำได้มาได้ตั้งนานแล้ว

ถ้านับเอาศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเข้าไปด้วย ก็จะพบว่า พื้นที่ที่เป็นอินเดียและเนปาลในปัจจุบัน มีคนสามารถเข้าไปในอดีตได้มานานแล้ว แต่เข้าไปด้วยกายละเอียด ไม่ใช่กายเนื้อแบบฟิสิกส์ใหม่

ระลึกชาติแบบ "ฟิสิกส์ใหม่" ทำยังไง ?

ในกรณีที่นักฟิสิกส์ใหม่สามารถสร้างยานพาหนะที่มีความเร็วใกล้ความเร็วของแสงได้จริงๆ นักฟิสิกส์ใหม่เชื่อว่า ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relative theory) ของ "ไอน์สไตน์" (Einstein) จะทำให้พวกตนเข้าไปในอดีตได้นั้น ผมเห็นสอดคล้องกับนักวิทยาศาสตร์เก่าว่า ทำไม่ได้อย่างเด็ดขาด แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์โต้แย้งอย่างไม่มีหลักวิชาการ สำหรับผมเองโต้แย้งโดยหลักการจากทางศาสนาพุทธว่า เราสามารถเข้าไปในอดีตได้ด้วยการปฏิบัติธรรม โดยจะมีลักษณะคล้ายๆ กับการดูภาพยนตร์ เราไม่มีทางที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วได้

บุคคลต่างๆ ตัวละครต่างๆ ต่างก็เป็นอนิจจัง/ ทุกขัง/ อนัตตา กลายสภาพเป็นอย่างอื่นไปหมดแล้ว

สำหรับ ในกรณีที่นักฟิสิกส์ใหม่อย่างจะเห็นอดีตจริงๆ ก็ต้องขับยานออกไปจากโลกแล้วใช้กล้องส่องดูหรือบันทึกเหตุการณ์ไว้เท่านั้น

ขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้

ในทุกๆ วัน ถ้าเรามองเห็นดวงอาทิตย์พึงระลึกไว้ว่า ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ในปัจจุบัน แต่เป็นดวงอาทิตย์ในอดีตที่ 8 นาทีกว่านิดๆ มาแล้ว เพราะ แสงของดวงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลกประมาณ 8 นาทีกว่านิดๆ

ในกรณีที่นักดาราศาสตร์เห็นการระเบิดของซูเปอร์โนวา (Super nova) ก็ไม่ใช่การระเบิดในปัจจุบันนี้ แต่อาจจะเป็นการระเบิดเมื่อหลายพันล้านปีแสงมาแล้วก็ได้ ซึ่งระยะทางที่ว่านี้ เกินจินตนาการของมนุษย์ว่า มันจะยาวนานขนาดไหนเลยทีเดียว

จากหลักการดังกล่าว ถ้าอยากจะเห็นเหตุการณ์ที่คุณบรูตัสแทงคุณจูเลียส ซีซาร์ก็ต้องขับยานพาหนะที่ว่า ออกไปในระยะที่สามารถส่องกล้องมาดูเหตุการณ์ในสมัยกรีกช่วงนั้นได้ ซึ่งจะห่างเป็นระยะทางเท่าใดนั้น ขอให้เป็นภาระของนักฟิสิกส์ใหม่ก็แล้วกัน ผมมิอาจเอื้อมไปคำนวณแทนท่านได้

ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ถ้าอยากจะดูเหตุการณ์ที่โลกเกิดขึ้นมา ก็ยังทำได้เลย ก็เพียงขับยานพาหนะที่ว่า ให้ห่างจากโลกประมาณ 5000 ล้านปี เมื่อส่องกล้องมาดู ก็จะเห็นการเกิดของโลกได้

หลักการดังกล่าวนั้น เมื่อผมนำไปขยายความให้คุณมอมแมม เพื่อนของผมฟัง คุณมอมแมมถามเชิงปรัชญาขึ้นมาว่า "แล้วจะใช้จะใช้กล้องแบบไหน"

จะเอากล้องแบบไหนบันทึกเหตุการณ์

ด้วยความอับสนจนปัญญาที่จะตอบคำถามอันลึกซึ้งของคุณมอมแมม ผมก็ตอบไปว่า "ถ้านักฟิสิกส์ใหม่ เขาสามารถสร้างยานที่มีความเร็วสูงจนเท่าเกือบๆ ความเร็วแสงได้ ไม่ต้องไปห่วงเรื่องกล้องหรอก นักฟิสิกส์ใหม่ เขาต้องทำได้แน่ๆ"

สำหรับผมเองนั้น ขอทำนายไว้ล่วงหน้าเลยว่า ต่อไปการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะต้องมีเครื่องมือที่สามารถบันทึกเป็น 3 มิติได้ อาจจะใช้หลักการของทฤษฎีอะไรก็ตาม และเมื่อจะนำมาฉายให้ดู ก็สามารถฉายเป็นภาพ 3 มิติให้เห็นกันจะๆ โดยไม่ต้องใช้จอแบบปัจจุบันนี้ก็แล้วกัน

สรุป

เมื่อพิจารณาหลักทฤษฎีของ "ฟิสิกส์ใหม่" จะเห็นว่า นักฟิสิกส์ใหม่สามารถจะเข้าไปในอดีตได้ แต่ไม่ใช่ในลักษณะที่นักฟิสิกส์คิดอยู่ในปัจจุบันนี้ กล่าวคือ การเอากายเนื้อเข้าไปในอดีต แต่จะทำได้ในลักษณะที่ว่า ขับยานพาหนะที่มีความเร็วใกล้แสงออกไปจากโลก ให้มีระยะทางที่จะเห็นเหตุการณ์ในช่วงระยะเวลาที่ต้องการรู้ต้องการเห็น

ความคิดที่จะเข้าไปในอดีตซึ่งเป็นความรู้ใหม่ที่ยังทำไม่ได้ของนักฟิสิกส์ใหม่นั้น บุคคลในยุคสองพันกว่าปีมาแล้ว ในเขตประเทศอินเดียและเนปาลในปัจจุบันสามารถทำได้มานมนานแล้ว และก็ยังเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดด้วย อย่างน้อยก็ไม่มีปัญหาที่ว่า "ถ้าเราทำให้ปู่ตายโดยบังเอิญ เราจะได้เกิดหรือไม่ ?"

ที่มา - http://gotoknow.org/profile/komoltha4299

ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตาม "ตอนที่ 5" ต่อไป )))



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1764
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 27/1/10 at 04:38 Reply With Quote



ตอนที่ 5

พิสูจน์ "คนระลึกชาติ"



นายธวัชชัย ขำชะยันจะ พิสูจน์ "คนระลึกชาติ"


คมชัดลึก : "เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ผมมีคำถามในใจว่า คนเราตายแล้วเกิดใหม่ได้จริงหรือ เกิดเป็นอะไรได้บ้าง คนเราสามารถระลึกชาติได้จริงหรือ แล้วทำไมเราจึงระลึกชาติไม่ได้ ศาสนาพุทธที่เรานับถือกันอยู่ทุกวันนี้ สอนในสิ่งที่เป็นความจริงแค่ไหน ..?

พวกเราถูกพ่อแม่ปลูกฝัง จนเราคล้อยตาม โดยไม่มีเหตุผลหรือเปล่า ผมกลัวว่า จะเป็นเหมือนลูกหลานของศาสนาอื่นๆ ที่พ่อแม่และสังคมของเขา บังคับว่า ต้องนับถือศาสนานั้นๆ ถ้าไม่นับถือก็อยู่ร่วมชายคากันไม่ได้ อยู่ในหมู่บ้านไม่ได้ ก็เลยต้องเชื่อ และนับถือศาสนานั้นๆ สืบต่อๆ กันไปแบบจำยอม

ด้วยความคิดนี้ ผมก็เลยเอาตัวเองออกมาจากศาสนาพุทธเสียก่อน เพราะตอนนั้น ผมก็เป็นเพียงชาวพุทธตามทะเบียนบ้าน เขาว่ามาก็ว่าไป ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร เมื่อเอาตัวเองออกมา โดยมีความตั้งใจว่า เราจะศึกษาศาสนาทุกศาสนา ที่ยังมีคนเชื่อถืออยู่ในปัจจุบันนี้"

........นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ นายธวัชชัย ขำชะยันจะ ออกไล่ล่าหาข้อพิสูจน์..."คนระลึกชาติ" เพื่อตอบคำถามทุกข้อ ที่ฝังลึกอยู่ในใจ นายธวัชชัย บอกว่า ใช้เวลากว่า ๑ ปี ในการศึกษาข้อมูลที่หอสมุดแห่งชาติ ศึกษาทุกศาสนาอย่างจริงจัง จากหนังสือ ตำรา คัมภีร์ต่างๆ ทั้งไบเบิล อัลกุรอาน พระไตรปิฎก ศาสนาเปรียบเทียบ และลัทธิความเชื่ออื่นๆ อีกมาก ตอนนั้นเรียกได้ว่า แทบจะกินนอนอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เลยทีเดียว


นายธวัชชัย บอกอีกว่า เมื่อศึกษาไป ก็พบความแตกต่างว่า มีบางศาสนาสอนเรื่องการเกิดใหม่ และการเวียนว่ายตายเกิด เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) มีบางศาสนาสอนว่า จะมีการเกิดอีกเพียงครั้งเดียวในวันพิพากษา เช่น ศาสนาฮีบรู (ยูดาย, ยิว) ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และมีบางศาสนา บางลัทธิความเชื่อ ก็ไม่พูดถึงชีวิตหลังความตาย หรือการเกิดใหม่เลย เช่น ลัทธิขงจื้อ เป็นต้น

ในที่สุด.. ก็เริ่มมีความโน้มเอียงมาทางศาสนาที่เชื่อเรื่องการเกิดใหม่ และการเวียนว่ายตายเกิด เนื่องจากเคยได้ร่วมพิสูจน์เด็กชายวัย ๒ ขวบคนนั้น ด้วยตัวเองมาก่อนแล้ว จึงยากที่จะปฏิเสธเรื่องนี้ แต่เพื่อความมั่นใจ จึงเริ่มค้นหาผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการเกิดใหม่ การระลึกชาติได้ การจำอดีตชาติได้ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

มีเวลาก็เข้าไปฟังการบรรยายของชมรมต่างๆ เช่น ชมรมกฎแห่งกรรม (ที่ราชนาวีสโมสร) ชมรมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย (ที่โรงแรมรอยัล สนามหลวง) และอีกหลายชมรม หลายวัด ทั้งที่สอนอภิธรรม ทั้งที่สอนวิชาสารพัด มีหลายคนที่รู้จริง เป็นของจริง แต่ก็มีไม่น้อยที่หลุดโลก

เมื่อได้ข้อมูลมากพอสมควรในระดับหนึ่งแล้ว จึงตัดสินใจลงภาคสนามที่ หมู่บ้านตะคร้อ ต.ตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ โดยตั้งใจจะไปสอบถามรายละเอียด สอบพยานแวดล้อม และพยานบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เอาให้ชัดๆ ไปเลย

ตอนนั้น ตั้งใจว่าจะไปสอบถามเรื่องของเด็กที่มาอ้างว่า เป็นน้าของตนเองมาเกิดใหม่อีกครั้ง โดยกลับไปยังบ้านเกิดที่บ้านตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ แต่ไม่พบเด็กคนนั้นแล้ว เพราะตัวเขาและครอบครัวพากันย้ายไปทำงานอยู่ที่พัทยากันหมดแล้ว นานๆ งานบุญ หรือเทศกาลจึงจะกลับมาบ้านสักครั้ง

......“เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว ผมจึงถามแม่ของผมเองว่า มีใครในหมู่บ้านเราที่ระลึกชาติได้บ้าง แม่ผมก็บอกว่า มีอยู่รายหนึ่งระลึกชาติได้ และบอกว่าเป็นใครมาเกิด ผมก็ไปยังบ้านที่แม่ผมบอก นั่นเป็นรายแรก ก็สอบถามไปจนพบตัว เด็กที่เขาบอกว่า ระลึกชาติได้

......เมื่อสอบถามสัมภาษณ์เรื่องราวของเด็กคนนั้น สอบถามญาติที่เป็นพยานรู้เห็นก็จะมีคนในหมู่ญาติๆ พี่น้องที่ผมไปสอบถาม ได้บอกว่า ยังมีเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ระลึกชาติได้รายอื่นอีก เมื่อผมไปสอบถามรายอื่นอีก ก็จะได้เบาะแสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” นายธวัชชัยกล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า

จากการลงพื้นที่ ยังได้พบเบาะแสเบื้องต้นว่า มีผู้จำอดีตชาติได้เป็นจำนวนมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมแล้วมากกว่า ๔๐ ราย

ซึ่งข้อมูลที่ได้ มีทั้งข้อมูลที่เปิดเผยโดยทั่วไป และไม่เปิดเผย เนื่องจากผู้จำอดีตชาติได้บางรายพูดถึงอดีตชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม การกระทำผิดกฎหมาย หรือการกระทำที่ผิดศีลธรรม ซึ่งผู้ปกครองและผู้ใกล้ชิดเกรงว่า ถ้าเรื่องราวถูกเปิดเผยออกไป จะก่อให้เกิดความอับอาย เกิดความเสียหาย หรือเกิดอันตรายกับผู้ที่จำอดีตชาติได้ และครอบครัว

แต่ด้วยความไว้วางใจว่า เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน และเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้จากการเผยแพร่เรื่องราวเหล่านี้ ผู้ปกครองของเด็กที่จำอดีตชาติได้ จึงยอมเปิดเผยเรื่องราวด้วยความสมัครใจ โดยได้เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เพื่อสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากผู้ที่จำอดีตชาติได้ คนใกล้ชิด พยานบุคคล และพยานหลักฐานแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องต่างๆ จนได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง

และเมื่อนำกรณีศึกษาทั้งหมด มาวิเคราะห์ ก็พบรูปแบบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ ระหว่างอดีตชาติและปัจจุบันชาติ เกี่ยวกับ ความฝันบอกเหตุ การป้ายศพ ปาน รอยแผลเป็นที่มีมาตั้งแต่กำเนิด และลักษณะความผิดปกติที่สืบเนื่องจากอดีตชาติ

จากการรวบรวมข้อมูลเฉพาะในหมู่บ้านตะคร้อ มีผู้ที่ระลึกชาติได้มากกว่า ๔๐ คน มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ตอนนั้น สนใจที่จะสอบถามสัมภาษณ์เฉพาะเด็กที่ยังจำอดีตชาติได้ และรายที่มีพยานยืนยันชัดเจน คือ ขณะที่ไปสอบถามเขาก็ยังระลึกชาติได้ หรือมีพยานรู้เห็น และพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องยังมีชีวิตอยู่ก่อนมากกว่า ๑๐๐ คน

นอกจากนี้แล้ว นายธวัชชัยยังรวบรวมข้อมูลผู้ที่จำอดีตชาติได้ในประเทศไทย ที่ยังมีอยู่อีกมาก แต่ยังไม่เคยมีใครทำการศึกษาวิจัยในเชิงวิชาการเลย ที่ผ่านมามี ศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ และผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน สนใจที่จะทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พวกเขามีงานประจำอยู่แล้ว มีเวลาน้อย และที่สำคัญคือ ยังไม่มีใครสนับสนุนให้ทุนในการทำศึกษาวิจัย ไม่มีสถาบันรองรับ ไม่มีเงินเดือนประจำ ไม่มีรายได้ในระดับสามารถที่จะลาออกจากงานประจำมาทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง เต็มเวลา

หากอนาคต มีผู้ที่พอมีเงิน และเห็นคุณค่าของการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ สนใจที่จะสนับสนุนทุนในการศึกษาวิจัย เพื่อประโยชน์กับลูกหลาน และมวลมนุษยชาติในกาลข้างหน้า

ทั้งนี้ นายธวัชชัย พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "สิ่งต่างๆ ดังกล่าว มีความสัมพันธ์กันระหว่างปัจจุบันชาติ อดีตชาติ อย่างเป็นรูปธรรม และมีเหตุมีผล รวมถึงการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อ และความเข้าใจในมุมมองของผู้ที่ได้ประสบเหตุการณ์ หรือผู้ที่ได้ทำการพิสูจน์ด้วยตัวเอง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การหาคำตอบเรื่องคนจำอดีตชาติ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดความเห็นความเชื่อ ที่ถูกต้องตามความเป็นจริงว่า

ชีวิตภายหลังความตาย หรือชาติหน้านั้น มีอยู่ จะได้เริ่มวางแผนวางจุดมุ่งหมายในชีวิตได้อย่างถูกต้อง ไม่หลงทาง และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ทำให้ผู้ที่กำลังคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วอยู่ ได้เกิดความละอาย และความเกรงกลัวต่อบาป หรือทำให้ผู้ที่กำลังท้อแท้ ในการทำความดีอยู่ ได้มีกำลังใจว่า ผลของการทำความดีของท่าน จะไม่เป็นหมัน ถึงแม้ว่า บางสิ่งจะยังไม่เห็นผลในชาตินี้ก็ตาม"

ตำหนิที่ติดมาแต่อดีตชาติ
จากการศึกษารวบรวมข้อมูลของคนระลึกชาติได้ นั้น สิ่งหนึ่งที่นายธวัชชัยพบของผู้ที่ระลึกชาติได้ คือ ตำหนิบนผิวหนัง ที่มีมาตั้งแต่แรกเกิดของคนเรานั้น ในทางการแพทย์พบว่า มีอยู่หลายลักษณะ แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้ เป็นรอยตำหนิที่มีมาตั้งแต่แรกเกิด ที่มีลักษณะและตำแหน่งตรงกันกับบาดแผล และรอยลักษณะอื่นๆ ของผู้เสียชีวิต ที่ผู้จำอดีตชาติได้ยืนยันว่า เป็นตัวของเขาในอดีตชาติ (Birthmarks Corresponding to Wounds or Other Marks on Deceased Person)

โดยเฉพาะลักษณะรอยตำหนิที่พบในกรณีศึกษาผู้จำอดีตชาติได้ทั้ง ๑๖ รายในที่นี้ ได้แก่ รอยแผลเป็น ปาน หรือรอยผื่นแดง ตั้งแต่แรกเกิด ที่ตรงกันกับบาดแผล รอยป้ายศพ หรือรอยลักษณะอื่นๆ ของผู้เสียชีวิต ที่ผู้จำอดีตชาติได้ยืนยันว่า เป็นตัวของเขาในอดีตชาติ

รอยแผลเป็นตั้งแต่แรกเกิด ที่ตรงกันกับบาดแผลของผู้เสียชีวิต (Scars Corresponding to Wounds on Deceased Persons) จากข้อมูลเรื่องราวของผู้ที่จำอดีตชาติได้ทั้ง ๑๖ ราย มีกรณีของเด็กที่จำอดีตชาติได้ ๔ ราย คือ รายของ นายเทเวศน์ เรียบสัมพันธ์ นายนพพร ใจเร็ว นางเสงี่ยม นันกลาง และ ด.ช.วัชระ ใจเร็ว

ที่นอกจากพวกเขาจะพูด และแสดงออกถึงความทรงจำในอดีตชาติให้หลายๆ คนได้ประจักษ์แล้ว พวกเขายังมีรอยแผลเป็น ตั้งแต่แรกเกิด ตรงกันกับลักษณะและตำแหน่งบาดแผลของผู้เสียชีวิต ที่พวกเขายืนยันว่า เป็นตัวของเขาในอดีตชาติอีกด้วย

นอกจากนี้ที่สำคัญ คือ ไม่ใช่ตรงกันแค่เพียงแห่งเดียว ในที่นี้มี ๓ ราย ที่มีรอยแผลเป็น และลักษณะความผิดปกติอื่นๆ ตั้งแต่แรกเกิด ที่ตรงกันกับลักษณะ และตำแหน่งบาดแผลของผู้เสียชีวิต มากกว่า ๑ แห่ง คือ


รอยแผลเป็นบริเวณหลังหูนายนพพร ใจเร็ว ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด


1. กรณีของ ด.ช.นพพร ที่มีรอยแผลเป็นที่ศีรษะด้านหลัง ๑ แห่ง มีติ่งเนื้อคล้ายเนื้องอกในปาก บริเวณกระพุ้งแก้มด้านขวา ๑ แห่ง และใบหูด้านขวา พับเข้าผิดปกติคล้ายกับใบหูขาด


รอยแผลเป็นที่ใต้ราวนมด้านขวาของ นายเทเวศน์ ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด


2. กรณีของ นายเทเวศน์ ที่มีรอยแผลเป็นที่ศีรษะ ด้านหลัง ๑ แห่ง และที่ใต้ราวนมด้านขวา ๑ แห่ง

ลักษณะดังกล่าวนี้ จากการศึกษาพบว่า ไม่ได้มีเฉพาะกรณีศึกษาผู้จำอดีตชาติได้ในประเทศไทย ในศาสนาพุทธ หรือในประเทศที่มีความเชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้น

คณะที่ทำการศึกษาวิจัยผู้ที่จำอดีตชาติได้หลายคณะ ในหลายประเทศทั่วโลก ก็พบเด็กในศาสนา หรือในความเชื่ออื่นๆ ที่จำอดีตชาติได้ และมีรอยแผลเป็นตั้งแต่แรกเกิด ตรงกันกับบาดแผลของผู้เสียชีวิตจำนวนมากเช่นกัน

(คลิปที่ 1 กดปุ่ม Play ที่เครื่องเล่นหรือคลิกที่ปุ่ม  ด้านล่างก็ได้)


รายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" ทางช่อง 9
?= (อ่านรายละเอียด "วู้ดดี้เกิดมาคุย บุกพิสูจน์หมู่บ้านตะคร้อ" คลิกที่นี่)
รายการ "9 ร่วมใจ" ทางช่อง 9 คลิป 1 | คลิป 2 | คลิป 3 | คลิป 4
"สืบ 1000 เรื่อง คนระลึกชาติ" คลิป 2-1 | คลิป 2-2 | คลิป 2-3 | คลิป 2-4
"สืบ 1000 เรื่อง คนระลึกชาติ" คลิป 1-1 | คลิป 1-2 | คลิป 1-3 | คลิป 1-4


บางกรณี มีหลักฐานทางนิติเวช หรือบันทึกทางการแพทย์ยืนยันความตรงกันอย่างชัดเจน ทำให้ในปัจจุบันนี้ คณะที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผู้ที่จำอดีตชาติได้ในหลายประเทศ กำลังให้ความสนใจที่จะศึกษาวิจัยเจาะลึกเกี่ยวกับกรณีของรอยตำหนิ ตั้งแต่แรกเกิด ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นพิเศษ

รอยตำหนิและความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิดของผู้ที่จำอดีตชาติได้ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอดีตชาตินี้เอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาผู้ที่จำอดีตชาติได้ สามารถทำการติดตามศึกษาผู้ที่จำอดีตชาติได้ ได้ตั้งแต่แรกเกิดแล้ว โดยการสังเกตจากรอยแผลเป็นที่มีมาตั้งแต่แรกเกิดของเด็ก ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมา พบว่า ผู้ที่มีแผลเป็นตั้งแต่แรกเกิดเกือบทุกราย จะจำอดีตชาติได้ด้วย

มีบางรายเท่านั้น ที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ เนื่องจากเด็กที่จำอดีตชาติได้ เป็นเด็กที่ไม่ค่อยพูด จึงไม่ได้พูดอะไรให้ฟังมากพอที่จะสืบหาที่มาที่ไปของรอยแผลเป็นนั้นๆ ได้

"การหาคำตอบเรื่องคนจำอดีตชาติ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดความเห็นความเชื่อที่ถูกต้องตามความเป็นจริงว่าชีวิตภายหลังความตายหรือชาติหน้านั้นมีอยู่ จะได้เริ่มวางแผนวางจุดมุ่งหมายในชีวิตได้อย่างถูกต้องไม่หลงทางและใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท..."

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"

ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตาม "ตอนที่ 6" ต่อไป )))



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1764
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 14/3/10 at 09:47 Reply With Quote



ตอนที่ 6

นิทานชาดก : คนระลึกชาติได้




ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดอัญชนวัน เมืองสาเกต ทรงปรารภพราหมณ์ผู้หนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า …

เช้าตรู่วันหนึ่ง พระพุทธองค์ พร้อมหมู่ภิกษุสงฆ์ ได้เข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาเกตพบพราหมณ์ผู้หนึ่งเดินสวนไปนอกเมือง แล้วกรูเข้ามาหมอบแทบเท้าจับข้อเท้าไว้แน่นแล้วพลางกล่าวว่า

”ลูก..ธรรมดาบุตร ต้องปรนนิบัติมารดาบิดา ในยามแก่ชรามิใช่หรือ ทำไม ลูกจึงไม่มาเยี่ยมเราเลย ไป พ่อจะพาไปพบแม่เจ้า” แล้วจึงนำไปเรือนของตน

พระพุทธองค์ประทับนั่งเหนืออาสนะพร้อมภิกษุสงฆ์ นางพราหมณีมาหมอบแทบเท้าแล้วร่ำไห้คร่ำครวญเช่นกันกับพราหมณ์ แล้วแนะนำให้บุตรธิดาไหว้พี่ชาย วันนั้น ครอบครัวของพราหมณ์ได้ถวายมหาทานแก่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์ พระพุทธองค์ได้ตรัสชราสูตรทำให้พราหมณ์ทั้งสองเป็นอนาคามีแล้วเสด็จกลับวัด ตอนเย็นพวกภิกษุตั้งความสงสัยว่า

”ทำไม พราหมณ์ทั้งสองจึงเรียกตนเองว่า เป็นพ่อเป็นแม่ของพระตถาคต”

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
”พราหมณ์เคยเป็นพ่อของเรา ๕๐๐ ชาติ เป็นอา ๕๐๐ ชาติ เป็นปู่ ๕๐๐ ชาติ นางพราหมณีเคยเป็นมารดาของเรา ๕๐๐ ชาติ เป็นน้า ๕๐๐ ชาติ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติติดต่อกันไม่ขาดสาย ”

แล้วได้ตรัสพระคาถาว่า
” บุคคลมีจิตใจจดจ่อและเลื่อมใสอยู่ในผู้ใด บุคคลพึงคุ้นเคยสนิทสนมในผู้นั้น แม้ทั้ง ๆ ที่ ไม่เคยเห็นกันมาก่อนเลย ”

นิทานชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : คนจะเป็นญาติมิตรสหายกันเป็นเรื่องอดีตชาติแต่ปางก่อน

ที่มา - http://xn--12cr4akjb8ocn.whitemedia.org/



หมู่บ้านเดียว มีคนจำอดีตชาติได้มากกว่า 40 คน เรื่องจริงที่ไม่น่าจริง..!


.....ตอนนั้นผมเริ่มมีความโน้มเอียงมาทางศาสนา ที่เชื่อเรื่องการเกิดใหม่และการเวียนว่ายตายเกิด เนื่องจากผมเองเคยได้ร่วมพิสูจน์เด็กชายวัย 2 ขวบคนนั้นด้วย ตัวเองมาก่อนแล้ว จึงยากที่ผมจะปฏิเสธเรื่องนี้

.....แต่เพื่อความมั่นใจผมจึงเริ่มค้นหา ผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการเกิดใหม่การระลึกชาติได้ การจำอดีตชาติได้ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ มีเวลาก็เข้าไปฟังการบรรยายของชมรมต่างๆ เช่น ชมรมกฏแห่งกรรม (ที่ราชนาวีสโมสร) ชมรมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย (ที่โรงแรมรอยัลฯสนามหลวง) และอีกหลายชมรมหลายวัด ทั้งที่สอนอภิธรรมทั้งที่สอนวิชาสารพัด มีหลายคนที่รู้จริง เป็นของจริง แต่ก็มีไม่น้อยที่หลุดโลก

......เมื่อได้ข้อมูลมากพอสมควรในระดับหนึ่งแล้ว ผมตัดสินใจ ลงภาคสนาม โดยตั้งใจจะไปสอบถามรายละเอียด สอบพยานแวดล้อมและพยานบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เอาให้ชัดๆ ไปเลย ตอนนั้นตั้งใจว่า จะไปสอบถามเรื่องของเด็กที่มาอ้างว่าเป็นน้าของผมมาเกิดใหม่อีกครั้ง

.....ผมกลับไปยังบ้านเกิดที่บ้านตะคร้อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์แต่ไม่พบเด็กคนนั้นแล้วเพราะตัวเขาและครอบครัวพากันย้ายไปทำงานอยู่ที่พัทยากันหมดแล้ว นานๆ งานบุญหรือเทศกาลจึงจะกลับมาบ้านสักครั้ง

.....เพื่อไม่ให้เสียเที่ยวผมจึงถามแม่ของผมเองว่า มีใครในหมู่บ้านเราที่ระลึกชาติได้บ้าง แม่ผมก็บอกว่ามีอยู่รายหนึ่งระลึกชาติได้ และบอกว่าเป็นใครมาเกิดผมก็ไปยังบ้านที่แม่ผมบอก นั่นเป็นรายแรกก็สอบถามไปจนพบตัวเด็กที่เขาบอกว่าระลึกชาติได้

......เมื่อสอบถามสัมภาษณ์เรื่องราวของเด็กคนนั้น สอบถามญาติที่เป็นพยานรู้เห็นก็จะมีคนในหมู่ญาติๆ พี่น้องที่ผมไปสอบถามได้บอกว่ายังมีเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ระลึกชาติได้รายอื่นอีก เมื่อผมไปสอบถามรายอื่นอีก ก็จะได้เบาะแสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

......เท่าที่ผมรวบรวมได้ เฉพาะในหมู่บ้านตะคร้อ มีผู้ที่ระลึกชาติได้มากกว่า 40 คน มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่แต่ตอนนั้นผมสนใจที่จะสอบถามสัมภาษณ์เฉพาะเด็กที่ยังจำอดีตชาติได้และรายที่มีพยานยืนยันชัดเจนคือ ขณะที่ไปสอบถามเขาก็ยังระลึกชาติได้ หรือมีพยานรู้เห็นและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องยังมีชีวิตอยู่ก่อน

......ตอนนั้นผมต้องเดินทางไปกลับระหว่างบ้านที่กรุงเทพฯ กับบ้านเกิดหลายครั้งจนกระทั่งได้ข้อมูลครบถ้วนพอสมควร ผมสอบถามสัมภาษณ์ข้อมูลจากผู้ที่ระลึกชาติได้จำนวน 16 ราย และมีพยานบุคคลมากกว่า 100 คน

.....ซึ่งจากการศึกษาหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้นับตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลากว่า 10 ปี ผมมีคำตอบในเรื่องนี้ให้กับตัวเองชัดเจนแล้วและผมได้เลือกแล้วว่าผมควรจะนับถือ เชื่อถือ และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสนาใด

ท่านสามารถอ่านเรื่องราวโดยละเอียดของผู้ที่จำอดีตชาติได้ทั้ง 16 รายได้


.....แล้วท่านจะได้รู้ว่าเพราะเหตุใด ผมจึงนอบน้อมในธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม และบอกกับตัวเองได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า ผมเป็นพุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นพุทธ เพราะถูกบังคับ ถูกครอบงำ ถูกปลูกฝังหรือเป็นพุทธตามบัตรประชาชน ตามสำเนาทะเบียนบ้าน อย่างที่หลายๆ คนกำลังเป็นกัน '

ธวัชชัย ขำชะยันจะ


ดูรายละเอียดทั้งหมด คลิกที่นี่

<< กลับสู่ด้านบน



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1764
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 9/12/15 at 06:21 Reply With Quote


.


webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1764
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved