ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 9/3/08 at 09:52 Reply With Quote

เพราะเหตุใด..จึงมี "บั้งไฟพญานาค" ในวันออกพรรษาทุกปี (ตอนที่ 12)


(Update 24 ก.ย. 51)

« | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | »


ตอนที่ 12

รายการ "สารคดีแม่น้ำโขง มหานทีแห่งชีวิต"



สารคดีแม่น้ำโขง มหานทีแห่งชีวิต

เบื้องหลังการถ่ายทำ สารคดีแม่น้ำโขง มหานทีแห่งชีวิต

ออกอากาศเมื่อ : 2008-04-28



หลวงปู่ขาว (วัดถ้ำกลองเพล ) พบพญานาคที่ภูถ้ำค้อ

".......หลวงปู่ขาว อนาลโย เล่าถึงเหตุการณ์ที่ภูถ้ำค้อ ที่เกี่ยวกับลูกหลานพญานาค ดังต่อไปนี้
คืนหนึ่ง ในระหว่างที่หลวงปู่นั่งสมาธิภาวนา ได้เห็นในนิมิตว่าบรรดางูใหญ่งูเล็กหลายพันตัว พากันเลื้อยออกมาจากถ้ำเป็นขบวนยาวเหยียด หลวงปู่ได้ถามในนิมิตว่า “จะไปไหนกันมากมายเช่นนี้ ?” หัวหน้างูใหญ่ตอบว่า “พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นภูมินาค”

หลวงปู่ถามซ้ำอีกว่า “จะพากันไปไหน ทำไมไม่อยู่ที่เดิมนี้ ?”
งูตอบว่า “จะไปที่ห้วยอีตุ้ม เพราะตั้งแต่พระคุณเจ้ามาอยู่ในถ้ำนี้แล้ว พวกข้าพเจ้าอยู่ยากกินยาก”

หลวงปู่จึงถามว่า “เพราะอะไร ?”
งูตอบว่า “เพราะพวกข้าพเจ้าอยู่สูงกว่าพระคุณเจ้าผู้มีศีลอันบริสุทธิ์ ทำให้ร้อนไปทั่วร่างกาย จึงขอลงไปอยู่ในที่ต่ำๆ จะได้ไม่เป็นบาป”

ในบรรดางูเหล่านั้นมีนาคหนุ่มตัวหนึ่งถูกมัดปาก โดยให้คาบก้อนหินอยู่ หลวงปู่เห็นว่าแปลกกว่านาคตัวอื่นๆ จึงถามหัวหน้าพวกเขาว่า “ทำไมจึงต้องมัดปากเขาไว้ด้วย ?”
หัวหน้าตอบว่า “มันดื้อมาก เกรงมันจะทำอันตรายพระคุณเจ้า”

หลังจากออกจากสมาธิแล้ว หลวงปู่ได้ยกเรื่องของนาคมาพิจารณาโดยละเอียด ท่านบอกว่าเรื่องของนาคนี้ไม่มีบรรยายไว้ในตำราเล่มใด ถ้าหากไม่ปฏิบัติสมาธิให้ถึงขั้นแล้ว จะไม่เห็นได้เลย เป็นสนฺทิฏฐิโก คือรู้เห็นเฉพาะตนเท่านั้น

บทเพลงลูกสาวพญานาค
........การจำพรรษาของหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่ภูถ้ำค้อนั้น ท่านว่าได้ข้อธรรมอย่างมากเลยทีเดียว การพิจารณาค้นคว้าธรรมไม่ติดข้อง มีความรู้แปลกๆ หลายอย่าง รู้ทั้งเรื่องของโลกและรู้ทั้งเรื่องของโลกทิพย์
........หลวงปู่เล่าว่า คืนหนึ่งท่านเข้าที่บำเพ็ญภาวนา จิตสงบ ปรากฎว่าตัวของท่านได้ลงไปถึงชั้นบาดาล
........หลวงปู่ถามว่า “เมืองอะไร ?”
........มีเสียงพูดขึ้นว่า “นี่คือบาดาลพิภพ เมืองนาค”

(อัฐิธาตุของ หลวงปู่ขาว อนาลโย กลายเป็นพระธาตุ)

หลวงปู่บอกว่า ขณะนั้นเห็นตัวท่านเองยืนอยู่บนก้อนหินอยู่กลางน้ำ น้ำในเมืองบาดาลไม่เหมือนกับน้ำในเมืองมนุษย์ กล่าวคือน้ำในเมืองบาดาลน้ำจะไหลผ่านกัน เช่นสายหนึ่งไหลไปทางทิศเหนือ อีกสายหนึ่งจะไหลไปทางทิศใต้สลับกัน สายหนึ่งไหลไปทางตะวันออก อีกสายก็ไหลไปทางตะวันตก บางแห่งจะไหลเวียนขวากับเวียนซ้าย น่าแปลกประหลาดมาก

หลวงปู่เห็นก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง มีลักษณะสวยงามมาก มีสาวงามซึ่งเป็นลูกของพญานาคยืนนิ่งอยู่ เธอสวยงามมาก หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูราวกับนางฟ้าเทพธิดา แต่งตัวด้วยเครื่องทรงที่งดงามเหมือนในภาพที่วาดกัน

สาวน้อยหันหน้ามาทางหลวงปู่ เธอประนมมือและแสดงความคารวะ แล้วทำการร่ายรำพร้อมกับขับร้องเป็นเพลงว่า
“อะหัง นะเม นะเม นะวะ ชาติ นะวะ” หลวงปู่จำเนื้อเพลงได้ดี

ลูกศิษย์เคยกราบเรียนถามหลวงปู่ว่า เพลงของลูกสาวพญานาคมีความหมายว่าอย่างไร ท่านบอกว่าให้แปลเอาเอง
หลวงปู่เคยเล่าเรื่องนี้ถวายสมเด็จพระญาณสังวร (สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน) สมเด็จฯ ท่านก็ไม่แปลให้ฟัง พระองค์ท่านอยากฟังหลวงปู่แปลมากกว่า จึงนิมนต์ให้หลวงปู่แปลให้ฟัง

หลวงปู่บอกว่า “ผมไม่ได้มหาเปรียญ ไม่ได้เรียนศึกษาจะแปลได้อย่างไร”
สมเด็จฯ ท่านว่า “หลวงปู่เรียนทางในไตรปิฎก ผมเรียนทางนอกทางตำรา”

หลวงปู่จึงยอมแปลให้ฟัง ท่านพูดว่า “พูดตามที่เป็นมา ไม่ใช่ตำราอะไรนะ "อะหัง" ก็แปลว่า "เรา"
ชาติใหม่ของเราไม่มีอีกแล้ว มีชาติเดียวเท่านี้”

แล้วหลวงปู่ก็ยิ้มระรื่นตามนิสัยอารมณ์ดีของท่าน แล้วถามสมเด็จว่า “ผมแปลแบบ "บาลีโคก" แบบนี้ถูกหรือไม่”

สมเด็จฯ ท่านตอบว่า “หลวงปู่แปลได้ถูกต้องแล้ว”

ที่มา - เว็บ openbase.in.th



ครูบาแบ่ง ฐามุตตโม วัดบ้านโตนด

มีเรื่องเล่าว่า "แป้งลูกสาวพญานาค" และ "เกล็ดพญานาค" เมื่อประมาณต้นปี 2538 คณะครูบาแบ่ง ประกอบด้วยพระลูกศิษย์อีก 4 รูปได้ออกจาริกธุดงค์ไปยังเทือกเขาเพชรบูรณ์ เพราะทราบจากพระเกจิธุดงค์รูปหนึ่งว่ามีของวิเศษอยู่ที่ ถ้ำพญานาค ตั้งอยู่ในเขตอำเภอน้ำหนาว

ในอดีตนั้นถ้ำพญานาคนี้เป็นที่บำเพ็ญศีลภาวนากรรมฐานของพระป่าสายกรรมฐาน ได้มาสำเร็จที่ถ้ำแห่งนี้หลายรูป เท่าที่ทราบก็มี หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ผาง และรูปสุดท้ายคือ พระอาจารย์ทองใบ แต่ก็แทบเอาชีวิตไม่รอด มีเลือดออกทางจมูกและหู แต่ก็สำเร็จมาได้

นับจากนั้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามีพระเกจิรูปใดกล้าไปที่นั้นอีก ว่ากันว่ามีอาถรรพ์ของ พญานาค ผู้ทรงฤทธิ์สถิตอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้ และเจ้าป่าเจ้าเขาก็แรงมาก อีกทั้งสัตว์ป่าอันตรายและโขลงช้างป่าที่ดุเอาการอยู่ คณะของครูบาแบ่งได้ธุดงค์เข้าป่าลึกมุ่งสู่ถ้ำพญานาคตามลายแทงที่พระธุดงค์มอบไห้ไว้ ในเขตป่าแห่งนี้เป็นป่าทึบอากาศหนาวเย็นมากตลอดทั้งปี

เมื่อไปถึงปากถ้ำแล้วจึงปักกลดธุดงค์โดยแยกกันตั้งห่างกันพอสมควรเพื่อสงบเหมาะแก่การภาวนากรรมฐาน ในกลุ่มถ้ำพญานาคนี้จะมีถ้ำเล็กถ้ำน้อยอยู่ลดหลั่นกันไปถึง 5 ถ้ำมีชื่อเรียกต่างกันไป ครูบาแบ่งท่านจะปักกลดอยู่ปากถ้ำใหญ่ที่อยู่บนสุดที่ชื่อว่า "ถ้ำพญานาค"

คืนนั้นเป็นคืนที่มืดสนิทมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีดำทมึนของราตรีกาล เสียงป่าเสียงหรีดหริ่งเรไรได้สงบลงเงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงลมหายใจเท่านั้น คืนนั้นท่านก็ถูกลองดีซะแล้ว ท่านเล่าให้ฟังว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ของเจ้าป่ามาทดสอบขณะที่ท่านเจริญภาวนาเข้าสมาธิดีแล้ว

ประมาณสักสี่ทุ่มเศษเห็นจะได้ พลันท่านก็รู้สึกได้ว่ามีแสงสว่างเป็นดวงไฟเจิดจ้าค่อยๆ ลอยเข้ามาหาท่าน ยิ่งใกล้ก็ยิ่งใหญ่ขึ้น ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าท่าน ดวงไฟใหญ่จนเต็มไปหมดในดวงไฟนั้น กลับปรากฏว่าเป็นในหน้าของคนที่ท่าทางดุมาก ผิวดำดวงตาแดงราวกับไฟ แต่มีเฉพาะในหน้าเท่านั้นไม่มีตัวตน นิ่งอยู่อย่างนั้นชั่วครู่ใหญ่

ครูบาเองไม่ได้หวั่นไหวแต่อย่างใดเพราะทราบอยู่ก่อนแล้วว่าที่นี่มีอาถรรพ์แรงจึงเตรียมตัวพร้อมรับ ท่านจึงได้กำหนดจิตตะคอกถามไปว่า ”ท่านเป็นใคร ต้องการสิ่งใด” ทันใดนั้นก็ปรากฏว่าแสงสว่างวาบขึ้นจนจ้าไปหมด พลันครูบาท่านก็รู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงพระลูกศิษย์เรียกตะโกนมาว่า ”ครูบาๆๆ นิมนต์ลงมาฉันได้แล้วครับ”

ไม่น่าเชื่อว่าจะเช้าแล้วเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดเมื่อครู่นี้เอง ท่านว่าหากเดินทางมารูปเดียวตามลำพังอาจจะตายไปแล้วก็ได้ แต่ด้วยบุญบารมีของท่านจึงรอดมาได้ แสดงว่าเจ้าป่าเขาเปิดทางให้แล้ว เมื่อฉันเสร็จแล้วจึงทำพิธีบัดพลีขอ "แป้งลูกสาวพญานาค" วิเศษนั้นกับเทวดาอารักษ์และพญานาคทั้งหลาย เพื่อนำไปสร้างวัตถุมงคลให้ผู้คนได้บูชาได้ช่วยเหลือผู้ยากได้พ้นจากกองทุกข์

แล้วจึงพากันเข้าสำรวจถ้ำ ข้างในถ้ำอากาศเย็นมากยังกับติดแอร์ราวสามสิบตัว โพรงถ้ำสะอาดมากพื้นถ้ำก็ราบเรียบ มีหินงอกหินย้อยกระทบแสงไฟระยิบระยับสวยงามมาก มีลำธารน้ำไหลภายในถ้ำใสมากไม่ทราบไหลมาจากที่ใด มีความเย็นราวกับน้ำแข็งเหยียบเท้าลงไปสดุ้งวาบ ว่ากันว่าตลอด 3 วันที่ไปกันไม่มีใครสรงน้ำที่นั้นเลย ยกเว้นครูบาแบ่งท่านเดียวที่กล้าเข้ามาสรงน้ำในลำธารในถ้ำ

ท่านว่าถ้าลองแช่เท้าในน้ำกลั้นใจสักพักน้ำก็จะอุ่นเองสามารถสรงได้อย่างสบาย มีความสดชื่นอย่างประหลาด หายปวดเมื่อยทั้งร่างกาย คงเป็นน้ำทิพย์ของพญานาค ใครได้อาบดื่มกินจะช่วยให้มีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น สุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นมงคลต่อชีวิตอย่างยิ่ง วันแรกยังไม่พบอะไร คืนที่สองก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก

วันที่ 3 พอเข้าไปในถ้ำอีกสักครู่ก็พบโพรงลึกลงไปในพื้นถ้ำโตขนาดถังน้ำมันสองร้อยลิตร มีลมพัดสวนขึ้นมาแผ่วๆ หลวงพี่อำนวยจึงอาสาเป็นผู้กล้ามุดลงไปผูกสบงเป็นโจงกระเบนเตรียมไฟและถุงกับย่ามค่อยไต่โรยตัวลงไป พบว่าด้านล่างเป็นห้องโถงใหญ่มีหลายห้องลึกยาวเข้าไป สภาพสะอาดกว่าข้างบนซะอีก มีธารน้ำและหาดทรายด้วย แต่ทว่าทรายนั้นเป็นสีดำ นี่คือทรายที่พญานาคก่อนจะเข้าถ้ำจะคลายพิษทิ้งไว้

เมื่อเดินเข้าไปอีกก็พบรูปหินคล้ายลำตัวพญานาคทอดยาวไปขนาดใหญ่สูงกว่าตัวคน มีหัวอ้าปากมีเขี้ยวมีหงอนคล้ายพญานาคแกะสลักยังไงก็ยังงั้น แต่ช่วงกลางลำตัวและส่วนหางจนหายไปในผนังถ้ำ ตามละตัวมีเกล็ดเป็นหินแก้วขนาดใหญ่เรียงซ้อนคล้ายกับเกล็ดงูแกะสลักไว้ กระทบแสงสะท้อนแวววาวยังกับกระจกหลากสีสวยงามมาก อย่างนี้นี่เองที่พระเกจิในอดีตท่านขนานามไว้ว่า ”ถ้ำพญานาค”

บริเวณใกล้กันเป็นห้องโถงมีแท่นคล้ายเตียงนอนขนาดใหญ่มีหินงอกย้อยลงมาคล้ายม่าน ใกล้ๆกันมีบ่อเป็นหลุมขนาดครกตำข้าวในหลุมนั้นมีแป้งฝุ่นละเอียดอ่อนสีขาวนวล มีกลิ่นหอม นี่เองที่เขาเรียกว่า “แป้งลูกสาวพญานาค” หลวงพี่อำนวยจึงรีบโกยแป้งนั้นใส่ถุงจนหมด และรีบกลับออกมาโกยเอาทรายดำใส่ถุงและรีบปีนขึ้นมา

เมื่อกลับมาถึงข้างบนปรากฏว่า "ทรายดำ" นั้นกลายเป็นฝุ่นสีดำปนเหลืองคล้ายขี้มอด หลวงพี่อำนวยกลับโมโหใหญ่รีบคว้าคลานมุดลงไปอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้พบรอยเลื้อยของงูใหญ่อยู่บนหาดทรายและพื้นดินเลน เอามือลูบดูเป็นเมือกรื่นๆ ดมดูมีกลิ่นคาว และมีเกล็ดงูขนาดใหญ่กระทบแสงแวววาวหล่นอยู่ตามรอยเลื้อยนั้น

หลวงพี่อำนวยตกใจมากจึงเอามือรูดๆ รีบเก็บเอาเกล็ดนั้นมา แล้วเข้าไปใช้ขวานถากเกล็ดแก้วพญานาคที่หินรูปพญานาคนั้นทันที ครั้งแรกถากไปตามเกล็ดขวานกลับเด้งขึ้นไม่ละคายผิวเลย จึงลองกลั้นใจใหม่ถากย้อนเกล็ด ปรากฏว่าแผ่นแก้วเกล็ดพญานาคหินนั้นหลุดออกมาทันที แล้วจึงรีบเก็บโกยเข้าถุงรีบปีนกลับขึ้นมาอย่างเร่งรีบ เนื้อตัวเปียกปอนสบงที่สวมขาดวิ่น เนื้อตัวถลอกปอกเปิกไปหมด ท่านว่าใช้เวลาลงไปแค่อึดใจเท่านั้นแต่เหมือนกับนานมากเพราะมีความกลัว

ครูบาบอกว่าโชคดีแล้วถ้าช้ากว่านี้หรือครั้งแรกลงไปนานเกิน อาจจะพบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนอาจจะตายก็ได้ จากนั้นก็รีบถอนกลดธุดงค์เดินทางกลับทันที กลับมาถึงวัดหลวงพี่อำนวยป่วยไปถึงสามเดือนรักษาอยู่นานอาการจึงเป็นปกติ แต่ก็คุ้มที่ได้แป้งลูกสาวพญานาคมา แถมด้วยเกล็ดพญานาค และเพชรพญานาค (ถากมาจากรูปหินพญานาค) เป็นแก้วขาวมีทั้งใสและขุ่น มีความแววาวสวยงามมากไม่เหมือนอัญมณีใดๆ บนโลกนี้เลย.

ที่มา - เว็บ krubabang.com

((( โปรดติดตามตอน หลวงปู่แหวนเล่าเรื่องพญานาค )))

« | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | »



webmaster
Super Administrator
*********
Posts: 1933
Registered: 8/1/08
Member Is Offline
View User's Profile View All Posts By User U2U Member

Go To Top
 

"เว็บตามรอยพระพุทธบาท" ได้รับลิขสิทธิ์จาก พระอาจาย์ชัยวัฒน์ อชิโต เพื่อเผยแพร่รูปภาพและข้อมูล
จาก "หนังสือตามรอยพระพุทธบาท" จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
ห้ามคัดลอกข้อมูล, ภาพ, เสียง ออกไปเผยแพร่ หรือนำไปโพสในเว็บใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับโปรแกรม Internet Explorer, Window Media V.9, Flash Player ความละเอียดหน้าจอ 1024 x 768 pixels ความเร็วอินเตอร์เน็ต 1 Mbps. ขึ้นไป

ถ้าพบข้อผิดพลาดใดๆ หากจะแนะนำ หรือติชม และสอบถาม ติดต่อ "ทีมงานเว็บตามรอยพระพุทธบาท"
เริ่มเปิดเว็บไซด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Copyright @ 2008 tamroiphrabuddhabat.com All rights reserved