ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 18/6/10 at 05:02 Reply With Quote

การเดินทางไป "สระบุรี" วันที่ 21 - 23 พฤษภาคม 2553


วันที่ 21 พฤษภาคม 2553 (วัดท่าซุง - สระบุรี)


.....สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ เนื่องจากหลวงพี่มีกิจนิมนต์ที่ วัดดงมณี อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี โดยคณะคุณอู่วารี (คณะหมอนวด) เป็นเจ้าภาพร่วมกับคุณสุชัย (ท้ง) ชินบุตรานนท์ ในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2553 เพื่อเทองค์พระขนาดหน้าตัก 4 ศอก ให้เสร็จในวันเดียวกันที่เรียกกันว่า "หลวงพ่อทันใจ" นั่นเอง เป็นความตั้งใจอันดีที่จะทำบุญวันเกิดหลวงพี่ชัยวัฒน์ อชิโต ที่จะมีอายุครบรอบ 61 ปี ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2553

ด้วยเหตุนี้ หลวงพี่พร้อมคณะจึงได้ออกเดินทางจากวัดก่อนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะไปตามเก็บสถานที่ตกค้างอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหลวงพี่ได้นัดหมายไว้กับ คุณสนั่น วงษ์ประทุม อยู่ที่บ้านหนองอีเหรอ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตามที่ได้แจ้งข้อมูลไว้กับหลวงพี่นานแล้วตั้งแต่ปี 2550


1. วัดเขาแก้ววรวิหาร ต.ต้นตาล อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

ประวัติความเป็นมา

.....วัดเขาแก้ววรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลต้นตาล ทางฝั่งขวาของแม่น้ำป่าสัก ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จประพาสหัวเมือง เมื่อถึงอำเภอเสาไห้ได้โปรดฯให้สร้างพลับพลาที่ประทับ บริเวณท่าหินลาด หน้าวัดเขาแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่สวยงาม เงียบสงบ รวมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ และสถาปนาเป็นพระอารามหลวง

.....มีคำเล่าลือกันว่าในวันดีคืนดีจะเห็นดวงแก้วสุกสว่างเหนือวิหารวัดเขาแก้วอยู่เสมอ ถือว่าเป็นการแสดง ปาฏิหาริย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุในองค์พระเจดีย์ วัดเขาแก้ววรวิหาร ในเจดีย์ปรางค์ห้ายอดองค์เล็กซึ่งตั้งอยู่ระหว่างหอระฆัง และเจดีย์องค์ใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่อง พระพุทธรูปปางป่าเลไลก์ และ พระพุทธบาทซึ่งล้วนมีลักษณะงดงาม

ที่มา - saohaimonk.igetweb.com



ในระหว่างเดินทางถนนสายเสาไห้ - มวกเหล็ก หลวงพี่ได้เห็นป้ายบอก "พระพุทธรูปทองคำ" จึงบอกให้เลี้ยวรถเข้าไปทันที พอเลี้ยวเข้ามาแล้วได้เห็นพระเจดีย์เก่าแก่องค์หนึ่งอยู่บนเขาเตี้ยๆ ท่านให้แวะเข้าไปกราบไหว้ก่อน ปรากฏว่าเป็นวัดเก่าแก่จริงๆ คือเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีชื่อว่า "วัดเขาแก้ววรวิหาร"


ซึ่งอยู่ในเขตชุมชนของชาวไท-ยวนที่ได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานจากเมืองเชียงแสน ภายในวัดเขาแก้วฯ มีพระเจดีย์ พระพุทธบาทจำลอง และพระอุโบสถที่เก่าแก่ให้ได้ศึกษาศิลปวัฒนธรรม อำเภอเสาไห้ เป็นอำเภอในจังหวัดสระบุรีที่อยู่ใกล้อำเภอเมืองสระบุรีมากที่สุด (ประมาณ 7 กิโลเมตร)

เลื่องชื่อในด้านประเพณีการแข่งเรือยาว ผ้าทอ และข้าวสาร จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2437 โดยแต่เดิมเป็นตัวเมืองสระบุรีมาก่อน (ปัจจุบันเป็นตำบลเมืองเก่า) มีตำนานเล่าว่าชื่ออำเภอนี้ได้มาจาก "ตำนานแม่นางตะเคียนเสาร้องไห้" ซึ่งเป็นเสาศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเสาไห้ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ "วัดสูง"


หลวงพี่ได้พบปะกับพระภายในวัดแล้ว ท่านได้นำไปกราบนมัสการพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ซึ่งทางวัดได้มีการทำลูกกรงแวดล้อมอย่างแข็งแรง เพื่อป้องกันวัตถุโบราณสิ่งของมีค่าเหล่านี้ จากนั้นได้เดินทางต่อไป โดยเลาะเลียบไปตามถนนในหมู่บ้านไทยวน เห็นป้ายบอก "ตลาดท่าน้ำโบราณ" บ้านต้นตาล ริมแม่น้ำป่าสัก

2. วัดต้นตาล ต.ต้นตาล อ.เสาไห้ จ.สระบุรี



พวกเราได้เลี้ยวถเข้าไป แล้วได้จอดรถไว้ที่หน้า วัดต้นตาล ก่อนถึงตลาดริมแม่น้ำป่าสัก ได้แวะเข้าไปร่วมทำบุญสร้างพระอุโบสถ พร้อมกับเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปโบราณภายในศาลา แล้วจึงเดินลงไปที่ท่าน้ำ ประมาณ ๑๐๐ เมตร ปรากฏว่าไม่มีอาหารขาย ถามชาวบ้านร้านอาหารแถวนี้ เขาบอกว่าจะขายเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่นักท่องเที่ยวมากันมากเท่านั้น

3. วัดพะเยาว์ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

ประวัติความเป็นมา

....วัดพะเยาว์ ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำป่าสัก หมู่ 1 ตำบลศาลารีไทย ด้านหลังวัดมีถนนสายปากบาง-สระบุรีผ่าน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมลักษณะเป็นพระพุทธรูปปูนอยู่บริเวณวัดร้างแห่งหนึ่งในอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้อัญเชิญมาเป็นพระประธานที่สระบุรี ต่อมาปูนที่พอกองค์พระกระเทาะออกจึงพบว่าองค์พระเป็นทองคำทั้งองค์

พระพุทธรูปทองคำวัดพระเยาว์เป็นประติมากรรมอันยิ่งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน มีพุทธลักษณะที่งดงามมาก พระวรกายสมสัดส่วน สง่างาม ประทับนั่งในปางสมาธิแบบขัดสมาธิราบ ประทับนั่งในลักษณะที่ดูองอาจ แฝงไว้ด้วยลักษณะเข้มแข็ง มีหน้าตักกว้าง 110 เซนติเมตร สูง 170 เซนติเมตร ปัจจุบันได้มีผู้ศรัทธาพร้อมใจกันสร้างวิหารจัตุรมุขขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ให้เป็นสง่าราศีและเป็นที่เชิดหน้าชูดาแก่ชาวเมืองสร ะบุรีสืบไป

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระพุทธรูปทองคำ
พระพุทธรูปทองคำ เป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิ หน้าตักกว้าง 110 เซนติเมตร สูง 170 เซนติเมตร พระพักตร์กลม พระโอษฐ์ยิ้ม ยอดเศียรเปลวอุนาโลม สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 ชาวบ้านที่อพยพหนีพม่าได้อัญเชิญมาด้วย และลงรักพอกปูนปิดองค์พระไว้ ประดิษฐานไว้ที่วัดร้างแห่งหนึ่งในอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและชาวบ้านได้อัญเชิญมาเป็นพระประธานที่วัดอุทิศสโมสร ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดพะเยาว์

ต่อมาพระธรรมรัตนากร สังเกตเห็นรอยรักแทรกอยู่ระหว่างปูนที่ฉาบจึงให้ชาวบ้านช่วยกันกะเทาะปูนออกพบว่าเป็นทองทั้งองค์ ทางกรมศิลปากรตรวจสอบปรากฏว่าเป็นโลหะที่มีทองคำผสมอยู่ถึง 70 % ชาวบ้านจึงเรียกว่า "หลวงพ่อทองคำ"

ที่มา - holidaythai.com



(ภาพจาก bloggang.com)

นับว่าเป็นเรื่องแปลก ความจริงตั้งใจจะเดินทางไปมวกเหล็กกันเลย แต่พอได้เป็นป้าย "พระพุทธรูปทองคำ" แล้วได้แวะเข้ามาในหมู่บ้านต้นตาลนี้ ปรากฏว่าได้พบวัดที่สำคัญต่างๆ หลายแห่ง โดยเฉพาะที่วัดพะเยาว์แห่งนี้ หลังจากหลวงพี่ได้แวะฉันเพลที่ร้านอาหารริมถนนแล้ว ท่านจึงได้แวะเข้าไปกราบนมัสการพระพุทธรูปทันที แล้วเดินชมบริเวณภายในบริเวณวัด เพราะวัดอยู่ริมแม่น้ำป่าสักเช่นกัน


มีคุณป้าท่านหนึ่งที่นั่งอยู่เล่าว่า เมื่อหลายปีก่อนได้มีคนเข้ามาขโมย "พระเกตุ" ที่อยู่บนพระเศียรขององค์พระไป (พระเกตุถอดได้) แล้วได้อธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ต่อมาไม่นานก็ไปตามหาพบที่วัดแห่งหนึ่ง แล้วนำกลับมาใส่ไว้บนพระเศียรตามเดิม นับว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวบ้านแห่งนี้มานาน

4. ผาเสด็จ ต.ทับกวาง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี


(ภาพจาก pantip.com)

ตั้งอยู่ริมทางรถไฟ ตำบลทับกวาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 30 กิโลเมตร ไปตามถนนมิตรภาพ ประมาณ 25 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตรงบริเวณโรงเรียนบ้านซับบอนไปประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นหน้าผาที่รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จมาประทับเมื่อคราวสร้างทางรถไฟ สายกรุงเทพฯ - นครราชสีมา เมื่อ พ.ศ. 2438 ทั้งสองพระองค์ ได้ทรงจารึกพระปรมาภิไธย จปร. และ สผ. ไว้ ณ หน้าผาแห่งนี้ ผาเสด็จอยู่เลยจากสถานีรถไฟไปประมาณ 50 เมตร [/color]


ต่อจากนั้นจึงได้ออกเดินทางต่อไปทาง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี หลวงพี่มองเห็นป้ายอีกแล้วว่า "ผาเสด็จ" คำนี้ทำให้หลวงพี่สนใจมาก เพราะมีป้ายบอกตลอดทาง แต่ก็แวะผิดแวะถูก จนกระทั่งถึงทางเข้าข้างโรงปูนพีทีไอ จึงเลี้ยวรถเข้าไปทางถนนลูกรังหลายกิโมเมตรเหมือนกัน


เนื่องจากช่วงนี้เป็นเวลาบ่ายอากาศร้อนอบอ้าว การที่หลวงพี่แวะพักหลบร้อน แล้วยังได้บรรยากาศที่เป็นธรรมชาติอีกด้วย ประการสำคัญพวกเราก็ยังไม่เคยมา และเพิ่งจะรู้ว่าสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้เสด็จมาจารึกพระปรมาภิไธย "จปร.114" (พ.ศ.2438) และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี จารึก "สผ." ไว้ที่ก้อนหินใหญ่แห่งนี้ด้วย


หลวงพี่และคุณสำราญได้ช่วยกันสำรวจบริเวณนี้ ซึ่งมีการสร้างศาลาไว้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และพระบรมรูปสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ด้านข้างศาลาจะเป็น "ศาลเจ้าพ่อผาดำ" ไว้อีกด้วย ส่วนก้อนหินผาใหญ่ที่ยื่นออกมาใกล้รางรถไฟ มีผู้นำเอาผ้าหลายสีมาห่มไว้โดยรอบ ด้านล่างที่พื้นก็มีวัตถุสิ่งของที่นำมาวางแก้บนเต็มไปหมด มองดูแล้วคงจะศักดิ์สิทธิ์พอสมควร


พวกเราได้แวะพักผ่อนเดินชมสถานที่บริเวณนี้ พร้อมทั้งชื่นชมบรรยากาศป่าเขายังหลงเหลืออยู่บ้าง พอสมควรแก่เวลาแล้วจึงออกเดินทางไปตามถนนสายมวกเหล็ก - ปากช่อง จ.นครราชสีมา รถไม่ได้วิ่งไปตามถนนมิตรภาพดอกนะ แต่ได้วิ่งเข้ามาสายในตามเครื่อง GPS นำทาง ซึ่งไม่มีรถมากผ่านอำเภอดงพระยาเย็นสู่บ้านหนองอีเหรอ แล้วได้พบกับ คุณสนั่น วงษ์ประทุม ตามที่นัดหมายไว้แล้ว

5. รอยพระพุทธบาท "เขาด่านช้าง" ต.ลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก, จ.สระบุรี (พบใหม่ ลำดับที่ 626)


พอเข้ามาถึงภายใน "บ้านเอราวัณเทพบุตร" ของคุณสนั่น ปรากฏว่าได้พบกับคนที่หลวงพี่รู้จักมาจากกรุงเทพฯ โดยได้รับการนัดหมายจากคุณสนั่น คือ คุณฉัตรมาลา. คุณอชิระ, คุณอัญชฎา และคุณน้ำมนต์ ลูกชายคุณสนั่น
ช่วงนี้เป็นเวลาประมาณ 15.00 น. แล้ว จึงชักชวนกันออกเดินทางย้อนกลับมาทางเก่า แต่ได้เลี้ยวเข้าที่หมู่บ้านซับสนุ่นไปทางซับน้อย เพื่อตรงไปยังรอยพระพุทธบาทที่อยู่บนภูเขา ซึ่งคุณสนั่นได้เคยไปมาหลายครั้งแล้ว เดิมอยู่ในหมู่บ้านซับปลากั้ง หมู่ 4 เขานี้เรียกว่า "เขาซับปลากั้ง"


แต่พอมาถึงกลับเห็นป้ายเขียนใหม่บอกว่า "รอยพระพุทธบาทเขาด่านช้าง" จึงเป็นอันว่าเอาชื่อนี้ก็แล้วกัน เพราะคุณสนั่นไม่ได้มานานแล้ว หมู่บ้านเขตนี้ก็สับสน เพราะอยู่ระหว่างเขตปากช่องและมวกเหล็ก ต้องจอดรถไว้แล้วเดินขึ้นไป ซึ่งมีการเกรดดินเป็นทางขึ้น แต่ก็ขรุขระไม่สามารถนำรถขึ้นไปได้ นอกจากรถคุณแต๋นเท่านั้น


พวกเราได้ขอให้เด็กชาวบ้านแถวนั้น 2 คนนำทางไปด้วย เดินขึ้นไปเหนื่อยพอสมควร ถึงแม้จะเริ่มเป็นเวลาเย็น ร่างกายก็เริ่มเหนื่อยหอบ ช่วงทางขึ้นชันได้มีการเทปูนไว้บ้าง ทราบว่าทางวัดเขาหลังช้างได้มีเจ้าภาพมาทำทางให้ เดินขึ้นไปประมาณ 30 นาทีก็ขึ้นมาเกือบถึงยอดเขา มองเห็นยอดหินแหลมสูงสุดโน่น


แต่อย่างเพิ่งตกใจ เพราะรอยพระพุทธบาทไม่ได้อยู่บนเขาสูง จะต้องเดินอ้อมไปทางด้านหลังเขา แล้วเริ่มเป็นทางแคบขึ้นชันอีก ตอนนี้มีการหลงทางไปบ้าง แต่ก็ไปตามหาจนพบ


ช่วงระยะทางขึ้นเขาชันนี้ เดินลำบากมาก ประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดหมาย เริ่มมองเห็นพระพุทธรูปอยู่บนที่สูง ส่วนด้านล่างจะเห็นหลังคาสีเขียวครอบพระพุทธบาท


มองเห็นเป็นรอยเท้าลึกและชัดเจน เป็นรอยที่ไม่มีนิ้วเท้า ประทับอยู่บนโขดหินตามธรรมชาติ ซึ่งลักษณะเช่นนี้เคยเห็นที่อื่นมาแล้วมากมาย


เด็กชาวบ้านสองคนและพวกเรา จึงได้ช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาด ซึ่งมีฝุ่นปูนซิเมนต์เต็มไปหมด พอใช้น้ำล้างจะเห็นรอยชัดขึ้น


ในตอนนี้น่าจะเป็นเวลาเย็นแล้ว จึงได้จัดที่บวงสรวงให้หลวงพี่ด้านหน้าองค์พระที่ยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย เสียดายต้นไม้ใหญ่ที่ถูกโค่น ตอนหลังหลวงพี่ได้พบกับเจ้าอาวาสวัดเขาหลังช้าง ได้พยายามขอร้องให้รักษาธรรมชาติไว้ด้วย แต่ก็น่าเสียดายที่มาช้าไป


ถึงอย่างไรก็ยังดีที่ยังไม่การเติมแต่งรอยพระพุทธบาท ทั้งๆ ที่ด้านปลายขอลพระบาทจะเห็นว่าสึกหรอไป คงจะเป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนพื้นของรอยพระพุทธบาท จะเห็นเป็นร่องยาว มีการเอาก้อนหินเล็กๆ มาใส่ไว้ในร่องด้วย


จากนั้นจึงได้เข้าไปบูชารอยพระบาทด้วยดอกไม้และน้ำหอม พร้อมกับนำผ้าสีทองมาทำเป็นผ้าม่านบูชาไว้ด้านหน้าศาลา


ตอนนี้อากาศเริ่มมืด จึงต้องรีบเดินลงกลับมา ลงมาได้สัก 100 เมตร หลวงพี่ได้เห็นคล้ายรอยพระบาท มีน้ำขังอยู่ด้วย จากนั้นก็รีบเดินลงมาอย่างรวดเร็ว


หลังจากได้นำเด็กไปส่งที่บ้าน และหลวงพี่ให้รางวัลคนละ 100 บทแล้ว จึงรีบขับรถเข้าไปในวัดเขาหลังช้าง ได้พบกับท่านอาจารย์วิสูตร เจ้าอาวาสพอดี หลวงพี่ได้มอบหนังสือตามรอยพระพุทธบาท เล่ม 1 และถวายปัจจัยร่วมทำบุญทุกอย่างข้างบนพระพุทธบาท แล้วจึงเดินทางกลับได้เวลามืดค่ำพอดี.

(เชิญชม "คลิปวีดีโอ" ภาพอาจจะสั่นไหวไปบ้างต้องขออภัยด้วย)



((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1760
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 18/6/10 at 05:03 Reply With Quote


วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 (สระบุรี - นครราชสีมา)


6. วัดธนพัฒนาราม (วัดสะพานหิน) ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี


วันนี้ก่อนที่จะออกเดินทางต่อไปที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา หลวงพี่ยังมีข้อมูลค้างอีกหนึ่งแห่ง จึงให้พวกเราเดินทางไปตามถนนมิตรภาพ โดยเครื่อง GPS นำทางอีกเช่นเคย รถวิ่งไปตามเสียงบอก พอลงจากสะพานก็ถึงทางเข้าวัดธนพัฒนาราม (วัดสะพานหิน) จอดรถแล้วเดินเข้าไปที่หน้าถ้ำ ซึ่งมีซุ้มประตูลูกกรงเหล็กอยู่ด้านหน้า


หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้กรุณาลงมาเปิดให้เข้าไปชม ภายในถ้ำมีการทำไว้สะอาด จึงง่ายต่อการดูแลรักษา มีประตูปิดล็อคไว้อย่างปลอดภัย บรรยากาศภายในจึงเย็นและเงียบสงบดี จากนั้นเดินออกมาทางหลังพระอุโบสถ เห็นมีน้ำขังอยู่ในบ่อเล็กๆ แต่มองดูไม่แน่ชัดว่าจะเป็นรอยพระพุทธบาทหรือไม่ เพราะหลวงพี่ได้สอบถามหลวงพ่อเจ้าอาวาสแล้ว ท่านก็ให้ข้อมูลไม่ชัดเจน จึงได้ออกเดินทางต่อไป

7. วัดป่าเชตวัน บ้านโคก ต.สะแกราช อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา


พวกเราได้แวะถวายอาหารเพลหลวงพี่ที่ร้านอาหารข้างถนนมิตรภาพ เสร็จแล้วจึงเดินทางไปที่ วัดป่าเชตวัน ซึ่งหลวงพี่เคยไปเมื่อหลายปีก่อน รายชื่อรอยพระพุทธบาทแห่งนี้จึงมีอยู่ในบัญชีนี้แล้ว


แต่เนื่องจากมีคนแจ้งทางอีเมล์ว่าพบรอยพระพุทธบาทใหม่ หลวงพี่จึงได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง คุณพ่อของท่านอาจารย์เจ้าอาวาสจำหลวงพี่ได้ จึงได้มาต้อนรับพร้อมกับนิมนต์ท่านอาจารย์มาพบด้วย รู้สึกท่านจะดีใจมาก


ศาลาครอบพระพุทธบาทหลังนี้เดิมเป็นศาลาโปร่ง แต่เวลานี้ทางวัดได้กั้นทำเป็นห้องปฏิบัติธรรมได้ด้วย ภายในจึงมีพระพุทธรูปและเครื่องบูชาทั้งหลาย ซึ่งได้จัดสถานที่ให้มีระเบียบแลดูสวยงามดี


หลวงพี่ได้กราบไหว้รอยพระพุทธบาทแห่งนี้ ซึ่งยังมีรอยที่อยู่ด้านนอกอีก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เนื่องจากเคยมาสถานที่แห่งนี้แล้วนั่นเอง


เมื่อหลวงพี่ถามถึงเรื่องที่พบรอยใหม่ตามอีเมล์ที่แจ้งมา ซึ่งคุณลุงบอกว่าไม่ได้เป็นผู้แจ้งไป แต่ก็ได้เดินนำไปด้านหลังวัด ซึ่งมองเห็นเป็นหลุมมีน้ำขังอยู่ ส่วนด้านข้างก็เป็นบ่อน้ำเดิมที่พบมานานแล้ว


หลวงพี่ได้พูดคุยสนทนาพอสมควร แล้วท่านอาจารย์ได้นำไปชมก้อนหินเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างพระพุทธรูป จากนั้นก็กราบลาท่านเดินทางกลับ


หลังจากย้อนกลับมาทางมวกเหล็กอีก ขณะที่มาถึง อ.กลางดง รถวิ่งผ่าน วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม (หลวงพ่อขาว) ที่อยู่บนเขาริมถนนมิตรภาพ จึงได้แวะเข้าไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เพราะผ่านมาหลายครั้งหลวงพี่ไม่เคยแวะเลยนั่นเอง จากนั้นก็เดินทางเพื่อร่วม งานพิธีหล่อ "หลวงพ่อทันใจ" วัดดงมณี อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ค. 2553 ซึ่งท่านผู้ชมจะได้ติดตามอ่านเรื่องราวกันต่อไปค่ะ.

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1760
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 18/6/10 at 05:06 Reply With Quote


งานพิธีหล่อ "หลวงพ่อทันใจ" ขนาดหน้าตัก 4 ศอก

ณ วัดดงมณี (ศาลาแพร่) ต.นายาว อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2553


......ด้วยเหตุที่ว่า..หลวงพี่ชัยวัฒน์ได้รับกิจนิมนต์จาก คุณอู่วารี พร้อม "คณะหมอนวด" จ.สระบุรี เพื่อร่วมงานพิธีหล่อ "หลวงพ่อทันใจ" หน้าตัก 4 ศอก ณ วัดดงมณี (ศาลาแพร่) ซึ่งมี หลวงน้าสุรพงษ์ (วัดถ้ำรัตนบุปผา อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี) และ คุณสุชัย ชินบุตรานนท์ ร่วมเป็นเจ้าภาพด้วย เพื่อเป็นการน้อมกุศลถวายเนื่องในวันคล้ายวันเกิดหลวงพี่ชัยวัฒน์ ในวันที่ 29 พ.ค. นี้ โดยมี หลวงพี่ตุ๋ย (อ.ประทักษ์ จ.สกลนคร) เป็นเจ้าของแบบ "สมเด็จองค์ปฐม" ซึ่งจำลองมาจากองค์ต้นแบบวัดท่าซุง


ก่อนถึงวันงาน คืนวันที่ 22 พ.ค. มีฝนตกลงมาอย่างหนัก หลังจากได้ประกอบแบบองค์พระเสร็จเรียบร้อย เตรียมที่จะได้ทำพิธีเทปูนต่อไป อากาศตอนเช้าจึงคลึ้มๆ และเย็นสบายๆ


ในตอนนี้ มีคณะพุทธบริษัทเริ่มเดินทางทยอยเข้ามาในวัดเรื่อยๆ ทางคณะคุณอู่วารีทำบายศรีเสร็จแล้ว ภายในเต้นท์ปะรำพิธี มีผู้คนทยอยเข้ามานั่งตลอดเวลา


ตอนเช้าหลวงพี่ชัยวัฒน์เดินทางถึงประตูทางเข้า ปรากฏว่าน้ำเจิ่งนองหน้าวัด หลังจากได้ทักทายกับคณะเจ้าภาพแล้ว เมื่อถึงเวลาประมาณ 9.39 น. หลวงพี่ได้จุดธูปเทียนที่โต๊ะบายศรี พร้อมด้วยเจ้าอาวาสวัดดงมณีฯ


ศาลา "หลวงพ่อทันใจ" ถูกสร้างขึ้นภายในเวลาไม่นาน ญาติโยมเริ่มทำบุญกับหลวงพ่อและหลวงน้ามากขึ้น เพื่อมีส่วนร่วมพระพุทธรูปและศาลา อยู่ด้านข้างต้นโพธิ์ใหญ่ โคนต้นไม้ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปปั้น "หลวงปู่โต" และ "หลวงพ่อพระสิวลี"


เมื่อหลวงพี่เจ้าอาวาสวัดดงมณีฯ จุดธูปเทียนเสร็จ และคุณอู่วารีจุดเทียนที่ขันน้ำมนต์แล้ว เจ้าหน้าที่เปิดเสียงพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ บวงสรวงทันที


ท่ามกลางบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายที่เดินทางมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง


หลังจากพิธีบวงสรวงเสร็จสิ้นแล้ว หลวงพี่ได้เดินไปโปรยดอกไม้และสรงน้ำหอมที่แบบพิมพ์องค์พระ เพื่อเป็นสิริมงคลต่อไป


จากนั้นท่านได้ประกาศนัดแนะกับญาติโยม เพื่อความพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้มีข้อแม้ว่า องค์พระจะต้องเสร็จสิ้นภายในวันนี้ ตามที่ชาวเหนือเรียกกันว่า "พระเจ้าทันใจ" นั่นเอง


ท่านผู้ร่วมงานทั้งหลายก็แสนดี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะตั้งใจจะสร้างพระพุทธเจ้ากันด้วยมือของตนเอง มีน้ำหอม มีแผ่นทองคำเปลว ต่างก็นำไปใส่ในถังปูน ก่อนที่ส่งกันไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลวงพี่ชัยวัฒน์และหลวงน้าสุรพงษ์ อุตส่าห์ปีนขึ้นไปเทถึงข้างบนด้วยตนเอง


ส่วนสิ่งของมีค่าและวัตถุมงคลต่างๆ ก็ได้นำมาบรรจุไว้ในถ้วยโถลายครามนี้ บางผอบก็มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอีกด้วย


ตอนนี้รถโม่ปูนเดินทางมาถึงแล้ว เริ่มเทปูนลงในกระบะ แล้วตักลงสู่ถังปูน โดยมีถังปูนสีเงินสีทองขึ้นไปก่อนเป็นปฐมฤกษ์ ซึ่งมี คุณเสรี และภรรยา (คุณพ่อคุณแม่ของ คุณสุภาวดี (แพรว) พรประสิทธิ์กุล) ร่วมจัดทำพ่นสีเป็นอย่างดี แล้วนำมาร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย




สำหรับชิ้นส่วนขององค์พระ มีช่วงแขนและพระหัตถ์ ได้นำมาวางไว้ให้ชม เพื่อจะได้นำไปประกอบภายหลัง ภาพต่อไปคือ คุณรัตนา ชินบุตรานนท์ พร้อมด้วยลูกๆ และอาม้า ได้มาช่วยหิ้วถังปูนด้วย






เมื่อการเทปูนผ่านไปได้สักประมาณชั่วโมงเศษๆ ปรากฏว่าปูนเต็มพอได้โอกาส แล้วจึงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และวัตถุมงคลต่างๆ บรรจุไว้ในองค์พระทันที




พระนลาฏ (เพชรที่ติดหน้าผากองค์พระ) พร้อมด้วยดวงพระเนตร ได้ทำเสร็จแล้วเช่นกัน


ท่ามกลางเสียงพระสวดชยันโต และสวดอิติโสไปตลอดเวลา ก็ได้เสร็จสิ้นไปพร้อม
กับการหล่อพระเสร็จทันใจพอดี ทั้งนี้เพื่ออานิสงส์จะได้ไวทันทีทันใดกันเสียที


หลังจากนั้นเจ้าภาพทั้งหลาย ต่างก็ได้นำปัจจัยไปถวายพระที่สวดชยันโตทุกองค์


ต่อจากนั้น ท่านเจ้าอาวาสวัดดงมณีฯ ได้เดินปะพรมน้ำพระพุทธมนต์กันอย่างทั่วถึง หลังจากที่ท่านได้ให้พรเป็นภาษาบาลีและแปลเป็นภาษาไทยด้วย


และก่อนจะได้เวลาไปฉันภัตตาหารเพล (มีเจ้าภาพแต่ไม่ทราบชื่อจัดเลี้ยงอาหาร) หลวงพี่และหลวงน้าได้ปล่อยนกออกจากกรง เพื่อเป็นการปลดปล่อยสู่อิสรภาพต่อไป จึงขออนุโมทนาท่านผู้เป็นเจ้าภาพ และผู้ร่วมงานการสร้าง "สมเด็จองค์ปฐมทันใจ" ซึ่งเป็นการสร้างต่อจาก วัดถ้ำรัตนบุปผา อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ.

◄ll กลับสู่สารบัญ



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1760
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved