ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 26/10/12 at 10:27 Reply With Quote

นิยายเรื่องที่ ๑ "นกพิราบเป็นเหตุ" บอกเล่าโดย.. "ทิดถึก"


นิยายเรื่อง "นกพิราบเป็นเหตุ"
บอกเล่าโดย.. "ทิดถึก"

...อตีตา กาเล นิยายเรื่องนี้เล่ากันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายว่า ในอดีตกาล มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านทั้งหลายได้อาศัยกันอย่างเป็นสุข แต่ภายหลังต้องมาพังพินาศเพราะ "นกพิราบ" ตัวเดียว ที่เป็นเหตุให้ชาวบ้านต้องแตกแยกกัน อย่างแทบไม่น่าเชื่อ..เรื่องราวจะสนุกสนานตื่นเต้นเพียงใด ลองมาฟัง "ทิดถึก" เล่ากันต่อไป...

...กาลครั้งหนึ่ง ยังมีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งชื่อว่า "ผู้ใหญ่อรรณะ" ได้ปกครองดูแลลูกบ้านอย่างเป็นสุขตลอดมา นับตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านคนเก่าตายไป ก็ยังให้ความเป็นธรรม ให้ความเมตตาตลอดมา ใครมีเรื่องสุขเรื่องทุกข์อย่างใด ก็พยายามเกื้อกูลช่วยเหลือ จนเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านทั้งหลายสืบๆ มา ต่างก็ช่วยกันเชิดชูเกียรติคุณหมู่บ้านแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรืองด้วยดี

หากมีข้ออรรถธรรมที่ชาวบ้านสงสัยหรือใคร่เรียนรู้ ผู้ใหญ่อรรณะก็มอบหมายให้ลูกน้องของตนคนหนึ่ง มีหน้าที่ชี้แจงข้อสงสัยในอรรถธรรมนั้น นับเป็นเวลานานหลายปี จนกระทั่งมีผู้คนศรัทธาเลื่อมใสกันมาก ชาวบ้านที่มีอาวุโสทั้งหลายที่มีตำแหน่งในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นรองผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็ถือว่าช่วยทำงานแทนในด้านนี้ ต่างก็โมทนาไม่มีจิตคิดริษยาแต่อย่างใด คงให้ทำหน้าที่ช่วยสั่งสอนจริยธรรมแก่ชาวบ้านทั้งหลาย

ต่อมาก็มีปัญหาเกิดขึ้นกับหมู่บ้านนี้ เนื่องจากมีฝูงนกพิราบมาอาศัยกันเป็นจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งก็ลงกินข้าวในนา แล้วกลับมาขี้เลอะเทอะไปหมด จนสร้างความรำคาญให้เกิดขึ้น แต่ด้วยที่เป็นคนดีมีศีลธรรม ชาวบ้านเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำร้าย หรือรังควาญนกพิราบเหล่านี้แต่อย่างใด

ผู้ใหญ่อรรณะจึงคิดอุบายว่าจ้างชาวบ้านอีกหมู่บ้านหนึ่ง ที่สามารถจับนกพิราบได้ ถ้าจับได้จะให้รางวัลตัวละ ๑๐ บาท แต่ไม่ให้ฆ่านะ ต้องจับมาเป็นๆ แล้วทำกรงใหญ่ขังรวมกันไว้ ให้เลี้ยงข้าวเปลือกมันกินทุกวัน พอมีจำนวนเยอะๆ ก็นำไปปล่อยในที่ห่างไกล โดยไม่มีจิตที่จะคิดร้ายต่อนกเหล่านี้ เพราะถือว่ามีเจตนาในการรักษาหมู่บ้านให้ปลอดภัยจากเชือโรคร้าย ที่เกิดจากขี้นกเหล่านี้

เหตุการณ์ก็ผ่านไปหลายวัน จนกระทั่งวันหนึ่งมีเรื่องเกิดขึ้น จากเรื่องนิดเดียว..แต่ได้บานปลายลุกลามจนชาวบ้านแตกแยกกันไปจนทุกวันนี้ คือคนที่มีหน้าที่สั่งสอนอรรถธรรม (แทนผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน) ชื่อว่า "ปอมสาม" ได้เดินผ่านไปเห็นตาข่ายขึงอยู่ มีนกพิราบติดอยู่ด้วย

หลังจากทำธุระเสร็จแล้วเดินกลับเห็นนกยังติดอยู่ ซึ่งเป็นเวลานานแล้ว สงสารนกเหลือเกิน แต่ก็ไม่เห็นมีใครนำมันไปปล่อยสักที วันต่อมาจึงได้นำเรื่องนี้มากล่าวตำหนิในที่ประชุมชาวบ้านภายในศาลาหลังใหญ่ ในเวลาบ่ายระหว่างที่สอนอรรถธรรมอยู่นั้น ว่าผุ้ใหญ่บ้านเป็นผู้สั่งการให้ทรมานสัตว์ ติติงการจุดประทัดไล่นก คงไม่รู้ว่าผู้ใหญ่บ้านคนเก่าก็เคยสั่งให้จุดไล่ได้

และที่สำคัญไม่มีใครรู้มาก่อนว่า สมัยก่อน "ผู้ใหญ่คนเก่า" เคยตำหนิอาจารย์ "ปอมสาม" ในที่ประชุมหมู่บ้าน หลังจากลับมาจากการสอนปฏิบัติธรรมที่เมืองตัวหิน ห้ามมิให้สอนวิชามโนมยิทธิอีกต่อไป เพราะไปทำนายทายทักเขาผิด ทำให้ชาวบ้านคนหนึ่งเขาเสียหาย (เรื่องนี้มีผู้บันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐานด้วย แต่ด้วยความมีเมตตาธรรม ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านไม่เคยนำมาเปิดเผยเลย)

มาฟังทิดถึกเล่าต่อไปอีกว่า วันนั้นมีชาวบ้านร่วมฟังหลายสิบคน ได้ยินการตำหนิติเตียนผู้ใหญ่บ้านเรื่องสั่งให้จับนกพิราบด้วยความไม่เข้าใจ โดยไม่มีการซักถามก่อน และพูดทำนองท้าทายให้ไล่ตนเองออกได้เลย พร้อมกันนี้ได้ให้บันทึกเสียงออกแจกจ่าย เหมือนจะเป็นการประจานผู้ใหญ่บ้านของตนเอง

คงจะไม่พอใจที่ผู้ใหญ่บ้านเคยติติงเรื่องทำปกหนังสือธรรมะมาก่อน จึงถือว่าเป็นการทำผิดมรรยาทในการปกครอง ที่เป็นลูกบ้านแต่ตำหนิผู้ใหญ่บ้าน เหมือนผู้น้อยไม่มีความเคารพผู้บังคับบัญชาอย่างนั้นแหละ นับว่าเป็นจริยาที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี หากไม่ทำเด็ดขาดเช่นนี้ต่อไปคนอื่นก็ทำตามได้อีก

ความจริงเรื่อง "นกพิราบเป็นเหตุ" นี้ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายแต่อย่างใด หากมีปัญหาไม่เข้าใจอย่างใด ก็น่าจะมาซักถามผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องเอาปัญหาภายในออกไป เพราะสามารถแก้ไขกันเองได้ มีคนเอาเทปไปให้ผู้ใหญ่อรรณะฟัง ถึงกับนิ่งอึ้งน้ำตาซึม ต้องทนทุกข์มาตลอดเวลา หน้าตาไม่สดชื่นเหมือนก่อน

แต่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่มีพรหมวิหาร ๔ มีคุณธรรมประจำใจ ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองแต่อย่างใด คงมีคำสั่งให้กรรมการหมู่บ้านไปประชุมสอบสวนทวนพยานกัน ซึ่งเรื่องนี้หลังจากได้มีการสอบสวนซักถามความจริงกันว่า เพราะเหตุใดจึงปล่อยให้นกถูกทรมานอยู่นาน ทำไมไม่ไปเอานกออกจากตาข่าย เหมือนอย่างที่เคยทำทุกวัน ปรากฏว่าคนที่มีหน้าที่ไปจับนกพิราบปล่อย บังเอิญวันนั้นไม่ว่าง มีธุระต้องออกไปทำนอกหมู่บ้าน จึงทำให้กลับมาปล่อยนกพิราบช้าไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาที่ทรมานสัตว์อย่างที่เข้าใจ

หลังจากนั้นชาวบ้านบางคนที่ไม่เข้าใจ ต่างก็ติเตียนผู้ใหญ่บ้านว่า มัวแต่เป็นห่วงสถานที่ แล้วศีลไม่ขาดไม่ด่างดอกหรือ นี่มีการวิพากย์วิจารณ์กันแบบไม่รู้เรื่อง เรื่องนี้ได้บานปลายออกไปยิ่งขึ้น จากการคัดลอกเทปแจกจ่ายออกไปทั่วทุกหมู่บ้าน คนที่ฟังก็ยังไม่รู้ความจริง ต่างก็เริ่มตำหนิติเตียนผู้ทำหน้าที่

โดยเฉพาะมีการตั้งคณะกรรมสอบสวน แล้วมีความเห็นให้ออกไปจากหมู่บ้านนี้ภายใน ๗ วัน บางคนก็ตำหนิติเตียนผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ๒ คน มีชื่อว่า "อินทร์จา" และ "ชาติไวย" ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการไปแจ้งว่า

เวลานี้ถึงกำหนด ๗ วันตามมติของคณะกรรมการแล้ว ต้องทำตามคำสั่งนี้นะ ในเวลานั้นมีลูกน้องคนสนิทอยู่กับอาจารย์ "ปอมสาม" ๒ - ๓ คน ภายหลังคงนำข่าวนี้ไปบอกพรรคพวกของตนเองว่า ผู้ช่วยผู้ใหญ่สองคนนี้ทำเกินกว่าเหตุ แค่นี้ทำไมถึงกับต้องไล่ออกไปด้วย

แต่หารู้ไม่ว่าผู้ที่สอนอรรถธรรมคนนี้ ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้มานาน ๑๐ กว่าปี ไม่ได้ร่วมหมู่ร่วมคณะกันแต่อย่างใด ไม่เคยร่วมกิจกรรมอะไรในหมู่บ้านเลย คณะกรรมการเห็นว่าเป็นความผิดยืดเยื้อมานานหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องที่ทำผิดในปัจจุบันด้วย จึงเป็นเหตุให้ต้องประมวลรวมทั้งหมดให้ออกไป

อีกทั้งระเบียบแบบแผนที่ผู้ใหญ่บ้านคนก่อนวางไว้ เคยมีผู้ทำกฎระเบียบเช่นนี้มาแล้ว มีการตักเตือนและคาดโทษไว้ก่อน แล้วผู้ใหญ่บ้านคนก่อนยังมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรอีกว่า หากภายหลังมีผู้ใดทำผิดเช่นนี้อีก ให้ไล่ออกไปจากหมู่บ้านสถานเดียว เพื่อเป็นการเตือนไม่ให้บุคคลอื่นปฏิบัติตามอีก นี่เป็นกฎที่วางไว้นานแล้ว คณะกรรมการหมู่บ้านในปัจจุบันนี้ จึงไม่สามารถจะฝ่าฝืนได้จำต้องรักษากฎระเบียบที่วางไว้

ในระหว่างที่บุคคลนี้ยังไม่ยอมออกจากหมู่บ้าน มีคนจากเมืองหลวงที่มีความเชือถือ ได้อุทิศบ้านให้ไปทุกวันที่ ๑๕ ของเดือน แต่ก็ยังอุทิศให้ผู้ใหญ่บ้านอรรณะไปทุกต้นเดือนเหมือนเดิม ภายหลังเจ้าของบ้านได้ทำหนังสือ ๑ ฉบับ ไปติติงคณะกรรมการหมู่บ้าน ว่าเหตุแค่นี้น่าจะตักเตือนกันได้ ทำไมถึงต้องขับไล่ด้วย

ผู้ใหญ่อรรณะได้นำหนังสือฉบับนี้ให้แก่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านชาติไวยอ่าน แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด เพราะยังไม่มีโอกาสอธิบายเรื่องราวทั้งหมด ต่อมาผู้ใหญ่บ้านให้ทำหนังสือถึงผู้ปกครองเขต ที่มีตำแหน่งใหญ่กว่าผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขอเจ้าหน้าที่มาบังคับให้ออกไป เพราะผู้ใหญ่บ้านมีสิทธิ์ตามกฎหมาย เนื่องจากเกินเวลา ๗ วันแล้ว พร้อมทั้งทำหนังสือติดประกาศแจ้งคนในหมู่บ้านทราบ

แต่เรื่องนี้คนนอกหมู่บ้านไม่ทราบรายละเอียด เพราะมีแต่เพียงคำสั่งให้ออกไปเท่านั้น เรื่องนี้เป็นมรรยาทของคณะกรรมการหมู่บ้าน ที่มีใจเป็นธรรมไม่อยากประจานผู้เสียหาย แต่เพราะการไม่ชี้แจงความจริงนี้เอง นานเข้าจึงทำให้คนภายหลังเอาไปพูดคลาดเคลื่อนแบบไม่รู้จริง

ต่างตำหนิติเตียนคณะกรรมการที่ผู้ใหญ่บ้านคนเก่าแต่งตั้งไว้ แล้วพยายามโฆษณาอาจารย์ของตนเองว่าเป็นผู้เห็นธรรมแล้ว พยายามชักชวนคนใหม่ๆ เข้าเป็นพรรคพวก และยุยงให้เกลียดชังผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน สร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในสังคมนี้ ได้สร้างบาปกรรมอย่างมหันต์โดยไม่รู้ตัว (หรืออาจจะรู้ตัวก็ได้)

คนที่เพิ่งมาหรือคนเดิมที่มีอคติอยู่แล้ว (คำว่าอคติ คือรักเคารพเป็นห่วงอาจารย์ของตนเอง) จึงตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีโดยปริยาย เพราะอาจมีสปายสายลับจากลัทธิอื่นปลอมปนเข้าไป เพื่อวางแผนล้มล้างหมู่บ้านของตนเอง สำหรับเรื่องนี้ได้มีคนพยายามทำมาตั้งแต่สมัยผู้ใหญ่บ้านคนเก่ามีชีวิตอยู่แล้ว

เมื่อปีที่แล้วก็มีหนังสือตักเตือนจากผู้หลักผู้ใหญ่ในส่วนกลาง ว่ามีหมู่บ้านหลายแห่งที่ตกเป็นเป้าหมาย ขอให้ระมัดระวังบุคคลที่จะเข้ามาทำลาย โดยเฉพาะมีชื่อหมู่บ้านของเราอยู่ในบัญชีนี้ด้วย เวลานี้ถ้าใครสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าเริ่มเป็นจริงตามข่าวนี้แล้ว


ทิดถึกขอเล่าต่อไปอีกว่า ในตอนนี้มีคนของอาจารย์ "ปอมสาม" นำเรื่องนี้เข้าไปร้องเรียนต่อผู้ปกครองมณฑล (ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องของภายในหมู่บ้าน) อันเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือทั่วทั้งเขตแดน มีนิวาสถานอยู่ในเมืองหลวงโน่น มีตำแหน่งรักษาการสูงสุด โดยได้เข้าไปรายงานข้อมูลแต่ฝ่ายเดียวหลายครั้ง

จนกระทั่งวันหนึ่งคณะจากอาจารย์ "ปอมสาม" ได้เข้าไปรายงานและขอคำแนะนำที่อยู่ใหม่ ด้วยอาการที่ลุกลี้ลุกลน แต่บังเอิญในวันนั้นมีบุคคลกลุ่มหนึ่ง ชื่อ "ทิดต้อน" กำลังนั่งสนทนากับผู้ใหญ่ท่านนี้อยู่ก่อน (ทิดต้อนบอกว่าคนกลุ่มนี้ไม่รู้จักตนมาก่อน จึงนั่งฟังได้อย่างสบาย) จึงได้รับฟังได้ยินเรื่องราวทั้งหมด

พร้อมกับได้ยินคำถามเรื่องจะหาที่อยู่ใหม่ที่ไหนดี ก็ได้ยินคำตอบว่าให้อาจารย์ "ปอมสาม" ออกไปหาที่อยู่ใหม่ให้ไกลๆ ออกไป (เหมือนกับท่านจะรู้ล่วงหน้าถ้าอยู่ใกล้ๆ จะมีแต่เรื่องยุ่ง เพราะภายหลังก็ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของท่าน) แต่หลังจากคนกลุ่มนี้ลุกออกไปแล้ว ทิดต้อนจึงได้นำเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าให้น้องสาวของ "เจ้าของบ้าน" ที่อุทิศให้ผู้ใหญ่บ้านอรรณะและอาจารย์ปอมสาม มาพักในเวลาไล่เลี่ยกัน

ในตอนนี้ถ้าทิดต้อนไม่มาได้เห็นได้ยินด้วยตนเอง ท่านทั้งหลายลองมองเหตุการ์ต่อไป จากคนที่เคยรักเคยชอบกัน จากคนที่เคยเป็นเหมือนญาติ เป็นเหมือนพี่เหมือนน้องกันเริ่มเปลี่ยนไป คือจะมีคนมาหาเริ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือคนของฝ่ายผู้ใหญ่บ้านเดิม และคนของอาจารย์คนนี้

ถ้าหากมีการแบ่งเวลาสอนอรรถธรรม ลูกพี่ออกมาทำกิจกรรมต้นเดือน ลุกน้องออกมาทำกิจกรรมกลางเดือน นี่จะเป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่ ท่านผู้มีธรรมอยู่ในใจ คงจะเริ่มมองเห็นภาพเหตุการณ์ได้ดี คงไม่อยากให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แล้วรอยร้าวนี้เกิดจากผู้ใด

ใครเป็นคนเริ่มสร้างความแตกแยก ทำให้แตกความสามัคคีกันก่อน ใครเป็นคนสร้างภาพให้เห็นว่าหมู่บ้านนี้ เวลามีการจัดงานใหญ่ในหมู่บ้าน มีคนแบ่งกลุ่มแยกกันไปร่วมงาน ถ้าคนจากหมู่บ้านอื่นมาเห็นคงขำพิลึก ทั้งนี้เป็นเพราะแค่เหตุเพียง "นกตัวเดียว" เท่านั้นเอง (แต่ภายหลังกลับโยนบาปให้ "บุคคลคนเดียว" อีกเช่นกัน)

เป็นอันว่าความจริงทั้งหมดได้ถูกเปิดเผยขึ้น (ทั้งนี้ยังไม่เคยเปิดเผยออกสู่สาธารณะ เพราะเห็นแก่คุณธรรม เพื่อจะไม่ให้เข้าใจว่าผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย นี่..ทิดถึกได้ยินมาเองนะ) เมื่อทิดต้อนซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องสาวของเจ้าของบ้านนี้ กลับมาเล่าความจริงทั้งหมดว่า ผู้ใหญ่สูงสุดท่านนี้บอกว่า คนที่นำเรื่องนี้มาเล่านะ ท่าทางอาการร้อนรนเหลือเกิน

แล้วทิดต้อนก็เล่าให้ท่านฟังถึงความเป็นจริงทั้งหมด พร้อมกับถามว่าการที่นำตาข่ายไปดักนกเช่นนี้ ศีลจะขาดหรือไม่ ท่านบอกว่าอยู่ที่เจตนา หากเจตนาเพื่อป้องกันสถานที่ ไม่มีเจตนาที่ไปฆ่ามันตาย มันก็ไม่ผิดศีลและไม่เป็นบาปแต่อย่างใด

ทิดต้อนคนนี้ก็ซักถามต่อไปว่า แล้วเหตุที่อาจารย์คนนี้อยู่ในหมู่บ้านมานาน แต่ไม่เคยร่วมกิจกรรมเลย มีการมั่วสุมในที่พักที่อยู่ เวลาคุยกันหมู่มากก็เสียงดังรบกวนถึงไปถึงบ้านอื่น แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่รู้ว่าเขารำคาญ ผู้ใหญ่สูงสุดท่านนี้ก็บอกว่าไม่ถูกต้องนะ แล้วก็รำพึงต่อไปว่า...น่าสงสารผู้ใหญ่อรรณะ..!

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความแจ่มแจ้งแก่เจ้าของบ้าน ภายหลังก็เข้าใจเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี จึงไม่ได้ให้อาจารย์คนนี้ไปพักที่บ้านในเวลากลางเดือนอีกเลย นี่เป็นความจริงที่เกิดขึ้น โดยทิดต้อนได้เล่าเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่บ้านอรรณะฟังด้วยตนเอง

แล้วผู้ใหญ่บ้านอรรณะก็นำมาเล่าให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านชาติไวยอีกทีหนึ่ง จึงเชื่อว่าเป็นความจริงทุกประการ ภายหลังทางผู้ปกครองเขตได้ส่งเจ้าหน้าที่ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ไปเชิญอาจารย์ "ปอมสาม" ให้ออกไปจากหมู่บ้าน แต่ทางกรรมการไม่ได้ประกาศให้ทราบโดยทั่วไป

เพราะเหตุนี้เองคนที่ไม่เข้าใจในเรื่องราวทั้งหมดต่างไม่พอใจ ออกไปหาซื้อที่อยู่ใหม่แล้วตั้งหมู่คณะสอนอรรถธรรมกันเองใกล้หมู่บ้าน บางคนก็โพนทนาว่าผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยทำเกินกว่าเหตุ ต่างยุยงไม่ให้คนอื่นไปหาหรือไปร่วมงานต่างๆ (โดยเฉพาะผู้ช่วยชาติไวย บอกว่าโดนหนักกว่าใคร)

มีคนบางคนที่อาศัยอยู่ภายใน ไม่รู้ผิดรู้ถูก ไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ บ้างก็ชักชวนคนใหม่ให้ไปหา แล้วกลับมาหลบพักอาศัยหลับนอนกินอยุ่ในบ้านเดิมของตนเอง ช่างเป็นนกเร่รอนที่อกตัญญูไม่รู้คุณค่าแต่อย่างใด สร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นต่อหมู่บ้าน ทำนองว่าเข้าทางโจรนั่นเอง

นี่ทิดถึกไม่ได้กล่าวหาว่าใครมาทำลายนะ เพียงแค่เตือนให้ระวังอย่าไปเข้าทางเขาเท่านั้นเอง เพราะตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หมู่บ้านที่เคยร่มเย็นเป็นสุข หมู่บ้านที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายเคยสร้างให้ คนเคยเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เคยทำงาน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายหลังก็ต้องมาจบสิ้นกันไป บางคนก็ไม่ทักทาย บางคนก็ไม่มองหน้ากัน

บางคนจะเอาสิ่งของไปให้ ก็พูดกันท่าว่าไม่ต้องเอาไป หรือมีกิจกรรมใดๆ เกิดขึ้นก็ห้ามไม่ให้ไป เน้นแต่เรื่องปฏิบัติตามแนวของตนเองต่อไป จะเห็นว่าบุคคลคนเดียวเท่านั้นที่เป็นเหตุทำให้คนที่นับถืออีกฝ่ายหนึ่ง ต่างก็รังเกียจคนอีกกลุ่มหนึ่ง คนของฝ่ายกลุ่มที่ก่อเรื่องก็รังเกียจคนอีกกลุ่มหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างโยนความผิดเข้าหากัน แล้วก็แยกไปทำกิจกรรมกันเอง แตกแยกกันไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมเดินทางด้วยกันมาก่อน

ทั้งนี้ด้วยความเข้าใจผิดนิดเดียวจาก "นกพิราบเป็นเหตุ" แท้ๆ แล้วกลับมาเพ่งโทษโยนบาปให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คนที่ได้รับหน้าที่แทนคณะกรรมการ เหตุการ์ณเช่นนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ระมัดระวังไว้ อย่าดูหมิ่นเพียงแค่ "น้ำผึ้งหยดเดียว"

ที่จะเป็นเหมือนเช่นกับ "ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี" ที่ในสมัยพุทธกาลต้องทะเลาะกันเพราะเหตุน้ำในห้องส้วมเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง ซึงต่อไปนี้พวกเราจะไม่รอรับลูกอย่างเดียว จะลุกขึ้นมาชี้แจงแถลงไข ขอให้ทุกคนหันหน้าเข้ามาหากัน แล้วรวมพลังช่วยกันรักษาความสามัคคีดังเดิม เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเป้าหมายของลัทธิอื่นต่อไป.


(โปรดรอติดตามภาค 2 ต่อไป)




webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1936
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 24/12/15 at 23:19 Reply With Quote














webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1936
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member
[*] posted on 1/11/19 at 06:16 Reply With Quote








webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1936
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved